วิชาการดอทคอม ptt logo

งานวิจัยในชั้นเรียน

งานวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียน
ผู้เขียน: praneat ชมแล้ว: 21,320 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 8 December 2008, 11:18 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 December 2008, 11:24 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - การพัฒนาทักษะการคิด

รายงานผลงานวิจัย

 

เรื่อง       ผลของการใช้พุทธวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมย  ที่มีต่อทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ  และผล

สัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียน

คงคาราม จังหวัดเพชรบุรี

ผู้วิจัย                   นางปราณีต   จันทรขันตี

ปีที่ทำวิจัยเสร็จ    พ.ศ. ๒๕๕๑

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                   วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันประสานกลมกลืนกับหลักปฏิบัติของพระพุทธศาสนามาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก จนฝังลึกในจิตใจและวิถีชีวิตของชาวไทย  กลายเป็นเครื่องหล่อหลอมกลั่นกรองนิสัยใจคอพื้นฐานจิตใจของคนไทยให้มีลักษณะเฉพาะตัว จนกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย และเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในกระบวนการสืบทอดต่อเนื่องของสังคมไทย  รัฐบาลจึงต้องมีนโยบายทางการศึกษาที่จัดดำเนินการให้เยาวชนไทยได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งในแง่องค์ความรู้และในแง่ที่เป็นเครื่องพัฒนาชีวิตและสังคม  แต่พระพุทธศาสนามีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งที่ต่างจากศาสนาอื่นๆ คือไม่บังคับให้ศรัทธา  แต่ถือปัญญาเป็นสำคัญ  กล่าวคือ  ให้เสรีภาพทางความคิด  ไม่เรียกร้องและไม่บังคับความเชื่อ  ไม่กำหนดข้อปฏิบัติที่บังคับแก่ศาสนิก  แต่ให้เลือกตัดสินใจด้วยตนเอง  การปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาจึงต้องอาศัยการศึกษา  เพราะเมื่อไม่มีข้อบังคับให้ต้องเชื่อและต้องปฏิบัติที่ตายตัว  ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจอย่างถูกต้องแท้จริงก็มีโอกาสอย่างมากที่จะเกิดความคลาดเคลื่อน  ผิดเพี้ยนในความเชื่อและการปฏิบัติ  นอกจากจะเป็นผลเสียหายทางศาสนาแล้ว  ยังทำให้เกิดโทษแก่ชีวิตและสังคมไทยด้วย

                ด้วยเหตุที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา  ความศรัทธาเชื่อถือและการนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญคือการศึกษา ในกรณีที่พลเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา  รัฐจะต้องเอาใจใส่ขวนขวายเอื้ออำนวย  ให้ประชาชนได้ศึกษาพระพุทธศาสนาให้ดีที่สุด   แต่สภาพของสังคมไทยที่ตกต่ำ  เสื่อมโทรมทางภูมิธรรมและภูมิปัญญาในปัจจุบัน  ควรเป็นสิ่งที่จะกระตุ้นเตือนให้คนไทยทุกคนสำนึกตื่นตัวขึ้นมาเร่งรีบแก้ปัญหา  ด้วยการจัดการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งในแง่การเรียนรู้เนื้อหาและหลักธรรมคำสอน  ให้เข้าใจถูกต้องแท้จริงยิ่งขึ้น

                ดังนั้นเมื่อพระราชบัญญัติการศึกษา  พ.ศ. ๒๕๔๒  ประกาศใช้และมีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พ.ศ. ๒๕๔๔  จึงกำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรไว้ว่ามุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  เป็นคนดี  มีปัญญา  มีความสุขและมีความเป็นไทย  ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา  มีคุณธรรม  จริยธรรม  และค่านิยมอันพึงประสงค์  โดยกำหนดมาตรฐานความรู้เป็นเครื่องกำหนดคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน  หลักสูตรจึงได้กำหนดให้มีมาตรฐานเกี่ยวกับศาสนา  ศีลธรรม  จริยธรรมเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง ๑๒  ปี  โดยมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรมได้กำหนดแนวทางการจัดการเรียนรู้สาระที่ ๑ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไว้ว่า  ให้สถานศึกษาจัดให้ผู้เรียนศาสนาพุทธเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ๒ คาบต่อสัปดาห์

                อย่างไรก็ตาม แม้จะมีนโยบายการจัดการศึกษาที่ดีมาใช้ เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้พระพุทธศาสนาที่ชัดเจนขึ้น  แต่ปัญหาด้านการเรียนการสอนก็ยังมีอยู่  ดังที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา   ได้ทำการวิจัยหลังการปฏิรูปการศึกษามาถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ พบว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดทุกรายวิชาของนักเรียนชั้น ม.๖    อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ  ซึ่งย่อมรวมถึงรายวิชาพระพุทธศาสนาด้วย   รวมทั้งมีผลการวิจัยของครูผู้สอนพระพุทธศาสนาบ่งชี้ว่า การเรียนการสอนพระพุทธศาสนายังไม่ประสบผลสำเร็จ  เพราะผู้เรียนยังไม่เข้าใจและยังไม่ซาบซึ้งในหลักธรรมคำสอน  ไม่เกิดความศรัทธาที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณธรรม  จริยธรรม ด้านจิตใจและปัญญา  จึงส่งผลให้เยาวชนไทยมีคุณลักษณะอันไม่พึงประสงค์ เช่น ติดยาเสพย์ติด  ก่อการทะเลาะวิวาท  ก่อคดีทางเพศและคดีอาชญากรรมต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะนักเรียนขาดทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การจะพัฒนานักเรียนในด้านการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาเพื่อให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดที่ดีขึ้น  จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องหาทางแก้ไข

                การจัดการเรียนรู้วิชาพระพุทธศาสนา  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖  ที่โรงเรียนคงคาราม  ตามแนวทางของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พ.ศ. ๒๕๔๔ ก็ประสบปัญหาด้านการเรียนการสอนดังกล่าวเช่นกัน ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนจึงสนใจที่จะใช้พุทธวิธีสอน แบบอุปมาอุปไมยมาช่วยแก้ปัญหาในการปรับปรุงการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิด   เนื่องจากวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยเป็นวิธีสอนที่มุ่งให้  นักเรียนฝึกทักษะการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)  เพื่อเปรียบเทียบหลักธรรมที่เป็นนามธรรมเข้าใจได้ยาก  เห็นยาก กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวให้เข้าใจง่าย ลึกซึ้งและเห็นได้ชัดเจนขึ้น     ซึ่งวิธีการคิดนั้นมีนักวิชาการคิดค้นรูปแบบไว้หลายวิธี  เช่น การคิดแบบสืบสวนสอบสวน   การคิดอย่างมีวิจารณญาณ  การคิดแก้ปัญหาและการคิดแบบโยนิโสมนสิการ  แต่ในการศึกษาเพื่อมุ่งฝึกฝนอบรมพัฒนาตนนั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต ๒๕๔๖  : ๗๒๗ ๗๒๘)   กล่าวว่า   โยนิโสมนสิการเป็นวิธีการคิดที่ใช้ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง    เพราะเป็นวิธีคิดที่ช่วยพัฒนาปัญญา 

                ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ทำการทดลองสอนวิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖  ด้วยพุทธวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมย  เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการของนักเรียนโรงเรียนคงคาราม  อำเภอเมือง  จังหวัดเพชรบุรี  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนที่อยู่ในวัยที่มีความคิดเป็นของตนเองพร้อมที่จะคิดและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมอยู่รอบตัวได้อย่างรวดเร็ว  โดยเปรียบเทียบกับการสอนแบบปกติ  เพื่อนำผลการวิจัยไปพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาต่อไป

 

แนวคิดและทฤษฎี

            การวิจัยครั้งนี้  ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้

                  ๑. พุทธวิธีสอน

                                ๑.๑ ความเป็นมา

                                ๑.๒ ลักษณะของพุทธวิธีสอน

                                ๑.๓ การนำพุทธวิธีสอนมาใช้

                    ๒.วิธีสอนแบบอุปมาอุปไมย

                           ๒.๑  ความเป็นมา

                                ๒.๒ ความหมาย

                                ๒.๓ ตัวอย่างการสอนแบบอุปมาอุปไมย

                                ๒.๔ ขั้นตอนการสอนแบบอุปมาอุปไมย

๓. การคิดแบบโยนิโสมนสิการ

๔. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

  วัตถุประสงค์การวิจัย

๑. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยกับวิธีสอนแบบปกติ

๒. เพื่อเปรียบเทียบการคิดแบบโยนิโสมนสิการของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยกับวิธีสอนแบบปกติ

  สมมติฐานการวิจัย

๑.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยสูงกว่าวิธีสอนแบบปกติ

๒.การคิดแบบโยนิโสมนสิการของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยสูงกว่าวิธีสอนแบบปกติ

ประเภทงานวิจัย  เป็นงานวิจัยในชั้นเรียน

ระเบียบวิธีวิจัย

ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนคงคาราม  อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

กลุ่มตัวอย่าง  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑  ของโรงเรียนคงคาราม อำเภอเมือง  จังหวัดเพชรบุรี จำนวน ๒ ห้องเรียน ๑๐๐ คนได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มจากนักเรียนทั้งหมด ๖ ห้องแต่ละห้องจัดนักเรียนโดยคละความสามารถ จึงมีความสามารถใกล้เคียงกัน ได้จำนวนนักเรียนห้องละ๕๐ คน แล้วสุ่มให้นักเรียนห้องหนึ่งเป็นกลุ่มทดลอง  และนักเรียนอีกห้องหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุม

                  ตัวแปรที่ศึกษา ประกอบด้วย                                                                  

                               ตัวแปรอิสระ คือ วิธีสอนซึ่งประกอบด้วยวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยกับวิธีสอนแบบปกติ

                                   ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ               

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                                    ๑.  แผนการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนแบบอุปมาอุปไมย

                                    ๒.  แผนการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนแบบปกติ

                                    ๓.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

                                    ๔.  แบบทดสอบวัดทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ

                                    ๕. เอกสารประกอบการเรียนรู้ชุด อุปมาอุปไมยในหลักธรรม   

การวิเคราะห์ข้อมูล

                      ๑.  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สอนด้วยวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยกับวิธีสอนแบบปกติ  โดยใช้การทดสอบค่าที (t – test) แบบ independent 

                       ๒. เปรียบเทียบการคิดแบบโยนิโสมนสิการของนักเรียนที่เรียนวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยกับวิธีสอนแบบปกติ  โดยใช้การทดสอบค่าที (t – test) แบบ independent

สรุป ผลการวิจัย                                                                                                        

                     

 

                                 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสรุปได้ดังนี้

                       ๑.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสอนด้วยวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยสูงกว่าการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑

                       ๒.  ทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยสูงกว่าการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑

อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

                            ๑.   ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า   วิธีสอนแบบอุปมาอุปไมย  ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดสูงขึ้นจึงสมควรที่จะนำมาใช้ต่อไป

                            ๒.  การเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม   เป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการศึกษาในปัจจุบัน  ผู้บริหารและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ครูผู้สอนได้เข้าใจและส่งเสริมให้ค้นหาวิธีสอนใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาระดับชั้น และวัยของผู้เรียน ไม่เฉพาะการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้นอาจจะอยู่ในรูปของการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียนก็ได้

                          .  วิธีสอนแบบอุปมาอุปไมยที่จัดทำแผนการเรียนรู้เป็นหน่วยบูรณาการ  การใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้  สื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ครูควรค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับการจัดทำแผนไว้ล่วงหน้า

ก่อนทำการสอนจริง  ส่วนการจัดทำสื่ออาจมอบหมายให้นักเรียนช่วยทำ  เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสนใจและเข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้ง่ายและเร็วขึ้นและยังเป็นการฝึกการทำงานและความรับผิดชอบอีกด้วย

 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






praneat
(นามปากกา พิมพ์ภูมิ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 2,367 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน