วิชาการดอทคอม ptt logo

ที่มาแห่งสำนวนไทยและคำไทยที่คุ้นเคย (๑)

บอกเล่าเก้าสิบเกี่ยวกับที่มาของสำนวนหรือคำไทยที่ติดปากและใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่ใครหลายคนอาจไม่รู้
ผู้เขียน: Pornson ชมแล้ว: 9,824 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 13 December 2008, 7:30 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 13 December 2008, 12:53 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - ที่มาแห่งสำนวนไทยและคำไทยที่คุ้นเคย (๑)

               บ่อยครั้งที่เราได้ยินการใช้สำนวนไทยและคำไทยจากผู้เฒ่าผู้แก่ในการพร่ำสอนและสนทนาอยู่เป็นนิจ แม้กระทั่งต่อมาเมื่อเข้าศึกษาร่ำเรียนเราก็จำต้องมีการเรียนในสำนวนไทยและคำไทยต่างๆ เหล่านั้นอีก เนื่องจากถือได้ว่าเป็นส่วนของความรู้ที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรวิชาภาษาไทยโดยประทรวงศึกษาธิการนั่นเอง
               อย่างไรก็ดี โดยส่วนใหญ่แล้ว การศึกษาเล่าเรียนถึงสำนวนไทยและคำไทยนั้นจะอยู่ในลักษณะของการเรียนรู้ถึงความหมายว่าสำนวนและคำไทยนั้นๆ หมายความว่าอย่างไร จะใช้เมื่อใด แต่ไม่ค่อยที่จะมีการบอกกล่าวเล่าความถึงที่มาของสำนวนไทยเหล่านั้นเสียเท่าไหร่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการหลับหูหลับตาเรียนในวิธีข้างต้นก็อาจจะทำให้เข้าใจได้เพียงแค่ระดับหนึ่ง หรือในบางครั้งอาจจะทำให้เราหลงลืมไป แต่หากเราได้ทราบถึงที่มาที่ไปที่แท้จริง ก็จะทำให้เราสามารถใช้สำนวนไทยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และแม่นยำ
              ในงานเขียนนี้ ผู้เขียนขอได้หยิบยกสำนวนไทยและคำไทยที่คุ้นเคยอันประกอบไปด้วย สำนวนไทย ๑ สำนวน และคำไทยอีก ๒ คำ มาอธิบายถึงที่มาที่ไปก่อนที่จะมาเป็นสำนวนไทยและคำไทยที่เราได้ใช้อย่างติดปากในปัจจุบัน อันถือเป็นเกร็ดความรู้ที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้อ่านได้อีกด้วย 
              ๑. ยอด: พี่เอกๆ น้องคนนั้นดูน่ารักสดใสดีจังนะ เอก: แหม...ยอด! จะไม่น่ารักสดใสได้อย่างไรล่ะ ก็น้องเขาอยู่ในช่วง "วัยขบเผาะ" นะ สำนวนไทยที่ว่า "วัยขบเผาะ" นั้น ในความเป็นจริงแล้ว เป็นสำนวนไทยที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นมาจากคนโบร่ำโบราณ โดยมีแนวความคิดมาจากผลไม้อย่าง "มะม่วง" กล่าวคือ เวลาเราทาน มะม่วงอ่อนๆ นั้น เวลากัดจะมีสียง "เปราะ" อันเป็นการแสดงถึงความกรอบ จึงเป็นที่มาของสำนวน "วัยขบเผาะ" ที่จะใช้เรียกผู้หญิงสาววัยแรกรุ่น ซึ่งเปรียบเทียบได้กับมะม่วงอ่อน กล่าวอีกนัยหนึ่ง สำนวนไทยนี้ได้มีนำแนวคิดเกี่ยวกับเสียงขบเขี้ยวผลไม้มาใช้เพื่อพรรณาให้เห็นถึงผู้หญิงที่เขาใช้เรียกขานกันนั่นเอง 
              ๒. คำว่า "จิงโจ้" เป็นคำไทยหรือคำต่างประเทศกันแน่? ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า "จิงโจ้" นั้นถือได้ว่าเป็นคำไทยแท้ หาได้เป็นคำที่ถูกคิดขึ้นเพื่อใช้เรียกสัตว์ต่างประเทศอย่าง "Kangaroo" อย่างที่คนส่วนใหญ่คิดแต่อย่างใดไม่ กล่าวคือ ตามข้อเท็จจริงแล้วคำว่า "จิงโจ้" นั้นมีการคิดและใช้มาก่อนการใช้เรียกสัตว์ต่างประเทศข้างต้นเสียอีก ดังจะเห็นได้จากการที่คนไทยมีการเรียกแมลงชนิดหนึ่งว่า "จิงโจ้น้ำ" นั่นเอง ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากคำว่า "จิงโจ้" ในภาษาไทยหมายถึง แมลงตัวลีบ ขาหน้าสั้น ขาสองคู่หลังยาว ดังนั้น จึงได้ถูกนำไปใช้เพื่อใช้เรียกสัตว์ต่างประเทศที่พบมากในประเทศออสเตรเลียอย่าง "Kangaroo" ในเวลาต่อมา 
              แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น หลายท่านรู้ไหมว่า คำว่า "จิงโจ้" นั้น คือ สัตว์ในวรรณคดีชนิดหนึ่งในป่าหิมพานต์คล้ายๆ นกกินรี มาถึงตรงนี้คงทำให้ใครหลายคนประหลาดใจพอสมควร เพราะ "จิงโจ้" เป็นนกชนิดหนึ่งที่มีศีรษะเป็นมนุษย์ มีปีกและขาเป็นนก โดยต่างกับนกกินรีที่มีกายท่อนบนบนเป็นมนุษย์และกายท่อนล่างเป็นนก ใครอยากเห็นภาพของจิงโจ้ก็สามารถที่จะดูได้จากภาพไทยตามผนังของวัดวาอารามต่างๆ ได้   
              คำว่า "จิงโจ้" มีการหยิบยกมาใช้มากมาย ไม่เว้นกระทั่งท่านหลวงวิจิตรวาทการที่ได้ประพันธ์บทเพลง "จิงโจ้โล้สำเภา" ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นบทอาขยานเพื่อให้เด็กประถมได้ท่องจำกัน ผู้ใดอยากเห็นภาพ "จิงโจ้โล้สำเภา" ก็สามารถไปชมได้ที่วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมที่ถูกวาดขึ้นตามจินตนาการจากการพรรณาของบทประพันธ์ของหลวงวิจิตรวาทการข้างต้นนั่นเอง
              อนึ่ง คำว่า "จิงโจ้" ยังถูกนำมาใช้ในงานประพันธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๔ อีกด้วย กล่าวคือ พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์โคลงดั้นเรื่อง "โสกันต์" โดยได้มีการกล่าวถึงทหารประเภทหนึ่งที่เรียกว่า "ทหารจิงโจ้" จนกระทั่งรัชสมัยต่อมา พระบาทสมเด้จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงเรียกทหารหญิงว่า "ทหารจิงโจ้" โดยมีคำสั่งต่อทหารหญิงดังกล่าวที่น่าสนใจ ต่างๆ นาๆ อาทิ คำสั่งให้ทหารหญิงที่ถืออาวุธอยู่ทำความเคารพนั้นจะใช้คำว่า "จิงโจ้กัด" แทนคำว่า "วันทยาวุธ" เป็นต้น
            ๓. คำว่า "โจงกระเบน" ที่เราพูดกันและรู้จักกันเป็นอย่างดีคืออะไร? หลายๆ ท่านเมื่อกล่าวถึงโจงกระเบนย่อมนึกถึงกางเกงผ้าโบราณที่คนสมัยก่อนนิยมใส่กัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า "โจงกระเบน" มิได้หมายความถึงตัวกางเกง หรือผ้าที่สวมใส่เป็นกางเกง หากแต่เป็นการเรียก "วิธีการนุ่งผ้า" โดยการนุ่งผ้าที่เรียกว่าการนุ่งแบบโจงกระเบนนั้น ถูกเรียกโดยเทียบเคียงมาจาก "ปลากระเบน" ที่มีหางยาวอันเป็นลักษณะของการนุ่งผ้าด้วยวิธีนี้ที่มีลักษณะคล้ายๆ หางของปลากระเบนที่กลมเรียวยาวที่ไปเหน็บไว้ที่สะเอวด้วยวิการลอดระหว่างขาไป เพราะคำว่า "โจง" คือการนำเอา "หางกระเบน" ไปเหน็บที่สะเอว        




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด