วิชาการดอทคอม ptt logo

ยางพาราไทย

ข้อเท็จจริงของยางพาราไทย
ผู้เขียน: viset wattanasri ชมแล้ว: 1,906 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 13 February 2009, 3:37 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 13 February 2009, 3:39 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - ข้อเท็จจริงของยางพาราไทย

ข้อเท็จจริงของยางพาราไทย
ประเทศไทยผลิตยางมากที่สุดในโลกคือประมาณปีละ 2.5 ล้านตัน คิดเป็นถึง 1 ใน 3 ของผลผลิตทั่วโลก ผลผลิตจำนวนมากนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลของการจัดการในระบบการผลิตขั้นปฐมภูมิเท่านั้น คือเป็นเพียงผลผลิตวัตถุดิบ ประเทศไทยจะมีหน่วยงานหลักในการพัฒนาการปลูกยางของไทยอยู่ 2 หน่วยงานคือ สถาบันวิจัยยาง และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) แต่ก็ดูเหมือนบทบาทในการเพิ่มผลผลิตจะตกอยู่ที่ สกย. ที่ทำงานในระดับชุมชนเกษตรกร และพันธุ์ยางที่ส่งเสริมให้ปลูกเกือบทั้งหมดเป็นพันธุ์ยางจากผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยยางของมาเลเซีย (RRIM)

ความไม่สมดุลเกิดจากการที่ยางพาราถูกมองแต่เฉพาะภาคเกษตรกร การดูแลในระดับนโยบายของรัฐจึงอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทยจึงเก็บเกี่ยวได้เพียงผลิตผลขั้นปฐมภูมิ ทั้งๆ ที่มูลค่าเพิ่มอยู่ที่การผลิตตติยภูมิ (ผลิตภัณฑ์จากยางพารา) ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยซึ่งมีผลผลิตยางมากกว่ามาเลเซียถึง 4 เท่า แต่กลับมีรายได้เข้าประเทศจากยางพาราน้อยกว่ามาเลเซียถึงปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท (ปี 2544) เพราะมาเลเซียมีอุตสาหกรรมปลายน้ำของยางมากกว่าไทยนั่นเอง

ยางพาราเป็นพืชเกษตรของประเทศที่ไม่มีพัฒนาการอุตสาหกรรมรองรับมากนัก ยางพาราจึงปรากฏแต่เพียงวัตถุดิบส่งต่อให้กับประเทศอุตสาหกรรม และก็เป็นวัตถุดิบราคาถูกเพราะไม่มีเทคโนโลยีที่จะพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้น เป็นที่สังเกตว่าไทยเป็นผู้ส่งออกยางแผ่นรมควันรายใหญ่ที่สุดของโลก ในขณะที่มาเลเซียเป็นผู้ส่งออกยางแท่งที่มีระดับเทคโนโลยีการผลิตสูงกว่ายางแผ่นรมควัน โรงงานยางแท่งในประเทศไทยล้วนแต่เป็น Turn-key จากมาเลเซีย และบางแห่งบริหารด้วยคนมาเลเซียด้วยซ้ำไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแปรรูปเบื้องต้นขั้นพื้นฐานมากๆ ประเทศไทยก็ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเอง และอาจกล่าวได้ว่าที่ไม่มีเทคโนโลยีชั้นสูงในการรมยางก็เพราะไม่มีประเทศอื่นผลิต นอกจากประเทศไทย อุตสาหกรรมเคยรมกันอย่างไรในอดีตเมื่อ 100 ปีก่อนก็รมกันเช่นนั้นในวันนี้

การได้มาซึ่งเทคโนโลยีเป็นผลพวงจากการทำวิจัยและพัฒนา แต่ทรัพยากรงานวิจัยยางพาราของไทยเกือบทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อรวบรวมงานวิจัยของ 5 หน่วยงานหลักในระหว่างปี 2543-2548 คือ สถาบันวิจัยยาง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ทบวงมหาวิทยาลัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) แล้วพบว่ามีการลงทุนวิจัยที่เกี่ยวกับยางพาราทั้งสิ้น 43 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่ายางพาราที่ทำรายได้ให้ประเทศกว่าแสนล้านบาทต่อปี งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานด้านเกษตรและการวิจัยขั้นพื้นฐาน เพราะยังไม่มีกลไกที่จะประสานงานระหว่างนักวิจัยและอุตสาหกรรม และไม่มีการจัดสรรทุนให้เพื่อการนี้เฉพาะ

หากเทียบกับมาเลเซียแล้วจะพบว่ามีการลงทุนวิจัยประมาณ 727 บาทต่อตันวัตถุดิบที่เขาผลิตได้ (เป็นตัวเลขเฉพาะของ RRIM) แต่สำหรับประเทศไทยงบประมาณจากหน่วยงานหลักทั้งหมดคิดได้เพียง 58 บาทต่อตันวัตถุดิบเท่านั้น ความแตกต่างถึง 12 เท่านี้ทำให้แม้ว่าไทยจะผลิตยางได้มากกว่ามาเลเซียถึง 4 เท่าก็ยังทำให้การลงทุนวิจัยเกี่ยวกับยางพาราของไทยน้อยกว่ามาเลเซียถึง 3 เท่า ผลที่เกิดตามมาคือผลิตภัณฑ์ยางของมาเลเซียมีมูลค่าสูงกว่าไทย แม้แต่ยางดิบส่งออกมาเลเซียก็ได้ราคาดีกว่าไทย เพราะเกิด country brand ในหมู่ผู้ซื้อ จะเห็นได้ว่าบางครั้งมาเลเซียนำเข้ายางดิบแปรรูปเบื้องต้นจากไทยเพื่อ repack ส่งออกในนามมาเลเซีย แต่คงไม่มีผลอันใดสำคัญเท่ากับการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา ตัวเลขของประเทศไทยเมื่อปี 2544 ประเทศไทยส่งออกยางดิบแปรรูปเบื้องต้นถึง 90% ของผลผลิตสร้างรายได้ 46,700 ล้านบาท และใช้เพียง 10% ผลิตผลิตภัณฑ์ ใช้เองในประเทศและเหลือส่งออกสร้างรายได้ (เฉพาะที่ส่งออก) 48,500 ล้านบาท จึงกล่าวได้ว่าการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางนั้นสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 10 เท่า เมื่อนึกถึงความจริงว่าน้ำยางทุกหยดจากต้นไม่สามารถใช้งานได้โดยตรง ล้วนต้องแปรรูปทั้งสิ้น ดังนั้นการที่เราส่งออกเป็นยางดิบจำนวนมากและไม่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศเรานั้นคือการปล่อยให้โอกาสทางเศรษฐกิจหลุดลอยไป หากเราเพิ่มการใช้ยาง 20 % เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงปีละเกือบ 50,000 ล้านบาท การสูญเสียโอกาสนี้เกิดขึ้นทุกปีนานนับทศวรรษ และถือเป็นการสูญเสียเพราะการพัฒนาแบบแยกส่วน ขาดองค์กรที่เห็นภาพรวม จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ไทยผลิตยางได้มากที่สุดในโลก (เพราะการส่งเสริมเกิดที่กระทรวงเกษตร) แต่มีรายได้ต่อตันยางต่ำที่สุดในโลก คือต่ำกว่าอินโดนีเซียประมาณ 1,800 บาทต่อตัน (ข้อมูลปี 2544) ราคายางดิบขึ้นกับตลาดโลกอย่างมาก (และไทยก็ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา) ยางพาราจึงถูกใช้เพื่อการเมือง (เช่นการแทรกแซงราคา) โดยใช้ภาษีอากรของประเทศบิดเบี้ยวราคาจริง เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่ต้องหางบประมาณมาอุดหนุน และเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเจรจาขายยางที่รัฐซื้อสะสมไว้ในโครงการแทรกแซงราคา ซึ่งเป็นวงจรที่ทำให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงกันมากมาย ไม่เพียงจะขาดรายได้จากการไม่ใช้ศักยภาพของยางพาราให้เต็มที่แล้วเรายังต้องขาดทุนสะสมจากการแทรกแซงราคาไปไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท จะเห็นว่าความไม่สมบูรณ์ของวงจรพัฒนายางพาราคือการขาดการมีส่วนร่วมของกระทรวงอุตสาหกรรม จะกล่าวไปแล้วปัญหาพืชเศรษฐกิจไทยทั้งมวลไม่ว่าจะเป็นข้าว ปาล์มน้ำมัน หรือไม้ผล ก็ล้วนแต่เกิดจาการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรรมเพียงด้านเดียวโดยอุตสาหกรรมไม่ได้มีบทบาทด้วยเลย กรณีของยางเป็นตัวอย่างที่ดีที่พบว่าเงินวิจัย 58 บาทต่อตันยางที่ผลิตได้นั้นมีถึง 54 บาทที่ใช้ไปในการวิจัยด้านเกษตรกรรมยาง อีก 4 บาทเป็นงานวิจัยด้านเทคโนโลยียางทีไม่ได้เกิดจากการริเริ่มของกระทรวงอุตสาหกรรมเลย งานวิจัย 4 บาทนั้น ขาดการจัดการให้อุตสาหกรรมมีส่วนร่วมจนกระทั่งเมื่อปี 2546 ที่ สกว. ได้จัดตั้งโครงการวิจัยแห่งชาติ: ยางพารา ในฝ่ายอุตสาหกรรม

จะเห็นว่าการที่ยางพารายังไม่สามารถเป็นเครื่องจักรที่ทรงพลังสำหรับเศรษฐกิจไทยได้ก็เพราะอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้รับการเอาใจใส่เลย การสนับสนุนแต่ภาคเกษตรกรรมอย่างเดียวในบางครั้งก็สร้างปัญหาเพราะผลผลิตราคาตกต่ำ การไม่มีอุตสาหกรรมรองรับทำให้ประเทศขาดโอกาสจากเศรษฐกิจยางพาราที่มีมูลค่าสูงกว่าการผลิตวัตถุดิบมากนัก ยางพาราไม่เหมือนข้าว เพราะข้าวบริโภคโดยตรง แต่น้ำยางทุกหยดต้องแปรรูป การขาดอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายจึงเป็นการพัฒนาที่ไม่ครบวงจร การจะพัฒนาให้ครบวงจรนั้นต้องการการทำงานแบบบูรณาการที่มีผู้ดูแลโดยเฉพาะ (เช่นการยางแห่งประเทศไทย) ผู้ดูแลทำหน้าที่เฝ้าดูโดยใช้กลไกทางนโยบายเป็นตัวกำกับทรัพยากรที่จะสนับสนุนมาตรการต่างๆ ให้ทำงานได้สมดุล สนับสนุนกัน และไม่ขัดแย้งกันเอง

ข้อมูลสนับสนุนจากทบความของคุณ  สุธีระ ประเสริฐสรรพ์




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






viset wattanasri
(viset wattanasri)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,621 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 3 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน