วิชาการดอทคอม ptt logo

มารู้จักวงจรชีวิตของเทคโนโลยีกันครับ (The Technology Life Cycle; TLC)

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมและนวัตกรรมโทรคมนาคม จะเป็นไปตามวัฏจักรของโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสากลในสรรพสิ่ง “สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงเป็นสัจจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลง” เทคโนโลยีโทรคมนาคมและนวัตกรรมโทรคมนาคมก็เช่นเดียวกัน มีช่วง เกิด รุ่งเรือง แก่ เจ
ผู้เขียน: poramez ชมแล้ว: 13,942 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 11 March 2009, 12:42 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 11 March 2009, 12:45 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - มารู้จักวงจรชีวิตของเทคโนโลยี

มารู้จักวงจรชีวิตของเทคโนโลยี

(The Technology Life Cycle; TLC)

โดย ปรเมศวร์ กุมารบุญ

            ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมและนวัตกรรมโทรคมนาคม จะเป็นไปตามวัฏจักรของโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสากลในสรรพสิ่ง สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงเป็นสัจจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีโทรคมนาคมและนวัตกรรมโทรคมนาคมก็เช่นเดียวกัน มีช่วง เกิด รุ่งเรือง แก่ เจ็บ ตาย เช่นกันดังรูปที่ 1

 

รูปที่ 1 ทฤษฎี The Technology Life Cycle of Telecommunication Product and service

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ต้องพิจารณาช่วงเวลาของเทคโนโลยี (Life Cycle) โดยจะเปรียบเทียบระหว่างแกน Y เป็นประสิทธิภาพ และแกน X เป็นเวลา ช่วงแรกจะเป็นช่วงวิจัยพัฒนา (Birth) และทดสอบตลาด เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มสามารถนำมาทำประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ และเกิดการยอมรับ เติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกว่าช่วง Growth และเทคโนโลยีโทรคมนาคมยังสามารถพัฒนาขีดความสามารถได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (แกน Y จะชัน) จากนั้นเริ่มมีคู่แข่งทำธุรกิจเทคโนโลยีที่คล้ายกัน และเกิดการแข่งขัน เรียกว่าช่วง Shake out ผู้อ่อนแอจะพ่ายแพ้ไปและเทคโนโลยีโทรคมนาคมนั้น จะเริ่มพัฒนาได้ช้าลง จากนั้นเข้าสู่ช่วง Maturity หรือธุรกิจเริ่มอิ่มตัว ไม่มีผู้ซื้อในตลาดเพิ่มขึ้นและเทคโนโลยีพัฒนาถึงขีดสุดไม่สามารถพัฒนาต่อได้ คนในสังคมเริ่มมองหาสินค้าทดแทน (Substitution Goods) และผู้ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนี้จะเริ่มน้อยลง และเลิกผลิตไปเรื่อยๆ เรียกว่าช่วง Decline (ช่วง Decline มักจะเป็นช่วง Growth ของสินค้าทดแทน) ยกตัวอย่างเช่น ทั๊มพ์ ไดว์ (Thumb drive) กับ แผ่น Floppy disk หรือ กล้องที่ใช้ ฟิล์ม กับกล้อง ดิจิทัล หรือระบบ อนาลอก กับดิจิทัล ในวงการโทรคมนาคม เป็นต้น

ในมุมมองในแกน Y อีกมุมที่เป็นเรื่องสำคัญนั่นคือการเปลี่ยนมุมมองเรื่องประสิทธิภาพของเทคโนโลยี (Performance) เป็น (Social Adoption) เพื่อให้เห็นภาพว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมนั้น สังคมยังให้การยอมรับใช้งานหรือใช้บริการอยู่หรือไม่ ยกตัวอย่างดังรูปที่  2

5

 

รูปที่ 2 S-Curve of Technology in Social adoption and Time

 

            จากรูปที่ 2 เปรียบเทียบมุมมองของเทคโนโลยีในมิติ การยอมรับหรือความนิยมใช้เทคโนโลยีในสังคม เทียบกับเวลา

จาก S-curve อธิบายได้ว่า เทคโนโลยี A เข้าสู่ตลาดก่อนและได้รับความนิยมจากสังคมอย่างรวดเร็ว ช่วง Growth หรือ Take off มีความชันสูง ธุรกิจทำกำไรได้ดีมาก ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และไม่มีเทคโนโลยีใดเป็นคู่แข่งในตลาด แต่เมื่อเทคโนโลยี A เริ่มอิ่มตัว (Mature) จะไม่ว่าประสิทธิภาพของเทคโนโลยีถึงทางตันไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้แล้วก็ตามหรือจะเป็นเพราะข้อจำกัดด้านอื่นที่ทำให้สังคมไม่ยอมรับ

ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นนั้นเทคโนโลยี B เห็นข้อจำกัดของเทคโนโลยี A ว่าไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้แล้ว จึงได้เริ่มต้นวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมของตนให้เติมเต็มส่วนที่เทคโนโลยี A ขาดและรู้ถึงสิ่งที่สังคมต้องการ และเทคโนโลยี B พัฒนาประสิทธิภาพตนสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ และเข้าสู่ตลาดได้ถูกช่วงเวลานั่นคือช่วงที่เทคโนโลยี A อิ่มตัวในการพัฒนาต่อไปได้แล้ว ยังเป็นช่วงที่สังคมไม่ยอมรับเทคโนโลยี A เพิ่มขึ้นด้วยแล้ว เทคโนโลยี B ถึงแม้เข้าสู่ตลาดช้ากว่า แต่ความชันของ S-curve ก็ไม่น้อยไปกว่าเทคโนโลยี A ซึ่งทำให้ผลประกอบการทางธุรกิจของเทคโนโลยี B ไม่น้อยกว่าเทคโนโลยี A แน่นอน ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีมีลักษณะประเภทเดียวกัน แต่คนในสังคมยินดีที่จะเปลี่ยนใหม่ เพราะเห็นว่าการใช้งานสามารถรองรับอนาคตได้อีกยาวไกล

ในขณะที่เทคโนโลยี A ก็ล้าหลังหรือ obsolete ไปเรื่อย เทคโนโลยี B ก็ Growth อย่างรวดเร็ว และเป็นสินค้าทดแทนหรือเรียกว่า Substitution goods ได้

อย่างไรก็ตาม S-curve จากรูปที่ 2 แม้ในที่สุดเมื่อเทคโนโลยี A ล้าหลังหรือ obsolete ไปเรื่อย ความนิยมใช้เทคโนโลยี A ในสังคมก็ลดน้อยไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาจนหายไปจากตลาดในที่สุด ถึงแม้เทคโนโลยี B จะเข้ามารุ่งเรืองแทนที่ก็ตาม แต่ในที่สุดทุกเทคโนโลยีโทรคมนาคมทั้งหลายก็เป็นไปตามสัจธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตาย เทคโนโลยี B ก็เช่นกันย่อมต้องมีวันดับสลาย และก็จะมีเทคโนโลยีโทรคมนาคมอื่นเข้ามาทดแทน ที่ถึงแม้ว่าช่วงเวลาอิ่มตัวของเทคโนโลยีโทรคมนาคมใดในสังคม จะมีช่วงเวลานานก็ตามหรือยังมีคนเพียงพอใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมที่มีข้อจำกัดเท่านั้นก็ตาม แต่กาลเวลาจะทำให้สังคมเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่ได้

แต่ในบางกรณีทางเลือกในการใช้งานเทคโนโลยีโทรคมนาคมอีกมิติในสังคมนั้น เทคโนโลยีโทรคมนาคมที่มาทดแทนเทคโนโลยีโทรคมนาคมเดิมในตลาด มิได้เริ่มต้นวิจัยพัฒนาจากจุดเริ่มต้นที่มีประสิทธิภาพเท่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมเดิมที่มีในตลาด แล้วรอจนเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือสูงกว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมเดิม แล้วจึงค่อยเข้าสู่ตลาด เพราะบางเทคโนโลยีโทรคมนาคมแม้เป็นช่วง Birth ของเทคโนโลยีโทรคมนาคมนั้นก็ตาม แต่ในช่วงวิจัยพัฒนาหรือเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดกลับมีประสิทธิภาพสูงกว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมเดิมที่มีอยู่ในตลาดที่ได้มีการพัฒนาสูงสุดเต็มที่แล้ว และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดด้วยในขณะเดียวกัน หรือหากเป็น Application ก็เรียกได้ว่าเป็น Killer application นั่นเอง ดังรูปที่ 3

6

รูปที่ 3 S-curve ของเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่เข้ามาทดแทน เทคโนโลยีเดิมในตลาดที่มีทั้งประสิทธิภาพสูงและเป็นที่ต้องการของสังคมอย่างสูง

 

S-curve ของเทคโนโลยีโทรคมนาคมในรูปที่ 3 ที่เข้ามาทดแทนเทคโนโลยีโทรคมนาคมเดิมในตลาดที่มีทั้งประสิทธิภาพสูงและเป็นที่ต้องการของสังคมอย่างสูง S-curve ของเทคโนโลยีโทรคมนาคม B ในรูปที่ 3 นี้ ถือเป็นสุดยอดปรารถนาของผู้ประกอบการทุกราย เพราะนอกจากการนำเทคโนโลยีโทรคมนาคมเข้าสู่ตลาดได้ผลประกอบการที่ทำกำไรได้สูงและเติบโตคืนทุนอย่างรวดเร็วแล้ว ยังถือเป็นการสร้างแบรนด์สร้างภาพลักษณ์ให้องค์กรได้อย่างดี ในฐานะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมในตลาดในช่วงเวลานั้น

อย่างไรก็ตามหากมองในแค่ผลประกอบการซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของธุรกิจ ไม่ว่าช่วง Growth ของทั้งเทคโนโลยีโทรคมนาคม A หรือช่วง Growth ของเทคโนโลยีโทรคมนาคม B ก็ตาม ในช่วงเวลานั้นนั่นคือ Best Timing to entry หรือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการนำเทคโนโลยีโทรคมนาคมใดเข้าสู่ตลาดได้ถูกจังหวะและคุ้มค่าต่อการลงทุนอย่างแน่นอน

นักธุรกิจเทคโนโลยีโทรคมนาคมจึงพยายามค้นหาศาสตร์ที่ใช้ในการคาดการณ์ช่วงเวลาที่จะเข้าสู่ตลาดในเวลา Growth ของเทคโนโลยีโทรคมนาคมให้ได้นั่นเอง

            แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีบริการ 3G ให้บริการมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ธุรกิจ 3G (ย่านความถี่ใหม่) ในประเทศไทยก็ก็ยังมีอนาคตอยู่อีกมากเช่นกัน ปัจจุบัน EDGE ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในห้ามาตรฐานการเชื่อมต่อทางความถี่วิทยุของ IMT-2000 หรือแม้แต่ CDMA 2000 1x EV ก็มีให้บริการแล้วในประเทศไทย นั่นแปลว่าบ้านเรามี 3G แล้ว และกำลังได้รับความนิยม โดยมีปัจจัยราคาถูก และความเร็วสูง อีกทั้งบางค่ายพัฒนาตนเองล้ำหน้า 3G ไปเป็น HSPA แล้วก็ตาม

แต่เทคโนโลยี 3G ในไทยยังเรียกได้ว่า อยู่ในช่วงของการยอมรับของกลุ่ม Innovators สิ่งที่ต้องการคาดการณ์นั่นคือ เมื่อเวลาใด 3G ประเทศไทยจะผ่านการยอมรับของกลุ่ม Early Adaptors และเกิดการ Take off ทะยานบินขึ้นสู่ท้องฟ้าในธุรกิจมือถือยุคต่อไป แต่ปัจจัยที่แท้จริงของหารยอมรับสังคมหรือการสร้างความนิยมให้มาใช้บริการ 3G คงไม่ใช่อยู่ที่ประสิทธิภาพของเครือข่ายไม่ว่าจะมีความเร็วในการรับส่งเท่าใดก็ตามหรือมีพื้นที่ครอบคลุมเท่าใดก็ตาม แต่คงอยู่ที่การประยุกต์ใช้นั้นอย่างไรจึงจะดึงดูดรายได้มากกว่า

 หรือกรณีแย่สุด (Worst Case) แม้ 3G ในอนาคตอาจไม่ได้รับการยอมรับหรือนิยมในสังคม แต่อย่างน้อยพอจะเป็น Critical mass (Critical mass คือ จำนวนผู้ที่ยอมรับเทคโนโลยีน้อยที่สุด ที่ยังคงพอทำให้ธุรกิจนั้นยังมีอยู่ได้ ที่ผู้บริหารทั่วไปรู้จักในนาม Gartner’s Curve หรือ Hype Curve นั่นเอง ซึ่งอัตราการยอมรับนั้นเพียงพอจะทำให้เทคโนโลยีนั้นอยู่ได้ด้วยตัวมันเองต่อไปในสังคม) เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนั้นก็จะกลายเป็นตลาดบริการขนาดเล็กเฉพาะกลุ่ม (Niche Service)   

 

รูปที่ 4 Hype Curve of Telecommunication Technology

 

                อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่มาถึงข้อจำกัดในการพัฒนาประสิทธิภาพทั้งสินค้าหรือบริการก็ตาม ใช่ว่าเมื่อมีเทคโนโลยีใดมาทดแทนแล้วเทคโนโลยีโทรคมนาคมเดิมนั้นจะดับสลายไป ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความพยายามย่อมเป็นไปได้เสมอในการพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมเดิมที่เคยรุ่งเรือง และกำลังจะดับสลายไปให้กลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง ดังรูปที่ 5

8

 

รูปที่ 5 S-curve ของเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่มีเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่เข้ามาทดแทน แต่กลับสามารถพัฒนาทั้งประสิทธิภาพตนให้สูงขึ้นและเป็นที่ต้องการของสังคมอย่างสูงเอาชนะเทคเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่ที่เข้ามาได้

 

S-curve ของเทคโนโลยีโทรคมนาคมในรูปที่ 5 นั้น ถือเป็นความหวังของผู้ประกอบการทั้งหลายที่รู้สึกว่าตนมาถึงทางตันในชีวิต ไม่คิดจะพัฒนาต่อไปกลัวขาดทุน เพราะกำลังมีเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่เข้ามาทดแทนและมีประสิทธิภาพสูงกว่าตน

แต่หากผู้ประกอบการรายนั้นไม่หมดหวังมีหัวใจสู้ต่อและทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยี แม้มีเพียงความหวังเล็กน้อยจนสำเร็จ ดังรูปที่ 8 เทคโนโลยีโทรคมนาคม A นั้นแม้มาถึงช่วงอิ่มตัว และเทคโนโลยีโทรคมนาคม B ได้เข้ามาแทนที่ในตลาดและเติบโตอย่างรวดเร็วจนอิ่มตัวทันที แค่เทคโนโลยีโทรคมนาคม A กลับสามารถพัฒนาต่อจนประสิทธิภาพตนให้สูงขึ้นกว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคม B และกลายเป็นที่ต้องการของสังคมอย่างสูง จนเอาชนะเทคเทคโนโลยีโทรคมนาคม B ที่มาใหม่ได้ จนรุ่งเรืองอีกครั้งและเทคโนโลยีโทรคมนาคม B ก็หายไปในตลาด

ลักษณะของ S-curve ของเทคโนโลยีโทรคมนาคมในรูปที่ 5 นั้น มักจะเห็นได้เสมอในวงการโทรคมนาคม โดยเฉพาะเทคโนโลยีโทรคมนาคมนั้นทั้ง Fixed Line และ Wire less นั้นจะผลัดกันรุ่งเรืองอยู่เสมอ แต่ต่างฝ่ายก็พัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เสมอมานับแต่อดีต จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยที่ว่าการลงทุนในเทคโนโลยีโทรคมนาคมใดนั้นอาจจะไม่ประสบภาวะจนถึงกลับต้องออกไปจากตลาด เพราะแม้มอมองไปในอนาคตยังไม่มีผู้ใดทราบแน่นอนว่า สังคมจะนิยมการเชื่อมสต่อ อินเทอร์เน็ต จาก Fixed Line หรือ Wire less กันแน่ แต่ก็อาจเป็นได้ว่าสลับความนิยมผลัดกันรุ่งเรืองทุกเทคโนโลยีนั้นมีชาวง Growth กันบ่อยๆ ทำให้ทุกธุรกิจเทคโนโลยีโทรคมนาคมทั้ง Fixed Line และ Wire less อาจไม่มีวันตายแน่ๆ ถ้าไม่หยุดลมหายใจแห่งการพัฒนา




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด