เผยแพร่ผลงานการวิจัย เรื่อง ผลการพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิคแบบ K- W-D-L และสื่อ GSP ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 | วิชาการ.คอม


เผยแพร่ผลงานการวิจัย เรื่อง ผลการพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิคแบบ K- W-D-L และสื่อ GSP ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

สารบัญ

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่องที่วิจัย           ผลการพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิคแบบ K- W-D-L                             และสื่อGSP ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย                      นายนันทยศ ถนอมศักดิ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ (081-7649786)กลุ่มสาระการเรียนรู้   คณิตศาสตร์ สถานศึกษา              โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 1                                                                บทคัดย่อ       การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคแบบ K-W-D-L และสื่อ GSP (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน เรื่องโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคแบบ K-W-D-Lและสื่อ GSP (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคแบบ K-W-D-Lและสื่อ GSP ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวนทั้งสิ้น 91 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6/1 โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 35 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคแบบK-W-D-Lและสื่อGSP จำนวน 10 แผน(2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้นจำนวน 16 ข้อ (3) แบบประเมินการปฏิบัติงานกลุ่ม การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้น (4) แบบประเมินผลงานกลุ่ม การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้น (5) แบบวัดความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้นจำนวนโดยใช้เทคนิคแบบ K-W-D-L และสื่อ GSP จำนวน 20 ข้อวิเคราะห์ข้อมูลโดย (1) การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้น และ (2) การเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแต่ละคน โดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) (3) การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้นโดยใช้ค่าเฉลี่ย(mean)และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard deviation) ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคแบบ K-W-D-L และสื่อ GSP การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้นพบว่า ค่าเฉลี่ยของเกณฑ์ประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 83.55/82.06 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิค K-W-D-L และสื่อ GSPเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับค่าสูงสุดหรือค่าต่ำสุดและโจทย์ปัญหากำหนดการเชิงเส้นมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา