ว่าด้วยเรื่องของการว่างงาน

สารบัญ

ว่าด้วยเรื่องของการว่างงาน

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกมีการถดถอยและชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ภาวะดังกล่าวส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบสู่ภาคธุจกิจจริงหรือ Real Sector จนทำให้เราได้ยินคำว่า คนตกงาน เลิกจ้าง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นบ่อยนักตัวเลขทางการล่าสุดคือ คนว่างงานของเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีตัวเลขผู้ว่างงานจำนวน 8.8 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 2.4 ของผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน(Labor force) เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว 3.4 แสนคน แต่ก็ยังไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่นักเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขว่างงานที่อเมริกา โดย Bureau of Labor Statistics ประกาศตัวเลขคนว่างงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ออกมาเท่ากับ 12.4 ล้านคนหรือคิดเป็นอัตราว่างงานร้อยละ 8.1ทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมตัวเลขคนว่างงานของไทยต่ำกว่าอเมริกาอยู่มาก ทั้งที่อเมริกาได้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจแล้ว ด้วยเหตุนี้เองการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปดูอัตราการว่างงานของอเมริกาในอดีตกลับพบว่าเศรษฐกิจของอเมริกาไม่ว่าที่ผ่านมาจะดีหรือแย่เพียงใดก็ยังคงมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่าไทย โดยเฉลี่ย 3-4% แต่ในช่วงของ Great depression ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1930s ขณะนั้นตัวเลขการว่างงานสูงถึง 23.6% ในปี 1932 และ 24.9% ในปี 1933 ทำให้หลายคนมองว่าวิกฤตครั้งนี้อาจเปรียบเสมือน Great depression ครั้งที่ 2 ซึ่งในสมัยนั้นอเมริกาแก้ปัญหาโดยการให้รัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการช่วยฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบสถาบันการเงิน หรือแม้แต่การออกหลักเกณฑ์ใหม่ต่างๆกลับมาตอบคำถามที่ว่า ทำไมตัวเลขว่างงานของไทยต่ำกว่าอเมริกาเยอะ คำตอบที่พอจะเดากันได้ก็คือ อเมริกามีการชดเชยสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ว่างงานที่ดีกว่าประเทศไทย พูดอีกอย่างนึงก็คือ คนไทยไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองว่างงานเพราะสิทธิประโยชน์ที่ได้รับนั้นต่ำเหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่ประเทศไทยนับผู้ที่มีงานทำมากกว่า 1 ชั่วโมงเป็นคนที่มีงานทำ โดยจากสถิติแล้ว ตัวเลขของคนที่เคยทำงานเต็มที่(35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ลดลง แต่จะมาเพิ่มในส่วนของผู้ที่มีงานทำ 1-34 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จึงไม่แปลกใจที่ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานที่ต่ำอัตราการว่างงานของไทยที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการว่างงานภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านการส่งออก แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แม้ภาครัฐจะไม่ได้เตรียมสิทธิประโยชน์ให้คนว่างงานได้ดีเหมือนอเมริกาก็ตาม แต่ผู้ว่างงานสามารถกลับไปทำเกษตรได้ผมจึงเลยเห็นด้วยกับมาตรการของภาครัฐต่างๆ เช่นการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย นโยบายการคลังแบบขยายตัว และการช่วยเหลือคนว่างงานตามกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น โครงการรองรับแรงงานที่จะกลับคืนถิ่นที่ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตร โครงการนี้จะสนับสนุนให้แรงงานดังกล่าวมีความรู้ในด้านการผลิตทางการเกษตรโดยเน้นในเรื่องของการฝึกอบรมด้านการผลิตและเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตที่เหมาะสมสำหรับทำการเกษตร หรือโครงการระยะยาวที่รัฐจะทำการพิจารณาจัดหาที่ดินทำกินและเงินทุนในลักษณะ soft loan เพื่อสนับสนุนด้านการจัดหาเงินทุนและการจัดหาปัจจัยการผลิตต่างๆนอกเหนือจากนี้แล้ว โครงการต้นกล้าอาชีพก็ดูเหมือนว่าจะช่วยผู้ว่างงานและนักศึกษาจบใหม่ให้มีศักยภาพและสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจซึ่งจะเป็นการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้ดีขึ้นด้วยสุดท้ายนี้ ณ ภาวะวิกฤตเช่นนี้ การแก้ปัญหาการว่างงาน อาจจำเป็นจะต้องคำนึงถึงต้นเหตุของการว่างงานนอกเหนือจากการสร้างงาน กล่าวคือรัฐควรจะมีมาตการใดๆ ที่ออกมาช่วยเหลือตลาดแรงงานที่เน้นไปถึงการรักษางานด้วย และอีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะจับตาดูกันคือ การแก้ปัญหาการว่างงานของกลุ่มประเทศ G 20 ที่จะมีการประชุม London Summit ว่าจะมีแนวทางร่วมกันแก้ไขอย่างไร

โดยจรัสวิชญ สายธารทอง

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา