วิชาการดอทคอม ptt logo

GDP อัตราเงินเฟ้อ และ อัตราการว่างงาน???

บ่อยครั้งนักที่เพื่อนๆ ของผมที่ไม่ได้มีความรู้พื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ มักจะถามผมว่า GDP คืออะไร อัตราเงินเฟ้อคืออะไร หรืออัตราการว่างงานคืออะไรกัน ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อจะได้ตอบคำถามดังกล่าว และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้อ่านด้วยครับ
ผู้เขียน: jarathvit ชมแล้ว: 27,786 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 11 May 2009, 5:06 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 11 May 2009, 5:27 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - GDP???

ปัจจัยที่ใช้ชี้วัดภาวะเศรษฐกิจของประเทศ(Economic Indicators) มีอยู่ด้วยกันหลายตัว เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน อัตราแลกเปลี่ยน ทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นต้น

                ดังที่ได้เกริ่นมาแล้ว ผมจะเลือกอธิบายถึงความหมายสั้นๆ ของ Economic Indicators 3 ตัวคือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน รวมถึงการพิจารณาและความสัมพันธ์ของปัจจัยดังกล่าว

                เริ่มกันที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศหรือที่เรียกกันว่า Gross Domestic Product (GDP) หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งประกอบด้วย การบริโภค(Consumption) การลงทุน(Investment) การใช้จ่ายของรัฐบาล(Government Spending) และรายจ่ายสุทธิของต่างประเทศที่ซื้อสินค้าผลิตในประเทศ (Export-Import) การพิจารณาเศรษฐกิจจากตัวเลข GDP นั้นง่ายครับ แค่เอาตัวเลขของ GDP ช่วงเวลาที่ผ่านมา (แล้วแต่จะคิดสามารถเทียบกับปีที่แล้ว (Year on Year: YoY) ไตรมาสที่แล้ว (Quarter on Quarter: QoQ) หรือเดือนที่แล้ว (Month on Month; MoM) มาเทียบกับ GDP ของปี ไตรมาส หรือเดือนนี้ ก็จะได้เป็อัตราการเติบโตของ GDP ยกตัวอย่างเช่น สมุมติว่าปีที่แล้วตัวเลข GDP มีค่าเท่ากับ 10 ล้านล้านบาท และปีนี้ตัวเลข GDP ลดลงมาเหลือ 9 ล้านล้านบาท ดังนั้น อัตราการเติบโตของ GDP ก็จะเท่ากับ -10% (YoY) ครับ แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่อัตราการเติบโตของ GDP ติดลบต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส(QoQ) ก็จะเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Recession แต่หาก GDP ลดลงแต่ไม่ถึงกับติดลบก็จะเป็นแค่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ

                ขณะนี้หลายประเทศมีสัญญาณที่ชัดเจนว่า มีตัวเลขอัตราการเติบโตของ GDP ติดลบเกินกว่า 2 ไตรมาส ไม่ว่าจะเป็นประเทศอเมริกา ประเทศแถบยุโรป หรือประเทศเพื่อนบ้านเราเอง เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน เป็นต้น




หน้าที่ 2 - อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน???

              สำหรับเงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาราคาของสินค้าหรือการบริการโดยทั่วไป(ไม่ใช่แค่รายการใดรายการหนึ่ง) ในช่วงระยะเวลาหนึ่งราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้ค่าเงินของเราลดลง โดยอัตราเงินเฟ้อจะแสดงถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศและจะสะท้อนถึงภาวะความเป็นอยู่ของประชาชน ณ ปัจจุบัน ซึ่งธนาคารกลางของแต่ละประเทศมีการกำหนดเกณฑ์การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาระดับเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าด้วย การพิจารณาอัตราเงินเฟ้อ ปกติแล้วหากเศรษฐกิจมีการขยายตัว เงินเฟ้อก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้น และหากเศรษฐกิจหดตัวเงินเฟ้อก็ปรับลดลงตามวัฎจักรเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยได้กำหนดกรอบเงินเฟ้อให้อยู่ระหว่าง 0 - 3.5%



               
ส่วนอัตราการว่างงานจะคำนวนจากผู้ว่างงานหารด้วยผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน ซึ่งหมายถึง ผู้ที่มีงานทำ ผู้ว่างงาน และผู้ที่รอฤดูกาล(รายละเอียดสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เวปไซด์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ) โดยอัตราการว่างงานจะมีทิศทางตรงกันข้ามกับวัฎจักรเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดีมีการขยายตัว อัตราการว่างงานจะลดลง แต่หากเศรษฐกิจแย่อัตราการว่างงานก็จะเพิ่มขึ้น 
 

                ทีนี้เราก็จะมาดูว่า Economic Indicators ที่ได้กล่าวมาข้างต้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ผมจะยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นต้นเหตุของการเกิดวิกฤต อเมริกามีตัวเลขอัตราการเติบโตของ GDP ที่ติดลบกันต่อเนื่อง 2 ไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2551 เราจึงเรียกได้ว่าเศรษฐกิจของอเมริกาได้ตกอยู่ในภาวะถดถอย การที่ GDP ลดลง สาเหตุมาจากอุปสงค์โดยรวมของประเทศลดลง กล่าวคือ ผู้บริโภคใช้จ่ายลดลง ทำให้การลงทุนน้อยลง จึงส่งผลกระทบต่อระดับราคาของสินค้าทั่วไปให้มีราคาต่ำลง และยิ่งไปกว่านี้ เมื่อยามเศรษฐกิจถดถอยผู้บริโภคจะมีความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ราคาสินค้าจะถูกลงก็ตาม แต่ผู้บริโภคจะอยากที่จะถือเงินสดไว้เพราะไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะไม่มีงานทำ ก็เลยใช้จ่ายแต่ที่จำเป็น เพราะเหตุนี้จึงกระทบต่อธุรกิจภาคการผลิต เมื่อสินค้าขายไม่ได้หรือมียอดขายลดลง ธุรกิจก็จะผลิตสินค้าน้อยลงและเกิดการลดต้นทุนโดยการเลิกจ้าง ซึ่งส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง

                หลายๆ ประเทศทั่วโลกที่ประสบภาวะเช่นนี้ เมื่อเศรษฐกิจถดถอย อัตราเงินเฟ้อจะต่ำ อัตราการว่างงานจะสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เราอาจได้เห็นภาวะอีกประเภทหนึ่งในยามเศรษฐกิจถดถอย คือ ภาวะที่อัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมๆ กัน โดยภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ หากอุปทานในตลาดมีน้อยทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็มีโอกาสทำให้เกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ ภาวะนี้เลยถูกนักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Stagflation ซึ่งมาจากคำว่า Stagnation (ความซบเซา) + Inflation (เงินเฟ้อ) นั่นเอง




หน้าที่ 3 - แล้วประเทศไทยล่ะ??

                
              เมื่อย้อนกลับมาที่ประเทศไทย หากพิจารณาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทยเมื่อไตรมาส 4 ของปี 2551 อัตราการเติบโตของ
GDP ได้ติดลบไปถึง 4.3% (QoQ) ส่วนสาเหตุเกิดจากการลดลงจากอัตราการส่งออก และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และคาดว่าไตรมาส 1 ของปี 2552 ก็จะออกมาติดลบอีกเช่นกัน ถ้าผลเป็นแบบนี้แล้วจะทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของ GDP ที่ติดลบกันต่อเนื่อง 2 ไตรมาส และจะตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย

                แต่ผมอยากให้สังเกตุดูที่ตัวเลขอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยครับ เพราะอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับที่ต่ำทั้งคู่(อัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย. 2552 อยู่ที่ -0.9% และอัตราการว่างงาน 1.9% ณ ก.พ.2552) ซึ่งการที่ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานอยู่ในระดับที่ต่ำนั้น หมายความว่าประเทศไทยยังมีเสถียรภาพภายในประเทศที่ดีอยู่ หรือกล่าวอีกนัยนึงอาจเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็วจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย

                                                                                                                                                                             โดย จรัสวิชญ สายธารทอง

อ้างอิง
www.bot.or.th
http://portal.nso.go.th/otherWS-world-context-root/index.jsp
http://th.wikipedia.org/wiki

 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด