8 วิธีป้องกันการขับรถหลับใน
8 วิธีป้องกันการขับรถหลับใน
ผู้เขียน: wullopp ชมแล้ว: 2,775 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 2 June 2009, 11:56 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 2 June 2009, 11:57 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
หน้าที่ 1 - 8 วิธีป้องกันการขับรถหลับใน
...
คนเรามีโอกาสหลับในระหว่างการขับรถไม่มากก็น้อย... ผู้เขียนเองก็มีประสบการณ์นี้มาแล้ว และรู้สึกว่า เรื่อง "ง่วงไม่ขับ" น่าจะมีวิธีป้องกันได้ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
ผลจากการสำรวจคนขับรถในนิวยอร์คพบว่า 1 ใน 4 ของคนขับรถทั้งหมดเคยหลับในมาก่อน ซึ่งนับว่า เสี่ยงอันตรายมากๆ
...
เว็บไซต์สถาบันหัวใจ-ปอด-เลือดสหรัฐฯ (NHLBI) มีชุดคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีป้องกันการขับรถหลับใน ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
...
(1). นอนพอคืนเดียว = ไม่พอ
การศึกษาเปรียบเทียบระยะเวลาตอบสนองต่อสิ่งเร้า (response time / RT) ซึ่งมีความสำคัญในเหตุคับขัน เช่น เบรคเมื่อจะชนหรือจะตกถนน ฯลฯ เปรียบเทียบกับระยะเวลานอนของคนขับรถพบว่า
การนอนมากพอ 7-8 ชั่วโมง 1 คืนก่อนเดินทางยังทำให้ระยะเวลาตอบสนองต่อสิ่งเร้าลดลงได้ไม่ดีพอ จำเป็นต้องนอนให้มากพออย่างน้อย 2 คืน
...
- กลไกที่เป็นไปได้คือ เวลาเราอดนอน... สมองจะต้องการการนอนชดใช้หนี้การนอน (sleep debt) หลายวัน จึงจะมีประสิทธิภาพดีเต็มที่
- ทางที่ดีคือ ถ้าไม่ได้นอนเต็มที่ติดกันอย่างน้อย 2 วันไม่ควรขับรถ หรือถ้าขับรถก็อย่าขับรถทางไกล
(2). หลีกเลี่ยงช่วงเวลาอันตราย
...

(3). อย่าขับรถคนเดียว
การมีคนนั่งบนรถหลายคนมีส่วนช่วยให้โอกาสหลับน้อยลง ซึ่งแน่นอน... ควรเลือกคนโดยสารที่ตื่นนอนและคุยด้วยมากกว่าคนโดยสารที่หลับไปตลอดทาง
ถ้าทำไม่ได้... ควรหาอะไรทำไปด้วย เช่น สวดมนต์ ร้องเพลง ฯลฯ แต่อย่าดูโทรทัศน์ หรือใช้มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์อีกข้างจับพวงมาลัย เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุง่ายขึ้นมาก
...
(4). พักรถพักคนบ่อยๆ
...

(5). หาจุดพัก
(6). กาเฟอีน
...

(7). อย่าดื่ม
(8). อะไรที่ไม่ได้ผล
ถ้าง่วงไปแล้ว... การเปิดวิทยุหรือหน้าต่างรถมักจะช่วยอะไรไม่ค่อยได้
อาการที่อาจบอกเราว่า ง่วงและควรหยุดขับรถได้แล้ว คือ ตาเริ่มโฟกัสภาพไม่ค่อยได้-มองเห็นภาพข้างหน้าไม่ชัดเท่าเดิม, หาว, จำอะไรไม่ได้หรือนึกอะไรไม่ออก
...
...
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
...
> Thank nhlbi.nih.gov
ที่มา
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >
> 2 มิถุนายน 2552.
ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 2 14 พ.ค. 2553 (15:49) ปรกติขับรถประจำ ต้องระวังให้มากแล้วล่ะ