วิชาการดอทคอม ptt logo

การปลูกชวนชม - หนังสืออ่านเพิ่มเติม(ครูพินิจ เถื่อนทนนท์)

สื่อประกอบการเรียนรู้หน่วยการเรียนที่ 12 วิชางานเกษตร(ไม้ดอกไม้ประดับ) ม.2
ผู้เขียน: pinit2009 ชมแล้ว: 17,092 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 23 June 2009, 3:11 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 23 June 2009, 3:38 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องการปลูกชวนชม

คำนำ

หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง  การปลูกชวนชม  เล่มนี้  จัดทำขึ้น

เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนแผนการจัดการเรียนรู้ที่  12 

กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 

วิชา  งานเกษตร  (ไม้ดอกไม้ประดับ)  ซึ่งผู้เรียนหรือผู้ที่สนใจ  สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการปลูกชวนชม

            ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  หนังสืออ่านเพิ่มเติมเล่มนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและผู้สนใจเป็นอย่างยิ่ง         

           

                                                                                                พินิจ   เถื่อนทนนท์

    สารบัญ   

 

 เรื่อง                                                                                                                 หน้า

ลักษณะโดยทั่วไป

2

การปลูกเลี้ยง  และการดูแลรักษา

5

การขยายพันธุ์

9

การผสมพันธุ์

13

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

14

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

17

หนังสืออ้างอิง

18

 การปลูกชวนชม 

 

ชื่อวิทยาศาสตร์: Adenium obesum (Fosk.) Roem. & Schult.

ชื่อสามัญ: Impala Lily, Pink Bignonia,

Mock Azalea, Desert Rose

ชื่ออื่น: ลั่นทมแดง ลั่นทมยะวา (กรุงเทพฯ)

วงศ์: APOCYNACEAE

ชวนชม เป็นพรรณไม้ที่มีสีสันของดอกสวยงามสะดุดตามีรูปทรงของต้นไม้และกิ่งก้าน

ที่สวยงามและอ่อนช้อยและนุ่มนวลเป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแห้งแล้งจนได้รับสมญานามว่า Derert Rose หรือ “กุหลาบทะเลทราย”นอกจากนี้ชวนชมยังเป็นชื่อที่มีความไพเราะ
เป็นศิริมงคลตามความเชื่อของคนไทย แม้แต่ชาวจีน  ซึ่งเรียกชวนชมว่า “ปู้กุ้ยฮวย” หรือ

ดอกไม้แห่งความร่ำรวยก็ยังมีความหมายไปในทิศทางศิริมงคลเช่นกัน

ชวนชมมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาค้นพบครั้งแรกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน

ชื่อ P.Forskal  ทางภาคตะวันออกของทวีปแอฟริกาแถบประเทศแทนซาเนียและเคนย่าราว

ปี พ.ศ 2305  แต่กลุ่มนักพฤษศาสตร์ในสมัยนั้นเชื่อว่าไม้ดอกเป็นเพียงลั่นทมพันธุ์ใหม่  และ

ในราว พ.ศ 2357  นายโจเซฟ  ออกัสต์  ซูลตส์  ( Josef  August  Schultes ) นักพฤกษศาสตร์

ชาวออสเตรียได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างชวนชมกับลั่นทม  จนเป็นที่ยอมรับว่า  ชวนชมคือดอกไม้ชนิดใหม่

 

 

สำหรับในประเทศไทย  ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีผู้นำชวนชมเข้ามาปลูกเลี้ยง

ตั้งแต่เมื่อใด  แต่จากหลักฐานพอสันนิษฐานได้ว่า  มีการนำชวนชมเข้ามาปลูกในประเทศไทย

ไม่ต่ำกว่า  70 ปีแล้ว  โดยผ่านทางราชสำนักหลังการเสด็จประพาสต่างประเทศ   เพราะ

มีการพบเห็นชวนชมปลูกอยู่ในเขตพระราชวังและวังเจ้านายทั่วไป  จากการสืบค้นของอาจารย์วิชัย  อภัยสุวรรณ  ( ผู้เขียนหนังสือ “ ไม้ดอกและประวัติไม้ดอกเมืองไทย ”) ทราบว่าอย่างน้อยที่สุดคนไทยรู้จักเล่นชวนชมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 โดยพระนางเธอลักษมีลาวัณ  พระมเหสีองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ได้ทรงนำพันธุ์ชวนชม

เข้าไปปลูกในพระตำหนักลักษมีวิลาศ แต่ไม่มีผู้ใดทราบว่าทรงนำต้นชวนชมมาจากแหล่งใด

แต่ที่ปรากฏแน่ชัดคือ พระองค์ประทานชื่อดอกไม้นี้ว่า “ชวนชม”

 

ลักษณะโดยทั่วไป

                ชวนชมเป็นพืชที่มีเนื้อเยื่ออ่อน 

เปลือกของลำต้นบาง  ต้นและกิ่งก้านกลม

มียางใส  จัดเป็นพืชในวงศ์ Apocynaceae 

ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับลั่นทม  พืชในวงศ์นี้มีมากมายถึง  300  สกุลและมากกว่า 1,300  ชนิด  มีทั้งไม้ล้มลุก  ไม้เลื้อย  ไม้พุ่มและไม้ยืนต้น 

มีถิ่นกำเนิดกระจายอยู่ทั่วโลก  โดยเฉพาะ

ในป่าเขตร้อน  สำหรับชวนชมถูกจัดอยู่ใน

สกุล Adenium  obesum 

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา  มีหลายชื่อ เช่น Pink  Bignonia, Mock  Azalea , Desert  Rose , Impala  Lily , Kudu  Lily  และ  Sabi  Star

ลำต้น  เป็นไม้เนื้ออ่อน  อวบน้ำ  ต้นและกิ่งเป็นลำกลม  ผิวค่อนข้างเรียบสีเขียวอมเทา  เปลือกบาง  แตกกิ่งก้านไม่เป็นระเบียบ  ส่วนโคนของลำต้นพองออกมีขนาดรูปทรงใหญ่เล็กแตกต่างกันออกไปเรียกว่า “ โขด ” มีไว้สำหรับเก็บน้ำเพื่อรักษาสมดุลของต้

โขด  ของชวนชมคือรากที่ใช้สะสมอาหาร  เช่นเดียวกับ  เผือก  มัน  หรือพืชที่มีหัวทั่วไป              มีลักษณะบวมออกเป็นหัวขนาดใหญ่อยู่ใต้ดินหรือโผล่ขึ้นเหนือดินมีรูปทรงแตกต่างกันไป

 

ใบ  เป็นใบแบบเดี่ยว  ออกเวียนรอบกิ่งคล้ายกังหันหลายๆชั้น  และออกหนาแน่นตามปลายกิ่ง  ใบของชวนชมมีหลายลักษณะแตกต่างกันขึ้นกับสายพันธุ์  เช่น  ใบรูปไข่  ใบรูปหอก  ปลายใบมีทั้งเว้า  มน  แหลมและใบตัด  ขอบใบเรียบหยักหรือเป็นคลื่น  แผ่นใบหนาแข็งเขียวเข้มเป็นมันหรือบางพันธุ์มีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ที่ใต้ท้องใบ  มีขนาดใหญ่และเล็กแตกต่างกันไป




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






pinit2009
(ครูพินิจ เถื่อนทนนท์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 783 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน