บทความทั่วไป Thai or English (ประสบการณ์การสอนอ่านจากนิทาน) (ความสำเร็จในชีวิต????) (กฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ) (เมื่อลูกมีแฟน พ่อแม่ควรทำอย่างไร?) (เทคนิคการให้นมแม่) (HM BLUE) (ความสุข...ที่ต้องสร้าง!) (กลุ่มเสี่ยงต่อภัยสุขภาพในยุคสังคมดิจิตอล) (เคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับครู) (ClipVDO) | วิชาการ.คอม

บทความทั่วไป Thai or English

...บทความจากประสบการณ์การทำงานและการใช้ชีวิตข้าราชการไทยมานานปี ความสนใจพิเศษ ภาษาอังกฤษ ดนตรี
ผู้เขียน: mymeanmeak ชมแล้ว: 21,817 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 11 July 2009, 6:31 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 26 December 2009, 6:26 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
1-10 | 11-20 | 21-29 |


หน้าที่ 11 - ประสบการณ์การสอนอ่านจากนิทาน
     

นักปราชญ์ตัวจริง ประวัติของอีสป นักเล่านิทานของโลก ...
ที่เป็นอยู่นั่นแหละดีเลิศ หนูบ้านนอกกับหนูในเมือง
ที่มีนั้นก็ดีสำหรับตัวเองอยู่แล้ว...
วัวสามสหาย  วัวสามสหาย สามัคคีคือพลัง... ENGLISH
เด็กเลี้ยงแกะ ! เด็กเลี้ยงแกะ คนที่ชอบโกหกเป็นสิ่งที่ไม่ดี!...
สุนัขจิ้งจอกกับเงา ! สุนัขจิ้งจอกกับเงา หลงเงาตัวอง !... ENGLISH
นกกากับเหยือกน้ำ นกกากับเหยือกน้ำ ความพยายามอยู่ที่ไหน!...
แม่กบกับวัว แม่กบกับวัว ตนต้องรู้จักประมาณตน ...
ลมกับพระอาทิตย์ ลมกับพระอาทิตย์ ทำแต่น้อยไปมากแล้วจะสำเร็จ ....
สิงโตเจ้าป่ากับยุงขี้โม้ สิงโตเจ้าป่ากับยุงขี้โม้ ตนต้องรู้จักประมาณตน...
หมีกับคนเดินทาง หมีกับคนเดินทาง
ได้เพื่อนดีก็ดีนะ ...
ขวานเงินกับขวานทอง ขวานเงินกับขวานทอง โลภมากจะลาภหาย....
ไก่ที่ไข่เป็นทอง ไก่ที่ไข่เป็นทอง
จงพอใจในสิ่งที่ตนมี ...
นกกาเจ้าแห่งสัตว์ปีก นกกาเจ้าแห่งสัตว์ปีก การโกหกหมายลวงตาผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ขุมทรัพย์ในไร่องุ่น ขุมทรัพย์ในไร่องุ่น
คนที่เกียจคร้านไม่มีทางเจริญ...
ENGLISH
มดกับจิ้งหรีด มดกับจิ้งหรีด มดตัวน้อยจอมขยัน....
นกมีหูหนูมีปีก นกมีหูหนูมีปีก เจ้าค้างคาวที่ชอบกลับกลอก ...
สิงโตตกหลุมรัก สิงโตตกหลุมรัก ความรักทำให้ตาบอด....
มดกับตัวดักแด้ มดกับตัวดักแด้
น่าอายที่จะบอกว่าเป็นพวกเดียวกัน...
พ่อค้าเกลือกับลา พ่อค้าเกลือกับลา ลามันรู้มากเกินไปเลยเสียหายหมด....
ราชสีห์กับบหนู ราชสีห์กับบหนู ตัวเล็กนิดเดียวก็ตอบแทนบุญคุณได้ ...
ENGLISH
ไก่โต้งผู้ชาญฉลาด ไก่โต้งผู้ชาญฉลาด ร้องเพลงก็ได้แสนไพเราะ....
แมวเจ้าสาว แมวเจ้าสาว
แมวเหมียวที่อยากจะเป็นเจ้าสาว ...
ปลาใหญ่กับปลาเล็ก ปลาใหญ่กับปลาเล็ก สมน้ำหน้าอยากกินไม่แบ่งใคร....
สุนัขจิ้งจอกกับผลองุ่น สุนัขจิ้งจอกกับผลองุ่น อยากกินแต่หมดปัญญา...
นกอินทรีเจ้าเล่ห์ นกอินทรีเจ้าเล่ห์ หัวอกของแม่....

ขอขอบคุณที่มาของเนื้อหามากมาก  มีประโยชน์กับใครอีกหลายคนค่ะ  



หน้าที่ 12 - ความสำเร็จในชีวิต????
ความสำเร็จในชีวิต

Posted by dekkid , ผู้อ่าน : 1178 , 11:29:18 น.  
พิมพ์หน้านี้




หน้าที่ 13 - กฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ

กฎแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญ




หน้าที่ 14 - เมื่อลูกมีแฟน พ่อแม่ควรทำอย่างไร?

เมื่อลูก ‘เปิดตัว’ แฟน...พ่อแม่ควรทำอย่างไร


บทคัดย่อ : เมื่อถึงวัยที่ลูกเริ่มคบเพื่อนต่างเพศ มีคนรู้ใจไปไหนมาไหนด้วยกัน มักเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อจะหวงลูกสาว แม่จะหวงลูกชาย พี่น้องไม่ยินดียินร้ายกับการมีแฟนของพี่หรือน้อง ซึ่งการไม่ยินดียินร้ายและการหวงลูกนั้น ไม่ใช่วิถีที่คนเป็นแฟนต้องการเจอแน่นอน ในทางกลับกัน
เนื้อหาบทความ : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2552 17:24 น.



เมื่อถึงวัยที่ลูกเริ่มคบเพื่อนต่างเพศ มีคนรู้ใจไปไหนมาไหนด้วยกัน มักเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อจะหวงลูกสาว แม่จะหวงลูกชาย พี่น้องไม่ยินดียินร้ายกับการมีแฟนของพี่หรือน้อง ซึ่งการไม่ยินดียินร้ายและการหวงลูกนั้น ไม่ใช่วิถีที่คนเป็นแฟนต้องการเจอแน่นอน ในทางกลับกัน สิ่งที่ลูกและแฟนของลูกคาดหวังนั้น กลับเป็นความรัก ความเข้าใจและความชื่นชมยินดีจากทุกคนในครอบครัวต่างหาก

ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลาที่ลูกพร้อมที่จะพาแฟนมาที่บ้านเพื่อมาทำความรู้จักทุกคนในครอบครัว หรือที่หลายๆ คนมักเรียกกันว่า “เปิดตัว” นั้น เขาทั้งคู่เพียงต้องการให้พ่อแม่รับรู้ พี่น้องเข้าใจ และทุกคนในบ้านยอมรับทั้งคู่ให้คบกันอย่างเปิดเผยพร้อมสนับสนุนและให้กำลังใจไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นด้วย ซึ่งการศึกษาของ match.com พบว่า มีเด็กวัยรุ่นถึง 36% ยังคงต้องการให้พ่อแม่อนุญาตก่อนที่เขาจะคบใครสักคนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี จากการรายงานของ เดอะ เลิฟจิสต์ รีพอร์ต 2009 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดในอังกฤษ ได้ศึกษาเรื่องความรักและการออกเดตของเด็กอังกฤษ พบว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่ค่อนข้างรู้สึกกดดันที่จะต้องแนะนำแฟนของตนให้พ่อแม่รู้จัก

ซึ่งจากการศึกษาพบว่า 47% ของเด็กที่มีแฟนต้องการให้พ่อแม่เข้าใจและอนุญาตให้ทั้งคู่คบกัน แต่ทว่าเมื่อพ่อแม่อนุญาตให้คบกันโดยอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ มีเด็กจำนวนน้อยมากที่จะเชื่อฟังพ่อแม่ และมีเพียง 4% เท่านั้นที่ยอมรับว่า เมื่อพ่อแม่ไม่อนุญาตให้คบกับแฟน เขาจำเป็นต้องเลิกกัน ซึ่ง ‘พ่อแม่’ เป็นบุคคลที่กลายเป็นสาเหตุให้เด็กส่วนใหญ่ต้องเลิกกันไปนั่นเอง



ดังนั้น ปัญหาที่ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ่อ-แม่-ลูก และแฟน ที่พบบ่อยมากขึ้นทุกวันๆ เคท เทเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสัมพันธ์ ได้เสนอเทคนิคที่สามารถนำไปใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ว่า หากลูกมีแฟนแล้ว พ่อแม่ควรจะทำอย่างไร เพื่อพ่อ แม่ ลูก และแฟนของลูกจะได้มีความสุขและไม่อึดอัดหากต้องเผชิญหน้ากันอีกต่อไป

1.ดูแลเอาใจใส่ ไม่ใช่จับตามอง

หากพ่อแม่อยู่ใกล้ลูกมากเกินไป มันไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป เพราะในบ้างครั้ง การที่พ่อแม่รักลูกมาก ทำอะไรไม่ให้คลาดสายตาย เปรียบเสมือนว่า หากกอดลูกมากไป ลูกก็อาจอึดอัดได้ และในที่สุดลูกก็จะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและไม่มีความมั่นใจในการตัดสินใจใดๆเลย

ดังนั้น พ่อแม่ควรยืนอยู่เคียงข้างลูก เป็นที่ปรึกษาไม่ใช่ “ผู้ก้าวก่าย” หรือ “ผู้ควบคุม” ซึ่งการที่พ่อแม่ยืนมองลูกอยู่ห่างๆ นั้น ลูกก็สามารถรับรู้ถึงความเอาใจใส่ ความยุติธรรม และความเป็นเหตุเป็นผลได้เช่นกัน

2.เข้าใจลูก...เข้าใจอารมณ์ของลูกด้วย

ในช่วงที่ลูกยังเล็ก เขาอาจต้องการให้พ่อแม่เป็นชี้แนะแนวทางในทุกๆ เรื่อง แต่เมื่อเขาโตขึ้นเพราะที่จะตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเขารู้สึกว่าเขากำลังเริ่มมีความรักกับเพศตรงข้าม

พ่อแม่ควรทำความเข้าใจก่อนว่า การที่ลูกตัดสินใจพาแฟนมาแนะนำให้พ่อแม่รู้จักนั้น ไม่ใช่มาเพื่อให้พ่อแม่ตัดสินใจแทนเขา แต่ที่พามาหานั้นเพียงเพราะว่าอยากให้ผู้ใหญ่รับรู้เพียงเท่านั้น ซึ่งพ่อแม่เองจะรู้สึกดีที่ลูกไม่ได้ปิดบังด้วยซ้ำ

3.เปิดตัวครั้งแรก...ธรรมด๊า ธรรมดา

หากลูกได้เกริ่นกับพ่อแม่ไว้แล้วว่า จะพาแฟนมาแนะนำให้ทุกคนในครอบครัวรู้จัก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องจัดงานเลี้ยงหรือทำอะไรที่มันดูเอิกเกริก ผิดปกติไปจากทุกวัน เพราะการทำอะไรที่มันเกินความจำเป็นนั้น จะทำให้แฟนของลูกอึดอัดมากขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ การจัดงานปาร์ตี้กินเลี้ยงกันภายในครอบครัว หรือเพื่อนสนิทนั้น ควรจะจัดต่อเมื่อเลี้ยงฉลองงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นจะดูเหมาะกว่าเป็นไหนๆ




4.ระวังความคิดเห็น

ถ้าวันหนึ่งหลังจากที่พ่อแม่ได้เจอะเจอกับแฟนของลูกแล้ว แล้วเขาเกิดถามขึ้นมาว่า “แม่ครับ คิดคิดว่าซาราห์ เป็นยังไงครับ” สิ่งที่พ่อแม่ต้องตระหนักอยู่เสมอหากเจอคำถามประเภทนี้ คือ ไม่ควรไปติเตียนเพื่อทำร้ายความรู้สึกของลูก และแทนที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์แฟนของลูก พ่อแม่ควรพูดถึงตัวของลูกตัวเองมากกว่าเช่น “ซาราห์ก็ไม่ได้แย่อะไร แต่แม่ว่าลูกดูไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เวลาลูกอยู่กับเธอนะ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ”

วิธีนี้จะทำให้พ่อแม่และลูกสามารถเปิดใจคุยในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลูกและแฟนได้อย่างสบายใจมากขึ้น เพราะหากมัวแต่ไปตำหนิติเตียนแฟน ลูกก็จะคิดมากและไม่สบายใจเพราะคิดว่า พ่อและแม่คงไม่ชอบแฟนของเขา

5.รักลูก...รักคนที่ลูกรัก

พ่อแม่ควรทำความเข้าใจก่อนว่า คนที่จะเป็นคู่รักที่ดีที่สุดของลูก คือ ใครสักคนที่ทำให้เขารู้สึกว่า อยู่ด้วยแล้วปลอดภัย มีความรักให้กันและกัน สิ่งที่เข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าไม่ดี และตัวเองก็มองโลกในแง่ดีมากขึ้นกว่าเดิม

ถ้าหากพ่อแม่พบว่า แฟนของลูกมีรอยสัก เพราะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็จะไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้คนทั้งสองคนรักกันไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นอย่าอคติกับรูปลักษณ์ภายนอกเด็ดขาด

6.เป็นกลาง

หลังจากที่ลูกมีแฟนและพามาทำความรู้จักแล้ว ในบางครั้งอาจมีเรื่องให้กระทบกระทั่งกันบ้าง ไม่ว่าใครจะผิดจะถูก พ่อแม่ควรวางตัวเป็นกลาง ไม่ควรเข้าไปตัดสินปัญหาของคนสองคนเด็ดขาด เพราะหากพ่อแม่มัวแต่ตำหนิแฟนของลูก ไม่ว่าจะเป็นต่อหน้าหรือลับหลังลูก มันก็จะเป็นสิ่งที่สามารถบั่นทอนความรู้สึกของทั้งเขาและเธอได้เช่นกัน

ในทางกลับกัน ถ้ามัวแต่เข้าข้างลูกของตัวเอง ไม่ว่าจะถูกหรือผิดอย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ทางออกของพ่อแม่ที่ดีเช่นกัน

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ พ่อแม่ควรบอกลูกว่า พ่อและแม่เข้าใจความรู้สึกของลูกดี และจะคอยให้กำลังใจ คำปรึกษาเท่านั้น ซึ่งทั้งพ่อและแม่จะให้ลูกเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าควรทำอย่างไร โดยวิธีนี้จะทำให้เขารู้สึกว่าทั้งพ่อละแม่ไม่ได้ดูดาย และแนวทางที่พ่อแม่แนะนำก็ทำให้เขาสามารถตัดสินใจหาทางออกในปัญหานั้นๆได้รวดเร็วมากขึ้น




7.เรียนรู้ที่จะรัก

หากจะต้องเลิกรากับแฟนที่คบกันมานาน พ่อแม่ต้องสอนให้เขาเรียนรู้ในความเจ็บปวดตรงนั้นว่า ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ 100% ดังนั้น อย่าให้เรื่องเหล่านี้ต้องทำให้ชีวิตหมดหวังเพราะคนคนเดียว ขอให้ความรักในครั้งนี้เป็นความทรงจำที่ดีจะดีกว่า

พ่อแม่ควรให้กำลังใจและบอกให้เขากลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้ง เพราะมันจะทำให้ตัวของลูกและทุกคนในบ้านมีความสุขไปด้วย และที่สำคัญคือ ‘ความสุข’ ที่เกิดขึ้นเป็นบันไดที่นำไปสู่ความพร้อมให้ลูกเปิดใจและเรียนรู้กับคนอื่นๆ ได้ต่อไป

8.แยกห้องนอน เพื่อความสบายใจ

อาจมีบางครั้งที่ลูกจะขออนุญาตพาแฟนมาค้างคืนที่บ้าน แน่นอนว่า ผู้ใหญ่คงไม่สบายใจเพราะทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ดังนั้น พ่อแม่ควรแยกห้องนอนให้ชัดเจน เพราะบ้านของเรา เราสามารถตั้งกฎเกณฑ์ได้ ซึ่งลูกๆ ส่วนใหญ่ยังคงเคารพในกฎกติกาของพ่อแม่อยู่ และที่สำคัญพ่อแม่ควรสอนเขาให้เข้าใจความรักและเซ็กซ์อย่างถูกต้องด้วย ไม่ควรให้ชิงสุกก่อนห่าม

9.สไตล์ใครสไตล์มัน

ยิ่งนานไป แฟนลูกชายอาจเหมือนลูกสาวแท้ๆ แฟนลูกสาวก็อาจกลายเป็นลูกชายแท้ๆ ได้ไม่ยากหากคนคนนั้นทำตัวดี ควรค่ากับการที่พ่อแม่จะรักเหมือนลูก แต่พ่อแม่ต้องไม่ลืมไปว่า ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขที่เราจะสามารถพูดหรือติเตียนเขาได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะการแต่งตัวที่พ่อแม่ไม่ควรไปก้าวก่ายให้เขาต้องแต่งตัวแบบนั้น แบบนี้อย่างที่พ่อแม่ต้องการ

10.อย่าทำตัวเป็นพ่อดุ-แม่ร้ายเหมือนในละคร

พ่อแม่ไม่ควรอย่าสร้างปัญหาให้กับลูก เช่นการบังคับให้ทำนู่นทำนี่อย่างที่พ่อแม่ต้องการเพียงเพื่อกีดกันไม่ให้ลูกใกล้ชิดแฟน ไม่ว่าจะเป็นเพราะความหึงหวงหรือไม่ชอบเป็นการส่วนตัวก็ตาม

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ ให้ความจริงใจกับคนที่ลูกรัก เป็นตัวอย่างที่ดี ไม่จู้จี้จุกจิกจนเกินไป เพราะลูกจะเป็นคนที่ลำบากใจมากที่สุด และเมื่อพ่อแม่เป็นบุคคลที่ลูกนึกถึงคนแรกไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเขารู้ว่า เมื่อเขาอยู่กับพ่อและแม่ เขาจะปลอดภัย และมีแต่ความจริงใจ ก็จะทำให้ลูกสุข ซึ่งเมื่อลูกมีความสุข พ่อแม่ก็พลอยสุขไปด้วย

เรียบเรียงจาก เดอะซัน




วันที่ประกาศ : 2009-07-31 10:02:58
ที่มา : www.manager.co.th
 
[ปิดหน้าต่าง]



หน้าที่ 15 - เทคนิคการให้นมแม่



หน้าที่ 16 - HM BLUE



หน้าที่ 17 - ความสุข...ที่ต้องสร้าง!

 

Why Do We Feel

Happiness

ความสุข...ที่ต้องสร้าง!

 

 

            เราอาจไม่เคยสังเกตมาก่อน ว่าความสุขหรือความทุกข์ทั้งหลาย เกิดขึ้น หดหาย เสื่อมถอย หรือกำเริบ เติบใหญ่ขึ้นได้เพราะอะไร

                แถมคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกกับความทุกข์ได้ไวกว่าความสุข  เป้นคนประเภท “เป็นทุกข์ง่าย เป็นสุขยาก”  ทุกข์จริงแค่ 5 แต่รู้สึกไป 10  ส่วนความสุขน่ะหรือ สุข 5 แต่รู้สึก ‘เป็นสุข’ ได้แค่ 2 เฮ้อ!

                ความสุขก็เป็นสิ่งที่เราต้องสร้าง  มีสุข 3 อย่างที่เราต้องสร้างขึ้น  เพื่อที่ความสุขนานาประการจะไหลมาเทมา

 

1.

Inner Peace

สุขได้ง่าย...สบาย...สบาย...

            อย่างแรกที่เราต้องสร้างคือ ‘ความสุขภายใน’ ซึ่งหมายถึง ภาวะที่มีความอิ่มใจอยู่เสมอ ภาวะที่ใจสงบ นิ่ง เย็น และผ่องแผ้ว ไม่ร่านร้อนทุรนทุราย แม้เรื่องราวภายนอกจะชวนให้ปั่นป่วนสักแค่ไหน ก็ยังสามารถประคับประคองใจไม่ให้กระเพื่อมตามได้ นี่คือคุณสมบัติของยอดคน คือคนที่มีใจสงบ ไม่หวั่นไหว ไม่กระเพื่อมได้อย่างง่ายๆ

                จะมีความสุขในตนเองได้ ต้องมี ‘สติ’ ใจใครก็ตามที่มีสติครบเต็ม จะแปล ‘ความรู้สึก’ ที่เกิดจาก ‘เหตุภายนอกมากระทบ’ ได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการซ่านแต่ง เป็นไปตามความเป็นจริง ไม่บวก ไม่ลบ และถึงแม้จะเป็นเรื่องลบ ก็ยังสามารถมองเห็นมุมบวกในเรื่องนั้นๆ ได้ ทำให้ไม่เต้นเร่าไปกับสิ่งรบกวนภายนอกนั้น

                พอใจมันนิ่งเสียแล้ว เห็นทุกอย่างข้างนอกได้ตามความเป็นจริงแล้ว มันก็เลยเกิด ‘ความเข้าใจ’ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ก็มันเป็นของมันอย่างนั้น เลยไม่รู้จะทุกข์ไปทำไม บางเรื่องอาจไม่ถูกใจหรือไม่ได้ดั่งใจหรอก แต่ว่าเข้าใจ ใจก็เลยสุข แล้วยังสามารถดึงดูดความสุขจากข้างนอกเข้ามาเพิ่มพูนความสุขข้างในได้ง่ายๆ อีกด้วย

                มองท้องฟ้าก็เห็นความงาม เห็นความสุข  มองดอกไม้ริมทางก็มีความสุข เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ ก็มีความสุข เห็นผีเสื้อ เห็นกระรอกกระแต ก็มีความสุข ฟังเพลงเราะๆ แหม...มันสุขหัวใจ  ไม่ต้องรอเป็นสุขกับเรื่องใหญ่ๆ ที่น่าตื่นเต้น ตึกตัก โครมคราม เช่น หุ้นขึ้น ได้โบนัสหลายเดือน ถูกลอตเตอรี่ ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นคนใหญ่คนโต เหล่านี้เป็นต้น

 

 

2.

Other Joining

ดึงดูด...จดจ่อ...ต่อเติม

                พอใจมันรู้จักแปลผลของสิ่งที่มากระทบจากข้างนอกได้ดี เหมือนเด็กที่อ่านหนังสือคล่องแล้ว  คราวนี้ก็ถึงเวลาแยกแยะ เลือกรับ และขับทิ้งในบางสิ่งที่ไม่พึงปราราถนา  เหมือนเด็กที่เมื่ออ่านหนังสือได้คล่องแล้ว  คราวนี้ก็ต้อง ‘อ่านเอาเรื่อง’ พร้อมๆ กับวิเคราะห์ แยกแยะ เพื่อหา ‘สิ่งที่ดี’ ในเรื่องนั้นๆ ให้เจอ

                จากที่เคยเริ่มอุทานหรือสบถตลอดเวลาว่า NO! ก็เปลี่ยนมาอุทานหรือสบถว่า Yes! ได้แล้ว

                No คือ ปิด ไม่เปิดรับ ขับไส  แต่ Yes คือ รับฟัง จะถูกใจหรือไม่ ยังไม่รู้หรอก  แต่ไหนลองว่ามาสิ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้เองน่ะหรือ  กระบวนการรับฟัง หรือเปิดรับนี้ จะนำข้อมูลที่มากกว่าการ ‘รู้สึกไปเอง’ หรือคิดเองเออเองมาให้  แล้วความเข้าใจต่อกัน หรือเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ก็จะเกิดขึ้น  และส่งผลให้เราตัดสินหรือพิจารณาได้อย่างรอบคอบ พร้อมๆ กับสร้างโอกาสที่ดีให้เกิดขึ้น  ไม่สูญเสียโอกาสดีๆ ไป

                ท่องคาถาประจำใจในยามเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ไว้ว่า “Yes! เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาบ้างก็ดีเหมือนกันนะ  มันแปลว่าอะไรหนอ มันบอกอะไรเราบ้าง”  นี่คือการมองอย่างคนฉลาด คนมีปัญญา ไม่ใช่คนมีปัญหา ที่มองทุกเรื่องเป็นปัญหาหรือติดลบไปหมด         

                ดึงดูดทุกความดีงามเข้ามา  จดจ่อกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว โดยไม่ด่วนตัดสินว่าเรื่องนั้นดีหรือร้าย  ค่อยๆ พินิจพิจารณา แยกแยะ และคัดส่วนเลวทิ้งไป  คงไว้แต่ส่วนดีๆ ที่นำมาต่อเติมชีวิตจิตใจของเราให้งอกงามไปในทางบวก ไปในทางก้าวหน้า หรือเพิ่มพูนปัญญาของเราให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป  คนที่เปิดใจรับเรื่องทุกเรื่องแล้วคัดกรองได้เช่นนี้ จะได้รับโอกาสดีๆ และมีความสุขได้ในทุกๆ สถานการณ์

 

3.

Happy Social Network

เครือข่าย...โยงใย...ความสุข

 

                ก็เหมือนกับแมงมุม ที่สามารถถักทอใยไว้คอยดักจับความสุขที่ปลิวผ่านมาผ่านไป  จงเป็นคนที่มีเครือข่ายที่สามารถโยงใยความสุขมาสู่กันและกัน

                เมื่อมีใจที่มีความสามารถต่อการ ‘ซึมซับรับสุขจากภายนอกได้ง่ายๆ’ แล้ว  เปิดช่องรับทุกเรื่องราวในชีวิตโดยไม่ปิดกั้นหรือมองแต่ด้านร้ายเป็นแล้ว  ก็มาสร้างสังคมแห่งความสุขกันเถอะ

                คำว่า ‘ร่วมด้วยช่วยกัน’ เป็นคำสั้นๆ ที่อธิบายการสร้างสังคมแห่งความสุขได้อย่างชัดเจนที่สุด 

                หลายปีก่อน มีสถานีวิทยุแห่งหนึ่งตั้งชื่อคลื่นตัวเองว่า คลื่นร่วมด้วยช่วยกัน  นับจากวันนั้นจนปัจจุบัน คลื่นวิทยุแห่งนี้ ได้กลายเป็นสื่อกลางของการประสานข่าวสาร ปัญหา โอกาส ผู้เดือดร้อน ผู้ช่วยเหลือ ให้ได้มาเจอกัน ช่วยกันคลี่คลายปัญหาตั้งๆ และสร้างโอกาสดีๆ ให้เกิดขึ้น เช่น มีข้าวสารยี่ห้อร่วมด้วยช่วยกันเกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือชาวนา และผู้บริโภคก็ซื้อข้าวสารได้ในราคาย่อมเยา  ชาวนาก็มีรายได้ ผู้บริโภคก็ลดรายจ่าย เกิดความสุขขึ้นถ้วนหน้า

                เราต้องไม่คำนึงถึงแต่ความสุขของตัวเองคนเดียว  แต่ต้องนึกถึงใจเขาใจเราและรู้จักแบ่งปันกัน ให้ และใส่ใจต่อกันให้เห็น  เป็นลูกก็อย่าเอาแต่ใจ อยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากให้พ่อเป็นอย่างนั้น อยากให้แม่เป็นอย่างนี้  พ่อกับแม่ก็เช่นเดียวกัน อย่าเอาแต่กะเกณฑ์ให้ลูกต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเรียนวิชานี้ ต้องทำนั่น ทำนี่ ตามใจของพ่อแม่โดยไม่ถามใจลูก  นั่นรวมถึงสามีภรรยา เพื่อนฝูง และคนทุกคนที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน  เสื้อเหลืองต้องฟังเสื้อแดง เสื้อแดงต้องฟังเสื้อเหลือง และไม่ชิงชังเสื้อขาว แต่เราจะสร้างสังคมแห่งความสุข หรือประคับประคองให้สังคมตั้งมั่นอยู่บนความผาสุกด้วยกัน  โดยพร้อมเพรียงกันยึดเอาความถูกต้องเป้ฯที่ตั้ง แล้วลดความถูกใจลงให้เป็น  นอกจากไม่เห็นแก่ตัวหรือเห้นแก่ความสุขส่วนตัวแล้ว  ก็ต้องรู้จักเห็นอกเห็นใจกัน ความผาสุกหรือเครือข่ายแห่งความสุขที่ว่านี้ถึงจะเกิดขึ้นได้

                ความสุขทั้ง 3 ประการนี้ไม่มีขาย  ถ้าหากอยากได้ก็ต้องช่วยกันสร้าง!!




หน้าที่ 18 - กลุ่มเสี่ยงต่อภัยสุขภาพในยุคสังคมดิจิตอล

การท่องอินเตอร์เน็ตโดยไม่เมื่อยล้า และเสียสุขภาพ

               ใช้เวลาสำรวจตัวคุณเองสักนิดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภัยสุขภาพในยุคสังคมดิจิตอลหรือไม่???  

       1. คุณเป็นผู้หนึ่งที่มักปฏิบัติงานในอิริยาบถเดิมๆ นานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน
       2. คุณเป็นผู้หนึ่งที่นั่งทำงานอยู่กับตัวเลขนานเกินกว่าชั่วโมงต่อวัน
       3. คุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องนั่งตรวจและเขียนเอกสารนานเกินกว่า ชั่วโมงต่อวัน
       4. คุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน

        ขณะที่คุณกำลังอ่านและสำรวจตัวเองอยู่นี้ หากหนึ่งในสี่ข้อข้างต้นตรงกับพฤติกรรมประจำวันของคุณ  คุณก็นับเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงที่กำลังถูกคุกคามจากภัยร้ายในที่ทำงานของคุณแล้วนั่นเองค่ะ 
        
ผลวิจัยระบุว่าอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อ คอและไหล่กำลังคุกคามกลุ่มคนทำงานออฟฟิศมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล้วนมาจากหลายสาเหตุทั้งจากพฤติกรรม อิริยาบถในการทำงาน ลักษณะและสภาพแวดล้อมบริเวณเวิร์ค สเตชั่น รวมไปถึงความเครียดจากการทำงาน หรือทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะอาการดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงจนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เกิดเป็นโรคประจำทศวรรษที่ได้ยินกันจนชินหูว่า “Office Syndrome หรือโรคภัยในสถานที่ทำงาน
”
         
คณะวิจัย ให้ข้อแนะนำถึงวิธีป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ว่า สามารถทำได้หลากหลายวิธีตามแต่สาเหตุ ทั้งการปรับเวิร์ค สเตชั่นให้เหมาะสม เปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานหรือเคลื่อนไหวร่างกายทุก 15-20 นาที  ขจัดความเครียดในการทำงาน  เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของ

ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ  การนวด  การใช้ความร้อน-เย็นเพื่อให้กล้ามเนื้อยึดหดตัว  การออกกำลังกายแบบง่ายๆ  

ในท่าทาง

 




หน้าที่ 19 - เคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับครู

เคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับครู

Ten Tips for Teachers

 

1.  เข้าสอนทุกครั้ง

ถ้ามีหลักสูตรที่มีคุณภาพแต่ไม่มีครู นักเรียนก็ไม่สามารถที่จะเรียนได้ ถ้าครูเข้าสอนนักเรียนทุกครั้งนักเรียนก็จะมีความรู้สึกอยากเรียน ดังนั้น เคล็ดลับข้อแรกนี้ครูต้องเข้าสอนตรงเวลาทุกครั้งที่มีสอน จะมีผลต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ครูอาจจะต้องมาก่อนเวลาเพื่อที่จะเตรียมตัวก่อนการสอน ถ้าครูไม่สามารถเข้าสอนได้ต้องฝากให้ครูท่านอื่นสอนแทน และต้องบอกครูที่จะเข้าสอนแทนก่อนอย่างน้อย 1 วัน เพื่อที่จะให้ครูที่จะเข้าสอนแทนมีเวลาเตรียมเนื้อหาที่จะสอน

 

1. Come to Class

Regardless of the quality of the program if there is no one to teach students cannot learn. Also, if you are consistently committed to the classroom it is more likely your students will be too. Therefore, the first, and one of the easiest, steps to being an effective English teacher is showing up on time in the classroom on the days you are supposed to teach. Every time. You may even want to come a few minutes early to prepare your classroom before teaching. If you cannot show up for the class you are meant to teach make sure another teacher can take your place. Let them know at least the day before so that they have time to lesson plan.

 

2.  ทำแผนการสอน

สำหรับการสอนวิชาภาษาอังกฤษต้องมีการวางแผนการสอนก่อน ซึ่งสิ่งนี้สำคัญมากๆ ต่อครูผู้สอนซึ่งสามารถทำให้ครูเห็นถึงเป้าหมายหรือจุดประสงค์ การสอนภาษาอังกฤษที่ไม่มีการวางแผนก็เปรียบเสมือนการงมเข็มในมหาสมุทร แผนการสอนไม่ต้องมีอย่างละเอียดลออก็ได้ ต้องไม่ลืมว่า จุดประสงค์หรือเป้าหมายช่วยทำให้ครูเป็นครูที่มีประสิทธิภาพได้ ต่อไปนี้คือสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการวางแผนการสอน

*จุดมุ่งหมาย : จุดมุ่งหมายต่อการเรียนเป็นส่วนหนึ่งต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่จะส่งผลในบทเรียน ต้องสอนเกี่ยวกับเนื้อหาของจุดมุ่งหมาย ไม่จำเป็นต้องสอนตามกระบวนการหรือเนื้อหาตามในหนังสือ ยกตัวอย่างเช่น การเรียนเนื้อหาควรเป็นเนื้อหาของสิ่งที่จะเรียนและไม่ใช่ตามในหนังสือ นี่คือเหตุผลที่ครูต้องมีการวางแผนการสอนและควรจะมีเนื้อหาที่จะสอนจริงๆ

*วิธีการสอน : ถ้ามีจุดมุ่งหมายที่จะสอนแล้วต้องทำให้นักเรียนสามารถรับสิ่งที่ครูจะสอนให้ได้ จะใช้เนื้อหาอะไร จะเริ่มต้นใช้อะไรก่อน  จะเริ่มต้นอย่างไรที่จะสอนนักเรียนและทบทวนตลอดทั้งบทเรียน ครูบางคนเตรียมวัสดุอุปกรณ์ตามเนื้อหา และจำนวนที่ต้องการ เพื่อให้เข้ากับการเรียนการสอน โดยทั่วไป ถ้าทำตามเคล็ดลับข้อนี้สามารถทำให้การเรียนเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่มีปัญหา ครูสามารถเพิ่มรายละเอียดตามที่ครูต้องการ บางครั้งอาจจะซัก 2- 3 ประโยคก็ได้ และครูต้องมั่นใจว่าการดำเนินการสอนจะต้องดำเนินไปตามที่ได้วางเอาไว้

*การวางแผนการสอน : ขณะที่วางแผนการสอนนั้นมันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากต่อครู เพราะทำให้ครูได้เตรียมตัวหรือรู้ว่าจะสอนอย่างไรก่อนที่จะได้เริ่มสอนเนื้อหานั้นๆ แก่นักเรียน  รวมทั้ง ไวยากรณ์ และเนื้อหาสำหรับครูชาวต่างชาติ จะต้องแปลก่อนล่วงหน้า

 

2. Lesson Plan

Lesson planning is absolutely essential to teaching English as a foreign language. It provides you with a sense of purpose in the classroom and the roadmap to help you get there. Teaching the English language without a lesson plan is like driving into the ocean. A lesson plan doesn’t have to be elaborate. Remember, its purpose is to help you be an effective teacher. Below are some useful steps for lesson planning:

* Objective: Learning objectives are the elements of the English language that will be taught by the lesson. Make sure to teach to learning objectives, not particular teaching methods or materials. For instance, a learning objective should be something like “pronouns” and not “page 17” in the workbook or a dialogue. It is the “point” of the lesson, and should be explicitly written out.

* Flow: Now that you have a goal for the lesson, lay out how you intend to get there. What activities are you going to use? What will you start with? How will you model and review throughout the lesson? Some teachers like to include things like a list of the materials they will need or the amount of time they expect each activity to take. Generally the more thought out the flow of the lesson is the more smoothly and effectively the lesson will run. The lesson flow can be as detailed as you want it to be; sometimes just a few lines are enough. Just make sure your lesson has a logical progression and that you are confident going into the classroom.

* Prepare: While preparing for a lesson it is helpful to familiarize yourself with the material you will be teaching, including things such as definitions, grammar concepts, and English/Thai translations.

 

3. สอนอย่างช้าๆ

สอนไปอย่างทีละนิดๆ ในแต่ละวันสามารถทำให้นักเรียนได้รับเนื้อหาได้ง่ายและอย่างชัดเจน ต้องรู้ว่าภาษาไทยมีที่มาที่แตกต่างกันกับภาษาอังกฤษ มีตัวอักษรและไวยากรณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อย่านึกว่านักเรียนรู้ในสิ่งที่ครูยังไม่ได้สอน ดังนั้น เวลาที่ครูถามนักเรียนต้องให้เวลากับนักเรียนได้คิดสิ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ครูถามอย่างน้อย 10 วินาทีเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องหรือถามกับนักเรียนคนอื่นอีก ถ้านักเรียนตอบผิด ห้ามครูเฉลยคำตอบให้กับนักเรียน แต่ต้องให้เวลากับนักเรียนอีกหรือให้นักเรียนคนอื่นแก้ให้ถูกต้อง

 

3. Go Slow

Teach in baby steps. Set small, achievable goals for a day’s lesson plan clearly laid out as the lesson’s objective. It is a common mistake, especially for teachers who have English as their native language, to move too quickly. Remember, Thai is a fundamentally different language than English. It uses a different alphabet and has radically different grammar concepts. Don’t assume your students know anything that you haven’t taught yet or that they haven’t already demonstrated knowledge of. Also, when you ask your students a question allow them some period of time to process a response. You want your students to work through what they’ve learned. As a general rule, allow at least ten seconds of “wait time” before giving them the right answer or turning the question over to another student. Likewise, if a student answers incorrectly do not immediately give the right answer but allow some time for them or other students in the class to find and correct the mistake.

 

4. ทบทวน

การทบทวนเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ห้ามคิดเอาเองว่านักเรียนสามารถจำในสิ่งที่เรียนได้หมด บางครั้งต้องย้ำในสิ่งที่สอนให้เยอะๆ หรือทบทวนในครั้งต่อไปเพราะเนื้อหาบางเรื่องต้องใช้เวลานาน เพื่อให้นักเรียนได้จำสิ่งนั้นๆ

 

4. Review

Reviewing is essential. Do not assume just because students know something by the end of the day they will remember it tomorrow. It can take dozens, even hundreds, of repetitions before a language concept “sticks.” To help with student retention, constantly go back over old concepts in subsequent lessons.

 

5. เพิ่มเติมความรู้เข้าด้วยกัน

วางแผนการสอนในสิ่งที่นักเรียนได้เรียนแล้วเข้ากับเรื่องใหม่ๆที่จะสอน และนักเรียนควรรู้เรื่องที่ครูจะสอน ด้วยยกเว้น จุดมุ่งหมายที่ครูจะสอนในวันนั้น ครูสามารถทบทวนเกี่ยวกับเนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนผ่านมาแล้วเข้ากับเนื้อหาใหม่เพื่อให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เคล็ดลับข้อนี้ทำให้ง่ายต่อการเขียนหลักสูตรการสอน

 

5. Build on Previous Knowledge

Always build subsequent lessons off of what students have already learned. Just as there should only be a small, manageable amount of new material presented in a day’s lesson, students should already be competent in any other elements of the English language necessary for them to learn that new material as laid out in your lesson plan. Building lesson plans off of previous lessons can make reviewing easier, as well as provide a familiar context for student understanding. Building on what students already have learned is a good idea for designing learning modules, units, and curriculum as well.

 

6. ใช้ภาษาอังกฤษ

การเรียนภาษาอังกฤษที่จะให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดคือครูต้องพูดภาษาอังกฤษ สมมติว่า ในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ครูพูดภาษาอังกฤษในสิ่งที่นักเรียนได้เรียนผ่านมาแล้วแทนที่จะพูดภาษาไทยกับนักเรียน สมมติว่า ถ้านักเรียนรู้จำนวนในภาษาอังกฤษเวลาที่ต้องการให้นักเรียนเปิดหนังสือพยายามอย่าพูดกับนักเรียนเป็นภาษาไทย ถ้าครูพูดภาษาอังกฤษในชั้นเรียนทำให้เกิดการทบทวนได้มากกว่าและใช้ภาษาอังกฤษให้เข้ากับการสื่อสาร นั่นจะทำให้นักเรียนได้รู้ได้เห็นการใช้ภาษาอังกฤษได้ในโลกแห่งความจริง

 

6. Use English

By far the most effective way to learn a language is to be required to use it in a real world setting (in this instance, the classroom). Therefore, make sure to use the English words and concepts that students have already learned as much as possible. Wean students off their Thai equivalents. For instance, if students know numbers in English don’t tell them to open their workbooks to page 35 in Thai! Using English in the classroom goes beyond mere review, and establishes English as a legitimate means of communication that will begin enabling students to make use of English in the real world.  

 

7. ครูต้องรู้จักนักเรียน

การรู้จักนักเรียนสามารถทำให้การวางแผนการสอนของครูมีประสิทธิภาพ เพราะแผนการสอนที่ครูได้ทำนั้นจะต้องเข้ากับการดำเนินชีวิตของนักเรียน จะทำให้นักเรียนเกิดความสนใจมากขึ้น บางสิ่งครูอยากจะรู้เกี่ยวกับนักเรียนรวมทั้งชื่อของนักเรียน ความสนใจ ความสามารถของนักเรียนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ นักเรียนใช้ภาษาอังกฤษอย่างไรได้บ้างในชุนชนของพวกเค้า วิธีการสอนอะไรที่สามารถช่วยนักเรียนได้มากที่สุด วิธีการที่ดีที่ครูจะได้รับควรจะเริ่มตั้งแต่ต้นเทอม ทำแบบสำรวจหรือแค่ถามนักเรียนก็ได้ ตลอดทั้งภาคเรียนต้องให้นักเรียนเขียน อ่าน และถามเพื่อนซึ่งกันและกันเกี่ยวกับชีวิตของพวกเค้า : ครอบครัว แรงบันดาลใจ ประสบการณ์ ชุมชน ฯลฯ ตั้งใจเอาใจใส่และรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้ากับการวางแผนการสอนในอนาคต

 

7. Know Your Students

Knowing your students can help you design effective, appropriate lesson plans that are relevant to your students’ lives (and therefore more likely to generate genuine student interest). Some things you’ll want to know about your students include their names, interests, current English abilities, how English is used in their communities, and what teaching methods help them learn best. A survey, or even just informally asking your students, can be an easy way to get this information from the start. Then, throughout the semester have students write, read, and ask each other questions about their lives: their families, aspirations, experiences, communities, etc. Pay attention, and incorporate this information into future lesson plans.

 

8. ทำตัวให้เหมือนกับนักเรียน

เคล็ดลับข้อนี้มีประโยชน์เสมอต่อครูและให้คิดว่าถ้าครูเป็นนักเรียนแล้วจะเข้าใจเกี่ยวกับที่ครูสอนหรือเปล่า ถ้านักเรียนไม่เข้าใจหรือจำไม่ได้ เพราะว่าส่วนใหญ่ครูอาจจะสอนไม่เข้าใจ การทำให้นักเรียนรู้สึกไม่มีความมั่นใจในการเรียน อย่างเช่น การพูดคำที่ซ้ำๆกันแล้วเสียงดังขึ้นเรื่อยๆกับนักเรียนไม่สามารถช่วยในการเรียนการสอนได้เลย เปลี่ยนวิธีการสอนหรืออาจจะลองวิธีที่แตกต่างกันออกไป

 

8. Think Like a Student

It is always helpful to put yourself in your students’ shoes and consider whether or not you would understand what you are teaching. If a student is not understanding or retaining a concept it is most likely because it is not being presented clearly. Showing frustration with students (such as repeating a word but this time louder) does not make learning any easier. Instead of getting frustrated, try a different approach.

 9. แบบอย่าง

การเป็นแบบอย่างของครูคือครูต้องแสดงให้นักเรียนได้รู้ได้เห็นก่อนการถามนักเรียน เคล็ดลับข้อนี้จำเป็นที่ทำให้ความสับสนและความสงสัยมีน้อยลงเมื่อทำกิจกรรมหรือแบบฝึกหัด ยกตัวอย่างเช่น การอ่านบทสนทนาต้องอธิบายและอ่านหลายๆครั้งว่าเป็นบทสนทนาอะไร อีกตัวอย่างหนึ่งทบทวนการใช้คำสรรพนาม (I, you, he…) ก่อนถามนักเรียนให้นักเรียนทบทวนเรื่องคำกริยาเพราะนักเรียนจะได้เข้าใจเรื่องคำสรรพนามก่อน เรียนภาษาอังกฤษยากมากๆ ก่อนนักเรียนทำกิจกรรมนักเรียนต้องเข้าใจว่าจะทำกิจกรรมเกี่ยวกับอะไร ให้โครงสร้างแบบง่ายๆ ชัด และไม่ต้องสงสัย  อีกอย่างหนึ่งต้องคิดให้เหมือนเด็กเพราะมีประโยชน์ที่จะทำให้เข้าใจนักเรียนได้อย่างลึกซึ้ง

 

9. Model

Modeling refers to the teacher demonstrating an activity or reviewing a concept before asking the students to. This is a necessary step to limit confusion and ambiguity when setting up an activity or exercise. An example would be reading a dialogue aloud several times and explaining what is being discussed before asking students to manipulate the conversation. Another example would be going over all of the pronouns (I, you, he…) before asking students to do a verb tense exercise that assumes student understanding of pronouns. English is tough enough! Students shouldn’t have to guess what they are meant to be doing. Keep instructions simple, clear, and unambiguous. Again, it is helpful to think from student perspectives.

 10. ตรวจสอบความเข้าใจ

ห้ามคิดว่านักเรียนรู้หรือเข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนโดยไม่ได้ทำการตรวจสอบก่อน ถ้าครูถามว่า  เข้าใจไหม ? นักเรียนจะตอบว่าเข้าใจทุกครั้ง ต้องให้นักเรียนทำให้ครูดูในสิ่งที่นักเรียนเข้าใจ หรืออาจจะให้นักเรียนทำข้อสอบหรือทำแบบประเมินอื่นๆ ที่นักเรียนต้องใช้มีความชำนาญในเนื้อหาใหม่ๆ ตั้งแต่ข้อที่เพิ่มเติมความรู้เข้าด้วยกัน ครูต้องมั่นใจเสมอว่ามีจำนวนนักเรียนที่เข้าใจพอสมควรก่อนที่จะสอนเนื้อหาใหม่ๆ

 10. Check Understanding

Never assume your students have learned or understood anything you have taught without checking first. Asking, “Do you understand?” tells you nothing since your students will invariably answer, “Yes.” Instead have students demonstrate their understanding by completing some kind of task, whether it is a test or less formal assessment, that requires proficiency in the new language material. Since subsequent lessons will be built on previous lessons, always make sure a reasonable number of students have demonstrated proficiency before moving onto new material.




หน้าที่ 20 - ClipVDO

เคาะไม้ 3 ครั้ง คำอธิษฐานเป็นจริง (Knocking on Wood)
เคาะไม้ 3 ครั้ง คำอธิษฐานเป็นจริง (Knocking on Wood)
ClipVDO แนะนำ

 การ์ตูน "แก้วจอมแก่น" #1... วันที่: 19/10/09
ดู : 27 ตอบ : 0


 Admission 2553 วันที่: 08/10/09
ดู : 114 ตอบ : 0
ยังไงให้จำได้ดีขึ้น วันที่: 06/10/09
ดู : 161 ตอบ : 0
ชิน ชินวุฒ สอนเต้น Chin Style Class วันที่: 22/09/09
ดู : 313 ตอบ : 0



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 6 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 11 ก.ค. 2552 (19:23)

ขอชื่นชมผลงานตัวเองนะ


mymeanmeak
ร่วมแบ่งปัน56 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็น 2 5 ส.ค. 2552 (11:57)







mymeanmeak
ร่วมแบ่งปัน56 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็น 3 8 ส.ค. 2552 (13:13)


mymeanmeak
ร่วมแบ่งปัน56 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็น 4 8 ส.ค. 2552 (13:14)


mymeanmeak
ร่วมแบ่งปัน56 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็น 5 11 ส.ค. 2552 (08:22)


mymeanmeak
ร่วมแบ่งปัน56 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็น 6 12 ธ.ค. 2552 (09:47)

1. AIRPORT ( at the check in clerk


mymeanmeak
ร่วมแบ่งปัน56 ครั้ง - ดาว 49 ดวง






mymeanmeak
(Supaporn)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 5,427 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 3 ปี
แบ่งปันความรู้ 56 ครั้ง
ได้รับดาว 49 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน




Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.3765 seconds !