การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนอัมพวันวิทยา | วิชาการ.คอม


การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนอัมพวันวิทยา

สารบัญ

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง           การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  โรงเรียนอัมพวันวิทยา  อำเภอประทาย   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา  เขต  7ผู้ประเมิน       นายภิญโญ  กันหา                                                                                                             บทคัดย่อ                  การส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านจะทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตอันเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามแนวทางการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  2542  การประเมินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  โรงเรียนอัมพวันวิทยา  อำเภอประทาย  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา  เขต 7  ปีการศึกษา  2550  ในด้านสภาพแวดล้อม  ด้านปัจจัยเบื้องต้น  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิตของโครงการ  โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPPI  Model  ศึกษาจากประชากรจำนวนทั้งสิ้น  53  คน  ประกอบด้วยครู  จำนวน  2  คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  7  คน  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1-6  จำนวน  22  คน  ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1-6  จำนวน  22  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  แบบสอบถามจำนวน  4  ฉบับ และ แบบประเมินจำนวน  2  ฉบับ  ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับ  แบบวัดความสามารถการอ่านการเขียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1-6  จำนวน  6  ฉบับ  และแบบสัมภาษณ์  จำนวน  1  ฉบับ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ผลการประเมิน  และข้อเสนอแนะ  สรุปผลได้ดังนี้                   ผลการประเมินพบว่า  ตัวชี้วัด  ประเด็นการประเมิน  และภาพรวมของโครงการผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก  คือ                          1.  ด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ  อยู่ในระดับมาก  และผลของตัวชี้วัด  3  ตัวชี้วัด  มีดังนี้                                1.1  ความสอดคล้องกับนโยบาย  และทิศทางการพัฒนา   อยู่ในระดับมากที่สุด                                1.2  ความต้องการและความจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการ  อยู่ในระดับมาก                                1.3  ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์และเป้าหมายโครงการ  อยู่ในระดับมาก                          2.  ด้านปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ   อยู่ในระดับมาก  และผลของตัวชี้วัด  2  ตัวชี้วัด  มีดังนี้                                2.1  ความพร้อมของทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินงาน  อยู่ในระดับมาก                                2.2  วิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการ  อยู่ในระดับมาก                           3.  ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ  อยู่ในระดับมาก  และผลของตัวชี้วัด  4  ตัวชี้วัด  มีดังนี้                                3.1  การดำเนินงานในขั้นเตรียมงาน  อยู่ในระดับมาก                                3.2  การดำเนินงานในขั้นประชาสัมพันธ์โครงการ  อยู่ในระดับมาก                                3.3  การดำเนินงานในขั้นดำเนินการ  อยู่ในระดับมาก                                3.4  การดำเนินงานในขั้นประเมินผล  อยู่ในระดับมาก                            4.  ด้านผลผลิตของโครงการ  อยู่ในระดับมาก  และผลของตัวชี้วัด  3  ตัวชี้วัด  มีดังนี้                                4.1  การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  อยู่ในระดับมาก                                4.2  นิสัยรักการอ่านของนักเรียน  อยู่ในระดับมาก                                4.3  ความพึงพอใจต่อโครงการ  อยู่ในระดับมาก                           5. ด้านผลกระทบของโครงการ อยู่ในระดับมาก และผลของตัวชรี้วัด 2 ตัวชี้วัด มีดังนี้                                5.1  ความสามารถในการอ่านของนักเรียน  อยู่ในระดับมาก                                5.2  ความสามารถในการเขียนของนักเรียน  อยู่ในระดับมาก                  ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ  ควรสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ  พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียน  จัดหาหนังสือ  วารสาร  หนังสือพิมพ์  และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ให้เพียงพอสำหรับการจัดกิจกรรมตลอดปีการศึกษา  เตรียมความพร้อมของห้องสมุด  และดำเนินโครงการแบบมีส่วนร่วมระหว่าง  ผู้บริหาร  ครู  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  นักเรียน  และผู้ปกครองนักเรียน  ในทุกขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การดำเนินงานตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา