วิชาการดอทคอม ptt logo

สรุปคำบรรยายจากการถอดเทปวิชาการเงินธุรกิจ

ครั้งที่ 1 วันที่ 11 มกราคม 2546 โดย นายพรเทพ จรัสศรี x-18 Functions of Financial Management หน้าที่ของการบริหารการเงิน (ข้อสอบ 1 ข้อ)
ผู้เขียน: m_nid ชมแล้ว: 7,770 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 20 July 2009, 12:12 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 20 July 2009, 12:13 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - สรุปคำบรรยายจากการถอดเทปวิชาการเงินธุรกิจ

สรุปคำบรรยายจากการถอดเทปวิชาการเงินธุรกิจ

ครั้งที่ 1 วันที่ 11 มกราคม 2546

โดย นายพรเทพ จรัสศรี x-18

 

Functions of Financial Management

หน้าที่ของการบริหารการเงิน  (ข้อสอบ 1 ข้อ)

 

1.Financing Decision - การตัดสินใจด้านการจัดหาเงินทุน

หมายถึง การจัดสัดส่วนของเงินทุนประเภทก่อหนี้ (Debt) และจากผู้ถือหุ้น (Equity) ให้เหมาะสม

 

2. Investment Decision - การตัดสินใจด้านการลงทุน

หมายถึง การตัดสินใจนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ

 

3. Liquidity Management - การบริหารสภาพคล่อง

หมายถึง การจัดสัดส่วนที่เหมาะสมของสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Asset) และ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liability) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การบริหารเงินทุนทำการสุทธิ (Net Working Capital Management)

 

Goal ที่สูงที่สุดของ Firm คือ Maximize Shareholder's Wealth หรือ Maximize Stock Price หรือ Maximize Value of the Firm ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เหมือนกัน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

 

1. Maximize Shareholder's Wealth คือการ Maximize Stock Price เพราะว่า Shareholder's Wealth ขึ้นอยู่กับ Return ในรูปของเงินปันผลและกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain) ซึ่งกำไรจากการขายหุ้นจากได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ Stock Price     (ถ้าขายได้ราคาสูงก็จะได้กำไรจากการขายหุ้นมากด้วย) สำหรับเงินปันผล Firm ที่ไม่จ่ายเงินปันผล Wealth ของผู้ถือหุ้นจะเก็บไว้ใน Stock Price (ตรงนี้อาจารย์กำลังจะบอกว่า เงินปันผลก็คือ Stock Price นั่นเอง    โดยแตกออกมาจ่ายให้ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด บริษัทที่จ่ายเงินปันผลจะทำให้ Stock Price ลดลงเท่ากับเงินปันผลที่จ่ายออกไป ซึ่งสรุปได้ว่า การจ่ายเงินปันผลเป็นการ Split Shareholder's Wealth จาก Stock Price ไปอยู่ในรูปของเงินสดปันผลเท่านั้น) ดังนั้นจึงสรุปว่า การMaximize Shareholder's Wealth คือการ Maximize Stock

Price ก็ได้

 

2. การ Maximize Value of the Firm เป็นการ Maximize Stock Price ด้วยเพราะว่า จาก Value of the Firm (Vf) ถ้าเราเอา Value of the Debt (Vd) ไปหักออก จะเป็นส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นหรือที่เรียกว่า Value of Equity (Ve) และจาก Value of Equity ถ้านำมาหารด้วยจำนวนหุ้น นั่นคือ Stock Price เพราะฉะนั้นการ Maximize Value of the Firm คือการ Maximize Stock Price เพราะว่าถ้ากำหนดให้ Value of Debt คงที่ ยิ่ง Value of the Firm สูง ก็จะทำให้ Value of Equity สูงขึ้นด้วย และทำให้ Stock Price สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การ Maximize Value of the Firm คือการ Maximize Stock Price นั่นเอง

 

(ข้อสอบ 1 ข้อ)

 

จาก Goal of Firm คือการ Maximize Shareholder's Wealth / Maximize Value of Firm และ Maximize Stock Price ซึงกิจการจะMaximize Stock Price ได้ก็จะต้อง Maximize Cash Flow ซึ่งตาม Sense ของคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การ Maximize Stock Price คือการ Maximize Profit ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด ที่ถูกต้องคือ ต้อง Maximize Cash Flow เพราะว่า Profit เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี (Accounting Profit) จากงบกำไรขาดทุน ซึ่งใช้เกณฑ์คงค้างในการบันทึกบัญชี ดังนั้นบางปีที่กิจการมี Profit มาก แต่กิจการขาดสภาพคล่องคือไม่มีเงินสดมาใช้จ่ายหรือชำระหนี้ เพราะว่าปีนั้นขายสินค้าได้มากแต่ไม่สามารถเก็บเงินได้ (มีแต่ตัวเลขยอดขาย-จึงมีตัวเลขกำไรเกิดขึ้น แต่เก็บเงินสดไม่ได้ มีแต่ยอดลูกหนี้การค้า) ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่างๆนั้นต้องจ่ายเป็นเงินสดทั้งสิ้น ดังนั้นบริษัทจึงควรให้ความสำคัญกับเงินสดหรือ Cash Flow มากกว่ากำไรหรือ Profit ซึ่งเป็นเพียงกำไรทางบัญชีเท่านั้น

นอกจากนั้น วิธีการทางบัญชีที่แตกต่างกัน เช่นการบันทึกต้นทุนแบบ FIFO แบบ LIFO หรือการใช้วิธีตัดค่าเสื่อมแต่ละแบบก็จะทำให้กำไรของแต่ละวิธีการทางบัญชีต่างกันด้วย

 

ข้อสังเกต Accounting Profit ของกิจการจะมีทิศทางตรงข้ามกับ Cash Flow เช่น ถ้ากำไรมากก็จะเสียภาษีมากทำให้เงินไหลออกมาก Cash Flow จะน้อยกว่ากิจการที่มี Accounting Profit น้อยซึ่งจะเสียภาษีน้อย ทำให้เงินไหลออกน้อย

 

 

 

 

 

Conflict of Interest

 

ใน Firm มีอยู่ 3 Party คือ

1.Shareholders-ผู้ถือหุ้น

2.Debtholders-เจ้าหนี้

3.Managers-ผู้บริหาร

(ผู้บริหาร ถือเป็นตัวแทนหรือ Agent ของผู้ถือหุ้น มีหน้าที่สร้าง Wealth ให้กับผู้ถือหุ้น)

 

ทั้ง 3 ฝ่ายนี้ต่างก็มี Goal หรือ Interest ของตนเอง

Goal ของผู้บริหาร ก็คือ เงินเดือน โบนัส และรายได้ในรูปแบบอื่นๆ ถ้า Firm Generate Cash Flow มาได้เท่าไร จะต้องจ่ายให้ผู้บริหารก่อนแล้วจึงจ่ายให้เจ้าหนี้ จากนั้นเหลือเท่าไรจึงจะเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าผู้บริหารตั้งเงินเดือนให้ตัวเองสูงๆ มีรถประจำตำแหน่งราคาแพงๆ หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอื่นๆ ก็จะทำให้ Wealth ของผู้ถือหุ้นลดน้อยลงไป ดังนั้นการ Maximize Wealth ของผู้บริหาร ก็จะเป็นการ Minimize Wealth ของผู้ถือหุ้น เรียกว่าเป็นเป็น Conflict of Interest ระหว่างผู้บริหารกับผู้ถือหุ้น

 

เพื่อเป็นการป้องกันหรือลดปัญหา Conflict of Interest นี้ จึงเกิดคำว่า "Agency Cost" ขึ้น ซึ่งคำนี้มีความหมายว่า ต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหา Conflict of Interest ระหว่างผู้บริหารกับผู้ถือหุ้น

 

ตัวอย่างของ Agency Cost เช่น

1. Monitoring Cost

เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้นในการสร้างมาตรการติดตามเฝ้าดูหรือควบคุมการทำงานของผู้บริหาร เช่น มีฝ่ายตรวจสอบ (Internal Audit) ฝ่ายกฎหมาย เป็นต้น

2. Incentive Fee เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อจูงใจให้ผู้บริหารตั้งใจมุ่งมั่นที่จะสร้าง Wealth ให้กับผู้ถือหุ้น เช่น มีการให้ Stock Options กับผู้บริหาร (คือการมอบหุ้นให้ผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารมีส่วนเป็นเจ้าของด้วย) หรือการจ่าย Bonus หรือรายได้จากผลประกอบการ ถ้า Performance ดี  ก็จะได้รายได้มาก เป็นต้น

 

 

 

ปัจจัยต่างๆที่จูงใจให้ผู้บริหาร Maximize Shareholder's Wealth

(Controlling Devices)

 

1. ผู้ถือหุ้น เป็นผู้ Vote เลือก กรรมการ

กรรมการ เป็นผู้เลือกหรือว่าจ้าง ผู้บริหาร

ดังนั้น ผู้ถือหุ้นจึงสามารถควบคุมผู้บริหารได้ โดยกระทำผ่านกรรมการ ถ้าผู้บริหารทำงานไม่ถูกใจผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นก็สามารถบอกกรรมการให้เลิกจ้างผู้บริหารก็ได้

 

2. ให้ Stock Options หรือ Performance Share

คือให้ผู้บริหารมีส่วนเป็นเจ้าของ หรือได้ผลตอบแทนที่ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ซึ่งจะจูงใจให้ผู้บริหารหันมาสนใจสร้างหรือทำให้เกิด Maximize Shareholder's Wealth

 

3. Threat of being taken over (ผลร้ายจากการถูกซื้อกิจการ)

ตัวอย่าง

ถ้าราคาหุ้นของบริษัทที่ trade อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ คือ 75 บาทต่อหุ้น (ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เป็นราคาที่ได้จากการคำนวณ

ตาม Concept Going Concern หรือ "หลักการดำรงอยู่ของกิจการ" กล่าวคือราคาหุ้นมาจาก Value of the Firm ซึ่งเป็นผลมาจากการ

คาดคะเนความสามารถในการ Generate Cash Flow ในอนาคตของบริษัท แล้วคำนวณกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบันหรือ Present Value)

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าบริษัทเลิกกิจการในวันนี้ มีการคำนวณราคาหุ้นใน Liquidation Concept เช่นใช้วิธี Net Asset Value Per Share (NPV per share) โดยการประเมินสินทรัพย์ในด้านซ้ายของงบดุล ในราคาตลาด ได้เท่าไร นำมาหักด้วยมูลค่าของเจ้าหนี้ (Value of Debt) ที่เหลือเป็นส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นที่จะได้คืนเมื่อเลิกกิจการ จากนั้นนำมาหารด้วนจำนวนหุ้น ก็จะได้เป็น Stock Price ใน Liquidation Concept  สมมุติว่าคำนวนได้เท่ากับ 100 บาทต่อหุ้น

 

 

 

 

จากปรากฏการณ์ข้างต้นนี้ (ราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่า ราคาหุ้นใน Liquidation Concept) ก็จะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งคอยจ้องจะเข้ามา Take Over กิจการ โดยเข้ามาซื้อหุ้นให้เกินสัดส่วน 50 % จากนั้นก็จะเรียกประชุมผู้ถือหุ้น Vote ให้เลิกกิจการแล้วเอาสินทรัพย์มาขายทอดตลาดแล้วเอาเงินมาจ่ายให้เจ้าหนี้แล้วที่เหลือมาแบ่งกัน ซึ่งก็ยังกำไร เนื่องจากราคาหุ้น ใน Liquidation Concept สูงกว่าราคาตลาดที่พวกเขาซื้อมา ผลก็คือ ผู้บริหารจะตกงาน ทั้งนี้เนื่องจากว่าผู้บริหารทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ปล่อยให้ราคาหุ้นตกต่ำลงไปจนต่ำกว่าราคาหุ้นใน Liquidation จนทำให้ถูก Take Over และล้มเลิกกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นผลร้ายอันหนึ่งของผู้บริหาร หรือ Threat of being taken over

 

4. Competition in labor market

ตลาดว่าจ้างผู้บริหาร เป็นตลาดที่ค่อนข้างแข่งขันสูง ถ้าผู้บริหารคนใดบริหารงานไม่ดี ก็จะรู้กันทั่วไปจนไม่มีกิจการใดอยากจะจ้างผู้บริหารคนนี้มาทำงาน

 

 

 

สรุปคำบรรยายจากการถอดเทปวิชาการเงินธุรกิจ

ครั้งที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2546

 

Liquidation Stock Price และ Going Concern Stock Price

 

ตัวอย่าง

บริษัทมีหนี้สิน 400 ล้าน มีส่วนของผู้ถือหุ้น 100 ล้าน

ขอให้เพื่อนๆทราบว่า ต้นทุนของเงินประเภทก่อหนี้ เรียกว่า Cost of Debt ใช้ชื่อย่อว่า Kd ในกรณีนี้สมมติว่าเท่ากับ 10 % และต้นทุนของเงินที่ได้จากผู้ถือหุ้น เรียกว่า Cost of Equity ใช้ชื่อย่อว่า Ke ในกรณีนี้สมมุติว่าเท่ากับ 20 %

ตัวเลข 20 % นี้ เป็นความต้องการขั้นต่ำสุดของผู้ถือหุ้น ถ้าผู้บริหารบริษัททำได้ต่ำกว่านี้ นักลงทุนจะขายหุ้นแล้วไปลงทุนที่บริษัทอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

 

วิธีการคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุนของบริษัท (WACC-Weighted Average Cost of Capital)

 

สูตร WACC = [Debt / (Debt + Equity) * Kd ] + [Equity / (Debt + Equity) * Ke ]

ในกรณีตัวอย่างนี้ WACC = 400/500 * 0.10 + 100/500 * 0.20 ซึ่งเท่ากับ 12 % เป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุนของบริษัท

 

ตอนนี้เราจะมาดูกันว่า ถ้าผู้บริหารบริษัทบริหารงาน(หรือ Generate Cash Flow) ได้ในกรณีต่างๆต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับ Stock Price

1. กรณี Generate Cash Flow ได้ เท่ากับ ความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นพอดี

2. กรณี Generate Cash Flow ได้น้อยกว่าความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น

3. กรณี Generate Cash Flow ได้มากกว่าความต้องการของผู้ถือหุ้น (สำหรับเจ้าหนี้ เราจะไม่ให้ดอกเบี้ยมากกว่าที่เจ้าหนี้กำหนด)

 

คำว่า Stock Price ที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง Going Concern Stock Price หมายความว่า เป็นราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้มาจากการคำนวณดังนี้

เอา Value of the Firm ใน Going Concern (ย่อว่า Vf- ซึ่งวิธีการคำนวณจะอธิบายด้านล่าง) หักด้วย Value of Debt (ย่อว่า Vd) ซึ่งจะได้เท่ากับ Value of Equity (ย่อว่า Ve) จากนั้นเอาจำนวนหุ้นไปหารจะได้ราคาหุ้น Stock Price ใน Concept Going Concern

 

ส่วนคำว่า Liquidation Stock Price หมายความว่าราคาหุ้นในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการวันนี้ ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินคืนหุ้นละเท่าไร โดยคำนวณจาก การเอาสินทรัพย์ทั้งหมดไปขายทอดตลาด ได้เงินมาเท่าไรต้องเอาไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ก่อน แล้วจึงนำมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้น

 

 

 

 

 

 

 

วิธีการคำนวณหา Value of the Firm ใน Going Concern

 

ก่อนอื่นเพื่อนๆต้องเข้าใจก่อนว่า Value of Firm ใน Concept Going Concern ก็คือ "มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของ Cash Flow ที่ Firm ควรจะ Generate ได้ในอนาคต"

 

จากคำพูดข้างบนนี้เราต้องทราบสูตรง่ายๆที่จะหามูลค่าปัจจุบันกรณีเงินแต่ละงวดเท่าๆกัน(ที่พวกเราเรียนจากอาจารย์รวิวัลย์เมื่อเทอมที่แล้ว) สูตรดังกล่าวคือ = จำนวนเงินงวดที่เข้ามาเท่าๆกันทุกงวด หารด้วย อัตราผลตอบแทน

 

จำนวนเงินงวดที่เข้ามาเท่าๆกันทุกงวดในที่นี้ก็คือ Cash Flow ที่ Generate ได้ในแต่ละปีนั่นเอง

ส่วนอัตราผลตอบแทน ก็คือ WACC นั่นเอง

 

ดังนั้น กรณีนี้ ถ้า Cash Flow ที่ Generate ได้เท่ากับปีละ 60 ล้าน และ WACC = 12% จะคำนวณ Value of the Firm (ใน Going Concern) ได้เท่ากับ 60/0.12 = 500 ล้าน

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นความรู้พื้นฐานสำหรับการเรียน Finance ในครั้งต่อๆไปครับ

 

จากตอนที่แล้วพูดถึงผลกระทบต่อ Stock Price ใน 3 กรณี ซึ่งจะอธิบายได้ดังนี้

 

กรณีที่ 1 ถ้า Generate Cash Flow ได้ เท่ากับ ความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นพอดี

 

                                                                        ปีที่1      ปีที่2      ปีที่ n

Interest (Kd=10%)                                             40         40         40

Dividend(Ke=20%)                                            20         20         20

จำนวน Cash Flow ที่ควรจะ Generate ได้แต่ละปี        60         60         60

ถ้า Firm ทำได้เท่ากับ 60 ล้านต่อปีพอดี

ก็จะคำนวณ Value of the Firm = 60/0.12 = 500 ล้าน

สามารถนำมาคำนวณ Going Concern Stock Price ได้ดังนี้ (500-400)/10 = หุ้นละ 10

400 คือ Value of Debt ; 10 ที่นำไปหารคือจำนวนหุ้นทั้งหมด

 

จากนั้นเรามาดู Liquidation Stock Price (ใครยังไม่ทราบว่าคืออะไรให้ย้อนกลับไปอ่านตอนต้นๆข้างบนนี้)

พบว่า Liquidation Stock Price ก็เท่ากับ 10 บาทเหมือนกัน (คำนวนได้จากเอา Total Asset ตั้ง หักด้วย Debt เหลือเท่าไรเอาไปให้ผู้ถือหุ้นแบ่งกัน ปรากฎว่าแบ่งได้หุ้นละ 10 บาทเท่ากับราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาด (Going Concern Stock Price พอดี)

นั่นหมายความว่าผู้บริหารยังไม่ได้ Maximized Shareholders' Wealth เพียงแต่ทรงๆเอาไว้ไม่โดยไม่ทำลาย Wealth ของผู้ถือหุ้น เพราะว่าบริหารงานโดยทำให้ราคาหุ้นในตลาด(Going Concern Stock Price)เท่ากับส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นเมื่อเลิกกิจการ( Liquidation Stock Price)พอดี

 

กรณีที่ 2 ถ้าผู้บริหาร Generate Cash Flow ได้น้อยกว่าความต้องการของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น

 

เช่น ผู้ถือหุ้นต้องการ 20% แต่ Firm ทำได้แค่ 15%

 

ดังนั้นจากข้อมูลเดิม (ดูในกรณีที่ 1) Firm นี้สามารถ Generate Cash ได้เพียงปีละ 55 ล้านเท่านั้น เมื่อนำมาคำนวณหา Vf ใน Going Concern

จะได้เท่ากับ 55/0.12 เท่ากับ 458.33 ล้าน เมื่อนำมาคำนวณหา Going Concern Stock Price จะได้เท่ากับ (458.33-400)/จำนวนหุ้นคือ 10 ล้านหุ้น จะได้ราคาหุ้นเท่ากับ 5.83 บาท แต่ในขณะเดียวกัน Stock Price ใน Liquidation เท่ากับ 10 บาทเหมือนเดิม จะเห็นว่า ในกรณีที่ 2 นี้ Stock Price ใน Going Concern จะต่ำกว่า Stock Price ใน Liquidation นี่คือคำตอบว่า "หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าบริษัทไหน ราคาที่ trade อยู่ใน

ตลาดหลักทรัพย์ต่ำกว่าราคา Liquidation นั่นแสดงว่า Time Interest of Return ต่ำกว่าที่ผู้ถือหุ้นต้องการ"

 

*** วิธีที่จะ Maximized Shareholders' Wealth คือ ทำให้ Time Interest of Return สูงกว่าที่ผู้ถือหุ้นต้องการนั่นเอง ****

 

 

 

 

 

หรือมองในอีกมุมหนึ่ง

 

บริษัทนี้ เอาเงินเจ้าหนี้มา 400 ล้าน เอาเงินจากผู้ถือหุ้นมา 100 ล้าน มาลงทุนในสินทรัพย์จำนวน 500 ล้าน ต้นทุนถัวเฉลี่ยของเงินทุน (WACC) เท่ากับ 12%

สมมุติว่าบริษัทนี้ Generate Cash Flow ปีละ 60 ล้าน บริษัทนี้ใช้เงินลงทุน 500 ล้าน เพราะฉะนั้นคิดเป็นผลตอบแทนปีละ 60/500*100 = 12% เท่ากับต้นทุนของเงินทุนพอดี จึงทำให้ Stock Price ใน Going Concern เท่ากับ Stock Price ใน Liquidation

 

แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเลขว่า บริษัทนี้ Generate Cash Flow ได้ปีละ 55 ล้าน คือผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับ 55/500*100 = 11% คือได้ไม่ถึงต้นทุนของเงินทุนคือ 12 % จึงทำให้ราคา Stock ที่ซื้อขายกัน ต่ำกว่าราคา Stock เมื่อเลิกกิจการ

 

แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเลขเป็น Generate Cash Flow ได้ 70 ล้าน คือผลตอบแทนจากการลงทุนจะมากกว่าต้นทุนของเงินลงทุน ดังนั้นราคา Stock จึงสูงกว่าราคา Liquidation **นี่คือวิธีการ Maximized Stock Price **

 

สรุปได้ว่า ** เวลาเราทำการลงทุนใดๆ Return ของ Project จะต้องสูงกว่า Cost of Capital เสมอ **

 

 

 

ข้อความต่อไปนี้  เป็นการสรุป Keyword สำคัญๆ ถ้าเพื่อนๆ x19 อ่านตอนเรียนชั่วโมงแรกๆ ก็อาจจะยังไม่เข้าใจ เช่นคำว่า “แคปเอ็ม” (CAPM) “ค่าความเสี่ยง”  “ค่าเบต้า”  “MM Theory”  “Free CashFlow” และอื่นๆ แต่ถ้าเรียนไปเรื่อยๆ จนถึงชั่วโมงสุดท้ายเพื่อนๆ จะต้องรู้จักคำเหล่านี้เป็นอย่างดีทุกคำ—ขอให้โชค A …จากพี่พรเทพ x-18

 

WACC คืออะไร

 

WACC หรือ  Weighted Average Cost of Capital  ก็คือ  ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของกิจการต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย ต้นทุนของเงินกู้ยืม (Cost of debt) และต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น (Cost of equity)

 

หน้าที่หลังของผู้บริหารการเงินก็คือ  ต้องพยายามบริหาร  WACC ให้มีค่าต่ำ  ที่สุด  ซึ่งโดยทั่วไป  ต้นทุนของเงินกู้ยืม      จะมีค่าต่ำกว่าต้นทุนของส่วนของ        ผู้ถือหุ้นค่อนข้างมาก ดังนั้น บริษัทใดก็ตามมีโครงสร้างทางการเงินที่สามารถกู้ยืมเงินได้ในระดับที่เหมาะสมกับฐานะการเงินย่อมจะทำให้ WACC มีค่าต่ำกว่าบริษัทที่ใช้  equity ทั้งหมด

 

Cost of Equity

 

Cost of Equity หรือ Ke นั้น ในทางทฤษฎีสามารถคำนวณได้จาก CAPM หรือ Capital Asset Pricing Model

 

CAPM เป็นการคำนวณผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง จากการพยายามหาค่าความเสี่ยง (Risk premium) โดยใช้ค่า
เบต้า เป็นตัววัด

 

ค่าเบต้า มาจากการคำนวณพฤติกรรมของราคาหุ้นดังกล่าวในอดีตระยะเวลา




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 2 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 13 ส.ค. 2552 (16:02)

คนชมน้อยมาก�� อย่าลืมแบ่งปันความรู้เพื่อนๆ


กานพลู
ร่วมแบ่งปัน506 ครั้ง - ดาว 167 ดวง

ความเห็น 2 26 พ.ค. 2554 (07:21)
น้องๆ ที่เรียนวิชา Corporate Finance สามารถ Download เอกสารที่ผมเขียนไว้ ได้ที่นี่ครับ
http://www.scribd.com/pornthec/documents
ถ้าต้องการซีดีเอกสารทั้งหมด ก็ให้เมล์ไปที่ pornthec@scg.co.th แจ้งที่อยู่ไว้ด้วยนะครับ
ขอให้น้องๆ สอบผ่านวิชานี้ ด้วยเกรดดีๆ กันทุกคน นะครับ
kandamanee
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง






m_nid
(มานิตย์ พิมพ์ลาศรี)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 522 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน