วิชาการดอทคอม ptt logo

พุทธจิตวิทยา

เป็นจิตวิทยาแนวตะวันออก ที่เป็นการศึกษาสภาพของจิต เจตสิก รูป นิพพาน โดยมีกลไกการแก้ไขปัญหาตามแนวอริสัจสี่
ผู้เขียน: ศรีสารภี ชมแล้ว: 23,499 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 31 July 2009, 6:06 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 31 July 2009, 6:34 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - ความหมายของพุทธจิตวิทยา

พุทธจิตวิทยา    โดย  ศรีสารภี

                เนื่องด้วยบล็อกเดิมที่เขียนไว้จำรหัสผ่านไม่ได้ จึงเข้าไปเขียนต่อตอนที่ 15  ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมาเริ่มเขียนใหม่ เพื่อที่จะได้สรุปจบเนื้อหาวิชาการ  ซึ่งผู้เขียนคิดว่าถ้าได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือประกอบการสอนวิชาพุทธจิตวิทยา  คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจวิชาพุทธจิตวิทยาเป็นอย่างมาก และถ้าหากว่าสำนักพิมพ์ใดสนใจขอเชิญติดต่อได้ที่ผู้เขียนโดยตรงนะครับ   ที่เบอร์โทร.089-9492532

 

ตอนที่ 1    ความหมายของพุทธจิตวิทยา                                           

เกริ่นนำ

                สำหรับผู้เขียนนั้นมีความฝันอย่างยิ่งจะต้องเขียนตำราด้านจิตวิทยาพุทธศาสนาให้ได้   โดยเริ่มจากการที่ศึกษาจิตวิทยาที่เป็นจิตวิทยาพุทธศาสนาในระดับปริญญาตรี  ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในปี  2538  และรับปริญญาใน ปี 2543  ซึ่งสาขาที่เรียนนั้นชื่อว่า   สาขาพุทธจิตวิทยา   ซึ่งเป็นการศึกษาจิตวิทยาแนวตะวันตกควบคู่ไปกับจิตวิทยาตะวันออกและเป็นรุ่นแรกของวิชาเอกพุทธจิตวิทยา   ของคณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งนี้  ที่มุ่งมั่นจะผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องจิตวิทยาตะวันออกเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยให้มากที่สุด     และในปี  2543  นั้นนั่นเอง   ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิชาเอกจิตวิทยาการให้คำปรึกษา  มหาวิทยาลัยบูรพา  จบการศึกษาในปี  2546   ปัจจุบันทำงานเป็นนักจิตวิทยาอยู่ที่โรงพยาบาลหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา มาวันนี้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงาน  พร้อมทั้งได้ศึกษาตำรับตำราประกอบเข้าจึงได้สมใจที่ต้องการ จึงได้เรียบเรียงจากตำราทางพุทธศาสนาและตำราที่เกี่ยวข้องให้เป็นในลักษณะจิตวิทยาแต่ว่าเป็นพุทธจิตวิทยา  ดังมีรายละเอียด  ดังนี้

ความหมายของพุทธจิตวิทยา

พุทธจิตวิทยา     มาจากคำว่า  พุทธ+จิต+วิทยา    พุทธ(Buddhist)  แปลว่า  รู้  คือรู้ตามหลักแห่งพุทธธรรม  ได้แก่  รู้ในแก่นแท้ของพุทธศาสนาคืออริยสัจสี่   ซึ่งเน้นการใช้สติปัญญาในการแก้ทุกข์/ปัญหา ตั้งแต่ขั้นต่ำ   กลาง   และขั้นสูงสุด 

จิต(Consciousness)  คือ ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์   

วิทยา(Logos)   หมายถึง   วิชาว่าด้วยความรู้หรือการศึกษา 

               คำว่า   จิตวิทยา ( Psychology )  ได้มีนักวิชาการศึกษาได้ให้ความหมายและแนวคิดไว้หลายท่าน  ดังนี้ 

                   ปรียาพร  วงศ์อนุตรโรจน์  ( 2533 : 23 ) จิตวิทยา หมายถึง  การศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์  โดยอาศัยจากการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์   

                    ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ  (  2528 : 1 )  จิตวิทยา  หมายถึง  การศึกษาเกี่ยวกับจิตวิญญาณของมนุษย์  หรือ พฤติกรรมของมนุษย์ทั้งภายในและภายนอก  ด้านความคิด ความรู้สึกการตัดสินใจ และ การสังเกต  แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน

ส่วนพุทธจิตวิทยา(Buddhist  Psychology)  หมายถึง  การศึกษาเรื่องจิตตามแนวทางแห่งผู้รู้คือรู้ตามหลักพุทธธรรม ได้แก่   รู้ในแก่นแท้ของพุทธศาสนาคืออริยสัจสี่   ซึ่งเน้นการใช้สติปัญญาในการแก้ทุกข์/ปัญหา ตั้งแต่ขั้นต่ำ   กลาง   และขั้นสูงสุด   มีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้หลายท่าน ดังนี้

                พระเทพวิสุทธิกวี(2543)  จิตวิทยาในพระพุทธศาสนา(พุทธจิตวิทยา)กล่าวถึงตัวจิตโดยตรงว่าเป็นตัวการที่มีความสำคัญมากที่ทำให้คนเรา และสัตว์โลกทั้งหลายสุขหรือทุกข์   เสื่อมหรือเจริญ และกล่าวไว้ทุกแง่ทุกมุมอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก และจิตวิทยาตะวันตกนั้น ยังไม่ยุติ คือยังคงค้นคว้าและ พบทฤษฎีใหม่ๆ เพิ่มเติมกันอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่จิตวิทยาทางพระพุทธศาสนานั้นเป็นการค้นพบที่สิ้นสุดยุติลงแล้ว จากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ไม่มีทฤษฎีใหม่อันใดที่ใครจะค้นพบขึ้นมาให้นอกเหนือไปจากที่กล่าวไว้ใน พระอภิธรรมนี้แล้ว ถ้าใครจะค้น พบทฤษฎีใหม่ให้นอกเหนือขึ้นไปกว่านี้ ก็แสดงว่านั่น ไม่ใช่จิตวิทยา ในพระพุทธศาสนา

ยงยุทธ  วงศ์ภิรมย์ศานติ์(2547,หน้า 1) กล่าวว่า  พุทธจิตวิทยาเป็นการนำศาสตร์ที่ศึกษาถึงจิตและกระบวนการทางจิตใจคือจิตวิทยามาอธิบายกระบวนการเกิดทุกข์และการพ้นทุกข์

                ภานุวังโส(2549 : 43-44) พุทธจิตวิทยา คือ การศึกษาวิเคราะห์จิตซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัญหา คือทุกข์ เพื่อให้เข้าใจสภาพที่แท้จริงของชีวิต  เข้าถึงสาเหตุของปัญหา  เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต  รู้วิธีการและรู้วิธีปฏิบัติเพื่อเผชิญปัญหา ไม่ถูกบีบคั้นโดยปัญหา  ไม่ทำให้เกิดความหดหู่ ท้อแท้ แต่กระตุ้นให้สู้และเผชิญกับปัญหาคือทุกข์ อย่างองอาจและทระนง

               มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(2540) พุทธจิตวิทยา คือความเข้าใจเบื้องต้นในหลักความเป็นจริงที่เป็นกลางตามธรรมชาติ ได้แก่ ชีวิตและความเป็นไปของชีวิต ระบบพัฒนามนุษย์ได้ด้วยไตรสิกขา   สาระสำคัญของพุทธจริยาใน เรื่องจิตและกรรม ศึกษาหลักปฏิบัติธรรมเพื่อการดำรงชีวิตที่เป็นสุขและสงบเย็น   ฝึกพัฒนาตนเองตามแนวพุทธธรรม เน้นการเรียนรู้ปริยัติและปฏิบัติควบคู่กัน เพื่อให้บรรลุผลแห่งการปฏิบัติสู่ปฏิเวธ

                สรุปแล้วว่าพุทธจิตวิทยา(Buddhist Psychology) หมายถึง  การศึกษาวิเคราะห์จิตที่สัมพันธ์กันกับทุกข์(ปัญหา) อันเป็นสภาพที่แท้จริงของชีวิต  เข้าใจสาเหตุของทุกข์(ปัญหา)   เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคือนิโรธ(ความดับทุกข์ ดับปัญหา) รู้วิธีการปฏิบัติเพื่อเผชิญปัญหา โดยไม่ถูกบีบคั้นจากทุกข์(ปัญหา) ไม่เกิดความท้อแท้   สิ้นหวัง  ให้สู้และเผชิญกับทุกข์(ปัญหา) อย่างมั่นคงตามหลักพุทธธรรม

ความแตกระหว่างพุทธจิตวิทยา กับจิตวิทยาทั่วไป

จิตวิทยาทั่วไป

พุทธจิตวิทยา

การศึกษาพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนและสังเกตได้โดยทางอ้อม ตลอดจนการศึกษากระบวนการทำงานของจิตเพื่อการปรับตัวในสถานการณ์ ต่าง ๆ  แต่ไม่ได้มีเป้าหมายให้พ้นทุกข์อย่างถาวร

การศึกษาวิเคราะห์จิตที่สัมพันธ์กันกับทุกข์(ปัญหา) อันเป็นสภาพที่แท้จริงของชีวิต  เข้าใจสาเหตุของทุกข์(ปัญหา)   เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคือนิโรธ(ความดับทุกข์ ดับปัญหา) รู้วิธีการปฏิบัติเพื่อเผชิญปัญหา โดยไม่ถูกบีบคั้นจากทุกข์(ปัญหา) ไม่เกิดความท้อแท้   สิ้นหวัง  ให้สู้และเผชิญกับทุกข์(ปัญหา) อย่างมั่นคงตามหลักพุทธธรรม

 




หน้าที่ 2 - ตอนที่ 2 จิตวิทยาตะวันออกสู่พุทธจิตวิทยา

ตอนที่ 2  จิตวิทยาตะวันออกสู่พุทธจิตวิทยา 

 

                สำหรับในเรื่องนี้ได้มีนักจิตวิทยาหลายท่านได้ให้ความสนใจศึกษา  ดังนี้

 

วไลพร  ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม(2525)  กล่าวว่าระบบความคิดและการอธิบายเกี่ยวกับโลกธรรมชาติและชีวิตของชาวเอเชียไม่ว่าจะเป็นรากฐานความคิดแบบอินเดียหรือแบบจีนต่างก็มีรากฐานของคำอธิบายเชิงจิตวิทยาศาสนาอยู่ค่อนข้างหนักแน่น  เช่น  ในคำสวดฤคเวทของคัมภีร์อุปนิษัท  มีเนื้อหาที่กล่าวถึงคำอธิบายเกี่ยวกับจิตวิญญาณ  ความนึกคิดเกี่ยวกับตัวตน(Ego-Identity) ความเชื่อเรื่องอาตมันและปรมาตมัน เป็นคำสอนที่ให้บุคคลรู้จักแบ่งแยกให้ออกระหว่างความเป็นจริงของตนเอง(self) กับความรู้สึก   รากฐานทางจิตวิทยาของจีน  เราสามารถสืบหาร่องรอยนี้ได้จากหนังสือ อี้ชิง(I-Ching)  ซึ่งเป็นอภิปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และโลกธรรมชาติโดยอธิบายในรูปของสัญลักษณ์ว่าด้วยความสอดคล้องระหว่างความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงของภาวะร่างกายและจิตใจของมนุษย์กับความเป็นไปของโลกภายนอก  ซึ่งมีลักษณะคล้ายการวิเคราะห์เข้าในจิตไร้สำนึกของมนุษย์  แต่เป็นการศึกษาเข้าในจิตเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง(self  knowledge)   ระบบคำสอนทางพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน คือในพระสุตตันตปิฎกเป็นคำอธิบายเป็นรูปธรรม  ในพระอภิธรรมเป็นเชิงนามธรรมล้วน ๆ ต่างมีเนื้อหาเป็นจิตวิทยาเชิงวิเคราะห์จิตและพฤติกรรมของมนุษย์อย่างแน่ชัด  กล่าวถึงบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจเชิงปฏิกิริยาพฤติกรรมของมนุษย์เป็นกระบวนการทางร่างกายและจิตใจ  บทบาทของประสาทสัมผัสที่เป็นกาย  คือ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  และกายสัมผัสกับกระบวนการทางจิตใจอันเป็นผลมาจากการทำงานของกลุ่มอวัยวะรับความรู้สึกทั้ง  5  เป็นต้น

วิมลรัตน์  ชัยปราการ (http://gotoknow.org/profile/birdton)  กล่าวว่าจิตวิทยาตะวันออก(พุทธธรรม) ครอบคลุมได้หมดทั้ง " โลกและชีวิต "... ปรัชญาและวิธีการศึกษาของตะวันตกเป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์ ใช้วิธีการสังเกต ทดลอง สรุปผล   จึงมีลักษณะเป็นแบบทดสอบ และ การวัดประเมินผลเป็นตัวเลข    วัด IQ  EQ  ความถนัด  บุคลิกภาพ ฯลฯ  วัดกันเป็นส่วนๆ   แต่ทางตะวันออกคือการมอง  การฟัง และการสังเกตจากตัวเราเอง เพื่อเติบโตจากภายใน ( วิปัสสนา ) เป็นวิถีการเรียนรู้ที่ไม่ขึ้นกับบริบทอื่นใดนอกจากตัวเราเอง และทำได้ทุกที  ทุกที่ ทุกเวลา   จิตวิทยาตะวันออก(พุทธธรรม)   มีความรู้ที่สมบูรณ์อยู่แล้วเพียงแต่ต้องทำความเข้าใจให้ได้เท่านั้นเอง    

โสรีซ์  โพธิ์แก้ว(มปป.) กล่าวว่าจิตวิทยาตะวันออกโดยเฉพาะจิตวิทยาพระพุทธศาสนาเป็นการศึกษาเพื่อให้หลุดพ้น  เป็นการศึกษาเรื่องกฎธรรมชาติ  ความทุกข์  สาเหตุของทุกข์  การพ้นทุกข์  และวิธีการพ้นทุกข์

จะเห็นได้ว่าจิตวิทยาตะวันออกเป็นจิตวิทยาที่มีแหล่งที่มาที่สำคัญคือเกิดขึ้นโดยอาศัยหลักคำสอนในศาสนา  ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่บุคคลมีความเคารพ  เลื่อมใสในศาสนาใดศาสนาหนึ่งแล้วยึดเหนี่ยวเอาไว้เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมาก็ได้อาศัยหลักการคิดตามศาสนานั้น ๆ ในการแก้ปัญหาของตน  โดยเฉพาะพุทธศาสนานั้นสอนให้คิดว่า “ สิ่งทั้งหลายมีการเกิดขึ้นตั้งอยู่  และดับไปเป็นธรรมดา ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ”  เป็นต้น  ก็คือจิตวิทยาตะวันออกนั้นเน้นเรื่องชีวิตและจิตใจในการแก้ปัญหา

ความสำคัญของการศึกษาพุทธจิตวิทยา

 

                วไลพร  ภวภูตานนท์  ณ มหาสารคาม (2525)  ความมุ่งหมายของการศึกษาคือการหาความกระจ่างในคำอธิบายทางพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องจิต(นาม) กาย(รูป) และพฤติกรรม(กรรม) ว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์เชิงเหตุเชิงปัจจัยอย่างไร  และเมื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบกับทฤษฎีทางจิตวิทยาสมัยใหม่แล้วมีความสอดคล้องหรือแตกต่างกันอย่างไรอันเป็นการเสริมสร้างความแตกฉานในจิตวิทยาพุทธศาสนายิ่งขึ้นและตระหนักในคุณค่าของพุทธธรรม  ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต  ทำให้มีสมรรถภาพในการปรับตัว  และการแก้ปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้น  รู้จักการอยู่กับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น  มีความเข้าใจในตนเอง และประยุกต์ใช้กับการประกอบอาชีพทุกด้าน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิใช่เป็นเรื่องง่ายนักสำหรับการดำรงชีวิตในสังคม

พระมหาประยูร ธีรวํโส (3 กรกฎาคม 2549) กล่าวว่า มนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งขององค์รวม ที่เราเรียกว่า "เอกภพ" เป็นส่วนที่ถูกจำกัดอยู่ใน"อวกาศและเวลา" มนุษย์รับรู้ตัวตน-ความคิด-ความรู้สึก โดยแยกออกจากส่วนอื่นๆ.....นั่นเป็นภาพลวงตาที่สร้างขึ้นภายในจิตสำนึกของมนุษย์ ภาพมายานี้ คือ คุกประเภทหนึ่ง ที่คุมขังพวกเราไว้ กับกิเลสตัณหา และให้หลงใหลกับบางสิ่งใกล้ตัว ภารกิจของเรา คือ การปลดปล่อยตัวเอง ออกจากคุกนี้ โดยการแผ่เมตตาจิตของเราออกไป เพื่อโอบกอดความงามของสิ่งมีชีวิต    และธรรมชาติทั้งปวง"......ดร.ไอน์สไตน์ และได้คิดค้นทฤษฎีใหม่ขึ้นมา และเป็นที่ยอมรับโดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก คือ สมการE : MCC ดังที่ทราบทั่วกัน ดร.ไอน์สไตน์ บอกว่า สสารและพลังงานมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด สสาร(วัตถุ) สามารถเปลี่ยนแปลงพลังงานได้ และพลังงาน ก็สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นสสารได้เช่นกัน คือ จากรูปเป็นนาม และจากนามเป็นรูป......และได้ยืนยันว่า ทั้งวัตถุและพลังงานในจักรวาลนี้ ไม่มีใครทำลายได้ มันจะเปลี่ยนกลับไปกลับมา ซึ่งกันและกัน แล้วแต่สภาวะที่เป็นอยู่และยังพบว่าการกระทำ (Action) :ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (Reaction) เช่น หากเราเอาไม้ไปตีโต๊ะ ยิ่งตีลงไปแรงเท่าไหร่ แรงสะท้อนกลับ ก็ยิ่งแรงมากขึ้นเท่าที่ใส่ลงไป กฎทางวิทยาศาสตร์ข้อนี้คล้ายคลึงกับหลักของกฎแห่งกรรม “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”    

ภาณุวังโส (2549,70-72) กล่าวว่ามนุษย์เกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติและแตกดับไปตามกฎของธรรมชาติเช่นกัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงคลอดเป็นชีวิตทารก ดำเนินตามครรลองของชีวิต  เจริญเติบโตจากทารกเป็นวัยเด็ก วัยรุ่นหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่  วัยชรา  ในที่สุดก็ดับลงมีความตายเป็นจุดสุดท้าย  เพราะทุกชีวิตตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติของชีวิตที่เรียกว่าไตรลักษณ์(The  Three  Characteristic  of  Existence) คือสามัญลักษณะ เป็นกฎธรรมชาติและสรรพสิ่งทั้งมวล  หมายถึง  สังขารทั้งหมดมีลักษณะเสมอกัน เป็นไปตามกฎธรรมชาติอย่างเดียวกัน    มีรายละเอียดดังนี้

อนิจจตา(Impermanence) สภาวสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง  ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป

ทุกขตา(Stress  and  Conflict)  สภาวสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์  ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัวไป  ภาวะที่ถูกกดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว  เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป  จะทำให้คงอยู่สภาพนั้นไม่ได้  เป็นภาวะที่ไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่ในตัว ไม่ให้ความสมอยากแท้จริง  หรือพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา  และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไป  อยากเข้าไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน

อนัตตตา(Soullessness  or  Non-self) สภาวทั้งปวงเป็นอนัตตา  ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง  ไม่ว่าสัตว์ บุคคล  ตัวตน เรา เขา  เป็นลักษณะที่แสดงถึงความไม่เที่ยง เป็นของสิ้นไป เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด ก็ดับไปที่นั่นเมื่อนั้น  เช่น รูปธรรมในอดีต ก็ดับไปในอดีต  รูปในขณะนี้ก็ดับไปที่นี้  รูปในอนาคต จะเกิดถัดต่อไป ก็จะดับ ณ ที่นั้นเอง  เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าพุทธจิตวิทยามุ่งหมายให้ศึกษาธรรมชาติของมนุษย์โดยวิธีการศึกษาหาความกระจ่างในคำอธิบายทางพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องจิต(นาม) กาย(รูป) และพฤติกรรม(กรรม) ว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์เชิงเหตุเชิงปัจจัยอย่างไร  และเมื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบกับทฤษฎีทางจิตวิทยาสมัยใหม่แล้วมีความสอดคล้องหรือแตกต่างกันอย่างไรอันเป็นการเสริมสร้างความแตกฉานในจิตวิทยาพุทธศาสนายิ่งขึ้นและตระหนักในคุณค่าของหลักแห่งพุทธธรรมและฝึกฝนจิตใจตนเองให้สามารถเผชิญกับทุกข์ที่เกิดขึ้นอีกทั้งสามารถที่จะพัฒนาตนเองให้พ้นจากทุกข์โดยการทำลายกิเลสได้สิ้นเชิง(นิพพาน) นั่นคือเป้าหมายสุดท้ายของพุทธจิตวิทยา




หน้าที่ 3 - ตอนที่ 3 รากฐานของพุทธจิตวิทยา

พุทธจิตวิทยา  ตอนที่  3 

รากฐานของพุทธจิตวิทยา

รากฐานของพุทธจิตวิทยาคือสิ่งที่เป็นเค้ามูล หรือเป็นหลักของพุทธจิตวิทยา  ได้แก่ ธรรมที่มีอยู่ในโลกอยู่แล้ว และพระพุทธองค์ผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธได้ทรงค้นพบแล้วนำมาเผยแพร่ให้เหล่าผู้สนใจได้ศึกษานั่นเอง    ซึ่งวไลพร ภวภูตานนท์    มหาสารคาม (2528) กล่าวไว้ดังนี้คือ

1.       ธรรมนิยาม 3  ได้แก่  อนิจจัง  ทุกขัง   อนัตตา

2.       ปรมัตถธรรม  4  ได้แก่  จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน

3.       หลักบัญญัติธรรม ได้แก่  สังขตธรรม และอสังขตธรรม

4.       ปฏิจจสมุปปบาท 12  ได้แก่  อวิชชา  สังขาร  วิญญาณ  นามรูป  สฬายตนะ   ผัสสะ  เวทนา  ตัณหา  อุปาทาน   ภพ  ชาติ  ชรามรณะ

 

ธรรมนิยาม  3  คือกฎธรรมชาติที่มีความเป็นสากลที่ครอบงำรูป(ร่างกาย)และนาม

(จิตใจ) อันได้ ได้แก่ ไตรลักษณะ   คือ  อนิจจลักษณะ  ทุกขลักษณะ  และอนัตตลักษณะ  ซึ่งทุกชีวิตที่มีร่างกายและจิตใจต่างก็ตกอยู่ในกฎธรรมชาตินี้ ส่วนนิพพานมีลักษณะเดียวคือ อนัตตลักษณะ

                อนิจจลักษณะ  คือสภาวะของความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่สามารถดำรงสภาพเดิม  ไม่

คงทนอยู่ได้นานถาวร  ไม่มีธรรมชาติที่ยั่งยืน

                ทุกขลักษณะ  คือ  ลักษณะโดยธรรมชาติที่สิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขตธรรมจะต้องการเสื่อม

การดับสลาย เป็นสิ่งที่คงทนอยู่ได้ยาก  หรือคงอยู่ในสภาวะเดิมได้ยาก

                อนัตตลักษณะคือ ลักษณะที่ไม่มีความเป็นตัวตนได้อย่างถาวรของสิ่งที่เป็นสังขตธรรม

เรียกว่าอนัตตา สิ่งต่าง ๆ ล้วนเป็นสังขตธรรมที่มนุษย์สมมติชื่อ ขนานนาม บัญญัติเรียกเป็นตัวตนต่าง ๆ  ทางตะวันออกส่วนใหญ่ของแนวคิดเรื่องนี้ จะแฝงอยู่ในหลักของศาสนาหรือลัทธิ เช่น พุทธศาสนา  เล่าจื้อ ขงจื้อ เป็นต้น ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ใช้จิตวิทยาในการสอนศาสนา ซึ่งมีหลักจิตวิทยาเป็นที่ น่าเชื่อถือได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ได้รับความสนใจจากบรรดานักจิตวิทยามากนัก อาจเป็นเพราะ ชาวตะวันออกเริ่มศึกษาและใช้จิตวิทยาตามแบบปรัชญาไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นแบบวิทยาศาสตร์แบบชาวตะวันตก 

ปรมัตถธรรม  4
              ปรมัตถธรรม คือ สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์  คือสิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ได้แก่
              1. จิต กล่าวคือ สภาพที่คิด สภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์
              2. เจตสิก กล่าวคือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติ และอาการของจิต
              3. รูป กล่าวคือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ
              4. นิพพาน กล่าวคือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา

จิต(Conciousness)
              คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด ใจหรือวิญญาณ เป็นนามธาตุไม่มีตัวตน เป็นของกายสิทธิ์ ไม่มีผู้ใดจะสามารถอธิบายการเกิดดับ และการเจริญพัฒนาของจิตได้โดย ไม่อาศัยรูป เวทนา สัญญา และสังขารธรรมทั้งหลายมีจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาลอยู่ที่จิต ถ้าจิตไม่มี ก็ไม่มีการรู้ว่ามีโลกมีจักรวาล ถ้าปราศจากจิต โลกและจักรวาลมีอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะไม่มีการรู้ว่ามี จิตรู้ได้ด้วยสัมผัส 6  คือสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เรียกว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ แต่กว่าจะเกิดการรู้หรือวิญญาณได้ ก็ต้องมีปัจจัยปรุงแต่งองค์ประกอบและกรรมวิธีพอสมควร ดังที่พระสารีบุตร อัครสาวกสาธยายได้อย่างแยบยลดังนี้ " แม้ว่าดวงตาของบุคคลจะดีอยู่ ถ้าไม่มีรูปภายนอกมาตกอยู่ในสายตา และไม่มีการประมวลสมส่วนเกิดขึ้น วิญญาณความรู้อารมณ์ ในกรณีนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น หรือแม้ดวงตาของบุคคลจะดีอยู่ และมีรูปกายภายนอกมาตกอยู่ในสายตา หากไม่มีการประมวลสมส่วนเกิดขึ้น    วิญญาณความรู้อารมณ์ในกรณีนั้นย่อมไม่เกิดขึ้นเช่นกัน   แต่ถ้าดวงตาของบุคคลดีอยู่   มีรูปภายนอกมาตกอยู่ในสายตา และมีการประมวลสมส่วนเกิดขึ้น วิญญาณความรู้อารมณ์ในกรณีนั้นย่อมเกิดขึ้น   ดังนั้น การเกิดขึ้นของวิญญาณอาศัยปัจจัยเป็นเหตุ หากไม่มีปัจจัยวิญญาณย่อมไม่เกิด และเราเรียกลักษณะของวิญญาณตามปัจจัยนั้นๆ กล่าวคือ จักขุวิญญาณอาศัยตาและรูปเป็นปัจจัย โสตวิญญาณอาศัยเสียงและหูเป็นปัจจัย ฆานวิญญาณ อาศัยจมูกและกลิ่นเป็นปัจจัย ชิวหาวิญญาณอาศัยลิ้นและรสเป็นปัจจัย กายวิญญาณอาศัยกายและ โผฏฐัพพะเป็นปัจจัย และมโนวิญญาณอาศัยใจและธรรมเป็นปัจจัย "
              จิตเป็นที่รับอารมณ์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศล หรือเป็นกลาง และไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ในกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรหรือโลกุตรภูมิ มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ว่า " จิตเป็นสิ่งประภัสสร กิเลสทั้งหลายเป็นของจรมาใหม่ " พระนิโรธรังสีคัมภีร์ปัญญาจารย์ (เทศก์ เทสรังสี) แห่งวัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้อธิบายไว้ว่า " คำว่า จิตประภัสสร หมายถึง สภาพเดิมของใจ กล่าวคือใจเป็นกลางรับกิเลสหรือคุณธรรม ที่จรมาได้ทุกโอกาส ไม่ใช่ใจหรือจิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ต้องชำระด้วยปัญญา ด้วยความรู้ความฉลาด คือเห็นเหตุเห็นผล "
              จิตโดยธรรมชาติเป็นสิ่งประภัสสร แต่ไม่ได้หมายความว่าจิตดั้งเดิมนั้นบริสุทธิ์ จิตต้องฟอกด้วยปัญญา และมีสติกำกับจึงจะบริสุทธิ์ได้ ทำนองเดียวกันกับที่กล่าวว่า ทองคำโดยธรรมชาติเป็นของสุกปลั่ง นั่นมิได้หมายความว่า ทองคำโดยธรรมชาติเป็นของบริสุทธิ์ ต้องเอาเข้าเตาหลอมไล่สิ่งไม่บริสุทธิ์ ออกเสียก่อน ทองคำจึงจะบริสุทธิ์ได้ จิตบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา และมีสติคอยกำกับมิให้กิเลสจรมา สัมปยุต เมื่อกิเลสไม่สามารถจะสัมปยุตเข้ากับจิตได้แล้ว จิตย่อมไม่ก่อภพ ก่อชาติอีก ดุจเปลวไฟ สิ้นเชื้อ

เจตสิก(อารมณ์ที่เกิดขึ้นจิต)
              คือธรรมที่ประกอบกับจิต สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์ และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต อาการและคุณสมบัติต่างๆของจิต บางทีก็เรียกว่า อารมณ์ของจิต เป็นได้ทั้งกุศลอกุศล และเป็นกลาง กล่าวคือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล เมื่อกุศลหรือโสภณเจตสิก สัมปยุตเข้ากับจิต จิตนั้นก็เป็นกุศลจิต หากอกุศลเจตสิกสัมปยุตเข้ากับจิต จิตนั้นก็พลอยเป็น อกุศลจิตไปด้วย
              จิตเป็นตัวธรรม    เจตสิกเป็นลักษณะอาการ หรือคุณสมบัติของธรรม ซึ่งอาจเป็นคุณธรรมก็ได้ หรือกิเลสก็ได้ เมื่อสัมปยุตกันแล้วย่อมเกิดดับพร้อมกัน ดุจโรคกับอาการของโรคหรือดวงประทีปกับแสงสว่างย่อมเกิดดับพร้อมกัน
              เป็นการยากที่จะแยกเจตสิกออกจากจิตได้ ต้องใช้ปัญญาชำระล้างจึงจะได้ เจตสิกชั้นหยาบก็ใช้ ปัญญาชั้นหยาบ เจตสิกชั้นกลางก็ใช้ปัญญาชั้นกลาง  เจตสิกชั้นละเอียดก็ต้องใช้ปัญญาชั้นละเอียด และสูงจึงจะชำระล้างสำเร็จ เมื่อจิตถูกปัญญาชำระล้างจนบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสหรืออกุศลเจตสิกแล้ว จิตนั้นย่อมมีปัญญาเมตตาธรรมและคุณธรรมอันมีปัญญาเป็นประธาน เป็นอารมณ์ เพราะปัญญาและเมตตาธรรมไม่ถือว่าเป็นกิเลส นอกจากนั้นจะมีสติคอยกำกับอยู่ตลอดเวลา ไม่มีโอกาสที่อกุศลเจตสิกหรือกิเลสจะจรมากระทบได้ จิตดังกล่าวย่อมปลอดจากอารมณ์ หรือเจตสิกประเภทที่ก่อภพก่อชาติ จิตที่บริสุทธิ์จึงไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูปนาม พระอรหันต์ผู้มีจิต บริสุทธิ์สะอาดเช่นว่า เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้ว ย่อมไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก

รูป
              คือ ธาตุทั้งสี่ และการประชุมอยู่ของธาตุทั้งสี่ ได้แก่ดินหรือของแข็งหนึ่ง น้ำหรือของเหลวหนึ่ง ไฟหรือความร้อนหนึ่ง และลมหรืออากาศอีกหนึ่ง ถ้าจะพิจารณาดูภายในกายของมนุษย์และสัตว์ ทั้งหลาย ดินหรือของแข็งก็ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเป็นต้น น้ำหรือของเหลว ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ น้ำตาเป็นต้น ไฟหรือความร้อนก็ได้แก่ ไฟธาตุที่ยังกายให้อุ่น ยังกายให้ทรุดโทรม ยังกายให้กระวนกระวาย เผาอาหารให้ย่อยเป็นต้น ลมหรืออากาศก็ได้แก่ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมซ่านไปทั้งตัว ลมหายใจเข้าออกเป็นต้น ถ้าจะพิจารณาจากแง่วิทยาศาสตร์ รูปก็คือสสาร และสสารนี้ได้รับการพิสูจน์จนเห็นชัด เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าคือพลังงานนั่นเอง

นิพพาน
              คือสภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่บรรลุเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ขัดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ
              นิพพานเป็นอสังขตธรรม คือไม่ปรากฎความเกิด   ไม่ปรากฎความสลาย และเมื่อตั้งอยู่ก็ไม่ปรากฎความแปรเปลี่ยน อีกนัยหนึ่งก็คือเป็นธรรมที่ไม่มีการถือกำเนิด ไม่มีต้นกำเนิด ไม่มีการปรุงแต่ง
              คำว่า นิพพานนี้ ภาษาสันสกฤตเขียนว่า นิรวาน แปลว่า หยุดพัด ดับสูญ อาจพิจารณาได้เป็น 2 นัย คือ

1. การดับสูญของกิเลส ซึ่งในกรณีพระอรหันต์ย่อมเกิดขึ้นในระหว่างที่มีชีวิตอยู่
2. การดับสูญแห่งกรรมวิธีของเบญจขันธ์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพระอรหันต์สิ้นชีวิต

              นิพพานจึงไม่ใช่ของแข็งหรือของเหลว มิใช่โลกนี้หรือโลกอื่นใด ไม่ใช่พระอาทิตย์หรือพระจันทร์ นิพพานคือการสิ้นสุดแห่งทุกข์ ไม่ใช่การตาย ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีการเจริญงอกงาม ไม่มีรากฐาน นิพพานเป็นโลกุตระและอมตธรรม  หากจะปรับปรมัตถธรรมเข้ากับเบญจขันธ์ จะได้ดังนี้

                จิต  คือ วิญญาณขันธ์
                เจตสิก คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์
                รูป คือ รูปขันธ์
                และนิพพาน คือ ภาวะพ้นจากขันธ์ พ้นจากนามรูป

                มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ (http://www.cdonair.com/thamma/apitham/p6/001.htm) ปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่มีเนื้อความอันไม่วิปริตผันแปรเป็น ธัมมธาตุ เครื่องดำรงอยู่ของธรรม เป็น ธัมมฐีติ เครื่องตั้งอยู่ของธรรม เป็น ธัมมนิยาม  กำหนดหมายของธรรม อันเป็นสิ่งที่เป็นไปเอง ตามธรรมดาธรรมชาติของสิ่งนั้น  ไม่มีใครแต่งตั้งขึ้น ไม่มีใครสร้างขึ้น มีโดยเหตุโดยปัจจัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

                ด้วยเหตุนี้ ปรมัตถธรรมจึงหมายถึง ธรรมชาติที่มีอยู่จริง ๆ ไม่วิปริตผันแปร เป็นความจริงที่มีอยู่จริง ๆ ซึ่งมีอยู่ 4 อย่าง คือ

                          (1) จิตปรมัตถ์ คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์

                         (2) เจตสิกปรมัตถ์ คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ให้เกิดการรู้        อารมณ์ และรู้สึกเป็นไปตามตนเองที่ประกอบ

                        (3) รูปปรมัตถ์ คือ ธรรมชาติที่แตกดับย่อยยับด้วยความเย็นความร้อน

                        (4) นิพพานปรมัตถ์ คือ ธรรมชาติที่สงบจากกิเลสและขันธ์

                ทั้ง 4 นี้เป็นธรรมชาติที่มีอยู่จริงๆ มีอยู่โดยความเป็นปรมัตถ์ พิสูจน์ได้ รู้ได้ ด้วยปัญญา เป็นอารมณ์ของปัญญา จากการเรียนการศึกษา จากการพิจารณาหาเหตุ ผล  และจากการปฏิบัติ คือภาวนามัย

              สรุปว่า ปรมัตถ์ธรรมประกอบด้วยทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม จิต เจตสิก รูป เป็นนามขันธ์และรูปขันธ์ เป็นสังขารหรือสังขตธรรม เกิดแต่ปัจจัยปรุงแต่ง ประกอบด้วยไตรลักษณ์ กล่าวคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน บังคับไม่ได้    ส่วนนิพพานนั้น เป็นอสังขตธาตุไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นโลกุตระ พ้นจากโลกเป็นอมตะ และเพราะเหตุที่มีอสังขตหรือวิสังขารธรรมนี้เอง การหนีพ้นหรือหลุดพ้น จากสังขารธรรมจึงเป็นไปได้
                3. บัญญัติธรรม 

                มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ (http://www.cdonair.com/thamma/apitham/p6/001.htm)  บัญญัติธรรม  คือ สิ่งที่บัญญัติขึ้น สมมุติขึ้นไม่ได้มีอยู่จริง ๆ เป็นการ สมมุติขึ้นเพื่อเรียกขานกันของชาวโลก เพื่อให้รู้ได้ว่าเรียกสิ่งใด  เช่น   คำว่า “คน” ผู้เรียกจะชี้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายว่า“คน” ไม่ได้ไม่มี หรือคำว่า“เก้าอี้” ผู้เรียก จะชี้ส่วนหนึ่งส่วนใดว่าเป็นเก้าอี้ไม่ได้  เพราะเป็นการเรียกโดยสมมุติขึ้นเท่านั้น       บัญญัติธรรมนี้มี 2  ประการ คือ อัตถบัญญัติ และสัททบัญญัติ 

                1. อัตถบัญญัติ  เป็นการสมมุติขึ้นตามความหมายแห่งรูปร่างสัณฐาน  หรือ ลักษณะอาการของสิ่งนั้น ๆ เช่น ภูเขา ต้นไม้ บ้าน เรือน เดิน วิ่ง การโบกมือ  หมายถึงการจากลา หรือหมายถึงการปฏิเสธก็ได้ การพยักหน้า    หมายถึงการยอมรับ หรือการให้เข้ามาหาก็ได้

                 2. สัททบัญญัติ เป็นการสมมติขึ้นเพื่อใช้เรียกขานสิ่งนั้น ๆ คือ สมมติขึ้น เพื่อให้รู้ด้วยเสียงตามอัตถบัญญัตินั้น เช่น ไม่ได้เห็นภูเขา ไม่ได้เห็นการเดิน แต่เมื่อ ออกเสียงว่า ภูเขา พูดว่าเดิน ก็รู้ว่าภูเขามีรูปร่างสัณฐานอย่างนั้น เดินมีลักษณะ อาการอย่างนั้น เป็นต้น

                เพราะฉะนั้นทั้งอัตถบัญญัติ และสัททบัญญัติ ก็คือระบบการสื่อสารให้เกิด ความรู้ เกิดความเข้าใจกันของมนุษย์นั่นเอง ไม่ได้มีอยู่จริง ๆ

                ตัวอย่างร่างกายของเรา ที่เรียกว่า แขน ขา จมูก ปาก ตับ ปอด ลำไส้  ฯลฯ  ต่าง ๆ เหล่านี้ คนไทยก็เรียกอย่างหนึ่ง คนจีนก็เรียกไปอย่างหนึ่ง คนแขกก็เรียกไป อย่างหนึ่ง ฝรั่งก็เรียกไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ใครจะสมมติเรียกว่า อะไร   บัญญัติจึงหมายถึงการสมมติขึ้นของคนกลุ่มหนึ่งใช้เรียกขานกัน ไม่ได้มีอยู่ จริง ๆ ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นความจริงโดยสมมตินั่นเอง                                                                                                                                 

ยังมีต่อ




หน้าที่ 4 - พุทธจิตวิทยา ตอนที่ 4 ปฏิจจสมุปบาท

4. ปฏิจจสมุปปาท 12 

 

                พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรํสี) (http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7069) ปฏิจจสมุปบาทหมายถึงธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งไม่ใช่ธรรมที่ไหน ก็คือธรรมในอัตภาพในสังขารที่มีอยู่ในตนเองนี่แหละ ที่เรายึดถือว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นตัวตนเป็นเราเป็นของเรา แต่ถ้าว่าโดยสภาวะแล้วก็คือธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวเนื่องกัน พระพุทธเจ้าได้แสดงในเรื่องของปฏิจจสมุปบาทไว้ โดยยกอวิชชา ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดนี้สาวหาต้นไม่พบ สาวไปแล้วไม่รู้ว่าต้นชาติเป็นยังไง   

จำลอง  ดิษยวณิช(2544) กล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาทมีองค์ 12  ประการ ดังนี้

 อวิชชา(Ignorance) หมายถึงความไม่รู้ในอริยสัจ 4   คือ

1.1 ไม่รู้ในทุกข์

1.2 ไม่รู้เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

 

1.3  ไม่รู้ธรรมอันเป็นที่ดับแห่งทุกข์

1.4  ไม่รู้หนทางที่ให้เข้าถึงความดับทุกข์

องค์ธรรมของอวิชชา ได้แก่ โมหะเจตสิก  บุคคลเกิดมาย่อมมีอวิชชาติดมาในขันธสันดานเป็นพื้นฐาน  ชาติก่อน    เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง แต่ละชาติก็มีอวิชชา คือ ความไม่รู้ประจำสันดานอยู่เสมอ  ตัวอวิชชาเองเป็นผู้สร้างมนุษย์และสัตว์อื่น ๆ ขึ้นมาคล้ายกับพระเจ้า(God) เมื่อคนเราไม่รู้อริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาทจึงอยากที่จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไป จึงเป็นเหตุให้เกิดกรรมคือสังขารนั่นเอง

2. สังขาร(Karma-formations   or  volitional  formations)  หมายถึงสภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมที่ปรุงแต่งให้ผลธรรมเกิดขึ้น สังขารที่เป็นผลของอวิชชามี 6  อย่าง คือ

2.1 ปุญญาภิสังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาหรือกุศลกรรมทั้งหลายที่บุญปรุงแต่ง

2.2 อปุญญาภิสังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนา หรืออกุศลกรรมทั้งหลายที่บาปปรุงแต่ง

2.3 อาเนญชาภิสังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่  ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยกุศลเจตนา  หรือ กุศลกรรมที่อรูปฌานปรุงแต่ง

2.4 กายสังขาร คือ เจตนา (ความจงใจ) ที่เป็นผู้ปรุงแต่ง กายสุจริตและกายทุจริตให้สำเร็จลง

2.5 วจีสังขาร คือ เจตนาที่เป็นผู้ปรุงแต่ง วจีสุจริต  และวจีทุจริตให้สำเร็จลง

2.6 จิตสังขาร คือ เจตนาที่เป็นผู้ปรุงแต่งมโนสุจริต และมโนทุจริตให้สำเร็จลง

องค์ธรรมของสังขาร ได้แก่ เจตนา หรือความจงใจ(volition) หรือกรรมนั่นเอง เจตนาเป็นเหตุแห่งการปรุงแต่งกายกรรม  วจีกรรมและมโนกรรมสังขารที่เป็นเจตนาเช่นนี้จะเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณต่อไป

3. วิญญาณ(Consciousness) หมายถึงความรู้อารมณ์   วิญญาณที่เป็นผลของสังขาร ได้วิญญาณ 6 

3.1 จักขุวิญญาณ  คือ ความรู้อารมณ์ทางตา หรือการเห็น

3.2 โสตวิญญาณ คือ ความรู้อารมณ์ทางหู หรือการได้ยิน

3.3  ฆานวิญญาณ  คือความรู้อารมณ์ทางจมูก หรือการได้กลิ่น

3.4  ชิวหาวิญญาณ  คือความรู้อารมณ์ทางลิ้น หรือ การรู้รส

3.5 กายวิญญาณ  คือความรู้อารมณ์ทางกาย หรือการถูกต้อง

3.6 มโนวิญญาณ  คือความรู้อารมณ์ทางใจ หรือความนึกคิด

วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป  คือ รูปที่เกิดจากกรรม นามก็เป็นผลที่เกิดขึ้นจากกรรมได้ อย่างมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรก พอปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้นก็จะมีรูปที่เกิดจากกรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น มีหทยรูปคือรูปหัวใจ ภาวรูป รูปแห่งความเป็นหญิงเป็นชายเกิดขึ้น ยังไม่มีตา หู จมูก ลิ้น ก็มีรูปมีนามเกิดขึ้นก่อน เมื่อจิตเกิดขึ้นก็มีเจตสิกเกิดร่วมขึ้นซึ่งเป็นนามธรรม ฉะนั้น เมื่อมีรูปมีนามอุบัติบังเกิดขึ้นแล้ว

4.นามรูป(Mind  and Matter) นามคือธรรมชาติที่น้อมไปสู่อารมณ์ ได้แก่ เจตสิก รูปคือธรรมชาติที่ย่อมสลายไป เพราะปัจจัยที่เป็นปฏิปักษ์ ก็เป็นปัจจัย  มีความร้อนและความเย็น เป็นต้น  ได้แก่ กัมมชรูปและจิตตชรูป  นามคือเจตสิกที่ประกอบด้วยวิญญาณมี  35  ส่วนรูปคือกัมมชรูป  16  ได้แก่  อวินิพโภครูป 8  ปสาทรูป  8  ภาวรูป 1 หทัยรูป 1  และ ชีวิตรูป 1  เมื่อทารกที่คลอดออกจากครรภ์เจริญเติบโตขึ้นก็จะเกิดมีสฬายตนะ คือ ตา หู  จมูก  ลิ้น กาย และใจ เพื่อรับอารมณ์ที่มากระทบคือ รูป เสียง  กลิ่น  รส สิ่งที่ถูกต้องสัมผัส และธรรมารมณ์

5.สฬายนตนะ(Six  Sense-Bases) คือ อายตนะภายในทั้ง 6   ซึ่งเกิดจากนามรูป  อายตนะ หมายถึง  ธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่สังสารวัฏอันยาวนาน ยังหมายถึง เครื่องติดต่อ ที่ต่อหรือแดนต่อของความรู้ อายตนะก็เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะต่อไปอีก อายตนะภายในทั้ง 6 คือ ตา  (จักขายตนะ)  หู(โสตาย ตนะ) จมูก(ฆานายตนะ)  ลิ้น  (ชิวหายตนะ) กาย (กายายตนะ) และใจ (มนายตนะ)

6. ผัสสะ(Contact) ผัสสะ คือธรรมชาติที่กระทบอารมณ์  องค์ธรรม ได้แก่ผัสสะเจตสิกผัสสะคือ การกระทบที่เป็นผลจากการประชุมพร้อมกันของ

1)  อายตนะภายใน(สฬายตนะ)

2) อายตนะภายนอก

3) วิญญาณ เมื่อผัสสะเกิดขึ้นแล้วก็จะกลับเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา 

ดังนั้นเมื่ออายตนะภายนอก  กับอายตนะภายในและวิญญาณมาประชุมพร้อมกันเมื่อใดก็จะเกิดผัสสะ(การกระทบ) เมื่อนั้น เวทนาเจตสิก(ความเสวยอารมณ์) ก็จะเกิดร่วมด้วย เมื่อมีผัสสะก็ต้องมีเวทนาทุกครั้งไป เพราะทั้งผัสสะและเวทนา เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทุกดวง  ผัสสะจึงได้ชื่อว่าเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา  ผัสสะมีอยู่ 6  อย่าง คือ จักขุสัมผัส  โสตสัมผัส  ฆานสัมผัส  ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส  และมโนสัมผัส  ตัวอย่าง จักขุวิญญาณย่อมปรากฏขึ้นได้ เพราะอาศัย จักขุประสาทกับรูปารมณ์  การประชุมระหว่างกันระหว่างจักขุประสาท  รูปารมณ์  และ จักขุวิญญาณทั้ง 3  นี้ ชื่อว่า ผัสสะ  ทางทวารอื่น ๆ ก็เกิดทำนองเดียวกัน ส่วนมโนผัสสะนั้นเกิดจากการประชุมร่วมกันระหว่างจิตกับสภาพธรรมต่าง ๆ ทั้งปรมัตถ์ บัญญัติและมโนวิญญาณ

7. เวทนา(Feeling) เวทนาคือ ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์  องค์ธรรมได้แก่ เวทนาเจตสิกเกิดเพราะผัสสะทางทวารต่าง ๆ  ในปฏิจจสมุปบาทเวทนา หมายถึง เวทนาทั้ง 5  คือ สุขเวทนา  (ความสุขทางกาย) ทุกขเวทนา(ความทุกข์ทางกาย) โสมนัสเวทนา (ความสุขทางใจ)  โทมนัสเวทนา (ความทุกข์ทางใจ) และอุเบกขาเวทนา(ความรู้สึกเฉย ๆ  คือไม่สุข ไม่ทุกข์) เมื่อย่อลงได้แก่  สุขเวทนา  ทุกขเวทนา  และ อุเบกขาเวทนา

8. ตัณหา(Craving)  คือ ธรรมชาติที่มีความยินดีติดใจหรือความอยากได้ซึ่งวัตถุกาม องค์ธรรมได้แก่  โลภเจตสิก และทิฏฐิเจตสิก  ตัณหาเมื่อจำแนกโดยอารมณ์แล้วมี 6  อย่างคือ

1. รูปตัณหา  ความยินดีติดใจในรูป 

2. สัททตัณหา  ความยินดีติดใจในเสียง

 3. คันธตัณหา  ความยินดีติดใจใน

4.  รสตัณหา  ความยินดีติดในรส

5.โผฏฐัพพารมณ์คือสิ่งที่มาถูกต้องสัมผัส

และ 6. ธัมมตัณหา  ความยินดีติดใจในธรรมารมณ์ คือสภาพธรรมต่าง ๆ

สำหรับผู้ที่ปราศจากตัณหานุสัย  เช่น  พระอรหันต์ หรือโยคีผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานกำลังมีสติกำหนดการเห็นอยู่  วิริยะ  สติ  สมาธิ และปัญญาของผู้นั้นก็เกิดติดต่อกันไป อย่างไม่ขาดสาย เช่น กำหนดว่า “ เห็นหนอๆ”  เป็นต้น แม้ว่าจะเกิดความรู้สึกในการเห็นเพียงเล็กน้อย เวทนาก็ไม่เป็นสาเหตุให้ตัณหาขึ้นได้

ในสัททตัณหา คันธตัณหา  รสตัณหา  และโผฏฐัพพตัณหาก็เป็นไปเช่นเดียวกัน  สำหรับธัมมตัณหานั้น หมายความว่า ในขณะนึกถึง  โลภะ  โทสะ  โมหะ มานะ  ทิฏฐิ  ที่เป็นฝ่ายอกุศล  และนึกถึง ศัทธา วิริยะ  สมาธิ  ปัญญา  ฌาน  อภิญญาณ  เป็นต้น  ที่เป็นฝ่ายโลกียกุศลและกิริยา หรือนึกถึงการเห็น  การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส  การถูกต้อง การนอนหลับ ที่เป็นฝ่ายกามวิบาก หรือนึกถึงปสาทรูป  สุขุมรูป  และบัญญัติต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว  มีความยินดีพอใจเกิดขึ้น  เรียกว่า  ธัมมตัณหา  รวมความว่าสภาพธรรมทั้งหลายที่ใจนึกคิด โดยไม่มีการกำหนดด้วยสติ ปัญญา  เป็นต้น ทำให้เกิดธัมมตัณหา

ตัณหาว่าโดยอาการ  มี  3  อย่าง คือ

1 กามตัณหา(Craving  for  sensual  pleasure)  ได้แก่ ความยินดีติดใจในอารมณ์ที่เกี่ยวกับกามคุณทั้ง 5  เป็นความยินดีในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  และสัมผัส  อันน่ารักและน่าเพลิดเพลิน  เช่น ติดใจ่ในรูปที่เสวย  เสียงที่ไพเราะ  กลิ่นที่หอมหวน  รสที่อร่อยระดับเชลล์ชวนชิม เป็นต้น

2  ภวตัณหา(Craving  for  existence) ได้แก่ ตัณหาที่เกิดพร้อมกันกับสัสสตทิฏฐิ โดยอาศัย รูป เสียง  กลิ่น  รส และสัมผัส  หมายถึง  ผู้ที่มีความเห็นว่า  รูป  เสียง  กลิ่น รส  และสัมผัสที่ตนกำลังได้รับอยู่นี้ตั้งอยู่เป็นนิจ  ไม่เข้าใจว่ามีความเกิดและความดับ คิดว่าสิ่งนี้ปรากฏอยู่เสมอ  โดย ไม่สูญหายไปไหนรวมไปจนกระทั่งความเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีตัวตนหรือมีอัตตา(self) อยู่อย่างถาวร  ถึงจะตายก็ตายแต่เพียงร่างกายเท่านั้น แต่ตัวตนยังคงอยู่และจะไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ต่อไปอีก

รวมความว่าความยินดีในภพต่าง ๆ ชื่อว่า ภวตัณหา  คำว่าภวตัณหา นี้ได้แก่ ราคะที่เกิดขึ้นโดยความปรารถนาในกามภพอย่างหนึ่ง  ราคะที่เกิดขึ้นพร้อมสัสสตทิฏฐิอย่างหนึ่ง ราคะที่เกิดขึ้นโดยปรารถนาในรูปภพและอรูปภพอย่างหนึ่ง  ราคะที่เกิดขึ้นในฌานสมาบัติอย่างหนึ่ง

3 วิภวตัณหา(Craving for  non-existence) ได้แก่ ตัณหาที่เกิดพร้อมกันกับอุจเฉททิฏฐิโดยอาศัยอารมณ์  6   หมายถึงผู้มีความเห็นว่าในอารมณ์  6  ซึ่งได้แก่สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้มีตัวตนอยู่ แต่ตัวตนไม่สามารถตั้งอยู่ได้โดยตลอด  ย่อมสูญหายไปในที่สุด  แล้วมีความยินดีติดใจในอารมณ์นั้น ๆ  หรือมีความเห็นว่า ไม่ว่าใคร ๆ ทั้งสิ้นเมื่อตายแล้วก็สูญหายไป ไม่เกิดต่อไปอีกแล้วมีความยินดีติดใจในความเห็นนั้น  

9. อุปาทาน(Clinging or Attachment)  อุปาทาน  ได้แก่ ธรรมชาติที่ยึดถืออย่างแรงกล้า คือถือไว้ไม่ปล่อย เป็นความยึดมั่นในสิ่งที่ผิดโดยโลภะ(ตัณหา) และทิฏฐิที่มีกำลังแรงมาก แสดงว่าถ้ามีตัณหาและทิฏฐิอย่างธรรมดา ยังไม่ได้ชื่อว่าอุปาทาน  ต่อเมื่อตัณหาและทิฏฐิมีกำลังแรงมากขึ้น กล่าวคือ ยินดีและติดใจในอารมณ์นั้น ๆ อย่างไม่ยอมปล่อยวาง เวลานั้นตัณหาก็ได้ชื่อว่าอุปาทาน  และเมื่อเวลามีความเห็นผิดจนติดแน่นแก้ไขไม่ได้แล้วเวลานั้นทิฏฐินี้ได้ชื่อว่าอุปาทาน

ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะต้องแสวงหา  แต่อุปาทานเป็นแห่งทุกข์เพราะต้องรักษาไว้  ตัณหาเปรียบเหมือนโจรที่ยื่นมือจะเอาของในที่ลับ  อุปาทานเหมือนโจรผู้ถือเอาสิ่งของที่ลักได้มาไว้ในมือ  ตัณหาคือความยินดีพอใจที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด  ส่วนกามุปาทาน คือ ความติดใจยึดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ   อย่างไม่ยอมปล่อย  ตัณหาเปรียบเหมือนต้นไม้ที่เพิ่งงอกขึ้นใหม่ กามุปาทาน  เปรียบเทียบ ต้นไม้ที่งอกงามเจริญเติบโตแล้ว อุปาทาน  4  คือ

9.1 กามุปาทาน  หมายถึงความยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง  6  มีรูปารมณ์ เป็นต้น ได้แก่ ตัณหา  108  นั่นเอง

9.2 ทิฏฐุปาทาน  หมายถึงความยึดมั่นในความเห็นผิด  ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก  ที่นอกจากสีลัพพตทิฏฐิ และสักกายทิฏฐิ  เช่น  ความยึดมั่นว่า การทำดี  การทำชั่ว  ไม่ได้รับผลกรรม  วิบากไม่มี สัตว์นรก เปรต เทวดา  พรหมไม่มี เป็นต้น

 

9.3 สีลัพพัตตุปาทาน  หมายถึง  ความยึดมั่นในการปฏิบัติผิด  เช่น  การปฏิบัติผิด  เช่น การปฏิบัติตนเยี่ยงโค เยี่ยงสุนัข  มีการกิน  การยืน  การนั่ง  การนอน  การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ตลอดจนกระทั่งตบแต่งรูปร่างสัณฐานให้เหมือนกับโคหรือสุนัข เพื่อใช้หนี้อกุศลที่มีอยู่ให้หมดไป  จะได้ไปเกิดในที่ ๆ  มีความสุขได้  ความยึดมั่นในศีลพรตนอกพระพุทธศาสนา  เช่น การชำระบาปในแม่น้ำคงคา  เป็นต้น

นอกจากนั้นการกระทำใด ๆ เพื่อหวังความสุขในภพหน้า แต่ไม่ได้กระทำตามทางแห่งมรรคมีองค์แปด  ซึ่งสามารถทำให้รู้แจ้งอริยสัจสี่  จัดเป็นสีลัพพตปรามาสทั้งสิ้น  เช่น การบำเพ็ญตบะแบบพวกฤาษีด้วยการทรมานร่างกาย  มีการนอนบนหนาม  ยืนขาเดียว  เอาไฟสุมร่างกาย  ที่เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค หรือในทางตรงกันข้ามกลับบำรุงบำเรอด้วยความสุขจนเกินความจำเป็น ที่เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค

9.4 อัตตวาทุปาทาน  คือ ความยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นของตนและคนอื่น  ได้แก่  อัตตทิฏฐิ                     หรือสักกายทิฏฐิ  ไม่มีความเชื่อว่ารูปนามหรือขันธ์ 5  เป็นอนัตตา  แต่กลับมีความเชื่อว่าเป็นอัตตามีตัวตน  เป็นตัวตนที่เป็นอิสระ  สามารถบังคับบัญชารูปนามและขันธ์ 5  ให้ทำอะไรก็ได้ตามต้องการ  เช่น อัตตาสั่งให้ร่างกาย ยืน  เดิน นั่ง  นอน พูด  ดู  ฟัง เป็นต้น  ความยึดมั่นว่าเป็นอัตตานี้มี 2 อย่าง  คือ

9.4.1 ปรมอัตตะ  ความยึดมั่นว่าอัตตานี้สามารถสร้างโลกได้  สิ่งทั้งหลายในโลกล้วนแต่เกิดมาด้วยอำนาจของอัตตะทั้งสิ้น  เช่น  ความเชื่อว่าพระเจ้าหรือพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก

9.4.2 ชีวะอัตตะ  ความยึดมั่นว่าสัตว์ทั้งหลายมีตัวตน มีชีวะรักษาอยู่ เห็นว่ามีอัตตา  อาตมัน  วิญญาณอมตะ(soul) เป็นผู้ทำ ผู้เสวย  และเจ้าของ

อุปาทาน เป็นเหตุให้เกิดภพคือ กัมมภพ และอุปปัตติภพ

 

10. ภพ(Becoming) 

 

ภพ ได้แก่  ธรรมชาติที่ย่อมมีหรือเป็น อีกนัยหนึ่ง  ผลย่อมเกิดแต่เหตุ  กรรมที่เป็นเหตุของผลนั้น  ชื่อว่า ภว หรือ ภพ  ภพมีอยู่  อย่างคือ

10.1 กัมมภพ(Active  process  of  becoming)  คือ กรรมหรือเจตนานั่นเอง  หมายถึงการกระทำด้วย กาย  วาจา และใจ  ในสิ่งที่ดีและไม่ดีของบุคคลทั่วไป(ยกเว้นพระอรหันต์)  กัมมภพย่อมเป็นการกระทำบุญบ้าง  บาปบ้าง  เช่นเดียวกับสังขาร  แต่ต่างกันตามวาระดังนี้

10.1.1 บุพพเจตนา  ที่เกิดก่อนกระทำกุศล  อกุศล นั้นเป็น สังขาร

10.1.2 มุญจนเจตนา ที่เกิดกำลังกระทำกุศล  อกุศล   นั้นเป็น กัมมภพ 

อีกนัยหนึ่ง  จิตและเจตสิกที่เกิดพร้อมกับกุศล อกุศลเจตนา  ชื่อว่า สังขาร  ส่วนกุศล อกุศล  เจตนาเจตสิก  ชื่อว่ากัมมภพ  รวมแล้วได้แก่  เจตนา 29 นั่นเอง

10.2 อุปปัตติภพ (Rebirth  process  of  becoming)  คือผลที่เกิดขึ้นในภพนั้น    โดยอาศัยกัมมภพ  ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ใน  31  ภูมิ  พร้อมทั้งการเห็น  การได้ยิน  การได้กลิ่น  การรู้รส  การสัมผัส กา




หน้าที่ 5 - ตอนที่ 5 นิยามหรือกฎธรรมชาติ

นิยามหรือกฎธรรมชาติ  5

                สำหรับนิยามนี้ได้ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา(อรรถกถามหาปทานสูตร ที.อ. เล่ม 13 หน้า 100 และ อรรถกถาจิตตุปบาท บาทกัณฑ์ เล่ม 76 หน้า 81)  ดังนี้

                1. อุตุนิยาม (Physical Laws)           คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุม ความเป็นไปของปรากฏการณ์ในธรรมชาติ เกี่ยวกับวัตถุที่ไม่มีชีวิตทุกชนิด เช่น ปรากฏการณ์ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แม้กระทั่งการเกิดและการดับสลายของโลกก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติข้อนี้  ในตำราพุทธศาสนาที่เขียนโดยขาวฝรั่ง มักใช้คำว่า คนอินเดียในสมัยพุทธกาลสงสัยกันว่า อะไรคือสิ่งกำหนดให้มีความสม่ำเสมอคงที่ในธรรมชาติ ส่วนที่เกี่ยวกับวัตถุ เช่นความสม่ำเสมอของฤดูกาล ซึ่งทางพระพุทธศาสนาตอบปัญหานี้ว่า สิ่งที่กำหนด คือ อุตุนิยาม

                2. พีชนิยาม (Biological Laws) คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ กฎธรรมชาตินี้ เมื่อเรานำเมล็ดข้าวเปลือกไปเพาะ ต้นไม้ที่งอกออกมาจะต้องเป็นต้นข้าวเสมอ หรือ ช้างเมื่อคลอดลูกออกมาแล้วก็ย่อมเป็นลูกลิงเสมอ ความเป็นระเบียบนี้พุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นผลมาจากการควบคุมของพีชนิยาม

                3. จิตนิยาม (Psychic Laws) คือ กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับกลไกการทำงานของจิต พระพุทธศาสนาเชื่อว่า คนเราประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ  จิตมีกฎเกณฑ์ในการทำงาน เปลี่ยนแปลงและแสดงพฤติกรรม เป็นฉบับเฉพาะตัว

                4. กรรมนิยาม (Kamic Laws) คือ กฎการให้ผลของกรรม กรรมคือ การกระทำที่ประกอบด้วยความตั้งใจ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ กรรมดีและกรรมชั่ว  กรรมดีย่อมตอบสนองในทางดี กรรมชั่วย่อมตอบสนองในทางชั่ว นี่คือ กฎแห่งกรรมนั่นเอง

                5. ธรรมนิยาม (General Laws) คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย เป็นกฎสากลที่ครอบคลุม ความเป็นไปทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ กฎข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางที่สุด กฎ 4 ข้อข้างต้นสรุปรวมลงในข้อสุดท้ายนี้

รายละเอียด

อุตุนิยาม กฏแห่งฤดู หรือกฏธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ โดยเฉพาะดินฟ้าอากาศ ฤดูกาล การที่มีร้อนมีหนาว หรือมีฤดูเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาตินั้น เป็นกฏธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่ในคัมภีร์ท่านกล่าวว่า "การที่ต้นไม้ทั้งหลายออกดอกผลและผลิใบพร้อมกันในฤดูกาลนั้นๆ คือ อุตุนิยาม"
             พีชนิยาม กฏแห่งพืช หรือกฏธรรมชาติเกี่ยวกับพืช เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของพืช เช่น ปลูกมะม่วง ผลที่ออกมาก็เป็นมะม่วง ปลูกข้าว ผลที่ออกมาก็เป็นข้าว ปลูกพืชอะไรก็ออกต้น ออกผลเป็นพืชนั้น ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น อย่างนี้เรียกว่า พีชนิยาม และการที่ต้นไม้มีลำต้น ดอกผล ใบ และอื่นๆ แตกต่างกันนั้นก็จัดเป็นพีชนิยาม กฎของพืชทั้งสิ้น

 

             จิตนิยาม กฏแห่งจิต หรือกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติของจิต ได้แก่ การทำงานของจิต ซึ่งมีกฏเกณฑ์โดยเฉพาะของจิต เช่น จิตเกิดเร็ว ดับเร็ว จิตออกรับอารมณ์ทีละอย่างเท่านั้น จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วจะมีเจตสิกอะไรประกอบได้บ้าง หรือมีเจตสิกอะไรรวมไม่ได้ มันมีกฏเกณฑ์ของมัน หรือเมื่อจะมีจิตขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ มันจะดำเนินไปอย่างไร ก่อนจะเคลื่อนไหว มันเป็นอดีตภวังค์ (ภวังค์เดิม) เมื่อเคลื่อนตัวจะออกจากภวังค์ก็เป็นภวังคจลนะ (ภวังค์ไหว) แล้วจึงเป็นภวังคุปัจเฉทะ (ตัดกระแสภวังค์) จากนั้นก็มีการทำหน้าที่ต่างๆ ต่อไป จนถึงชวนจิต แล้วกลับตกภวังค์อย่างเดิมอีก อย่างนี้เรียกว่า จิตนิยาม
              แม้การที่จิตเกิดขึ้น (อุปปาทะ) ตั้งอยู่ (ฐิติ) แล้วดับไป (ภังคะ) ของจิต อันมีอยู่ตลอดเวลาก็จัดเป็นจิตนิยาม กฎของจิตเช่นกัน

กรรมนิยาม กฏแห่งกรรม หรือกฏธรรมชาติเกี่ยวกับกรรม เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผู้ใดทำกรรมผู้นั้นจะได้รับผลของกรรมนั้น เป็นต้น
            ธรรมนิยาม กฏแห่งธรรมะ คือ กฏเกี่ยวกับเหตุและผลของสิ่งทั้งหลาย อันเป็นไปตามเหตุปัจจัย เช่นคนเกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย, สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปตามธรรมชาติ อย่างนี้เรียกว่า ธรรมนิยาม
              แม้พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในธรรมนิยามสูตรว่า "สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา" หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หลักอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา คือ ธรรมนิยาม - กฏแห่งธรรมะ
             แต่ในคัมภีร์ และอรรถกถาอรรถสาลินี ท่านกล่าวว่า การที่จักรวาล 1 หมื่น หวั่นไหวในกาลทรงถือปฏิสนธิ และประสูติจากพระครรภ์พระมารดาของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย, ในการตรัสรู้ ในกาลทรงแสดงธรรมจักร ในกาลปลงพระชนมายุสังขาร และในกาลเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระตถาคตเจ้า จัดเป็นธรรมนิยาม - กฏแห่งธรรมะ คือ กฏธรรมชาติ จะต้องปรากฏเช่นนี้เอง เมื่อถึงโอกาสเช่นนี้
              จะเห็นได้ว่า นิยาม - กฏเกณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติ หรือกฏแห่งเหตุและผล 5 ประการนี้ ผู้ศึกษาจะเห็นชัดแล้วว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกนั้น หาใช่เป็นไปตามกฏแห่งกรรมเท่านั้นไม่   หากแต่เป็นกฏธรรมชาติอย่างอื่นด้วย   อย่าได้คิดว่าเป็นกฏแห่งกรรมเสมอไป   เพราะยังมีกฎธรรมชาติอีก   4 อย่าง  หาใช่มีแต่กฏแห่งกรรมอย่างเดียวไม่

 

ความแตกต่างของกฏแห่งกรรมและกฏธรรมชาติอื่น
       กฏแห่งกรรม แม้จะเป็นกฏธรรมชาติเช่นเดียวกับกฏอื่นๆ แต่ก็แตกต่างจากกฏธรรมชาติอื่นๆ
       ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การที่จะเป็นกรรมได้นั้น ก็ต้องเกิดจากการกระทำ และต้องทำด้วยเจตนาเท่านั้น และเราต้องทำเอง ไม่ใช่คนอื่นทำให้  ดังพุทธพจน์ที่ว่า  “เจตนา  วาหัง    ภิกขเว  กัมมัง  วะทามิ  แปลว่า  ภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่าเจตนานั่นแลเป็นกรรม”
       โปรดอย่าเข้าใจผิด เอากฏแห่งกรรมไปปนกับกฏธรรมชาติอื่นๆ เพราะแยกไม่ออกว่า อย่างไหนคือกฏแห่งกรรม และอย่างไหนคือกฎธรรมชาติอย่างอื่นนะครับ    เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดในเรื่องนี้ เราต้องทำความเข้าใจกฏธรรมชาติอย่างอื่นอีก 4   ข้ออันเป็นกฏธรรมชาติที่นอกเหนือไปจากกฏแห่งกรรมด้วย
          ยกตัวอย่าง เช่น สมมติว่า นายดอนเหงื่อออก  ถามว่านายดอนเหงื่อออกเพราะอะไร ถ้าหากว่าเป็นเพราะอากาศร้อน ลองวินิจฉัยดูว่าอยู่ในนิยามไหน   ถ้าว่าอะไร ๆ เป็นเพราะกรรมหมดแล้ว เป็นกรรมอะไรของนายดอนที่ต้องเหงื่อออก   แท้ที่จริงเมื่อเป็นเพราะอากาศร้อน ก็เป็นอุตุนิยาม ไม่ใช่กรรมนิยาม แต่ถ้านายดอนไปทำผิดไว้   พอเข้าที่ประชุม เขาเกิดสอบสวนหาตัวผู้ทำผิด นายแดงมีความกลัวมาก ก็อาจจะกลัวจนเหงื่อออกอย่างนี้   นายดอนเหงื่อออกเพราะอะไร ตรงนี้ ตอบได้ว่าเพราะกรรม ถ้าอย่างนี้ เป็นกรรมนิยาม
        อีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่า นางสนปลูกต้นไม้ไว้ที่สวนของหล่อน   แต่ต้นไม้นั้นออกผลมาเปรี้ยว ก็ไม่ใช่กรรมของนางสน   หากแต่เป็นพีชนิยาม คือกฏของพืชต่างหาก แต่ถ้านางสนได้รับประทานผลไม้นั้นเข้า  เกิดตายขึ้นมา นั้นก็เป็นกฏแห่งกรรม เพราะแกอาจจะเคยสร้างกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมา จึงเป็นเหตุให้ต้องรับประทานผลไม้นั้นเข้า
       เมื่อคนเราตาย ถ้ายังมีกิเลสก็ต้องเกิดในทันที คือ เมื่อจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณก็เกิดในทันที การที่เป็นอย่างนี้เป็นจิตนิยาม   ไม่ใช่กรรมนิยาม แต่ถ้าเมื่อตายแล้วไปเกิดในนรกหรือสวรรค์ หรือมาเกิดเป็นมนุษย์ อย่างนี้เป็นกรรมนิยาม เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที่ตนได้ทำไว้
       การที่โลกหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์ก็ดี การที่ดวงดาวในจักรวาลต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็ดี การมีกลางวันและกลางคืนก็ดี การที่ฝนตกหรือแดดออกก็ดี การที่ภูเขาไฟระเบิดหรือแผ่นดินถล่มก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นธรรมนิยาม - กฏแห่งธรรมะ ไม่ใช่กรรมนิยาม แต่ถ้าใครต้องตาย เมื่อภูเขาไฟระเบิดหรือแผ่นดินถล่ม นั้นคือกรรมของเขา นี้จัดเป็นกรรมนิยาม
       ใครก็ตามที่ยึดถือว่าอะไรๆ ทุกอย่างล้วนเกิดจากผลของกรรมทั้งสิ้น เป็นคนถือผิด แม้ในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคิริมานนทสูตรว่า

                “โรคบางอย่างเกิดจากการบริหารกายไม่สม่ำเสมอก็มี โรคบางอย่างเกิดจากฤดู คือ สภาพแวดล้อมเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจากเสมหะเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจากดีเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจากสมุฏฐานต่างๆ ประกอบกันก็มี เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานก็มี  ”  คือโรคบางอย่างเกิดจากกรรม แต่โรคหลายอย่างเกิดจากอย่างอื่น เช่นเกิดจากฤดู เกิดการแปรปรวนของร่างกาย จากการบริหารกายไม่สม่ำเสมอ เช่นพักผ่อนน้อยเกินไป หรือออกกำลังมากเกินไป เป็นต้น กฏแห่งกรรมนี้เป็นเพียงเหตุหนึ่งเท่านั้น
        ผู้ศึกษาต้องเอาหลักเรื่องนิยาม 5   มาวินิจฉัยด้วย ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องของกรรมไปเสียทั้งหมด และบางอย่างก็เกิดจากนิยามต่าง ๆ หลายนิยามมาประกอบกัน ฉะนั้น ผู้ศึกษาจึงต้องรู้จักนิยาม 5 ไว้ด้วยจะทำให้หาเหตุผลเพิ่มขึ้นไปอีก  ซึ่งแท้ที่จริงนิยาม 5  ล้วนสรุปลงในธรรมนิยามนั่นเอง คือ มีลักษณะที่ว่า ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  ด้วยกันทุกสิ่งทุกอย่าง
       จากการศึกษานิยาม  5   นี้ ชี้ให้เห็นว่า หลักพุทธธรรมเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะกล่าวถึงถึงกฏธรรมชาติว่าด้วยเหตุผล อันเราควรภูมิใจ และยึดมั่นว่าเป็นคำสอนที่ไม่ตาย ยังทันสมัยอยู่เสมอ ทนต่อการพิสูจน์ของนักปราชญ์มาทุกยุคทุกสมัย จนถึงทุกวันนี้  และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพุทธจิตวิทยาเพื่อการแก้ปัญหาด้านจิตของมนุษย์ต่อไปโดยคิดอย่างมีเหตุมีผล  พร้อมเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน ผู้ศึกษาคงจะเริ่มมองออกแล้วใช่ไหมครับว่าพุทธจิตวิทยาจะออกมาในลักษณะใด




หน้าที่ 6 - ตอนที่ 6 ชีวิตมนุษย์ตามแนวพุทธจิตวิทยา

ตอนที่ 6 ชีวิตมนุษย์ตามแนวพุทธจิตวิทยา

 

 

กำเนิดของชีวิต

                กำเนิดของชีวิตนี้ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา คือใน ทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค  สังคีติสูตร(พระไตรปิฏกภาษาไทย  ฉบับสังคายนา  2530 : 11: 27)

                อัณฑชโยนิ(Egg-born  creatures) กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ คือ  ออกเป็นฟองไข่ก่อนแล้วจึงฟักเป็นตัว เช่น นก เป็ด ไก่  เป็นต้น

                ชลาพุชโยนิ(Womb-born  creatures)  กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์ คือออกมาเป็นตัวเช่น คน  ลิง  แมว  สุนัข  เป็นต้น

                สังเสทชโยนิ(Moisture-born  creatures)  กำเนิดของสัตว์ที่เกิดมาในเถ้าไคล คือ เกิดในของชื้นแฉะหมักหมม  เน่าเปื่อย ขยายพันธุ์แพร่ออกไปเอง  เช่น หนอน(กิมิชาติ) บางชนิด   เชื้อโรค  สัตว์เซลล์เดียว  ได้แก่  อมีบา  พลามีเซียม  เป็นต้น

                โอปปาติกโยนิ  (Creatures  having  spontaneous  births) กำเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้นคือ ผุดขึ้นเต็มตัวทันที  ไม่ต้องมีเชื้อหรือซากปรากฏ เช่น เทวดา  หรือ สัตว์นรก  เป็นต้น

                จากคัมภีร์สังคีตสูตรนี้ ยืนยันและตอบปัญหามนุษย์โดยอาศัยหลักกำเนิดดังกล่าวนี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ปัจจุบัน คือมนุษย์เกิดจากครรภ์ นอกจากนี้แล้ว ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนายังกล่าวถึงกำเนิดของโลก กำเนิดของคนและวิวัฒนาการของสังคม ในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร(พระไตรปิฏกภาษาไทย  ฉบับสังคายนา 2530;91-94) พอที่จะสรุปได้ว่า  ยุคหนึ่งของโลกหมุนเวียนไปสู่ความพินาศ  สัตว์ทั้งปวงที่ไปเกิดอยู่ในอาภัสสรพรหม คือ พรหมมีรัศมี มีแสงสว่าง  เป็นพรหมชั้นที่ 6 ในรูปพรหม  16  ชั้น เมื่อโลกหมุนกลับ คือเกิดพลังพินาศ  สัตว์เหล่านั้นก็จุติ(เคลื่อน) มาสู่โลกอีก  เป็นผู้เกิดจากใจ มีปีติเป็นอาหาร คือ มีอำนาจฌานอยู่  มีแสงสว่างในตัว ไปได้ในอากาศเช่นเดียวกับเมื่อเกิดอยู่ในอาภัสสรพรหม

                เกิดง้วนดิน คือเกิดไขลอยอยู่บนน้ำทั่วไป  ได้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายเหมือนนมสดที่มนุษย์เคี่ยวให้งวดแล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝ้าอยู่ข้างบน  ง้วนดินมีสีคล้ายเนยใสมีรสอร่อยเหมือนน้ำผึ้ง  สัตว์ทั้งหลายเอานิ้วจิ้มง้วนดินเป็นอาหาร ทำให้แสงสว่างในตัวหมด เมื่อแสงสว่างในตัวหายไป ก็ปรากฏ มีพระจันทร์  พระอาทิตย์  ดาวนักษัตร  มีกลางวัน มีกลางคืน  มีเดือน  ปี และฤดู

                เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีง้วนดินเป็นอาหาร  หน้าก็เริ่มหยาบกระด้าง ความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏ ผู้มีผิวพรรณดีก็ดูหมิ่นผู้มีผิวพรรณทราม  การดูหมิ่น  การถือตัวก็เกิดขึ้น  ง้วนดินก็หายไป  สะเก็ดดินเกิดขึ้นและหายไป  เกิดเถ้าไหม้  ใช้กินเป็นอาหารแทนง้วนดิน  แทนสะเก็ดดิน  ความหยาบกระด้างของผิวพรรณมีมากขึ้น  มีธัญญาหารเมล็ดข้าวสารเกิดตามมา

                สัตว์ทั้งหลายก็มีวัฒนาการปรากฏเป็นเพศหญิง  เพศชาย  เมื่อต่างเพศเพ่งกันและกันเกินขอบเขต  ก็เกิดความกำหนัดมีราคะเร่าร้อนเกิดมีเพศสัมพันธ์เสพเมถุนขึ้น

                ต่อจากนี้ไปเป็นวิวัฒนาการทางสังคม  มีการสะสมอาหาร  มีการดำรงชีวิตเป็นกลุ่ม  เป็นพวก  มีระบบผู้นำ  มีกษัตริย์  มีการพิทักษ์สิทธิ์  มีการถือเราถือเขา มีการทำกรรม  ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ตามแต่การเลือกดำรงชีวิตของแต่ละคน

                ในมหาสังขยสูตรและในสังคีติสูตร  ดังกล่าวนี้  แสดงให้เห็นถึงการวิวัฒนาการของโลก  การเกิดของมนุษย์  โดยเฉพาะในการพัฒนาการ คำว่า มารดามีระดู  หมายถึง  มารดามีรังไข่ ทั้งไข่และสเปอร์มผสมกันเป็นส่วนของรูป(ร่างกาย) เป็นกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดจากบิดามารดา คำว่า มีทารกมาเกิด  คือ  มีจุติจิตหรือจุติวิญญาณเคลื่อนมาปฏิสนธิ  จึงเกิดปฏิสนธิวิญญาณขึ้น  และปฏิสนธิวิญญาณนี้เองเป็นจิตดวงแรกที่เกิดขึ้นในชีวิตใหม่ จัดเป็นส่วนนาม(จิตใจ) ที่สืบสันตติต่อมาเกิดมาเป็นชาติ ชรา มรณะ โดยมีบุญบาป กิเลสกรรมกำกับติดตามอยู่ด้วย

                ในการก่อกำเนิดของมนุษย์และเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์มารดาและวิวัฒนาการนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในสังยุตตนิกาย  สคาถวรรคสังยุต  ยักขสังยุต(พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนา 2530: 15 :  328) ว่า 

                “ รูปนี้เป็น กลละก่อน  จากกลละเป็นอัพพุทะ  จากอัพพุทะ เป็นเปสิ  จากเปสิ เป็น ฆนะ  จาก ฆนะเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา)  ต่อจากนั้นมี ผม ขน  เล็บ  เป็นต้น  เกิดขึ้น  มารดาของสัตว์ในครรภ์ บริโภคน้ำโภชนาการอย่างใด  สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา  ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้น ในครรภ์นั้น”

                พุทธศาสนาหรือศาสตร์ทางศาสนาพุทธ  ให้คำตอบแล้วว่า  มนุษย์คือ ปรากฏการณ์ของชีวิตอย่างหนึ่งของสัตว์โลก  มิได้หมายความว่า มนุษย์กับสัตว์และสิ่งที่มีชีวิตอื่น ๆ จะมีธรรมชาติที่เสมอเหมือนกันทุกอย่าง  มนุษย์นั้นมีปรากฏการณ์บางอย่างที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสิ่งที่มีชีวิตและสัตว์อื่น ๆ ทั่วไป  อาศัยการวิจัยธรรมชาติที่แท้ของมนุษย์วิเคราะห์พิจารณา โครงสร้างชีวิตของมนุษย์  พุทธศาสตร์ได้ให้หลักเชื่อมโยงเพื่อเข้าใจสภาพของมนุษย์ ทั้งทางกายภาพและทางจิตภาพ

ชีวิตมนุษย์

 

                ชีวิตคือขันธ์ 5  ตามหลักพุทธธรรม ชีวิต คือ ผลรวมขององค์ประกอบ 5 ตัว หรือสิ่งของ 5 อย่าง มารวมตัวกันเข้าเรียกตามภาษาธรรมะว่า ขันธ์ 5 (The Five Aggregates)
คำว่า ขันธ์ แปลว่า หมวดหมู่   ชนิด ประเภท  อันเป็นคำในภาษาบาลี ได้แก่

                1) รูปขันธ์ กองรูป
                2) เวทนาขันธ์ กองเวทนา
                3) สัญญาขันธ์ กองสัญญา
                4) สังขารขันธ์ กองสังขาร
               5) วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ
องค์ประกอบของชีวิต ได้แก่ ขันธ์ 5
                ขันธ์ 5 สิ่งที่เรียกว่า ขันธ์ 5 หรือผลรวมของสิ่งของ 5 อย่างดังกล่าวแล้ว เรียกว่า ชีวิต ประกอบด้วย
                1. รูปขันธ์ (Corporeality) คือกองรูป หรือส่วนที่เป็นรูปธรรม อันหมายถึง ร่างกายและสิ่ง เกิดจากร่างกาย เช่น พฤติกรรมและคุณสมบัติต่าง ๆ   เช่น  เสียง  สี กลิ่น รส เพศ  เป็นต้น  รูปขันธ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ มหาภูตรูป รูปใหญ่หรือรูปหลัก และอุปาทายรูป รูปอาศัยหรือรูปแฝงอยู่ในรูปใหญ่นั้น
                1.1  มหาภูตรูป ประกอบด้วยธาตุ 4 ได้แก่ 
                       ปฐวีธาตุ ธาตุดิน
                       อาโปธาตุ ธาตุน้ำ
                      วาโยธาตุ ธาตุลม
                      เตโชธาตุ ธาตุไฟ
                1.2  อุปาทายรูป มี 24 อย่าง ได้แก่
                       1.21 ปสาทรูป 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
                      1.2.2 โคจรรูป (รูปที่เป็นอารมณ์ของอินทรีย์) 4 คือ รูป  เสียง  กลิ่น  รส
                      1.2.3 ภาวรูป (รูปที่เป็นเพศ) 2 คือ   ความเป็นหญิง (อิตถีภาวะ)   และความเป็นชาย (ปุริสภาวะ)
                      1.2.4  ชีวิตรูป หมายถึง ชีวิต (รูปที่เป็นชีวิต) 1 คือ ชีวอินทรีย์
                      1.2.5  อาหารรูป (รูปคืออาหาร) 1 คือ กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าวที่เรากินเข้าไป)
                      1.2.6  ปริจเฉทรูป (รูปกำหนดสถานที่เป็นหลัก 1 คือ อากาศธาตุ ได้แก่ ช่องว่างที่มีอากาศในร่างกาย
                       1.2.7 วิญญัติรูป (การเคลื่อนไหวเพื่อให้รู้ความหมาย) 2   คือ กายวิญญัติ (ความเคลื่อนไหวทางกาย)และวจีวิญญัติ (ความเคลื่อนไหวทางวาจา)
                       1.2.8 หทัยวัตถุ (ที่ตั้งของจิต 1)
                       1.2.9 วิการรูป (อาการที่ทำให้ผิดปกติ) 3 คือ ลหุตา (ความอ่อน) มุทุตา (ความเบา) และกัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน)
                       1.2.10 ลักขณรูป (อาการที่เป็นเครื่องกำหนด) 4 คือ อุปจย (การก่อตัวหรือเจริญเติบโต) สันตติ (ความสืบต่อ) ชรตา (ความทรุดโทรม) และอนิจจตา (ความแปรปรวน)

                เมื่อรวมธาตุทั้ง 4 ซึ่งจัดเป็นมหาภูตรูป (รูปใหญ่) เมื่อนำมารวมเข้ากับอุปทายรูป (รูปอาศัย24) แล้วก็จะเป็นรูป 28 อย่างรวมรูปทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วเรียก รูปขันธ์
                2.  เวทนาขันธ์ (Feeling) คือ กองเวทนา หมายถึงส่วนที่เป็นความรู้สึกอันเกิดจากการรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 3 ได้แก่
                2.1 สุขเวทนา รู้สึกดีใจ
                2.2 ทุกขเวทนา รู้สึกเสียใจ
                2.3 อทุกขมสุขเวทนา รู้สึกไม่เสียใจและไม่ดีใจ บางทีเรียกอุเบกขาเวทนา คือรู้สึกเฉยๆ
                3. สัญญาขันธ์ (Perception) คือ กองสังขาร หมายถึงกองแห่งความจำ ในวิถีชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ถ้าเขาไม่มีความพิการทางสมอง ก็จะสามารถจดจำวัตถุ บุคคล และเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสได้
                3.1  รูปสัญญา ความจำรูปได้
                3.2  สัททสัญญา ความจำเสียงได้
                3.3   คันธสัญญา ความจำกลิ่น
                3.4  รสสัญญา ความจำรสได้
                3.5  โผฐัพพสัญญา ความจำสิ่งสัมผัสกายได้
                3.6   ธัมมสัญญา ความจำเรื่องราวต่าง ๆ หรือมโนภาพได้
                4. สังขารขันธ์ (Mental formation) คือ กองสังขาร หมายถึง ส่วนที่เป็นความปรุงแต่งจิตให้ดี ชั่ว หรือเป็นกลาง ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศลหรืออกุศล สังขารขันธ์แบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ
                4.1 ปุญญาภิสังขาร สภาวะที่ปรุงแต่งจิตดี หรือเป็นกุศล
                4.2 อปุญญาภิสังขาร สภาวะปรุงแต่งจิตชั่ว หรือเป็นอกุศล
                4.3 อเนญชาภิสังขาร สภาวะปรุงแต่งจิตไม่ดีไม่ชั่ว คือ คิดไม่ดีไม่ชั่ว
                5. วิญญาณขันธ์ (Consciousness) คือ กองแห่งความรู้ หมายถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบเข้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับอายตนะภายนอกคือ อารมณ์ต่าง ๆ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส และมโนภาพ หรือธัมมารมณ์ ก็จะเกิดความรู้ขึ้น เช่น เมื่อ   ตา  กระทบกับรูป โดยมีแสงสว่างเป็นสื่อกลางก็จะเป็นความรู้ทางตา ที่เรียกว่า จักขุวิญญาณขึ้น   วิญญาณ มีหน้าที่ 2 อย่าง คือ วิญญาณธาตุ และวิญญาณขันธ์ วิญญาณธาตุ หมายถึง ตัวรู้ คือ จิต   ส่วนวิญญาณขันธ์ หมายถึง อาการที่จิตรู้อารมณ์ต่าง ๆ วิญญาณขันธ์อาจดับได้ทั้ง ๆ ที่วิญญาณธาตุยังมีอยู่(http://board.dserver.org/e/easydharma/00000311.html)             

 

                สำหรับขันธ์  5  นี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่ผู้ศึกษาพุทธจิตวิทยาจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร   เพราะว่าขันธ์ 5  นี้จะเห็นปรากฏอยู่ทุกที่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์   โดยเฉพาะตอนที่แล้วได้กล่าวถึงกฎธรรมชาติหรือนิยาม  5   มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  ซึ่งสอดคล้องกันกับที่ สุเทพ  สุวีรางกูล(มปป.) กล่าวว่าชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นกระบวนการธรรมดาที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ประกอบด้วยส่วนต่างๆ มารวมกันเกิดขึ้น เช่นเดียวกันกับ “รถ” ที่มีส่วนต่างๆ นำมาประกอบกันเกิดขึ้น แล้วเรียกกันว่า “รถ” หากแยกส่วนประกอบทั้งหมดออกจากกัน ก็จะหาตัวตนของรถไม่ได้เลย ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยส่วนต่างๆ อยู่ 5 ส่วน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ทั้ง 5 ส่วนนี้ ย่อลงเป็น 2 คือ รูปกับนามหรือกายกับจิต กระบวนการชีวิตนี้เป็นกระบวนการธรรมชาติที่ยืดยาวมีการเวียนว่ายตายเกิดหลายภพหลายชาติ ด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย ความตายเป็นเพียงการยุติของกระบวนการชีวิตชั่วระยะหนึ่ง ในชีวิตหนึ่งชาติหนึ่งภพหนึ่งเท่านั้น จากนั้น กิเลส กรรม วิบากก็จะส่งผลให้ไปเกิดในชาติใหม่ภพใหม่อีกต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด กระบวนการธรรมชาตินี้จะสิ้นสุดลงจริงๆ ก็ต่อเมื่อคนเราละความชั่วทั้งหลาย  กระทำความดีทั้งปวงให้ถึงที่สุด และประการสุดท้ายให้ละทั้งความดีและความชั่วทั้งหมด อันหมายถึง “การบรรลุพระนิพพาน” คือการไม่มีกิเลสตัณหา ดับราคะ โทสะ โมหะ ดับทุกข์หรือดับภพดับชาติ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปในโลกทางสังคม ส่วนกระบวนการชีวิตของปุถุชนชนคนมีกิเลสทั่วไปยังต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น  เกิดในภพและชาติต่างๆ ทั้งหลาย สูงบ้างต่ำบ้าง ดีบ้างเลวบ้าง คือเกิดในนรกบ้าง เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง หรือเป็นพรหมบ้าง ตามแรงเหวี่ยงของกิเลส กรรม และวิบากที่ตนทำเอาไว้ กระบวนการชีวิตจะเกิดจะดับจะมีปัญหาหรือไม่มีปัญหาขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่อาศัยกันเกิดขึ้น




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 14 ก.พ. 2553 (17:27)
ไม่ทราบว่าที่นี่จะบริการความรู้เกี่ยวกับหนังสือหรือเอกสารประกอบการสอน โดยทั่วไปและ/หรือจะเจาะเฉพาะวิชาสุขศึกษา ที่เขียนโดยนักวิชาการที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับ สำหรับศึกษา ใช้อ้างอิงผลงานทางวิชาการ แก่ครูบ้านอกที่ไม่สะดวกที่จะไปค้นคว้าในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาต้องเสียเวลาและต้องมีค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ที่ช่วยค้นคว้า ถ้ากรุณาบริการให้ได้จะดูได้ที่ไหน อย่างไร ขอขอบคุณล่วงหน้า
psyodsoi
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง