วิชาการดอทคอม ptt logo

ทีวีในห้องนอนลูก มีแต่เสียกับเสียทั้งสุขภาพ-การเรียน

บ้านไหนมักปล่อยลูกหลานวัยรุ่นให้หมกตัว อยู่แต่ที่หน้าจอทีวีในห้องนอนอาจต้องระวังให้มาก เพราะงานวิจัยใหม่พบว่าทีวีในห้องนอนจะทำลายนิสัยการกินและการออกกำลังกาย ของพวกเขาได้ แถมยังส่งผลให้เจ้าตัวดีทำคะแนนไม่ได้เรื่องในตอนปลายเทอมด้วย
ผู้เขียน: birthday ชมแล้ว: 817 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 17 August 2009, 10:32 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 19 August 2009, 7:39 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - ทีวีในห้องนอนลูก มีแต่เสียกับเสียทั้งสุขภาพ-การเรียน
<
(ภาพจาก www.thaipt.org)
       เอเยนซี/ไซน์เดลี - บ้าน ไหนมักปล่อยลูกหลานวัยรุ่นให้หมกตัวอยู่แต่ที่หน้าจอทีวีในห้องนอนอาจต้อง ระวังให้มาก เพราะงานวิจัยใหม่พบว่าทีวีในห้องนอนจะทำลายนิสัยการกินและการออกกำลังกาย ของพวกเขาได้ แถมยังส่งผลให้เจ้าตัวดีทำคะแนนไม่ได้เรื่องในตอนปลายเทอมด้วย
       
       
งาน วิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา แนะนำพ่อแม่ยุคใหม่ว่า ทางที่ดีควรนำเครื่องรับโทรทัศน์ออกจากห้องนอนของลูกๆ เสีย เพราะ 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างของเด็กที่มีทีวีในห้องนั้น มีแนวโน้มพฤติกรรมในทางลบ
       
       ทีม วิจัยได้เก็บข้อมูลจากวัยรุ่น 781 คนที่มีอายุระหว่าง 15-18 ปีในเขตมินเนอาโปลิส เมืองใหญ่ที่สุดของมลรัฐมินเนโซตาในปี 2546-2547 พบว่าวัยรุ่นถึง 62% มีทีวีในห้องนอน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่วัยรุ่นเหล่านี้จะดูทีวีมาก คือตั้งแต่ 4-5 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นในหนึ่งสัปดาห์
       
       อีกทั้งในจำนวนนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มติดทีวีอย่างหนัก หรือดูทีวีอย่างน้อย 5 ชั่วโมง/วันมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีทีวีในห้องนอนถึง 2 เท่า
       
       วัยรุ่นหญิงที่มีทีวีในห้องนอนนั้น พวกเธอออกกำลังกายเฉลี่ย 1.8 ชม.ต่อสัปดาห์เทียบกับ 2.5 ชม.ต่อสัปดาห์ในกลุ่มสาวๆ ที่ไม่มีทีวีในห้องนอน อีกทั้งพวกเธอยังกินผักน้อยลง แต่ดื่มเครื่องดื่มรสหวานมากขึ้น นอกจากนี้การมีทีวีในห้องนอนยังทำให้พวกเธอรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัว น้อยลงด้วย
       
       ขณะที่วัยรุ่นชายที่มีทีวีในห้องนอนพบว่า เกรดเฉลี่ยของพวกเขาประมาณ 2.6 เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ไม่มีทีวีในห้องนอนได้เกรดเฉลี่ยประมาณ 2.9 นี่ยังไม่รวมถึงการกินผลไม้น้อยลง และรับประทานอาหารกับครอบครัวน้อยลงเช่นเดียวกัน
       
       "มีหลายจุดชัดเจนมากที่เราไม่ควรอนุญาตให้วัยรุ่นให้มีทีวีในห้องนอน" ดาห์เอีย บารร์-แอนเดอร์สัน (Daheia Barr-Anderson) หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว ก่อนย้ำว่าเมื่อเราเปลี่ยนทีวีเครื่องใหม่ในห้องนั่งเล่น พ่อแม่จะต้องไม่ให้นำทีวีเครื่องเก่าที่ยังใช้การได้อยู่ไปไว้ในห้องของ เด็กๆ และต้องอดทนต่อการรบเร้าของพวกเขาด้วย
       
       มากไปกว่านั้น สถาบัน กุมารเวชศาสตร์สหรัฐฯ (American Academy of Pediatrics) ยังได้กระตุ้นเตือนให้ผู้ปกครองย้ายทีวีออกจากห้องนอนของเด็กๆ โดยมีข้อมูลว่าวัยรุ่นเพศชายมีทีวีในห้องนอนถึง 68% ขณะที่เพศหญิงมี 58% และน่าแปลกใจที่วัยรุ่นในบ้านมีฐานะกลับมีทีวีในห้องนอนน้อยกว่าเมื่อเทียบ กับบ้านที่มีรายได้น้อยกว่า
       
       นอกจากนี้งานวิจัยยังสำรวจความแตกต่างในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ด้วย พบว่าวัยรุ่นอเมริกันผิวสีมีทีวีในห้องนอนมากถึง 82% ขณะที่กลุ่มอเมริกันเชื้อสายสเปน (ฮิสพานิก) มี 66% ส่วนกลุ่มคนผิวขาวมี 60% ใน และคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียปล่อยให้วัยรุ่นมีทีวีในห้องนอนเพียง 39%
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อนักวิจัยได้วิเคราะห์ดัชนีมวลกาย (body mass index) ซึ่งมีปัจจัยความสูงและน้ำหนักเป็นหลัก กลับพบว่าการมีทีวีในห้องนอนของเหล่าวัยรุ่นไม่ได้มีอิทธิพลต่อการเกิดโรค อ้วนแต่อย่างใด
       
       ทว่าบารร์-แอนเดอร์สันก็ต้องประหลาดใจเมื่อพิจารณางานวิจัยก่อนหน้า ทีเก็บข้อมูลเด็กเล็ก และชี้ว่าเด็กระดับประถมศึกษาและโรงเรียนก่อนวัยเรียนของผู้มีรายได้ต่ำนั้น จะมีปัญหากับโรคอ้วนอย่างมาก เมื่อปล่อยให้เด็กทั้ง 2 กลุ่มนี้อยู่กับทีวีในห้องนอน เพียงแค่การมีทีวีในห้องนอนก็กลายเป็นคำทำนายภาวะอ้วนได้อย่างหนักแน่น กว่าระยะเวลาที่เด็กๆ นั่งเฝ้าอยู่หน้าจอเสียอีก
       
       "ทั้ง เด็กชายและหญิงที่มีทีวีในห้องนอนต่างใช้เวลาในการอ่านหนังสือและทำการบ้าน น้อยลง แม้ว่ายังไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติมายืนยันก็ตาม” นักวิจัยเสริม.
       
       การสำรวจข้อมูลครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่มีชื่อว่า "ลักษณะนิสัยเกี่ยวเนื่องกับช่วงวัยรุ่นตอนปลายที่มีเครื่องรับโทรทัศน์ใน ห้องนอน" (Characteristics Associated With Older Adolescents Who Have A Television In Their Bedrooms) ซึ่งจะลงตีพิมพ์ในวารสารของสถาบันกุมารเวชศาสตร์ (American Academy of Pediatrics) ฉบับต้นเดือน พ.ค.51.




ขอบคุณแหล่งที่มา/http://www.manager.co.th




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด