วิชาการดอทคอม ptt logo

เผยแพร่ผลงานวิจัย

งานวิจัยระดับปฐมวัย
ผู้เขียน: ครูป้าแดง ชมแล้ว: 50,642 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 15 October 2009, 11:09 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 15 October 2009, 11:32 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 2 - งานวิจัยปฐมวัย (สรุปผลการวิจัย )

รายงานการศึกษาเรื่อง  “ผลการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการเพื่อพัฒนาความสามารถในการดูแลสุขภาพของเด็กปฐมวัย สำหรับระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2   โรงเรียนระนองพัฒนามิตรภาพที่ 60

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดระนอง”

นางพวงผกา  อู่เจริญ โรงเรียนระนองพัฒนามิตรภาพที่ 60

 

รายงานการศึกษาเรื่อง  “ผลการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการเพื่อพัฒนาความสามารถในการดูแลสุขภาพของเด็กปฐมวัย สำหรับระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2   โรงเรียนระนองพัฒนามิตรภาพที่ 60 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดระนอง” เป็นการศึกษาที่เน้นการพัฒนาของเด็กเป็นหลักและสอดคล้องกับระดับความสามารถและวิธีการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.  เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของเด็กปฐมวัยระดับชั้นปีที่ 2

2.  เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการสำหรับการดูแลสุขภาพของเด็กปฐมวัยระดับชั้นปีที่ 2

3.  เพื่อพัฒนาความสามารถในการดูแลสุขภาพด้วยตนเองของเด็กปฐมวัย

กลุ่มเป้าหมาย

เด็กปฐมวัย ระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนระนองพัฒนามิตรภาพที่ 60  จำนวน  22  คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่

1.  แผนการการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการระดับปฐมวัย ชั้นปีที่ 2

2.  แบบสังเกตบันทึกพฤติกรรมเด็กปฐมวัย เพื่อประเมินพัฒนาการการดูแลสุขภาพอนามัย ด้านความสะอาดของเด็กปฐมวัย 3 ช่วง คือ ช่วงก่อน ช่วงสัปดาห์ที่ 3 และช่วงสัปดาห์ที่ 6 ของการจัดแผนประสบการณ์แบบบูรณาการ

                3.  แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง

                4.  แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลตนเองของตัวเด็กปฐมวัยเอง

5.  การประเมินพัฒนาการของเด็กได้ยึดตามแนวทางการประเมินในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 และ สำนักงานมาตรฐานศึกษา คือ

(1) แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ใช้ประเมินผลการพัฒนาเด็กทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการพัฒนา โดยมีระดับการประเมิน 3 ระดับ คือ ดี พอใช้ ควรปรับปรุง

(2) “สารรักและห่วงใย”  สื่อสัมพันธ์บ้านและโรงเรียนเป็นเอกสารรายงานเนื้อหาสาระเรียนรู้ รายงานการพัฒนาการ/การร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละสัปดาห์ โดยจัดส่งให้ผู้ปกครองร่วมพิจารณา เรียนรู้ร่วมกับเด็ก และแสดงความคิดเห็น ทุกสัปดาห์ในวันศุกร์ และผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นจากทางบ้านแล้วส่งกลับคืนโรงเรียนในวันจันทร์ของสัปดาห์   ต่อไป

(3) แบบประเมินการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ หน่วย “ตัวเรา” ใช้แบบประเมินผลการเรียนรู้สาระเรียนรู้และกิจกรรมเชิงบูรณาการ แต่ละสาระเรียนรู้ โดยมีคะแนนแต่ละสาระเรียนรู้ 18 คะแนน รวม 7 สาระเรียนรู้ รวมคะแนนทั้งสิ้น 126 คะแนน
ขั้นตอนการดำเนินงาน

การดำเนินการวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงประยุกต์ ( Applied Research) ที่มุ่งหวังแก้ปัญหาในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นและนำผลการวิจัยไปใช้ มีระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด 8 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนสิงหาคม 2552 ดังนี้

1.   ศึกษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา

                2.    พัฒนาโครงการวิจัย โดยเริ่มจากการคิดค้นหาเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาความสามารถในการดูแลสุขภาพของเด็กปฐมวัยให้น่าสนใจและสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา ในที่นี้คือ “แผนจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ” รวมถึงศึกษาผลของการนำแผนจัดประสบการณ์มาใช้

                3.   เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง การศึกษาทฤษฎี หลักการ แนวคิด งานวิจัย บทความ แบบเรียน นิทาน หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ อินเตอร์เน็ต รวมถึงวีดีทัศน์ เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาวิจัย แนวทางการสร้างแบบสอบถาม รวมถึงแนวทางกาวิเคราะห์และอภิปรายผล

4.             สังเกตพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย

5.   ศึกษาแนวทางวิธีการแก้ปัญหาและรูปแบบกิจกรรมจากแผนจัดประสบการณ์แบบบูรณาการเพื่อที่นำมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียนการสอนและการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งประเมินผลการปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมแจ้งผลการปฏิบัติกิจกรรมในแต่ละกิจกรรม

6.   สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ ผู้ปกครอง พี่น้อง เพื่อนบ้าน ผู้บริหารโรงเรียน ครูประจำชั้นระดับอนุบาลปีที่ 1 เป็นต้น

               

ผลของการศึกษา พบว่า

                1.  ลักษณะพื้นฐานของเด็กปฐมวัย  หมายถึง นักเรียนชั้นปฐมวัยปีที่  2  ระหว่างอายุ 5 – 6 ขวบ โรงเรียนระนองพัฒนามิตรภาพที่ 60  จากการศึกษาลักษณะพื้นฐานของเด็กระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2 มีทั้งหมด 22 คน เพศชาย 10 คน เพศหญิง 12 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมานับถือศาสนาอิสลาม น้ำหนักเฉลี่ย 16.59 กิโลกรัม และส่วนสูงเฉลี่ย 108.7 เซนติเมตร

2. ลักษณะพื้นฐานของผู้ปกครอง ผู้ปกครองส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยระหว่าง 30 - 39 ปี ระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบระดับชั้นประถมปีที่ 6 มีอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ของผู้ปกครองส่วนใหญ่เฉลี่ย 3,001 – 4,000 บาทต่อเดือน สถานภาพสมรสของบิดามารดาของเด็ก บิดามารดาอยู่ด้วยกัน เด็กปฐมวัยส่วนใหญ่ร้อยละ 54.5 เป็นบุตรคนที่ 1-2 และส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับพ่อแม่

3. ปัญหาสุขภาพของเด็กปฐมวัยในรอบปีที่ผ่านมา พบว่าโรคที่เด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ป่วยมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา อันดับหนึ่งคือ โรคหวัด อันดับที่สอง คือ โรคฟัน อันดับที่สามคือ ท้องเสีย และโรคเกี่ยวกับหู/ตา และคันตามขาและแขน ส่วนอุบัติเหตุที่เด็กปฐมวัยประสบบ่อยในรอบปีที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่ได้รับอุบัติเหตุเนื่องจากการหกล้ม รองลงมาคือ อุบัติเหตุที่เกิดจากมีดบาด และอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ ตามลำดับ และเมื่อเกิดปัญหาสุขภาพกับเด็กปฐมวัยนี้ ส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะพาเด็กไปหาหมอที่โรงพยาบาล

4. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพอนามัยของเด็กปฐมวัยในด้านการบริโภคอาหาร การรักษาความสะอาดและการดูแลตนเองของเด็ก พบว่า

4.1) ด้านการบริโภคอาหาร พบว่า ส่วนใหญ่รับประทานอาหารครบ 3 มื้อใน 1 วันและตรงเวลาทุกมื้อ โดยเฉพาะเด็กจะรับประทานอาหารเช้าก่อนมาโรงเรียน ขณะเดียวกันเมื่อเด็กไม่สบาย พ่อแม่มักจะให้เด็กงดอาหาร ส่วนอาหารที่เด็กชอบรับประทานส่วนใหญ่เป็นขนมกรุบกรอบ บะหมี่สำเร็จรูปและน้ำอัดลม ซึ่งมีเด็กจำนวนน้อยมากที่ชอบรับประทานผักและผลไม้

4.2) ด้านการรักษาความสะอาด พบว่าเด็กส่วนใหญ่การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร   มีการแปรงฟันก่อนและหลังตื่นนอน รวมทั้งรับประทานอาหารอีกด้วย ด้านการอาบน้ำนั้นเด็กส่วนใหญ่จะอาบน้ำเองและเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังอาบน้ำ เมื่อขับถ่ายเด็กส่วนใหญ่ขับถ่ายในห้องส้วมส่วนใหญ่มีการล้างมือด้วยน้ำสบู่ และเด็กกว่าครึ่งหนึ่งจะสั่งน้ำมูกเองโดยใช้ผ้า/ทิชชู่ สำหรับการสระผม การตัดเล็บมือและเล็บเท้า รวมถึงการดูแลรักษาแผลนั้น ส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะทำให้ทุกครั้ง

4.3) ด้านการดูแลตนเอง พบว่า เด็กส่วนใหญ่จะช่วยทำงานบ้านบางครั้งเท่านั้น และเด็กมีโอกาสฝึกกายบริหาร หรือเล่นที่ต้องใช้กำลัง นอกจากนี้เด็กส่วนใหญ่ไม่เคยช่วยพ่อแม่ทำงานจึงต้องนอนดึกและตื่นเช้า จึงทำให้สอดคล้องกับจำนวนชั่วโมงการนอนหลับตอนกลางคืนของเด็กเฉลี่ยต่อวัน มากกว่า 8 ชั่วโมงแต่เด็กก็ยังนิยมดูโทรทัศน์และเล่นเกม

5.  การจัดประสบการณ์แบบบูรณาการต้องสอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้คือ เด็กได้ลงมือกระทำ เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้เคลื่อนไหว สำรวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยการบูรณาการทั้งทักษะและสาระการเรียนรู้  รวมถึงการจัดกิจกรรม และสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน ให้มีมุมเล่น หรือมุมประสบการณ์ รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ นอกห้องเรียน เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นร่วมกับผู้อื่น และส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตลอดจนสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การแบบบูรณาการการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งหลักการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการนี้ อิงกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ..  2546 ที่กำหนดไว้ 

โดยการนำกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ, กิจกรรมสร้างสรรค์, กิจกรรมเสริมประสบการณ์, กิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม, กิจกรรมกลางแจ้ง และเกมการศึกษา มาจัดเป็นกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และสามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง โดยใช้สาระเรียนรู้หน่วย “ตัวเรา” บูรณาการกับทักษะและกิจกรรมหลัก โดยแบ่งสาระการเรียนรู้ เป็น 7 เรื่อง ดังนี้  เรื่องหน้าที่อวัยวะ  เรื่องการรักษาความสะอาด เรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เรื่องการออกกำลังกาย เรื่องการพักผ่อน เรื่องโรคและการป้องกัน และเรื่องการดูแลรักษาตนเองเบื้องต้น

ผลจากการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการก่อนและหลัง ของเด็กปฐมวัย ระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนระนองพัฒนามิตรภาพที่ 60 “หน่วยตัวเรา”  มีสาระการเรียนรู้ทั้งหมด 7 สาระการเรียนรู้ ๆ ละ 6 กิจกรรม ๆ ละ 3 คะแนน รวมเป็น 18 คะแนนต่อ 1 สาระการเรียนรู้ ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 สัปดาห์ พบว่าผลการประเมินพฤติกรรมก่อนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ สำหรับเด็กปฐมวัย ระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2 โดยรวมคิดเป็นร้อยละ 34.92 ( = 44, S.D.=6.32) ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด (ร้อยละ 70) และผลการประเมินพฤติกรรมหลังการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ สำหรับเด็กปฐมวัย ระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 2 โดยรวมคิดเป็นร้อยละ 84.56 ( = 106.55, S.D.=10.98) ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด (ร้อยละ 70) โดยมีผลต่างการประเมินพฤติกรรมก่อนและหลังการจัดการประสบการณ์แบบบูรณาการของเด็กปฐมวัย โดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 49.64

 

 

6.  การปรับพฤติกรรมและความสามารถการดูแลสุขภาพของเด็กปฐมวัย กระบวนการการเรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์ และทั้ง 6 สัปดาห์ ได้มีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในแต่ละสัปดาห์และสอบถามผู้ปกครองทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการใช้ “สารรักและห่วงใย” เป็นเครื่องมือประเมินพฤติกรรมของเด็กโดยผู้ปกครอง ทำให้พบว่า เด็กมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หน้าตาท่าทางร่าเริง แจ่มใส ยิ้มแย้ม พูดคุย ทักทายเพื่อน ครู และผู้อื่น รวมถึงสามารถเข้ากับเพื่อนได้ดี และเป็นที่รักของเพื่อน ๆ อีกทั้งยังพบว่า เด็กปฐมวัยมากกว่าร้อยละ 80  ได้คะแนนผลการประเมินพฤติกรรมการดูแลสุขภาพอนามัยตนเองผ่านเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงการลาป่วย/นอนพักที่ห้องพยาบาล เฉลี่ยต่อวัน ไม่เกินร้อยละ 3

ประเมินสุขภาพอนามัยด้านความสะอาดของอวัยวะต่างๆ และส่วนที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ผมและศีรษะ หูและใบหู มือและเล็บมือ เท้าและเล็บเท้า ปาก ลิ้นและฟัน จมูก ตา ผิวหนังและใบหน้า เสื้อผ้าของเด็กปฐมวัย  โดยแบ่งช่วงเวลาการประเมินเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนเริ่ม ผลประเมินโดยรวม คิดเป็นร้อยละ 48.98 ( = 13.23, S.D. = 2.88), ช่วงสัปดาห์ที่ 3ผลประเมินโดยรวม คิดเป็นร้อยละ 58.25 ( = 15.72, S.D. = 2.10)   และ ช่วงสัปดาห์ที่ 6 ของการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ หน่วย “ตัวเรา” ผลประเมินโดยรวม คิดเป็นร้อยละ 71.21 ( = 19.22, S.D. = 1.74)

คะแนนผลต่างการประเมินสุขภาพอนามัยด้านความสะอาดของอวัยวะต่าง ๆ และส่วนที่เกี่ยวกับร่างกายของเด็กปฐมวัย โดยรวมจากช่วงก่อนกับช่วงสัปดาห์ที่ 6 ของการจัดแผนประสบการณ์แบบบูรณาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.23

นอกจากนี้จากผลการประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กปฐมวัย ด้านต่าง ๆ โดยการสัมภาษณ์ตัวเด็กเองในแต่ละด้าน พบว่า

                ด้านการรับประทานอาหาร เด็กส่วนใหญ่บอกว่า หนูไม่เคยดื่มชา/กาแฟ คิดเป็น ดื่มนมทุกวัน และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเป็นอาหารสุกเท่านั้น เด็กส่วนใหญ่ ชอบรับประทานผัก ผลไม้มากขึ้น แต่ก็ยังพบว่าเด็กยังคงชอบรับประทานอาหารขนมซองอยู่

                ด้านการออกกำลังกาย เด็กส่วนใหญ่จะบอกว่า หนูช่วยทำงานบ้าน เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ล้างจาน ฯลฯ เป็นบางครั้ง และหนูฝึกกายบริหาร หรือเล่นที่ต้องใช้กำลัง เช่น ขี่จักรยาน วิ่งเล่น เตะฟุตบอล ฯลฯ ทุกวันแต่ก็เป็นบางครั้งเท่านั้น

                ด้านการพักผ่อนนอนหลับ เด็กส่วนใหญ่พักผ่อนนอนหลับเพียงพอ เฉลี่ยต่อวันละ 8-12 ชั่วโมง นอกจากนี้การพักผ่อนของเด็กส่วนใหญ่ยังคงชอบดูรายการโทรทัศน์ และเล่นเกม

                ด้านการขับถ่าย เด็กส่วนใหญ่ที่ถ่ายอุจจาระปกติเป็นบางครั้ง ซึ่งกรณีถ่ายอุจจาระได้ไม่ปกติ นั่นคือ ท้องผูก

                ด้านการทำความสะอาดของร่างกาย พบว่าเด็กส่วนใหญ่ ล้างมือด้วยน้ำสบู่หลังการขับถ่ายเป็นบางครั้ง แต่จะล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง สำหรับการอาบน้ำพบว่า เด็กส่วนใหญ่อาบน้ำตอนเช้าและตอนเย็นทุกครั้ง รวมถึงส่วนใหญ่การแปรงฟันหลังตื่นนอน และก่อนนอน

                ด้านการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วย เด็กครึ่งหนึ่งของห้องจะบอกครู/ผู้ปกครองรู้ทุกครั้ง เมื่อเริ่มรู้สึกไม่สบายจะบอก อีกทั้งยังพบว่าเด็กส่วนใหญ่


*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






supidtra
(klauy)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 2,067 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 4 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน