วิชาการดอทคอม ptt logo

หน้าที่ชาวพุทธ

หน้าที่ชาวพุทธ ชาวพุทธเป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ คำเท่าที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า คือ พุทธบริษัท ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา คำว่า พุทธบริษัท หมายถึง กลุ่มหรือชมรมบุคคลที่รวมกลุ่มกัน ในแนวคิดเห็นและมีศรัทธาในพระพ
ผู้เขียน: chakgree ชมแล้ว: 13,888 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 23 October 2009, 11:28 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 3 December 2009, 7:30 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ

หน้าที่ 1 - หน้าที่ชาวพุทธ

หน้าที่ชาวพุทธ

     ชาวพุทธเป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาใหม่  คำเท่าที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า  คือ  พุทธบริษัท ๔ 
ได้แก่  ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา คำว่า  พุทธบริษัท  หมายถึง  กลุ่มหรือชมรมบุคคลที่รวมกลุ่มกัน
ในแนวคิดเห็นและมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาร่วมกันเป็นเอกภาพ  ปฏิบัติหน้าที่ในเป้าหมายอันเดียวกัน 
คือเพื่อสร้างสรรค์สันติสุขแก่สังคม  ต่อมาได้มีการเรียกพุทธบริษัทในคำบัญญัติใหม่ตามภาษาไทยว่า 
พุทธศาสนิกชน  และมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า  ชาวพุทธ  ในเวลาต่อมา

              

ภาพชาวพุทธไหว้หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร
ที่มา : ภาพโดย อรุณี  สังขกุญชร

ชาวพุทธ  หมายถึง  บุคคลที่นับถือพระพุทธศาสนา  มีหน้าที่ต่อพระพุทธศาสนาหลายประการ
ในที่นี้จะกล่าวถึงหน้าที่ของชาวพุทธ    ประการ  ดังนี้

 

 

 

 

 

๑.  การเข้าใจกิจของพระภิกษุสงฆ์
      กิจธุระที่สำคัญของพระสงฆ์ มี ๒ ประการ ดังนี้
    ๑.๑  การศึกษาอบรม 
           เมื่อบวชเรียน พระภิกษุจะต้องได้รับการศึกษาอบรม ๓ ด้าน เรียกว่า
“ไตรสิกขา”  (ศีล สมาธิ ปัญญา)  โดยมีพระอุปัชฌาย์เป็นผู้คอยให้คำแนะนำ ได้แก่
           ๑.  ด้านศีล  การศึกษาอบรมด้านศีล  คือ  การควบคุมกายและวาจาให้เป็นระเบียบ
เรียบร้อยหรือปกติ ศีลของพระภิกษุสงฆ์ มี ๒ ประเภท  คือ
               ๑.๑  ศีลในปาติโมกข์  คือ  ศีลของพระภิกษุ ๒๒๗ ข้อและศีลของภิกษุณี ๓๑๑ ข้อ
               ๑.๒  ศีลนอกปาติโมกข์  คือ  ข้อบัญญัติเกี่ยวกับมารยาทต่าง ๆ  ที่พระภิกษุและ
ภิกษุณีพึงต้องปฏิบัติ  นอกเหนือจากศีลที่กล่าวมาข้างต้น                          
           ๒.  ด้านสมาธิ  คือ  การฝึกพัฒนาจิตให้มีคุณภาพ จิตที่ผ่านการฝึกฝนอบรมแล้วจะ
มีสุขภาพจิตดี และมีความเข้มแข็งอดทน การฝึกจิตให้มีคุณภาพ ทำได้ ๒ วิธี  คือ
สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา
               ๒.๑  การฝึกสมถภาวนา  คือ  การตั้งสติเพื่อให้จิตหยุดนิ่งหรือสงบ โดยวิธี
ต่าง ๆ (มีถึง ๔๐ วิธี)  จนจิตเกิดสมาธิ  เมื่อจิตสงบแล้วก็สามารถกำจัดกิเลสสิ่งมัวหมอง
บางอย่างในจิตใจออกไปได้ เป้าหมายคือการฝึกจิตให้สงบ และกำจัดกิเลสได้เป็นครั้งคราว
               ๒.๒  การฝึกวิปัสสนาภาวนา  เป็นขั้นที่ทำต่อจากสมถภาวนา  เมื่อจิตเกิดสมาธิ
แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ  ทั้งหลายในโลกให้เห็นความจริง  คือ  ความไม่เที่ยง การมีทุกข์ 
และไม่ใช่ของเราจนจิตเกิดการปล่อยวาง  ไม่ยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้น  จิตจึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงได้
เป้าหมายของการฝึกวิปัสสนาภาวนา  คือ  การใช้ปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งและกำจัดกิเลสได้เด็ดขาด
          ๓.  ด้านปัญญา  พระสงฆ์จะต้องศึกษาอบรมให้เป็นผู้มีปัญญา  เพื่อให้เป็นที่
เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชน  ในฐานะที่เป็นผู้นำทางปัญญาของชาวบ้าน ปัญญาในที่นี้มี ๒ ระดับ คือ
              ๓.๑  ปัญญาระดับสุตะ  เป็นความรู้ทางโลกทั่ว ๆ  ไป  พระสงฆ์ได้รับความรู้จาก
การฟังและการอ่าน  เพื่อให้คำแนะนำแก่ชาวบ้านได้ เช่น ความรู้ในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ
และการประกอบวิชาชีพพื้นฐานต่าง ๆ  เป็นต้น
              ๓.๒  ปัญญาระดับญาณ  คือ  ความสามารถหยั่งรู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
โดยได้มาจากการฝึกสมาธิวิปัสสนา

                       

ภาพพระสงฆ์ศึกษาพระธรรม
ที่มา : ภาพโดย ศุภโชค  พรไชยะสิทธิ์

    ๑.๒  การปฏิบัติธรรมและเป็นนักบวชที่ดี 
          เมื่อศึกษาอบรมด้านศีล สมาธิ และปัญญาอย่างถ่องแท้แล้วพระภิกษุจะต้องนำความรู้
ที่ได้รับไปปฏิบัติ  โดยเผยแพร่หลักธรรมคำสอนให้แก่ชาวพุทธ กิจของสงฆ์ในข้อนี้ คือ
          ๑.  ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี  และสร้างศรัทธาความเลื่อมใสให้เกิดแก่
พุทธศาสนิกชน โดยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ  และรักษาศีลวินัยโดยเคร่งครัด  ทำให้เกิดความประทับใจ
แก่ผู้ได้พบเห็น
          ๒.  อธิบายให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  เมื่อเกิดการเข้าใจ
ผิด หรือคลาดเคลื่อนในการตีความหมายในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ต้องชี้แจงทำความเข้าใจ
ให้ถูกต้อง
          ๓.  สอนให้ละเว้นความชั่ว  กลัวบาป  และหมั่นทำแต่กรรมดี  ทั้งนี้  หลักธรรมที่
นำมาเผยแพร่ต้องให้เหมาะสมกับระดับความรู้และพื้นฐานของแต่ละบุคคลด้วย  ได้แก่
              ๓.๑  ระดับพื้นฐาน  เน้นที่ความสำเร็จในการดำเนินชีวิต  พึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ
และมีความสุขแบบชาวโลก เช่น มีความครัวที่ดี ขยันในการประกอบอาชีพ และเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้ เป็นต้น
              ๓.๒  ระดับกลาง  เน้นให้มีคุณธรรม และจริยธรรม
              ๓.๓  ระดับสูง  เน้นที่การกำจัดกิเลสทั้งปวง จนเข้าสู่ภาวะนิพพาน


                  

ภาพพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ)
ที่มา : ภาพโดย อรุณี  สังขกุญชร

        
         ๔.  สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพไว้สืบทอดพระพุทธศาสนา พระสงฆ์จะต้องสร้าง
ทายาทไว้ทำหน้าที่สืบทอดกิจการพระศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป โดยพิจารณาจากผู้มีความรู้
ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี  มีความประพฤติดี และมีความสามารถในการถ่ายทอด  เป็นต้น     
(วิทย์ วิศกเวทย์ และเสฐียรพงษ์  วรรณปก, ๒๕๔๗, หน้า ๙๔ – ๙๕)

              

ภาพพระเทพปัญญาเมธี  เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา
ที่มา : ภาพโดย  ศุภโชค  พรไชยะสิทธิ์

๒.  คุณสมบัติของทายกและปฏิคาหก
     ทายก  หมายถึง  ผู้ให้ทาน    ปฏิคาหก  หมายถึง  ผู้รับทาน
     ในพระพุทธศาสนา  ทานหรือการให้เป็นวิธีการทำบุญวิธีหนึ่ง 
การให้นั้นนอกจากเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว  ยังเป็นการช่วยขัดเกลาจิตใจผู้ให้ให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้ด้วย 
การให้แบ่งเป็น    ประเภท  ดังนี้
     ๑.  ให้วัตถุสิ่งของ  เช่น  เงิน  อาหาร  เสื้อผ้า  รวมถึงการออกแรงกายช่วยเหลือผู้อื่นด้วย
     ๒.  ให้ความรู้  เช่น  ช่วยทบทวนวิชาที่เพื่อนขาดเรียนเพราะเหตุจำเป็น  ช่วยเตือนสติ   
ช่วยให้ข้อมูลต่าง ๆ  เป็นต้น
     ๓.  ให้อภัย  คือ  ระงับความโกรธ ไม่ถือโทษเมื่อผู้ทำผิดโดยมีตั้งใจไม่อาฆาต และความ
ตั้งใจงดเว้นไม่ประพฤติผิดศีล  รักษาศีล    ให้บริสุทธิ์

 

 

 

 

    

ภาพครูและนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ทำบุญตักบาตร
ที่มา : ภาพโดย อรุณี  สังขกุญชร

     การให้ที่ดีนั้นต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของผู้ให้ (ทายก) และผู้รับ (ปฏิคาหก)  ด้วยดังนี้
     ๑.  ให้ทานแก่บุคคลควรให้
             การให้ทานแก่คนที่ไม่ควรให้นั้น  นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังอาจเป็นโทษด้วย 
เช่น  คนที่ดื่มเหล้าจนเมามายแล้วมาขอเงินเราเพื่อไปซื้อมาดื่มอีก  อย่างนี้ไม่ควรให้ 
เพื่อนที่เล่นการพนันจนติดเป็นนิสัย  มาขอเงินหรือขออาหารเราก็ไม่ควรให้ 
เพราะประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  อีกทั้งยังไม่รู้จักประกอบสัมมาอาชีวะ 
หรือคนที่มีร่างกายแข็งแรงแต่มีความเกียจคร้าน  วานให้เราช่วยยกของให้  เราก็ไม่ควรทำ  แต่ถ้าเป็นคนเจ็บ 
ทุพพลภาพ  คนชรา  สตรีมีครรภ์  อย่างนี้เราควรทำให้  บุคคลเช่นไรที่เราควรให้ทานนั้น 
เราต้องใช้เหตุผลไตร่ตรองพินิจพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
  

   ๒.  ให้ในสิ่งที่ควรให้
             ของที่เราให้ทานนั้นต้องเป็นของบริสุทธิ์  และเราได้มาโดยชอบธรรม  มิใช่ไปลักขโมยหรือฉ้อโกงเขามา 
และจะต้องไม่มีพิษมีภัย  มีแต่ประโยชน์แก่ผู้รับ  เช่น  เราไม่ควรให้อาวุธหรือยาเสพติดแก่ใคร 
เพราะการให้สิ่งที่เป็นโทษแก่ผู้รับนั้น  ไม่ถือว่าเป็นทาน  แต่เป็นการทำร้ายมากกว่า
     ๓.  ให้ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์
             การให้ที่ดีจะต้องเกิดจากเจตนาที่บริสุทธิ์และเต็มใจให้  กล่าวคือ  ก่อนให้ก็มีความยินดีที่จะให้
และคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ  ขณะที่ให้ก็มีจิตใจผ่องใส  ไม่คิดเสียดายหรือลังเลใจ  และเมื่อให้ไปแล้ว
ก็รู้สึกเบิกบานใจที่ได้ประกอบความดี  ทำคุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ การให้ที่ดีจะต้องถึงพร้อมด้วยองค์    ข้างต้น 
ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า  “ทานสมบัติ  ”  ได้แก่  เขตสมบัติ  คือ  ผู้รับถึงพร้อม    ไทยสมบัติ 
คือ  ของที่ให้ถึงพร้อม    และจิตสมบัติ  คือ  เจตนาถึงพร้อม
(วิทย์ วิศกเวทย์ และเสฐียรพงษ์  วรรณปก, ๒๕๔๗, หน้า ๙๘ – ๙๙)



ภาพพระขี่ม้าบิณฑบาต
ที่มา : ภาพโดย  วิชนี  จันทรประภา  

๓.  การรักษาศีล 
      การรักษาศีล ๘  หรือการรักษาอุโบสถศีลเป็นการขัดเกลากิเลสอย่างหยาบหรือการประพฤติไม่ดี
ทางกาย  วาจา  ใจ  ชนิดที่เห็นได้ง่าย  ได้ชัด  เกิดแก่คนทั่ว ๆไป  ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะชั้นชนใด 
ตามปกติการขจัดขัดเกลากิเลสดังกล่าวสำหรับปุถุชนคนธรรมดาถือว่ารักษาศีล   ก็นับว่าเพียงพอ 
แต่สำหรับผู้ที่จะละกิเลสให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็อาจรักษาศีล    ซึ่งเป็นศีลที่ทำให้ละความสะดวกสบาย 
ความสวยความงามและความน่าพึงพอใจทางกายต่าง ๆ  อันเป็นการละกามกิเลสเพิ่มขึ้น 
บางคนที่เคร่งครัดก็รักษาเป็นปกติ  บางคนที่ยังไม่สะดวกก็ควรตั้งใจรักษาศีล    คราวละ    วัน 
วันรับวันหนึ่ง  วันรักษาวันหนึ่ง  และวันส่งอีกวันหนึ่ง  เช่น  จะรักษาในวันพระ    ค่ำ 
ก็ต้องเริ่มตั้งแต่วัน    ค่ำ  ไปจนสิ้นวัน    ค่ำ  คือ  รุ่งอรุณของวัน  ๑๐  ค่ำ  โดยทั่วไปมักรักษาศีล   
ในวันพระหรือวันอุโบสถเพียงวันเดียว  คือวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
     การรักษาศีล    แม้ไม่ใช่นิจศีล  คือ  ศีลที่รักษาเป็นประจำซึ่งได้แก่ศีล    แต่ก็ควรถือเป็นหน้าที่
ของชาวพุทธที่จะหาโอกาสรักษาศีล    บ้าง  อย่างน้อยเพื่อให้มีประสบการณ์ในการรักษาศีลที่เพิ่มขึ้นกว่าปกติ
อันเป็นการทำให้เราเป็นคนมีศีลเพิ่มขึ้น  ขจัดกิเลสที่ละเอียดมากขึ้นกว่าศีล 
     ๑.  ระเบียบพิธี  กรมการศาสนาได้กำหนดระเบียบพิธีรักษาศีล    ไว้ดังนี้
          ๑.๑  เมื่อตั้งใจจะรักษาศีล    ในวันพระใด พึงตื่นแต่เช้าก่อนรุ่งอรุณ คือ  ๐๖.๐๐  น.   เตรียมตัวอาบน้ำแต่งกายให้สะอาดแล้วบูชาพระเปล่งวาจาอธิษฐานอุโบสถด้วยตัวเองว่า            
“อิมํ  อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ  พุทฺธปญฺญตฺตํ  อุโปสถํ  อิมญฺจ  รตฺตึ  อิมญฺจ  ทิวสํ 
สมฺมเทว  อภิรกฺขิตุ ํ สมาทิยามิ” 
แปลว่า  “ข้าพเจ้าขอสมาทานอุโบสถพุทธบัญญัติ 
ประกอบด้วยองค์    ประการนี้  เพื่อจะรักษาไว้ให้ดีมิให้ขาด  มิให้ทำลาย  ตลอดคืนหนึ่งและวันหนึ่งในเวลาวันนี้”
  เมื่อรับประทานอาหารเช้าแล้วจึงไปวัดเพื่อรับสมาทานอุโบสถศีลต่อ
          ๑.๒  อุบาสก อุบาสิกา  พึงร่วมกันทำวัตรเช้าหลังจากภิกษุสามเณรทำวัตรเสร็จแล้ว
          ๑.๓  เมื่อทำวัตรเสร็จ  หัวหน้าอุบาสก อุบาสิกา  พึงคุกเข่าประนมมือประกาศอุโบสถทั้งคำบาลีและคำไทยดังนี้
คำประกาศองค์อุโบสถ
  และคำแปล
     อชฺช  โภนฺโต  ปกฺขสฺส  อฏฺมีทิวโส  เอวรูโป  โข  โภนฺโต  ทิวโส   
พุทฺเธน  ภควตา   ปญฺญตฺตสฺส  ธมฺมสฺสวนสฺส  เจว   ตทตฺถาย  อุปาสกอุปาสิกานํ 
อุโปสถสฺส    กาโล  โหติ  หนฺท  มยํ  โภนฺโต  สพฺเพ  อิธ สมาคตา   ตสฺส  ภควโต 
ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา  ปูชนตฺถาย  อิมญฺจ  รตฺตึ  อิมญฺจ  ทิวสํ  อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ  อุโปสถํ 
อุปวสิสฺสามาติ   กาลปริจฺเฉทํ   กตฺวา ตํ  ตํ  เวรมณ
 อารมฺมณํ  กริตฺวา   อวิกฺขิตฺตจิตฺตา 
หุตฺวา  สกฺกจฺจํ  อุโปสถํ  สมาทิเยยฺยาม  อีทิสํ  หิ  อุโปสถํ  สมฺปตฺตานํ  อมฺหากํ  ชีวิตํ มา  นิรตฺถกํ  โหตุ 

               ขอประกาศเริ่มเรื่องความที่จะสมาทานรักษาอุโบสถ อันพร้อมไปด้วยองค์แปดประการให้สาธุชน
ที่ได้ตั้งจิตสมาทานทราบทั่วกัน ก่อนแต่สมาทาน ณ บัดนี้  ด้วยวันนี้เป็น  วันอัฎฐมีดิถีที่แปด 
แห่งปักษ์มาถึงแล้วก็แหละวันเช่นนี้ เป็นกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแต่งตั้งไว้ให้ประชุมฟังธรรม
และเป็นการที่จะรักษาอุโบสถของอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย  เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรมนั้นด้วย 
เชิญเถิด  เราทั้งหลายทั้งปวงที่ได้มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้  พึงกำหนดกาลว่าจะรักษาอุโบสถตลอดกาล
วันหนึ่งกับคืนหนึ่งนี้ แล้วพึงทำความเว้นโทษนั้น ๆ  เป็นอารมณ์ (คือ ๑ เว้นจากการฆ่าสัตว์ 
๒ เว้นจากลักฉ้อสิ่งที่เจ้าของไม่ได้ให้   
๓ เว้นจากประพฤติกรรมที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์   ๔ เว้นจากเจรจาคำเท็จ ล่อลวงผู้อื่น  
๕เว้นจากดื่มสุราเมรัยอันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท   
๖ เว้นจากบริโภคอาหารตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์เที่ยงแล้วไปจนถึงเวลาอรุณขึ้นมาใหม่  
๗ เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ แต่บรรดาที่เป็นข้าศึกแก่กุศลทั้งสิ้น
และทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม  เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม
ผัดผิวทำกายให้วิจิตรงดงามต่าง ๆ อันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดี
๘ เว้นจากนั่งนอนเหนือเตียงตั่งม้าที่มีเท้าสูงเกินประมาณและที่นั่งที่นอนใหญ่ ภายในมีนุ่นและสำลี
เครื่องปูลาดที่วิจิตรด้วยเงินและทองต่าง ๆ )  อย่าให้มีจิตฟุ้งซ่านส่งไปอื่น
พึงสมาทานเอาองค์อุโบสถทั้งแปดประการโดยเคารพ  เพื่อจะบูชาสมเด็จพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้านั้น
ด้วยธรรมานุธรรมปฏิบัติ  อนึ่ง  ชีวิตของเราทั้งหลายที่ได้เป็นอยู่รอดมาถึงวันอุโบสถเช่นนี้ 
จงอย่าได้ล่วงไปเสียเปล่าจากประโยชน์เลยฯ    

              คำประกาศนี้สำหรับวันพระ ๘ ค่ำ  ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม  ถ้าเป็นวันพระ ๑๕ ค่ำ 
เปลี่ยนบาลีเฉพาะคำ อฏฺฐมีทิวโส เป็น ปณฺณรสีทิวโส  และเปลี่ยนคำไทยที่เป็นตัวเอนว่า
“วันปัณณรสีดีถีที่สิบห้า” ถ้าเป็นวันพระ ๑๔ ค่ำ  เปลี่ยนบาลีตรงนั้นว่า จาตุทฺทสีทิวโส 
และเปลี่ยนคำไทยแห่งเดียวกันว่า “วันจาตุททสีดิถีที่สิบสี่” สำหรับคำไทยภายในวงเล็บจะว่าด้วยก็ได้ 
ไม่ว่าด้วยก็ได้  แต่มีนิยมอยู่ว่าในวัดใดที่ท่านให้สมาทานอุโบสถ  บอกให้สมาทานทั้งวงเล็บ 
เพราะพระท่านจะบอกให้สมาทานเมื่อจบประกาศนี้แล้ว  สำหรับวัดที่ท่านให้สมาทานอุโบสถศีล 
แต่เฉพาะคำบาลีเท่านั้นไม่บอกคำแปลด้วย  เวลาประกาศก่อนสมาทานนี้  ควรว่าความในวงเล็บทั้งหมด
          ๑.๔  เมื่อหัวหน้าประกาศจบแล้ว  พระสงฆ์ผู้แสดงธรรมขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ 
อุบาสก อุบาสิกา ทุกคน  พึงนั่งคุกเข่ากราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง  แล้วกล่าวคำอาราธนาอุโบสถศีลพร้อมกัน ๓ ครั้ง 
แล้วกล่าวคำอาราธนาอุโบสถศีลพร้อมกัน ว่าดังนี้
              มยํ  ภนฺเต  ติสรเณน  สห  อฏฐงฺคสมนฺนาคตํ  อุโปสถํ  ยาจาม (ว่า ๓ จบ)
ต่อนี้ คอยตั้งใจรับสรณคมน์และศีลโดยเคารพ  คือ  ประนมมือ
          ๑.๕  พึงว่าตามคำที่พระสงฆ์บอกเป็นตอน ๆไป  คือ
                        นโม ......................  (๓ จบ)
                        พุทฺธํ  สรณํ  คจฺฉามิ  ฯลฯ
                        ตติยมฺปิ  สงฺฆํ  สรณํ  คจฺฉามิ
เมื่อพระสงฆ์ว่า “ติสรณคมนํ  นิฎฺฐิตํ” พึงรับพร้อมกันว่า “อาม  ภนฺเต” 
แล้วท่านจะให้ศีลต่อไป  คอยรับพร้อมกันตามระยะที่ท่านหยุด  ดังต่อไปนี้
๑.
  ปาณาติปาตา  เวรมณี สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
๒.  อทินฺนาทานา  เวรมณี สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
๓.  อพฺรหฺมจริยา  เวรมณี สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
๔.  มุสาวาทา  เวรมณี สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
๕.  สุราเมรยมชฺชปมาทฎฺฐานา  เวรมณี สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
๖.  วิกาลโภชนา  เวรมณี สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
๗.  นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนามาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา 
เวรมณี สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
๘.  อุจฺจาสยนมหาสยนา  เวรมณี สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
อิมํ  อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ   พุทฺธปญฺญตฺตํ  อุโปสถํ  อิมญฺจ  รตฺตึ  อิมญฺจ  ทิวสํ   
สมฺมเทว อภิรกฺขิตุ ํ  สมาทิยามิ.

หยุดรับเพียงเท่านี้  ในการให้ศีลอุโบสถนี้  ตลอดถึงคำสมาทานท้ายศีล บางวัดให้เฉพาะ คำบาลี  มิได้แปลให้  บางวัดให้คำแปลด้วยทั้งนี้สุดแต่นิยมอย่างใดตามความเหมาะสมของบุคคลและสถานที่นั้น ๆ 
ถ้าท่านแปลให้ด้วยก็พึงว่าตามเป็นข้อ ๆ  และคำ ๆ  ไปจนจบต่อนี้พระสงฆ์จะว่า
“อิมานิ
  อฏฺฐ  สิกฺขาปทานิ  อโปสถวเสน  มนสิกริตฺวา  สาธุกํ  อปฺปมาเทน  รกฺขิตพฺพานิ” 
พึงรับพร้อมกันว่า  “อาม  ภนฺเต”  แล้วพระสงฆ์จะว่าอานิสงส์ศีลต่อไป  ดังนี้
                สีเลน  สุคตึ  ยนฺติ  สีเลน  โภคสมฺปทา
                สีเลน  นิพฺพุตึ  ยนฺติ  ตสฺมา  สีลํ  วิโสธเยฯ
พอท่านว่าจบ  พึงกราบพร้อมกัน    ครั้ง  ต่อนี้นั่งราบพับเพียบประนมมือฟังธรรม  ซึ่งท่านจะได้แสดงต่อไป
          ๑.๖  เมื่อพระแสดงธรรมจบแล้ว  ทุกคนพึงให้สาธุการและสวดประกาศตนพร้อมกัน  ดังนี้
สาธุ
  สาธุ  สาธุ

      อหํ  พุทฺธญฺจ  ธมฺมญฺจ                   &nbs




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






chakgree
(รัตนาภรณ์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 573 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 4 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน