วิชาการดอทคอม ptt logo

โรคไหลตาย

โรคไหลตาย
ผู้เขียน: คำหนักแก้วกงพาน ชมแล้ว: 669 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 29 October 2009, 6:40 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 29 October 2009, 6:41 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - โรคไหลตาย
<

โรคไหลตายคืออะไร ? 

โรคไหลตายคือ โรคที่คนถึงแก่ความตายอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อน ปกติจะเป็นคนที่มีความแข็งแรงดี ความตายไม่มีสาเหตุชัดเจน และมักจะหาสาเหตุไม่พบ ก่อนเข้านอนก็ปกติดี พอเช้ากลับพบว่าเสียชีวิตแล้ว อาจจะมีน้ำลายฟูมปาก บางรายที่มีคนเห็นก็มักจะเล่าว่าพอนอนหลับสักครู่ ก็เกิดอาการผิดปกติ ชักเกร็ง กระตุกแล้วก็เสียชีวิตต่อมา 

คำว่าไหลตาย เป็นศัพท์มาจากภาษาอีสาน ภาคเหนือ เรียกว่า "หลับรวด" ในฟิลิปปินส์ เรียกว่า Bangungut ภาษาลาวเรียกว่า "ทำมะลากากิก" แต่ภาษาแพทย์ เรียกว่า SUDS ย่อมาจาก Sudden Unexplained/Unexpected Death Syndromes แปลเป็นภาษาไทยว่า "กลุ่มอาการโรคที่ตายอย่างไม่คาดฝัน ไม่สามารถอธิบายได้อย่างเฉียบพลัน"

โรคนี้เป็นที่ฮือฮามาก เพราะว่าส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในต่างแดน เมื่อครั้งผมยังเป็นหนุ่มอยู่ ได้ไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบียก็จะพบคนไทยไหลตายเป็นประจำ ส่วนมากจะพบในคนงานระดับกรรมกร ที่นอนดึก ใน Labour Camp คือค่ายของคนงานซึ่งเป็นที่ฉงนฉงายของตำรวจซาอุมาก จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการกระตุ้นการค้นคว้าเพื่อที่จะหาสาเหตุ การรักษาและการป้องกัน 

ไหลตายเกิดจากอะไร ? 
ยังไม่มีใครทราบสาเหตุแท้จริงของโรคไหลตายว่าเกิดจากอะไรแน่ ทราบเพียงแต่กลไกพยาธิสภาพของร่างกาย ว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ร้ายแรงชนิดเวนตรเกิล บีบตัวผิดปกติ (Ventricular Fibrillation) ซึ่งพยาธิสภาพที่ยืนยันมาจากผู้ที่รอดชีวิตที่มาโรงพยาบาลทัน และจากผู้ป่วยที่ทำการวิจัย แต่สาเหตุว่าทำไมจึงเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรงขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคใดมาก่อนเลย ตรงนี้ยังมืดมนอยู่ 

จากการศึกษาโรคไหลตายในประเทศไทย ในปี 2537 โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์กุลวี เนตรมณี เป็นหัวหน้าโครงการได้ทำการศึกษาร่วมกับหลายสถาบัน พบว่าสาเหตุโรคไหลตายมาจาก VF หรือ Ventricular Fibrillation และผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงจะมีลักษณะของคลื่นไฟฟ้า EKG ใน Lead V1 และ V3 เหมือนกับผู้ป่วยโรค Brugada Syndrome ซึ่งค้นพบในปี 1992 

คำถามน่าพิศวงเกี่ยวกับ " ไหลตาย" 
...ทำไมโรคไหลตายจึงพบมากในคนอีสาน ? (ความจริงภาคอื่นก็มีแต่พบน้อยมาก เมื่อนำมาเทียบกับภาคอีสาน) 
...ทำไมพบมากในชาย มากกว่าหญิง ? 
...ทำไมจึงเกิดในช่วงอายุคนวัยทำงาน ? 
...ทำไมจึงเกิดในคนยากจนมากกว่าคนรวย ? 
...มีความเกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น ข้าวเหนียวหรือไม่ ? 
...เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติไหม เพราะพบได้ในคนลาว และเวียดนามเหมือนกัน ? 
คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน แต่กำลังอยู่ในการทำวิจัยของหน่วยโรคหัวใจในหลายๆ สถาบัน 

แต่สิ่งที่คณะวิจัยทำการค้นพบปัจจัยเกี่ยวข้องแล้ว 2 เรื่องคือ 
1. พบสารโปแตสเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ อาหาร ยา หรือสารที่ใช้บางอย่าง สารโปแตสเซียมมีความสำคัญต่อการนำไฟฟ้าหัวใจ เมื่อผิดปกติจะทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดจังหวะและเสียชีวิตต่อมา แต่ผู้ที่เสียชีวิตจากโรคไหลตายก็มิได้มีโปแตสเซียมต่ำทุกรายเสมอไป

2. มีความผิดปกติของโรคหัวใจ แต่ผู้ป่วยมักจะไม่ทราบโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความผิดปกติในระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งไม่แสดงอาการออกมา วันหนึ่งเมื่อเกิดมีการกระตุ้นหัวใจผิดปกติจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติอย่างร้ายแรงขึ้น เหตุผลข้อนี้มีความน่าเชื่อถือได้มาก สิ่งที่กระตุ้นนั้นอาจจะเป็นภาวะโปแตสเซียมต่ำก็ได้ หรืออาจจะเกิดจากเหตุผลอย่างอื่น เพราะว่าบางรายที่เสียชีวิตก็พบว่ามีการผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย และประวัติครอบครัวซึ่งพี่น้องเสียชีวิตจากโรคนี้ ทำให้คิดว่าความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจนี้ อาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม 

ใครมีโอกาสเป็นโรคไหลตายมากที่สุด 
ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็น "โรคไหลตาย" มากที่สุด คือผู้ที่เป็นญาติใกล้ชิดหรือสายตรง เช่น พี่ น้อง กับผู้ที่เสียชีวิตจากไหลตาย เนื่องจากพบความสัมพันธ์นี้สูงมาก จึงเชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ บางครอบครัวจะมีญาติที่เสียชีวิตจากโรคไหลตายหลายคนทีเดียว จึงยืนยันได้ว่าเป็นพันธุกรรม 

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นไหลตายหรือไม่ 
การตรวจร่างกายแบบธรรมดา การตรวจเลือด หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ไม่สามารถจะบอกอะไรล่วงหน้าได้เลยว่า คนไข้คนไหนจะเกิดโรค "ไหลตาย" ในอนาคต เพราะว่าผลของการตรวจทุกอย่างจะปกติหมด 

การตรวจที่อาจจะมีประโยชน์คือ EPS หรือการตรวจศึกษาระบบสรีระวิทยาของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiologic Study) ซึ่งการตรวจค่อนข้างยุ่งยากบ้าง แต่อาจจะพอบอกได้ว่าหัวใจนั้น ไวต่อการเต้นผิดจังหวะร้ายแรงหรือไม่ ถ้าหากไม่…โอกาสที่จะเสียชีวิตจากไหลตายน่าจะน้อยลง แต่หากไวต่อการกระตุ้นโอกาสก็น่าจะมากขึ้น แพทย์จึงหาทางป้องกันการเสียชีวิตล่วงหน้าได้ 

รักษาอย่างไร 
จะเห็นว่าเรายังไม่ทราบสาเหตุของโรคไหลตายที่ชัดเจน ฉะนั้นจึงยังไม่มีการรักษา หรือพูดได้เลยว่ายังรักษาไม่ได้ แต่จากการที่ทราบว่าโรคไหลตายเกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติร้ายแรงจนเสียชีวิต เราจึงสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ โดยการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจอัตโนมัติที่เรียกว่า DEFIBRILLATOR ซึ่งฝังไว้ภายในร่างกายของเรา เพื่อคอยกระตุ้นหัวใจเมื่อมันทำงานผิดปกติเราเรียกว่า ICD ย่อมาจากคำเต็มๆ ว่า IMPLANTABLE CARDIOVERTER DEFIBRILLATOR

เมื่อหลายปีมาแล้วมีเพื่อนแพทย์ของโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทท่านหนึ่งมีอาการหัวใจหยุดเต้นแบบนี้ และได้ใส่เครื่อง ICD ที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเครื่องนี้ก็จะคอยปล่อยกระแสไฟฟ้าในขนาดที่เหมาะสมออกมาไปกระตุ้นหัวใจ เมื่อเกิดการเต้นของหัวใจผิดจังหวะร้ายแรงขึ้น เครื่องก็จะไปกระตุ้นหัวใจให้ปกติกลับคืนมา เครื่องนี้มีราคาประมาณ 1 ล้านบาท แต่ปัจจุบันอาจลดราคาลงมาเหลือประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งก็ทำให้ท่านผู้นั้นมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

โรงพยาบาลที่เริ่มทำโครงการวิจัยฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้า ICD นี้ ปัจจุบันจะมี ร.พ.ศิริราช ร.พ.ภูมิพล ร.พ.ขอนแก่น และ ร.พ.รามา ที่แผนกหัวใจโครงการวิจัยเรื่องโรคไหลตาย สำหรับราคาและโครงการวิจัยนั้น อาจจะขึ้นกับการพิจารณาของแพทย์เกี่ยวกับประวัติของความเสี่ยงสูง เช่น เคยเป็นมาก่อนแต่โชคดีรอดชีวิต ประวัติครอบครัวเป็น และได้รับการตรวจพบว่า หัวใจไม่ไวต่อการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วย 

ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการป้องกันการเสียชีวิต ระหว่างการใช้เครื่อง AUTOMATIC ICD และเปรียบเทียบกับการกินยาต้านเบต้า จนกระทั่งมาสรุปในปี 25743 ได้พบว่าผู้ที่ได้รับการฝังเครื่อง AICD นั้นมีอัตราตายต่ำกว่ากลุ่มที่กินยาต้านเบต้า อย่างมีความสำคัญทางสถิติ 

อัตราตาย จากการกินยาต้านเบต้า BETA - BLOCKER ตาย ร้อยละ 4 
อัตราตาย จากการฝังเครื่อง AICD ตายร้อยละ 0 (p=0.03) 
โดยการตาย ของ 4 รายจากการกินยาต้านเบต้าเกิดขึ้นเดือนที่ 1, 12, 15 และ 28 
(MEAN SURVIVAL = 25.4 +- 1.8 เดือน)

ผลจากการศึกษานี้จึงสรุปว่า การใช้เครื่อง AICD นั้นได้ผลดีจริง 
การศึกษาในเวลาต่อมา พบว่าโรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อย่างแน่นอน เป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเรียกว่า AUTOSOMAL DOMINANT ชนิด INCOMPLETE PENETRANCE โดยมีความผิดปกติ อยู่ที่ GENE ที่ควบคุมโซเดียวใน CHROMOSOME คู่ที่ 3

โดยสรุป แล้วปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด ส่วนการป้องกันเท่าที่ทำได้ คือ พยายาม IDENTIFY ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อ VF (VENTRCULAR FIBRILLATION) ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะมีลักษณะของไฟฟ้าหัวใจเฉพาะใน LEAD V1 ถึง V3 ผู้ที่เคยรอดชีวิตจากการไหลตายมาแล้ว และผู้ที่เป็นโรคหัวใจเป็นลมหมดสติ และมีคลื่นหัวใจไฟฟ้าผิดปกติดังกล่าว 

ความผิดปกติด้านการแพทย์ของคลื่นไฟฟ้า EKG ของ V1 ถึง V3 นั้น จะพบว่ามี ST-ELEVATION ใน LEAD V1 หรือ V3 ร่วมกับการเกิดอาการของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แบบ RIGH BUNDLE BRANCH BLOCK ซึ่งสามารถตรวจพบได้จากการทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 


สรุปโรคนี้เชื่อว่า มีความผิดปกติของยีน ที่ ION CHANNEL ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยไหลตายในครอบครัว นำมาศึกษาคลื่นไฟฟ้าที่เรียกว่า SIGNAL AVERAGE EKG พบ LP (LATE POTENTIAL) หรือจากการทำ ELECTROPHYSIOLOGIC STUDY นี้ สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจเรียกว่า VENTRICULAR ARRYTHMIA ได้ 

โรคไหลตายเป็นโรคที่มีผู้ให้ความสนใจกันมาก เพราะว่าพบในผู้ใช้แรงงานต่างแดน และในประเทศกันบ่อยมาก การให้ความรู้ ความเข้าใจ การศึกษา และป้องกัน จะมีประโยชน์แก่ผู้ที่มีญาติเป็นโรคไหลตาย 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด