โลกที่ปราศจากศูนย์ (I) (ตอนที่ 2 : ความสามารถพิเศษ (1)) | วิชาการ.คอม

โลกที่ปราศจากศูนย์ (I)

มีหนังสือเล่มหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องนอนของผม มันเดินทางไกลมายังที่แห่งนี้พร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง ในหนังสือเล่มนั้นมีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวของโลกกายภาพอย่างพิสดาร จนทำให้คนในที่ที่มันถูกเขียนขึ้นบางคนพูดถึงมันว่า เป็นหนังสือแห่ง 'ทฤษฎีสรรพสิ่ง'
ผู้เขียน: วนวัสส ชมแล้ว: 58,874 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 19 January 2010, 7:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 13 October 2011, 12:44 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
1-20 | 21-31


หน้าที่ 2 - ตอนที่ 2 : ความสามารถพิเศษ (1)

หากติ๊ต่างให้โพรงบนกำแพงมีชีวิตจิตใจเหมือนคนๆ หนึ่ง มันก็คงจะรู้สึกสนุก
และอมยิ้มไปกับการถูกไหว้วานในฐานะของ ‘พ่อสื่อ’ ให้คอยเป็นสื่อกลางกับทุกๆ กิจกรรม
ที่พัฒนาระดับความสัมพันธ์ของเราสองคนขึ้นไปเรื่อยๆ เริ่มจากการพาเรามาพบกัน
ส่งผ่านข้อความจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่ง ช่วยนำขนม และของฝากไปให้
จนกระทั่งช่วยเอ่ยปากชวนออกเดท

ภาพของกิจกรรมที่เกิดในส่วนนี้ของบ้าน เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
จากเพียงการยิ้มทักทาย เป็นการถามสารทุกข์สุขดิบ จากนั้นก็กลายเป็นการพูดคุย หยิบยืมข้าวของ
หยิบยื่นแบ่งปันของกินของฝาก..จนสุดท้ายก็ถูกใช้เป็น ‘ช่องทาง’ ที่เราจะผ่านไปยังบ้านของกันและกัน


********

หลังจากที่เราตัดสินใจคบหาดูใจกันแล้ว ช่องโหว่บนกำแพงจึงถูกปรับปรุงให้ผ่านไปมา
ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ผมกระเทาะอิฐที่ไม่แข็งแรงซึ่งยังหลงเหลืออยู่ออกไป
มันทำให้เราได้ความกว้างเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย พอที่จะโค้งตัวลอดผ่านได้อย่างสะดวก
และหา ‘วงกบหน้าต่าง’ มาใส่เพิ่มความปลอดภัย เพื่อให้มันรับน้ำหนักแทนส่วนของกำแพงที่ขาดหาย
นอกจากนั้นเราสองคนก็ยังช่วยกันทาสีให้มันดูสะอาดตาขึ้น และเรียกมันติดปากว่า ‘อุโมงค์’

**

ลินทำงานของเธอในทุกวันที่ ‘ตลาดหลักทรัพย์’ เปิดทำการ โดยเวลางานของเธอคือประมาณหนึ่งชั่วโมง
หลังเปิดการซื้อขายภาคเช้า นั่นคือราว 10 ถึง 11 นาฬิกา ของวันธรรมดา ในช่วงเวลานี้เธอจะไม่ไปไหน
แต่จะให้ความสนใจกับจอคอมพิวเตอร์เพียงลำพัง และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือ เพียงแค่ชั่วระยะเวลาเท่านี้ต่อวัน
เธอกลับสามารถทำรายได้ได้เฉลี่ยประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน!

ด้วยเหตุนี้ผมจึงมี ‘ธรรมเนียมปฏิบัติส่วนตัว’ ที่จะไม่เข้าไปรบกวนเธอในช่วงเวลาดังกล่าว
ดังนั้นโดยทั่วไปเวลาที่ผมจะลอดอุโมงค์ไปหาเธอ จึงมักจะเป็นหลังเวลา 11 นาฬิกาไปแล้ว
หรือหากวันไหนที่ผมลอดไปฟากโน้นตั้งแต่เช้า ผมก็จะลอดกลับมาที่บ้านก่อนเวลา 10 โมงเช้า
และหากจะกลับไปอีกครั้งก็จะไม่กลับไปก่อนเวลา 11 นาฬิกา

**

เวลาที่เรามีร่วมกันในแต่ละวันถูกใช้ไปกับกิจวัตรประจำวันทั่วๆ ไป อย่างการพูดคุย ปรุงอาหาร ดูทีวี
อ่านหนังสือ ทำความสะอาดบ้าน ออกกำลังกาย ฯลฯ เราทั้งสองไม่ใช่คู่รักที่หวือหวา
หรือให้สีสันฉูดฉาดแก่ชีวิตกันและกันเหมือนบางคู่ เพียงแต่เข้ามาเติมเต็มชีวิตประจำวันของอีกฝ่ายหนึ่ง
ให้ผ่านไปอย่างชุ่มชื่น และมีความสุขเท่านั้น ต่อนานๆ ทีจึงจะได้ชวนกันไปดูหนัง
หรือกินอาหารมื้อพิเศษนอกบ้านกันซักครั้ง ยกเว้นในบางช่วงของปี ที่อากาศ ‘ร้อนมาก’ ของกรุงเทพ
เปลี่ยนเป็น ‘ร้อนมากๆ’ เราสองคนจึงได้พากันออกจากบ้านบ่อยขึ้น โดยมักจะศูนย์การค้าใกล้บ้าน
หาอาหารกลางวันรับประทาน หลังลินเสร็จธุระกับตลาดหุ้นในตอนเช้าแล้ว
เพื่อจะได้อาศัยไอเย็นอภินันทนาการของห้างสำหรับการนั่งอ่านหนังสือ

**

..ปลายมีนา 2550..

อากาศของกรุงเทพที่เปลี่ยนจากปรกติคือ ‘ร้อนมาก’ เป็น ’ร้อนมากๆ’
ทำให้พวกเราไม่อยากจะออกไปนอกบ้าน เราสองคนจึงได้ช่วยกันออกนโยบาย
‘รวมพลังหารสองลอดอุโมงค์ปันแอร์’ ขึ้นมา โดยตกลงกันว่าจะ ‘นั่งแช่แอร์’ ในห้องรับแขกของแต่ละบ้าน
แบบสลับกันบ้านละวันเว้นวัน ซึ่งประเพณีปฏิบัติที่เห็นเป็นปรกติก็คือ
วันใดก็ตามที่บ้านผมเป็นเจ้าภาพแอร์และลินทำงาน เธอก็จะลอดอุโมงมาตอน 11 โมงนิดๆ
ส่วนผมก็เช่นเดียวกัน หากจะต้องลอดไปบ้านของลินในวันเหล่านั้น ผมก็จะลอดไปหลังเวลา 11 โมงไปแล้ว

เมื่อโครงการปันแอร์ถูกประกาศใช้ไปได้ซักพัก อากาศช่วงต้นเมษาซึ่งเปลี่ยนจาก ‘ร้อนมากๆ’
กลายเป็น ’ร้อนมากๆ จริงๆ’ ก็ทำให้เราต้องทบทวนนโยบายกันอีกครั้ง
เพราะในช่วงนั้นเพียง แค่การหยิบจับอะไรนิดๆ หน่อยๆ ตอน 8 โมงกว่า
ก็ทำให้เหงื่อออกเหนอะหนะตัวได้แล้ว ดังนั้นพวกเราจึงนำเป็นต้องปรับนโยบายอีกครั้ง
โดยลินเป็นฝ่ายบอกว่าเธออยากเปิดแอร์ทำงาน และเสนอตัวที่จะเป็น ‘เจ้าภาพแอร์’ คนเดียว
ดังนั้นจึงขอให้ผมเป็นฝ่ายที่มุดไปนั่งบ้านเธอ โดยเธอให้เหตุผลอีกข้อนึงว่า
ห้องรับแขกบ้านเธอมีขนาดเล็กจึงน่าที่จะประหยัดไฟกว่า และไม่เป็นการเบียดเบียนโลกจนเกินไปนัก

..เมื่อตกลงกันได้ตามนั้น รุ่งขึ้นเวลา 11 โมงกว่าๆ ผมจึงลอดอุโมงค์ไปบ้านเธอ..

“โห..ทำอะไรอยู่ ทำไมมาเอาป่านนี้ล่ะพ่อคุณ..ร้อนถึงร้อนมาก..ทำอะไรอยู่ฮื้มมม”
ลินจบประโยคคำถามด้วยปลายเสียงกึ่งสัพยอก

“ป่าว ฉันรอ 11 โมง..ไม่อยากมากวนเวลางาน” ผมให้เหตุผล

“ปะโธ้ จะไปสะสมเหงื่ออยู่ทำไม นี่ก็รอจะเปิดแอร์อยู่เนี่ย
ไม่เป็นไรมาเช้าๆ ได้เลย..ไม่มีอะไรยุ่ง” เธอตอบ

**

เช้าวันรุ่งขึ้นผมลอดไปบ้านเธอตั้งแต่ก่อน 9 โมง พอใกล้เวลา 10 โมง ลินจึงเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศ
แล้วไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็พิมพ์อะไรอยู่สักพัก..เพียง 5 นาทีเศษ เธอก็ปิดคอมฯ
แล้วหยิบขนมในตู้เย็นมานั่งดูทีวีกับผม

วันถัดๆ ไปก็เช่นเดียวกัน เธอทำกิจกรรมหน้าคอมพิวเตอร์อยู่ราว 5-6 นาที แล้วก็มานั่งดูทีวีกับผม
สิ่งที่ได้เห็นทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะมาขัดเวลาทำงานของเธอ

“นี่ฉันมากวนจนทำงานไม่ได้ป่ะเนี่ย?..” ผมถาม

“ป่าว งานเสร็จแล้ว” ลินตอบ

“..พรุ่งนี้ฉันมาตอน 11 โมงดีกว่ามั้ย” ผมออกปากเสนอเองเผื่อเธอจะเกรงใจ

“ไม่ได้กวนอะไรเล้ยยย งานเสร็จแล้วจริงจริ๊ง” เธอย้ำด้วยเสียงสูง

“อ้าว ก็ธรรมดาเห็นทำงานจน 11 โมงไม่ใช่เหรอ”

“อ๋อ..ธรรมดานั่นเวลาเสร็จงานเราจะเปิดพวกเว็บอ่านกระทู้ แต่ไม่อยากเล่นจนติด
เราเลยกำหนดไว้แค่วันละชั่วโมง..พอ 11 โมง เราก็ออก” ลินอธิบาย

“โม้แล้ะๆ..ไม่จริงง่ะ” ในใจตอนนั้นผมคิดว่าเธอคงพูดให้ผมสบายใจ

“จริงจริ๊งงง” เธอยืนยันด้วยเสียงสูงและยาวอีกครั้ง

“อยู่หน้าคอมฯ 5 นาที เธอจะทำอะไรได้ยะ”

“งั้นดูนี่...”

เมื่อเห็นทีท่าว่าผมไม่เชื่อ ลินจึงจูงมือผมไปนั่งเก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วหาเก้าอี้อีกตัวมานั่งข้างๆ
เธอเปิดคอมฯ ต่อเน็ต ล็อกอินเข้าใช้โปรแกรมซื้อขายหลักทรัพย์
แล้วเปิดให้ผมดูหน้ารายละเอียดการซื้อขายประจำวัน
สิ่งที่ผมเห็นก็คือรายการแสดง ‘คำสั่งซื้อหุ้น’ ที่สำเร็จแล้วหนึ่งรายการ
และ ‘คำสั่งขายหุ้น’ ตัวเดียวกันที่รอการดำเนินการอยู่อีกหนึ่งรายการ แปลง่ายๆ ก็คือ
เธอได้ซื้อหุ้นตัวนึงเข้าพอร์ตมาเรียบร้อยแล้ว และในขณะนี้ก็กำลังเสนอขายหุ้นตัวดังกล่าวอยู่
โดยหากมีคนมาซื้อในราคาที่เธอกำลังเสนอขายอยู่นี้ มันก็จะกลายเป็นได้กำไรของเธอ

“อ๋อ นี่ซื้อปุ๊บขายปั๊บเลยเหรอ”

“อือ”

“มีหุ้นอะไรอยู่ในพอร์ตบ้าง” ผมถาม

“ไม่มี..ไม่ได้เก็บอะไรไว้” เธอพูดพร้อมกับคลิ้กเปิดหน้าแสดงรายละเอียดทรัพย์สินลูกค้า
ให้ดูว่าไม่มีหลักทรัพย์ใดๆ ในพอร์ตลงทุน

..ผมเหลือบไปเห็นยอดเงินสดในพอร์ตซึ่งมีอยู่เพียงล้านกว่าบาท
ซึ่งหากนำไปรวมกับยอดคร่าวๆ ของต้นทุนหุ้นในรายการรอขายเมื่อครู่แล้ว
ก็ไม่น่าเกิน 2 ล้านบาทไปซักเท่าไหร่นัก..

“อ้าว..ที่ว่าเศรษฐีได้เดือนละ 5-6 หมื่นนี่ ไม่ใช่ได้จากเงินปันผลด้วยเรอะ?”
ผมถามด้วยความสงสัย เพราะเข้าใจเอาเองมาตลอดว่ารายได้หลักของเธอมาจากเงินปันผล

“ป่าว ซื้อมาขายไป”

“ต้นทุน 2 ล้านเนี่ยนะ???”

“อือ”

“ซื้อมาแล้วเคาะขาย วันละตัวอย่างงี้ทุกวันเนี่ยนะ?”

“อื้อออ” ลินกระดกหน้ารับ

ถึงผมจะ ‘โง่เลข’ แต่ก็สามารถคำนวณคร่าวๆ ได้ว่า หากคิดรายได้ของเธอที่ 60,000 บาทต่อเดือน
เมื่อคูณด้วย 12 เดือน นั่นก็เท่ากับว่าเธอมีรายได้ 720,000 บาทต่อปี
ซึ่งรายได้เหล่านี้เธอนำออกมาใช้จ่าย โดยไม่นำไปทบกลับเป็นต้นทุน นี่ย่อมหมายความว่า
การทำงานเพียง 5 นาทีต่อวัน ซื้อขายวันละหนึ่งรายการ ทำให้เธอสร้างกำไรจากเงินต้นได้ราว
35 เปอร์เซ็นต์ต่อปี!

“เฮ่ยยย!..ปีละสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เนี่ยนะ เป็นเล่น!..”

“สามสิบอะไร?...อ๋อ..อือออ” เธออมยิ้มอย่างน่าเอ็นดู

“..ขอดูประวัติซื้อขายวันก่อนๆ หน่อยดิ๊” ผมชักเริ่มสนใจกลยุทธในการลงทุนที่เธอใช้

ลินคลิ้กเปิดบันทึกการซื้อขายรายวันในช่วงที่ผ่านมา แล้วยื่นเมาส์ให้ผมเลื่อนดูได้ตามใจ
สิ่งที่ได้เห็นก็คือ ในแต่ละวันเธอจะมีคำสั่งซื้อขายอย่างละหนึ่งรายการ
คือซื้อหุ้นเข้ามา แล้วก็ขายออกไปอย่างที่เธอบอกไว้ก่อนหน้านี้
แต่กิจกรรมเพียงเท่านี้ก็สร้าง ‘กำไรส่วนต่าง’ ให้กับเธออยู่ในช่วง 2-5 พันบาทต่อวัน
และจากข้อมูลที่ได้เห็น ทำให้พอทราบได้ว่า ลินไม่เจาะจงซื้อหุ้นตัวใดหรือกลุ่มใดโดยเฉพาะ
แต่เธอจะซื้อขายหุ้นทุกระดับราคา และทุกเกรด ตั้งแต่หุ้นชั้นดี ไปจนถึง ‘วอแรนท์ชื่อแปลกๆ’*
และที่สำคัญก็คือ ไม่มีรายการซื้อขายรายการใดที่ถูกปฏิเสธ พูดง่ายๆ ก็คือ
เมื่อเธอส่งคำสั่งขอซื้อ ก็จะมีคนขายให้ ในขณะเดียวกันเมื่อเธอเสนอขาย ก็จะมีคนขอซื้อ

(* ‘วอแรนท์’ ไม่ใช่หุ้นจริงๆ แต่เป็น ‘ใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้น’
การเข้าถือวอแรนท์จึงมีศักดิ์ไม่เท่าการถือหุ้น เพราะไม่ได้เป็นการถือสิทธิในกิจการของบริษัท
ดังนั้นนักลงทุนบางคนจะไม่ชอบที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับวอแรนท์)

**

“นี่หุ้นบริษัทอะไรเนี่ย?” ผมถามเมื่อเห็นอักษรย่อแปลกๆ

“ไม่รู้” เธอตอบซื่อๆ

“เล่นวอแรนท์ด้วยเหรอ?” ผมถามต่อ

“ไหนวอแรนท์?” เธอถามกลับ ทั้งๆ ที่มีรายการซื้อขายวอแรนท์อยู่เกือบครึ่งของทั้งหมด

“นี่ไง..อำป่ะเนี่ย??..” ผมเลื่อนเมาส์ไปชี้ยังชื่อหุ้นที่มีสัญลักษณ์ ‘-w’ ต่อท้าย
ลินมองตามแล้วพยักหน้า

“..อย่าบอกนะว่าไม่รู้จักวอแรนท์..”

“อ๋อ..ฮึๆ” เธอยิ้มหน้าเป็น

..ผมเริ่มสงสัยว่าเธอรู้จักหุ้นที่อยู่ในลิสต์การซื้อขายสักกี่ตัว..

“ไหน..รู้จักหุ้นตัวไหนบ้าง”

“นี่ไงซีพี” ลินชี้ไปที่หุ้นซึ่งมีอักษรย่อ ‘CP’

“อาฮ้า..แล้วไหนอีก”

“นี่เซเว่นอีเลฟเว่น” เธอชี้ไปที่สัญลักษณ์ ‘CP7-11’

“อาฮ้า”

“นี่ท็อปซูเปอร์มาเก็ต” คราวนี้เธอชี้ไปที่สัญลักษณ์ ‘TOP’!

“!?!?!?!?”

คำตอบที่ได้ยินทำให้ผมสงสัยในความรู้เรื่องหุ้นของลินมากขึ้นไปอีก
เพราะนักเล่นหุ้นทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าทุกคนย่อมทราบดีว่า ‘TOP’ คือสัญลักษณ์ของหุ้น ‘ไทยออยล์’
เนื่องจากมันเป็นหุ้นซื้อง่ายขายคล่อง ซึ่งนักลงทุนนิยมซื้อขายกันโดยทั่วไป
เพื่อความกระจ่างผมลองเอาเมาส์ไล่ชี้รายชื่อในลิสต์ แล้วถามดูว่าเธอรู้จักหุ้นในนั้นสักกี่มากน้อย

“นี่หุ้นอะไรเนี่ย” ผมชี้ไปที่หุ้น ‘BBL’ ของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นหุ้นที่รู้จักกันโดยทั่วไปอีกตัวหนึ่ง

“ฮึๆ” เธอตอบผ่านสายตาบ๊องแบ๊ว

“แล้วนี่ล่ะ หุ้นอะไร” ผมชี้ไปที่ ‘APURE’ หุ้นที่เพื่อนผมบอกว่าเป็นขวัญใจผู้เล่นที่ชอบความตื่นเต้น
เนื่องจากมันมักมีราคาขึ้นลงไม่ค่อยสัมพันธ์กับดัชนีของตลาดฯ ราวกับว่ามีดัชนีของตัวเอง

“อะเพียว” เธอตอบแบบอมยิ้ม ซึ่งเมื่อซักต่อก็ได้รู้ว่าเธออ่านชื่อแล้วตอบ
โดยไม่รู้ว่าเป็นหุ้นสำหรับนักลงทุนที่รักความหวือหวา

“แล้วนี่ล่ะ” คราวนี้ผมชี้ไปยังหุ้นชื่อดังที่มีสัญลักษณ์ ‘PTT’
และกะว่าถ้าลินตอบไม่ได้ ก็คงจะต้องได้ซักไซร้กันอีกยาว

“ปตท. ไง..”

..คำตอบของเธอทำให้ผมโล่งใจอยู่ชั่วอึดใจ..

“..ใช่มั้ย? ใช่ปะ? ..เคยเห็นหน้าปั๊ม”

คุณพระช่วย! ผู้หญิงที่ทำกำไรสุทธิเดือนละ 6 หมื่นจากการซื้อขายหุ้น
ไม่แน่ใจว่าสัญลักษณ์ ‘PTT’ คือหุ้นของ การปิโตเลียมแห่งประเทศไทย หรือเปล่า
แต่อาศัยการเดาเอาจากความจำหน้าปั๊มน้ำมัน!

“เฮ่ยยย! นี่ไม่รู้จักหุ้นเลยใช่มั้ยเนี่ย..ตัวเนี้ยะ ปตท. ใช่..แน่ใจเหอะ..ส่วนไอ้เนี่ยแบงค์กรุงเทพ
..แต่ไอ้ตัวเนี้ยะ ‘ไทยออยล์’ มันขายน้ำมัน..ไม่ใช่ ‘ท็อปซูเปอร์มาเก๊ตตต’! ”

..ผมพูดเสียงดังทำให้ลินหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล..

********

หากคิดคร่าวๆ ว่าในเดือนหนึ่งๆ ตลาดหุ้นมีวันทำการ 20 วัน
ดังนั้นในหนึ่งปีจิตนลินก็จะมีวันทำงานเท่ากับ 20 คูณ 12 นั่นคือราว 240 วัน
และเมื่อในแต่ละวันเธอทำงานประมาณ 5 นาที จึงเท่ากับว่าเวลาทำงานของเธอคือ 1200 นาทีต่อปี
หากจะคิดเป็นชั่วโมงโดยนำมาหารด้วย 60 ก็จะพบว่าในปีหนึ่งๆ เธอมีเวลาทำงานเพียง 20 ชั่วโมง

จากนั้นเมื่อนำรายได้ 720,000 บาทเป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนชั่วโมงทำงาน ก็จะพบว่า
กิจกรรมซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สร้างรายได้ให้จิตนลินชั่วโมงละ 36,000 บาท
ทั้งๆ ที่เธอไม่รู้จัก ‘วอแรนท์’ ‘PTT’ และเข้าใจว่า ‘TOP’ คือ ท็อปซูเปอร์มาเก็ต!




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 6 ก.พ. 2553 (00:10)
ขอบคุณความรู้คู่ความบันเทิง ได้ข้อคิดและมุมมองที่ไม่รู้
Wilawan112
ร่วมแบ่งปัน79 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.098 seconds !