โลกที่ปราศจากศูนย์ (I) (ตอนที่ 24 : ฟุ้งซ่าน (1)) | วิชาการ.คอม

โลกที่ปราศจากศูนย์ (I)

มีหนังสือเล่มหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องนอนของผม มันเดินทางไกลมายังที่แห่งนี้พร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง ในหนังสือเล่มนั้นมีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวของโลกกายภาพอย่างพิสดาร จนทำให้คนในที่ที่มันถูกเขียนขึ้นบางคนพูดถึงมันว่า เป็นหนังสือแห่ง 'ทฤษฎีสรรพสิ่ง'
ผู้เขียน: วนวัสส ชมแล้ว: 58,858 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 19 January 2010, 7:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 13 October 2011, 12:44 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
1-20 | 21-31


หน้าที่ 24 - ตอนที่ 24 : ฟุ้งซ่าน (1)

‘กรรมฐาน’ แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ซึ่งมี ‘เป้าหมาย’ และ ‘วิธีการ’ ต่างกัน

ชนิดแรก คือ ‘สมถกรรมฐาน’ มีเป้าหมายเพื่อ ‘ทำ’ จิตที่ไม่สงบ ให้สงบ, ‘ทำ’ จิตที่ไม่ดี ให้ดี
ซึ่งวิธีการก็คือ ‘น้อมจิต’ ไปอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่อง
เช่น ลมหายใจ ท้องพองยุบ คำบริกรรมพุทโธ เป็นต้น

ชนิดที่สอง คือ ‘วิปัสสนากรรมฐาน’ มีเป้าหมายเพื่อ ‘เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ ตามความเป็นจริง’
ดังนั้นวิธีการจึงต่างออกไป นั่นคือ

‘รู้’ จิตที่ไม่สงบอย่างซื่อๆ ว่ามันไม่สงบ..เหมือนเห็น ‘จิตคนอื่นไม่สงบ’ โดยไม่ทำอะไรเพิ่ม
‘รู้’ จิตที่ไม่ดีอย่างซื่อๆ ว่ามันไม่ดี..เหมือนเห็น ‘จิตคนอื่นไม่ดี’ โดยไม่ทำอะไรเพิ่ม
‘รู้’ จิตที่สงบอย่างซื่อๆ ว่าสงบ..เหมือนเห็น ‘จิตคนอื่นสงบ’ โดยไม่ทำอะไรเพิ่ม
‘รู้’ จิตที่ดีอย่างซื่อๆ ว่าดี..เหมือนเห็น ‘จิตคนอื่นดี’ โดยไม่ทำอะไรเพิ่ม
 
กรรมฐานทั้งสองอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีประโยชน์ทั้งคู่

‘วิปัสสนากรรมฐาน’ มีประโยชน์
เพราะทำให้เกิด ‘ปัญญา’ เห็นกายกับใจเป็นไตรลักษณ์
เป็น ‘งานหลัก’ ที่ชาวพุทธต้องปฏิบัติ

ในขณะที่ ‘สมถกรรมฐาน’ ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์
เพราะทำให้จิตใจเกิด ‘เรี่ยวแรง’ สำหรับนำไปใช้เจริญวิปัสสนา
ถือเป็น ‘งานสนับสนุน’ ที่ไม่สามารถขาดได้

********

..เช้าวันรุ่งขึ้นผมต้องขับรถไปทำงานต่างจังหวัด
ก่อนออกจากบ้านก็ไปบ๊ายบายลินที่หน้าอุโมงค์..

“..เอาหนังสือไปด้วยป่าว?..” ลินถามถึงหนังสือของปรนิมม์

“อือ..อยู่ในรถแล้ว” ผมตอบ

“..มีสติไว้นะพัสส ฟุ้งซ่านก็ ‘รู้’..ตาคนนี้ฟุ้งแน่หล่ะฉันว่า
มีอะไรก็โทรมาละกัน” เธอยังคงพูดเตือนแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง

**

ผมพยายามฝึกจดจำ ‘แผนภาพพัฒนาการมิติ’ ให้ขึ้นใจตั้งแต่เริ่มขับรถออกจากบ้าน
โดยคอยชำเลืองมองหนังสือปกดำซึ่งเปิดไว้ที่หน้า 61 บนเบาะนั่งข้างคนขับ
และพยายามทำความเข้าใจกับเส้นทางพัฒนาการ ของบอลสองสีที่อยู่ภายในนั้น
จนเมื่อถึงที่ทำงาน ผมเริ่มรู้สึกว่าสามารถเข้าใจแผนภาพส่วนที่ลินยังไม่พูดถึงขึ้นมาได้เองบ้างในบางส่วน
คือตรงที่เป็น ‘กลุ่มลูกผสม’ ซึ่งอยู่ด้านปลายของ ‘ลูกศรน้ำเงิน’ ในคอลัมน์ที่สาม สี่ และห้า..

กลุ่มเหล่านี้ไม่ได้มีความลึกลับซับซ้อนอะไร เป็นแค่เพียงการนำ ‘กลุ่มที่อยู่ต้นลูกศร’ มา ‘วาดใหม่’
โดยทำให้ ‘ความซับซ้อนของมิติ’ เพิ่มมากขึ้น...

..ผมโทรไปหาลินอย่างตื่นเต้นเพื่อเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง..

“อือ..งั้นแหละไม่ลึกลับอะไรหรอก กลับมาค่อยว่ากัน..นี่ฟุ้งซ่านแล้วนะรู้มั้ย?” ลินไม่แสดงทีท่าแปลกใจ
อีกทั้งพยายามชี้ให้ผมเห็นถึงความฟุ้งซ่าน แต่ในตอนนั้นผมฟังเพียงผ่านๆ
เพราะกำลังตื่นเต้นที่สามารถทำความเข้าใจผังของปรนิมม์ต่อได้ด้วยตัวเอง

**

ผมยังคงพยายามทำความเข้าใจแผนภาพต่อไป โดยใช้เวลาที่งานไม่ค่อยยุ่งเปิดมันขึ้นมาดูซ้ำไปซ้ำมา
จนทำให้รู้สึกว่าเริ่มเข้าใจที่มาของภาพ ‘การหุ้มห่อกันและกัน’ ของ ‘สิ่ง-4มิติ’ ที่แสดงไว้ในคอลัมน์ที่ห้า
ผมจึงโทรไปเล่าให้ลินฟังอีกครั้ง..

“อือ...อือ...อืม..ก็ทำนองนั้น..” เธอฟังผมพูดไปเรื่อยๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
“..นี่ รู้สึกว่าจิตใจมันฟุ้งบ้างมั้ย?”

“หึ..ก็ปรกตินะ” ผมตอบไปตามที่รู้สึกอยู่จริงๆ

“อือ..” ลินไม่จี้ต่อ “..ถ้าฟุ้งก็รู้ตัวเอานะ”

**

ณ วันนี้ หากให้ผมย้อนกลับไปมองตัวเอง หรือให้ผู้ที่ติดตามเรื่องมองดูผมในวันนั้น
ก็คงจะทราบได้ทันทีว่าจากเหตุการณ์ที่ได้เล่าไป ผมกำลังถูกความฟุ้งซ่านครอบงำโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะ ‘จิตใจ’ เป็นธรรมชาติที่แปลกประหลาด
โดยหากเรายัง ‘หลง’ อยู่ภายใต้การทำงานของมัน เราก็จะไม่สามารถรู้สึกได้เลยว่า ‘มันกำลังทำงาน’

..แม้กระทั่งผู้อ่านที่กำลังอ่านตัวอักษรตัวนี้อยู่ก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทราบได้เลยว่า
จิตใจของตัวเองกำลังถูกส่งให้เข้ามาคลุกเคล้า และสร้างจินตนาการ อยู่กับเนื้อความของย่อหน้า..

สิ่งนี้คล้ายกับการที่เราอาศัยบนโลก และกำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนที่ของมัน
แม้เราจะรู้อยู่เต็มอกว่าโลกมีการเคลื่อนที่ แต่เราก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นภาพการเคลื่อนที่จริงๆ
จนกว่าเราจะย้ายตัวเองออกไปอยู่นอกโลก

**

..ตอนบ่ายแก่ๆ ผมโทรไปหาลินอีกครั้ง..

“นี่ ทำไมในภาพมันเขียนว่า ‘คอมโพสิท-1มิติ’ 2มิติ 3มิติ แล้วต่อด้วย ‘คอมโพสิทโพสธ์’ ล่ะ?
แล้วที่มีเรียกว่า ‘ภาพเสมือน’..ทำไมถึงเรียกภาพเสมือนล่ะ?” ผมถาม

“หลังหนังสือมันมีอธิบายศัพท์อยู่ พัสสก็ลองเปิดดู..แต่อย่าเพิ่งสนใจมาก..ทำงานไปก่อน
ฉันว่าเธอชักหมกมุ่นแล้วนะพัสส..”

..ผมชะงัก อาจเป็นเพราะคำว่า ‘หมกมุ่น’ ฟังแล้วเป็นรูปธรรมมากกว่า ‘ฟุ้งซ่าน’..

“..ถามหน่อย..ธรรมดาไปทำงานเนี่ย เคยโทรมาคุยกับเราบ้างมั้ย?..”

ลินพูดด้วยน้ำเสียงเสียงจริงจัง แต่ไม่ได้เป็นเพราะเธอน้อยใจที่ผมไม่ค่อยโทรกลับไปคุย
แต่เป็นเพราะเราสองคนต่างรู้สึกว่าได้คุยกันบ่อยเป็นปรกติอยู่แล้ว
ดังนั้นเวลาผมออกมาทำงาน ถ้าไม่มีธุระสำคัญๆ ทั้งผมและเธอก็จะไม่ต่อโทรศัพท์คุยกัน

“..วันนี้ยังไม่เย็นเลย..เธอโทรมาสามครั้งแล้วนะ..ฟุ้งซ่านอยู่รู้ตัวรึเปล่า?”

**

หลังวางโทรศัพท์จากลิน ผมเริ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังฟุ้งซ่าน
จึงเก็บหนังสือปกดำเข้าไว้ในกระเป๋าแล้วพยายามไม่คิดถึง
และพุ่งความสนใจไปที่งานที่ต้องทำเท่านั้น

แต่เหมือนถูกแกล้ง..ยิ่งผมพยายามไม่นึกถึงหนังสือของปรนิมม์มากเท่าไหร่
ยิ่งเหมือนไปกระตุ้นให้เนื้อหาในหนังสือผุดขึ้นในใจมากเท่านั้น
ภาพของลูกบอลสีเหลือง สีดำ ต่างโผล่ขึ้นมาจับกลุ่มกันให้ดูในความคิดเป็นระยะๆ
บางครั้งในหัวก็จะมีคำถามชวนให้คิด เช่น การจับกลุ่มเริ่มจากไหน? และจะจบลงอย่างไร?
บางครั้งก็มี ‘คำตอบ’ ในเรื่องที่ยังไม่ได้เริ่มสงสัย
แต่บางครั้งก็กลับมี ‘คำถาม’ ในเรื่องที่รู้สึกว่าเข้าใจไปแล้ว

นอกจากนั้นยังมีคำถามข้างเคียงต่างๆ สลับกันผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เช่น ตอนนี้ตัวเองเข้าใจหนังสือไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว? หากเข้าใจได้ทั้งหมดจะเป็นอย่างไร?
จะเห็นหุ้น กับช่องว่าง แบบที่ลินเห็นได้หรือไม่? จะใช้มันหาผลประโยชน์ได้หรือเปล่า?
ถ้าไม่ได้ จะทำอย่างไรจึงจะได้? และถ้าได้ จะเอาผลประโยชน์ไปทำอะไร?
ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร? จะมีความสุขความสบายอะไรที่รออยู่ข้างหน้า? และอื่นๆ อีกมากมาย

รวมถึงความรู้สึก ‘กังวล’ กับจิตใจที่กำลังฟุ้งซ่านอยู่ ว่ามันจะพาให้เสียงานเสียการมั้ย?
กระทั่งกลัวไปถึงว่า อาการเหล่านี้กำลังส่อเค้าว่าผมจะวิปลาสหรือเปล่า?

**

วันนั้นผมกลับเข้าห้องพักและปิดไฟนอนราวสองทุ่ม ซึ่งถือว่าเร็วกว่าปรกติมาก
โดยหวังว่าเมื่อได้นอนหลับแล้วคงจะทำให้ความฟุ้งซ่านหายไป
แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ลดการทำงานลง
จิตใจก็สามารถสร้างความฟุ้งซ่านขึ้นมาได้อย่างชัดเจน และรุนแรงมากขึ้น
จนถึงขนาดทำให้บริเวณท้ายทอยมีความรู้สึกล้าเกิดขึ้น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

.. ผมวิตกจนต้องโทรศัพท์หาลินตอนสี่ทุ่ม..

“โหล...นี่นอนไม่หลับง่ะ ในหัวคิดแต่เรื่องหนังสือ..ทำไงง่ะ พรุ่งนี้คิวฉันด้วย”

งานที่ผมทำคือการจัดหลักสูตรพัฒนาบุคคลากร
โดยทุกคนในทีมมีหน้าที่ที่จะต้องหมุนเวียนกันเป็นวิทยากรของหลักสูตร
ซึ่งคิวการเป็นวิทยากรในวันพรุ่งนี้ก็อยู่ในความรับผิดชอบของผม

“ก็บอกแล้วววว..อ้ะ จะเอายังไงล่ะทีเนี้ยะ” ลินพูดเหมือนจะตัดหางปล่อยวัด

“เอ๊า ก็ถึงโทรมาถามนี่ไง..จะเอาไงดี?”

“พุทโธไปสิ” เธอเสนอให้ทำสมาธิแบบใช้คำบริกรรม ‘พุท-โธ’ กำกับ

“ทำแล้ววว..มันไม่หยุด” ผมตอบ

“ก็ดูลมหายใจอ้ะ” เธอเสนอทางเลือกแบบ ‘อานาปานสติ’

“ทำหมดแล้ววว..สองอย่างเลย มันก็ไม่หยุด”

..ลินหัวเราะคิกคัก..

“เอางี้..เอาจริงๆ ละ..ตัวเองใจถึงมั้ยล่ะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ถึง”

“ใจถึงจริงๆ นะ?” ลินถามย้ำ

“เอ้อ” ผมรีบรับคำอย่างสุนัขจนตรอก

“ปล่อยให้มันฟุ้งแล้ว ‘ตามดู’ มันไป..ไม่ต้องไปเกลียดมัน..ใจจะฟุ้งก็เรื่องของมัน..
ดูมันไป เหมือนดูใจคนอื่นฟุ้ง..

ใจกล้าๆ หน่อย ยอมรับสภาพ ยืดอกรับ ‘ผล’..ก็ตัวเองนั่นแหละ ไปทำ ‘เหตุ’ ให้จิตฟุ้ง
ทำแล้วก็ต้องยอมรับผล..ดูไปเรื่อยๆ.. พุทโธไว้ด้วยก็ได้ แล้วพอมันฟุ้งขึ้นมาก็ ‘รู้’ มันไป”
เธอแนะนำเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ

“งี้มันจะหายฟุ้งเหรอ?” ผมสงสัย

“เอ๊ะ..แล้วบอกว่าใจถึง..มันไม่หายก็ไม่หายสิ
แล้วไปดูด้วยว่าใจมัน ‘เกลียด’ ความฟุ้ง..แค่คอยดูมันเรื่อยๆ ไม่ต้องไปยุ่ง
..ใจถึงมั้ยล่ะ?” ลินถามย้ำอีกครั้ง

“ถึง”

..หลังจากวางสายลินผมลองทำตามคำแนะนำของเธอทันที..

**

เวลาเกือบตีหนึ่ง ผมต่อโทรศัพท์หาลินอีกครั้ง...

“นี่!..ทำแล้ว..ไม่เห็นหายเลย” ผมบ่นทันทีเมื่อเธอรับสาย

“พัสส เอางี้..ตอนนี้พัสสกลัวอะไร?..” เธอถาม

“กลัวนอนไม่หลับ” ผมตอบ

“..ไม่หลับแล้วจะเป็นไรไป..”

“พรุ่งนี้ก็นำคลาสไม่ได้ดิ”

“..นี่มันจะตีหนึ่งอยู่แล้ว ยังไม่ได้นอนเลย..แล้วต้องตื่นกี่โมง?”

“ตีห้า” ผมตอบ

“นั่นแหละ..ยังไงพรุ่งนี้ก็งัวเงีย ถึงตัวเองหลับตอนนี้เลยก็งัวเงียอยู่ดีแหละ
ฟังเราดีๆ นะไม่ว่าคืนนี้เธอจะทำยังไง ผลลัพธ์พรุ่งนี้ก็ไม่เปลี่ยนแล้ว
แล้วเธอจะอยู่กับคืนนี้อย่างสบายใจ หรือจะอยู่อย่างเครียดๆ..

ตัวเองทำงานมากี่ปี?..ยังไงถึงพรุ่งนี้ตัวง่วง ตัวก็นำคลาสได้อยู่แล้ว..จะดี ไม่ดีนั่นอีกเรื่องนึง
แล้วถ้าพรุ่งนี้นำคลาสได้ไม่ดี เขาจะไล่ออกเลยมั้ย?..” ลินพูดให้ผมคิดตาม

“หึ”

“..อือ..เพราะงั้นก็ไปทำให้ดีที่สุด ไม่งั้นก็ขอแลกเวรกับคนอื่น
มันไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมายหรอกพัสส..ใจเธอตะหากที่สร้าง ‘ความวิตกส่วนเกิน’..

คืนนี้ก็ ‘ใจถึงๆ ดูความฟุ้งซ่านไปอย่างสบายใจ’ ไม่ต้องไปกลัวมัน
ไปสังเกตดูว่า ‘มันฟุ้งเพราะเธอสั่งให้ฟุ้ง’ หรือ ‘มันฟุ้งขึ้นมาของมันเอง’
นอนไม่หลับก็ไม่หลับ..ถือซะว่าได้โอกาสศึกษาธรรมะ”

********

คำพูดของจิตนลินจากการโทรรอบสุดท้ายทำให้ผมค่อยเบาใจ วิตกกับความฟุ้งซ่านน้อยลง
และน่าจะผล็อยหลับตอนประมาณตีสี่ จากนั้นตีห้าก็ตื่นขึ้นแล้วแต่งตัวไปทำงาน..

สำหรับงานในวันนั้นก็สามารถผ่านไปได้อย่างไม่เลวร้ายมากนัก
เพียงแค่สีสันของการบรรยายหน้าห้องไม่มีมากเท่าที่ควร เพราะยังติดอาการเบลอจากการอดนอน
คลาสในวันนั้นจึงดำเนินไปอย่างเนือยๆ ตามมาตรฐานขั้นต่ำ..

หลังเลิกงานตอนบ่ายสองโมง ผมขับรถกลับกรุงเทพโดยต้องจอดนอนพักในปั๊มน้ำมันราวครึ่งชั่วโมง
ก่อนจะตื่นขึ้นและขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านต่อไป..




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 6 ก.พ. 2553 (00:10)
ขอบคุณความรู้คู่ความบันเทิง ได้ข้อคิดและมุมมองที่ไม่รู้
Wilawan112
ร่วมแบ่งปัน79 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.1175 seconds !