โลกที่ปราศจากศูนย์ (I) (ตอนที่ 4 : "เราไม่ใช่คนของโลกใบนี้") | วิชาการ.คอม

โลกที่ปราศจากศูนย์ (I)

มีหนังสือเล่มหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องนอนของผม มันเดินทางไกลมายังที่แห่งนี้พร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง ในหนังสือเล่มนั้นมีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวของโลกกายภาพอย่างพิสดาร จนทำให้คนในที่ที่มันถูกเขียนขึ้นบางคนพูดถึงมันว่า เป็นหนังสือแห่ง 'ทฤษฎีสรรพสิ่ง'
ผู้เขียน: วนวัสส ชมแล้ว: 59,382 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 19 January 2010, 7:03 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 13 October 2011, 12:44 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
1-20 | 21-31


หน้าที่ 4 - ตอนที่ 4 : "เราไม่ใช่คนของโลกใบนี้"

“ในบรรดาเรื่องแปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตผม มีอยู่เรื่องหนึ่งที่แปลกกว่าเรื่องอื่นทั้งหมด
นั่นคือในวันหนึ่งผู้หญิงที่คบหาดูใจกับผมมาเป็นเวลาเกือบ 4 ปี พูดขึ้นมาว่า..เธอไม่ใช่คนของโลกใบนี้”

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงวินาทีที่ได้ยินว่า ผู้หญิงที่เรารักไม่ใช่คนในโลกใบเดียวกับเรา
บางครั้งจิตใจผมก็ตั้งคำถามขึ้นว่า
ถ้าผมเป็นฝ่ายที่ตกอยู่ในฐานะ ของผู้ที่ต้องกำความลับเรื่องที่มาของตัวเองบ้าง
ผมจะตัดสินใจอย่างไร
..ผมจะเก็บมันให้เป็นความลับตลอดไป หรือจะหาโอกาสพูดออกมา

ซึ่งทุกครั้งที่คำถามนี้ผุดขึ้น คำตอบที่ผุดขึ้นตามมาก็คือ
ตัวผมก็คงจะตัดสินใจทำในสิ่งเดียวกับที่เธอได้ทำในวันนั้น...

********

หลังจากฟังลินอธิบาย ถึงเทคนิคที่เธอใช้ซื้อหุ้นอยู่เกือบชั่วโมง
เราสองคนก็ชวนกันลุกจากหน้าคอมพิวเตอร์ เข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารกลางวัน

“พัสส..วิธีที่ทำให้ดูเมื่อกี้นี้ใช้ได้กับตลาดหุ้นทั่วโลกนะ เพราะแต่ละที่ก็ตั้งอยู่บนหลักการเดียวกัน
คนในตลาดก็มีเจตนาเดียวกัน คือครอบครองมูลค่า..” ลินพูดเรื่องหุ้นขึ้นอีกครั้ง
ตอนที่พวกเรากำลังช่วยกันปรุงอาหาร

“อือฮื้ม” ผมรับคำเพื่อให้เธอเล่าต่อ

“..ตลาดหุ้นไทย ญี่ปุ่น อเมริกา ฮ่องกง ก็คือ ‘กิจกรรมเดียวกัน’ แค่เกิดในสถานที่ที่ต่างกัน
ที่นี่เรียกหุ้น อีกที่เรียกสต๊อก เราเรียกซื้อขาย ที่อื่นเรียกเทรด แต่เอาเข้าจริงมันก็คือสภาวะเดียวกัน..”

“อือฮื้ม”

“..คล้ายๆ กับพวกเรานะ เราคนกรุงเทพ เราก็ ยืน เดิน นั่ง นอน..
คนเชียงใหม่ คนเวียงจัน คนลอนดอน ก็ทำเหมือนๆ กับเรา
บนหน้าเขาก็มีจมูก มีปากเหมือนเรา..หิว ร้อน หนาว เหมือนๆ กัน..”

“อือฮื้ม” ผมฟังเธอไปเรื่อยๆ ขณะกำลังเตรียมเครื่องต้มยำ

“..เวลาพัสสเห็นนิโกรตัวดำ ฝรั่งตัวใหญ่ๆ จมูกโตๆ พัสสเคยกลัวบ้างปะ?”
ลินหันมามองหน้าผม แล้วแกล้งถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“หึ..ไม่ง่ะ..ถ้ามันไม่ไล่ปล้ำฉันนะ” ผมตอบแบบติดตลก

“แบบกล้ามใหญ่ๆ เลยนะ..ขนทองๆ เต็มตัว..ตางี้เขียวเลยนะ..ไม่กลัวบ้างเหรอ”
เธอเพิ่มความตื่นเต้นในน้ำเสียงขึ้นไปอีก

“หึ..มันมาปล้ำฉันมั้ยล่ะ..ถ้าไม่ไล่ปล้ำก็ไม่กลัว”

“ทำไมพัสสไม่กลัว?” เธอชักโทนเสียงกลับเป็นปรกติ จนผมแทบปรับอารมณ์ตามไม่ทัน

“เอ๊าาา..ไม่ได้มาปล้ำใช่มั้ยล่ะ..แล้วไปกลัวหาอะไรล่ะคับ”

“พัสสรู้สึกว่าก็เป็นคนเหมือนกัน..ไม่มีอะไรน่ากลัวใช่มั้ย”

“อื้อ” ผมรับคำ

“แต่ฝรั่งนั่นมันไม่ได้อยู่ประเทศไทยนะ” ลินจี้คำถามผ่านน้ำเสียงตื่นเต้นอีกครั้ง

“เอ๊าาายัยนี่..มันอยู่อเมริกามันก็คน..คนค้นนนนฅน” ผมตอบแบบติดตลกอีกครั้ง

**

หลังแต่ละคนทำเมนูของตัวเองเสร็จเรียบร้อย ผมตักต้มยำใส่ชามแล้วถือประคองไปยังโต๊ะกินข้าว
โดยลินยกไข่เจียวของเธอเดินตามหลังมาติดๆ

“แล้วถ้าฝรั่งคนนั้น เป็น ‘คนโลกอื่น’ ล่ะ?” ลินยังคงถามต่อ

“เป็นยังไง คนโลกอื่น?” ผมย้อนถาม

“ก็สมมุติว่าเป็นอีกโลกนึงเลย แต่เหมือนๆ ที่เราอยู่นี่แหละ
มีบ้านมีเมืองเหมือนๆ กัน มีคนอยู่เหมือนๆ กัน ถ้าฝรั่งนั่นเป็นคนของโลกใบนั้น พัสสจะกลัวป่ะ?”

“เป็นแบบ ‘โลกคู่ขนาน’ อย่างงั้นน่ะเหรอ?”

“อื้อ..อย่างนั้นแหละ”

“คงไม่ง่ะ..ถ้าเป็นงั้นก็คนเหมือนกัน” ผมตอบอย่างมั่นใจ

“งั้นเอาใหม่..ถ้าพัสสกับลินไม่เคยรู้จักกัน ไม่ได้คบกัน แล้วพัสสก็ไม่มีแฟน
คราวนี้จู่ๆ พัสสเกิดโผล่ไปในโลกแบบนั้น แล้วไปทำกำแพงบ้านคนอื่นทะลุ
แล้วพัสสก็ไปเจอคนแบบลินหลังกำแพง..แบบที่เราเจอกัน

..พัสสจะคบเขาเป็นเพื่อนมั้ย?..” ลินยังคงยิงคำถามอย่างต่อเนื่อง

“คบสิ” ผมตอบอย่างมั่นใจอีกครั้ง

“..แล้วจะจีบเค้าป่ะ?”

“จีบสิ..ถ้าไม่มีลิน ไม่มีแฟนนะ”

..คำตอบที่ตรงไปตรงมาของผมทำให้เธออมยิ้ม..

**

..ลินเดินไปยกขวดน้ำกับแก้วมาจากตู้เย็น แล้วนั่งรอให้ผมคดข้าวใส่จาน..

“พัสส..เราไม่ใช่คนของโลกใบนี้” เธอพูดขึ้นในขณะที่ผมกำลังใส่ข้าวลงในจานของเธอ

“เอ้อ..เราก็ร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา” ผมตอกมุกแล้วเบี่ยงตัวไปอีกทาง เพื่อคงข้าวลงในจานตัวเอง

“..พัสส..เราไม่ใช่คนของโลกใบนี้จริงๆ นะ” ลินพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง

**

การได้ยินซ้ำเป็นครั้งที่สองทำให้ผมแปลกใจ และวางของในมือลงอย่างอัตโนมัติ
เมื่อหันไปมองลิน สิ่งที่ได้เห็นก็คือสีหน้า และแววตาที่จริงจัง
ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่ส่อเค้าว่าประโยคเมื่อครู่เป็นการพูดเล่น
ในชั่วเสี้ยวเวลานั้นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของผมคือความสับสน
เพราะไม่รู้ว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่เพิ่งได้ยินมาอย่างไร

หากดูออกว่าเป็นการพูดเล่น ก็ยังสามารถสนุกตามน้ำต่อไป ให้มีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นได้
หรือหากลินแสดงอาการสับสน กระสับกระส่าย ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าเธออาจกำลังมีปัญหาทางจิต
ทว่าการที่เธอพูดขึ้นด้วยอาการปรกติ แล้วแสดงสีหน้า และแววตารอคอยคำตอบ
ทำให้ผมไม่สามารถจะใช้ประสบการณ์ชีวิตในอดีตส่วนใดๆ มาเป็นแม่แบบ
เพื่อสร้างการตอบสนองที่เหมาะสมได้ ในชั่วขณะนั้นผมจึงเหมือนถูกสะกดให้ยื่นนิ่งอยู่

..ลินคงเห็นว่าชั่วเวลาสามสี่อึดใจนั้นเป็นความสงัดที่นานเกินไป เธอจึงเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นก่อน..

“พัสสนั่งก่อน..ทำใจสบายๆ เดี๋ยวลินจะพูดอะไรให้ฟัง...”

**

ลินยื่นน้ำมาให้ผม แล้วเริ่มอธิบายว่า
ระบบสุริยะ ดาวโลก สัตว์ มนุษย์ คือ ‘สิ่งของ’ ที่มีอยู่ทั่วไปในจักรวาล
โลกของพวกเราใบนี้ไม่ใช่ ‘สิ่งพิเศษ’ หรือ ‘ตำแหน่งที่วิเศษ’ กว่าที่ตำแหน่งอื่นๆ ในเอกภพ
ซึ่งแม้จะไม่สามารถพูดได้ว่า ทุกระบบสุริยะมีโลกมนุษย์ แต่ก็พูดได้ว่า
มีระบบสุริยะจำนวนมากมายมหาศาล ที่มี ‘โลกของมนุษย์’ อาศัยอยู่
ดังนั้นโลกเราจึงเป็นเพียง ‘หนึ่งในจำนวนเหลือคณานับ’ ของสิ่งที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน

“พัสส..พวกเราคือ ‘ของชนิดเดียวกัน ซึ่งอยู่ในที่ที่ต่างกัน’..ลินมีโครโมโซมเท่ากับที่พัสสมี
มีลักษณะทางชาติพันธุ์ใกล้กับพัสสมากกว่าฝรั่งผมทอง หรือนิโกรตัวดำ
ยิ่งพัสสไม่ใช่พวกหนุ่มตี๋ แต่ตาโต ผมดำ ผิวน้ำตาล เพราะงั้นเราเลยคล้ายกับพัสส
มากกว่าที่พัสสคล้ายกับ ‘หมวยเซ็นเตอร์พอยท์’ ด้วยซ้ำไป..

เลือดของเราก็กรุ๊ป AB เหมือนกับพัสส ถ้าวันนี้ลินต้องผ่าตัด ลินก็ใช้เลือดของพัสสได้ทันที”

..ผมมองลิน และนิ่งฟังเธออธิบายโดยไม่พูดอะไร
สิ่งที่อยู่ในใจขณะนั้นไม่ใช่ความกลัว หรือตกใจ
เพียงแต่ไม่รู้จะตอบสนองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร
โดยส่วนตัวแล้วผมเรียกประสบการณ์ครั้งนี้ว่า ‘ช็อคทั้งสติ’..

**

..ลินอธิบายเรื่องของเธอไปเรื่อย..

“...ลินไม่เคยโกหกพัสส ไม่เคยบิดเบือนประวัติ ที่เกิด ที่เรียน ครอบครัว
เพราะถ้าเทียบโลกของลินกับที่นี่ ลินก็คือคนไทย..อยู่จังหวัดนนท์..
เราไม่ได้ต่างกันมากอย่างที่พัสสรู้สึก แม้แต่ภาษาที่ใช้ ลินก็ใช้ภาษาเดียวกับพัสส”

“งั้นทำไมถึงมีอะไรๆ เหมือนกัน?” ผมพูดขึ้นครั้งแรก หลังจากที่เงียบไปนาน ทำให้ลินยิ้มรับเล็กน้อย
คงเป็นเพราะพอสังเกตได้ว่าผมเริ่มสร่างจากอาการช็อคแล้ว

“พัสสลืมความเชื่อประเภทว่า ‘สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างสุ่ม’ หรือ ‘โลกเป็นผลผลิตจากการสุ่ม’ ไปซะ
แล้วมองใหม่ว่า ‘สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมีเหตุ’ เพราะงั้น ‘ถ้าเหตุคล้ายกัน ผลลัพธ์ก็จะคล้ายกัน’..”
เธอปรับกรอบความคิดของผม “..โลกของเรากับโลกใบนี้ก็แค่มีเหตุที่คล้ายกัน
เพราะงั้นมันถึงมีอะไรๆ เหมือนกัน”

“แล้วอะไรคือเหตุที่คล้ายกัน?” ผมซักเธอต่อ

“เราก็ไม่รู้..แต่มันเหมือนพัสสตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน แล้วตอกไข่ลงไป..พัสสจะได้อะไร?..” ลินย้อนถาม

“ไข่ดาว” ผมตอบ

“..ถามว่าที่พัสสได้ไข่ดาวมันบังเอิญรึเปล่า?..”

“ป่าว” ผมปฏิเสธ

“..แล้วถามว่า ถ้าคนที่เชียงใหม่เขาตั้งกระทะ แล้วตอกไข่ใส่ลงไปบ้าง
ทำเสร็จเขาก็ได้ไข่ดาวเหมือนกัน..เขาบังเอิญมั้ย?..”

“หึ”

“..เห็นมั้ย..ไข่ดาวของพัสส กับของเขา ไม่ได้เกิดแบบฟลุ้คๆ
ทั้งๆ ที่พัสสกับเขาไม่รู้จักกัน แต่พอทำเหตุคล้ายกัน ผลลัพธ์ที่ออกมามันก็คล้ายกัน
โลกของเรากับโลกใบนี้ก็แบบเดียวกัน ที่มันคล้ายก็เพราะมีเหตุคล้ายกัน”

“มันเหมือน ‘โลกคู่ขนาน’ ใช่ม้ะ?” ผมพยายามนำสิ่งที่ได้ยินมาเทียบกับฐานความรู้เดิมๆ

“ก็ไม่ใช่อีกหละ..นั่นมันจินตนาการในหนัง..ไข่ดาวเมื่อกี้มันก็ไม่ใช่ ‘ไข่ดาวคู่ขนาน’ ใช่มั้ยล่ะ..”

“อืมมม”

“..คล้ายพัสสไม่เคยรู้เลยว่าตั้งแต่อนุบาลมา มีเด็กคนนึงเรียนที่เดียวกับพัสสมาตลอด
แต่ไม่เคยรู้จักกันเลย..เวลาเรียนก็เรียนกันคนละห้อง..
จนเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้อยู่คณะเดียวกัน..แต่ก็ไม่เคยพูดคุยกัน...

แต่พัสสกับเขาก็มีประสบการณ์คล้ายกัน..ร้องเพลงโรงเรียนได้เหมือนๆ กัน..
ได้กินข้าวในโรงอาหารเดียวกัน..ใช้เครื่องแบบเดียวกันมาเป็นสิบปี

ถ้าเป็นอย่างงี้จะเรียกว่า พัสสกับเขาเป็น ‘คนคู่ขนาน’ ได้รึเปล่า?”

“ไม่มั้ง”

“อือ...พัสสก็คือพัสส เขาก็คือเขา แต่ละคนก็มีชีวิตของตัวเอง..หรืออย่างที่คนที่เป็น ‘แฝดเหมือน’
เขาก็คือคนสองคนที่รูปลักษณ์เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ..ไม่ใช่ ‘คนคู่ขนาน’ 

โลกของเรากับโลกใบนี้ก็ไม่ใช่โลกคู่ขนาน ที่นั่นก็คือที่นึง ที่นี่ก็คืออีกที่นึง
แต่ละที่ก็ ‘เป็นไปตามเหตุของตัวเอง’ แต่อย่างที่บอกก็คือ เหตุของที่นั่นกับที่นี่มันใกล้เคียงกัน
มันเลยทำให้ผลลัพธ์ที่เราเห็นใกล้เคียงกัน” ลินพูดสรุป

“แล้วภาษามันเหมือนกันได้ยังไง?” ผมถามด้วยความรู้สึกกึ่งอยากรู้ กึ่งอยากจับผิดให้ได้ว่า
สิ่งที่เธอกำลังพูด เป็นเพียงการอำครั้งใหญ่

“ภาษาก็เป็นผลผลิตของปฏิสัมพันธ์ พวกเราเป็นกลุ่มคนผิวเหลือง ให้ความสำคัญกับชั้นทางสังคม
ภาษาของเราเลยถูกสร้างจากความใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ เคยสังเกตคำเหล่านี้มั้ย
..หวิวๆ วังเวง โหวงเหวง หวั่นไหว วอกแวก..ได้ยินแล้วรู้สึกมั้ยว่ามันไม่ตั้งมั่น..”

“อืม”

“..ทุ่ม แทง ทาบ ทับ ทบ ทน ทุกข์ ทิ้ง..สังเกตมั้ย พวกนี้เหมือนมีอะไรกำลังทำอะไรบางอย่าง
ที่มีจุดจบแบบไม่ดิ้นไปไหน..”

“อืม”

“..ลวง ลอย หล้า ล้าหลัง ลังเล..เสียงพวกนี้ให้ความรู้สึกเลื่อนลอย..ไม่ใกล้..สังเกตออกม้ะ?”

“อืม”

“ภาษาก็ไม่ได้เกิดอย่างสุ่มๆ อย่างภาษาของพวกผิวขาวจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตาเห็น
หรือสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้....”

..ลินอธิบายเรื่องของภาษาอย่างน่าสนใจต่อไปอีกพักใหญ่ๆ..

**

“โลกมนุษย์ที่ว่ามีเยอะๆ ที่อื่นก็เหมือนโลกนี้น่ะเหรอ?” ผมถามต่อ
แม้ในขณะนั้นในใจลึกๆ ยังคงมีความรู้สึก อยากให้สิ่งที่เธอกำลังพูดอยู่เป็นเพียงการล้อเล่น
แต่เรื่องราวที่เธอถ่ายทอดออกมาก็มีมิติสมจริง และชวนติดตาม

“ไม่..ไม่ใช่ มันมีหลายแบบ..อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ นะ..มันก็เหมือนหน้าคนเรานี่แหละ
คนทุกเชื้อชาติหน้ากันทั้งนั้นใช่มั้ย แต่มันก็จะคล้ายกันมากน้อยต่างกัน
หน้าคนผิวขาวก็จะคล้ายกับพวกผิวขาวด้วยกัน มากกว่าพวกผิวดำ
แต่ในพวกผิวขาวด้วยกัน พวกฝรั่งเศสก็จะคล้ายกันเอง มากกว่าจะคล้ายกับผิวขาวพวกอื่น

โลกมนุษย์แต่ละที่ ถึงจะเป็นโลกมนุษย์เหมือนกัน
แต่ก็คล้ายกันมากบ้างน้อยบ้าง ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ
แต่อย่างที่นี่ กับโลกของเราน่ะคล้ายกันมาก ถึงจะไม่เป๊ะๆ ก็เหอะ..”

********

หลังจากที่จิตนลินอธิบายไปเกือบสองชั่วโมง สลับกับตอบคำถามของผมเป็นระยะๆ
ความรู้สึกแบบเดิมๆ ที่ผมมีให้เธอ ก็กลับคืนมาเป็นปรกติ
ผมยอมรับได้แล้วว่า อันที่จริงเธอก็คือ ‘ผลผลิตจากธรรมชาติ ชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในโลกใบนี้’
เพียงแต่ถูกผลิตขึ้น ณ ตำแหน่งของจักรวาลที่ต่างไปจากพวกเรา




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด

จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 6 ก.พ. 2553 (00:10)
ขอบคุณความรู้คู่ความบันเทิง ได้ข้อคิดและมุมมองที่ไม่รู้
Wilawan112
ร่วมแบ่งปัน79 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0925 seconds !