|
ในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ คนที่ยืนอยู่นิ่งๆ จะรู้สึกว่าตนเองมีความเร็วเท่ากับ ศูนย์เมตรต่อวินาที
คนที่ไม่มีเงินติดตัว จะรู้สึกว่าตนเองมีเงินเท่ากับ ศูนย์บาท
และหาก ส้มผลหนึ่ง ถูกหยิบไปจากที่ที่มันเคยวางอยู่ คนที่นี่ก็จะรู้สึกว่าเหลือส้มอยู่ ศูนย์ผล
แต่ในโลกอีกใบหนึ่ง แทบทุกคนที่นั่นรู้ดีว่า ศูนย์ที่พวกเขาเห็น ไม่ใช่ ศูนย์ที่แท้จริง
แต่เป็นเพียง ศูนย์จากการเปรียบเทียบ
คนที่ยืนอยู่นิ่งๆ ทราบว่า ตนยังครอบครอง ความเร็วเดียวกับโลกที่กำลังเคลื่อนไปในอวกาศ
คนที่ไม่มีเงิน ทราบว่า ตนยังครอบครอง ความสามารถที่จะแปลงให้กลายเป็นเงินได้
และนอกจากนั้นยังทราบว่า ความว่าง ที่เกิดขึ้นเมื่อส้มถูกหยิบไป ยังคงครอบครองบางสิ่ง
นั่นคือ ความสามารถในการรองรับส้มลูกใหม่ได้หนึ่งผล..ไม่ใช่ศูนย์แท้..ไม่ใช่ความว่างเปล่า..
********
คนที่นั่นเกิดมาเก่งเหมือนเธอหมดเลยรึเปล่า?
ผมถามในขณะที่กำลังจินตนาการถึงภาพบ้านเมืองของ มนุษย์ต่างดาว ผู้ทรงภูมิปัญญา
ป่าวพัสส คนที่นั่นกับที่นี่ไม่ต่างกันเลย..แล้วจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้เก่ง
แค่ มองเห็น แล้วก็ทำไปตามที่เห็น
ยังไง?
มันเหมือนเราสองคนถูกจับไปอยู่ในห้องมืดแล้วให้แข่งกันหาของ..พัสสมี แว่นมองกลางคืน
แล้วอย่างงี้ใครจะหาเก่งกว่ากัน?
ฉันดิ
อื้อ..แต่มันก็ไม่ใช่ว่าพัสสเก่งใช่มั้ยละ แค่พัสสมองเห็น เรามองไม่เห็น..
อืม
..คนที่นั่นก็เหมือนกัน..ไม่ได้เกิดมาพร้อมความเก่ง แค่ที่นั่นมี วิสดอม (Wisdom) ที่ที่นี่ไม่มี
งี้ก็ฉลาดกว่าดิ?? ผมพยายามพูดสนับสนุนจินตนาการของตัวเอง
ก็ไม่เชิงอ้ะ..แค่รู้จักธรรมชาติในมุมที่คนที่นี่ไม่รู้จัก..อย่างถามว่า คนในยุคก่อนใช้ไฟเป็น
กับ คนในยุคที่มีไฟใช้แล้ว ใครฉลาดกว่ากัน..มันก็ตัดสินไม่ได้ใช่มั้ย..
เพราะก่อนมีไฟเขาก็ ฉลาดแบบไม่มีไฟ พอหลังมีไฟแล้วเราก็ ฉลาดแบบมีไฟ
..การรู้จักใช้ไฟนี่หละวิสดอม..
อืม
..แต่คนยุคมีไฟฉลาดกว่าคนยุคก่อนจริงเหรอ?..ลองสมมุติให้คนเดี๋ยวนี้จุดไฟไม่ได้สิ..
อืมมม..ตายซะมั้ง
..ใช่..เพราะเราไม่มีความรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบไม่มีไฟ ลินสรุปตามมุมมองของเธอ
**
แล้ววิสดอมที่ว่ามันอะไร? ผมถามพร้อมเดาคำตอบต่างๆ ไว้ภายในใจมากมาย
ซึ่งส่วนใหญ่จะออกไปในแนวจิตนาการหลุดๆ อย่างไทม์แมชชีน เครื่องย้ายมวลสาร
หรือพันธุวิศวกรรมที่ก้าวหน้าอย่างยิ่งยวด
ที่โน่นเอา ศูนย์ ออกจากระบบความคิด..
!?!?!?!? ผมผงะเมื่อได้ฟังคำเฉลย
..แปลกใจม้ะ ลินพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
..?!จริงดิ?!.. ผมยังงงต่อไปอีกอึดใจเล็กๆ ..แล้วเอามันออกทำไมง่ะ?
เอาออกปุ๊บเห็นหุ้นวิ่งไปวิ่งมาได้เลยเหรอ? แล้วงี้ตลาดหุ้นบ้านเธอไม่วายป่วงหมดเร้อะ
วายป่วงสิ..ตลาดหุ้น ตลาดฟิวเจอร์ต้องปิดทั้งสองอันเลย...
**
ลินเล่าให้ฟังถึง การล่มสลายของตลาดหุ้น และ ตลาดฟิวเจอร์ ของที่นั่นว่า
เริ่มจากการที่มีคนจำนวนมากใช้เทคนิคเดียวกับเธอ เพื่อหาผลกำไร
จึงทำให้การซื้อขายเสียสมดุลย์ เพราะไม่มีใครสนใจใน มูลค่าหุ้น หรือ มูลค่าสินค้า ที่แท้จริง
แต่ต่างมุ่งหวังที่จะหาผลประโยชน์จาก เจตนา ของนักลงทุนคนอื่นๆ
ดังนั้นกลุ่มที่ ไม่สามารถเห็นเจตนาได้ จึงค่อยๆ ทยอยถอนตัวออกจากตลาด
เพราะรู้ดีว่าตนตกอยู่ในสถานะ เหยื่อ
ในขณะเดียวกันกลุ่มซึ่ง สามารถเห็นเจตนาได้ แต่ละคนก็มักจะอยู่นิ่งๆ
ไม่ส่งคำสั่งซื้อขายซึ่งจะสะท้อนเจตนาของตนเอง
จึงทำให้ในท้ายที่สุดแล้วตลาดขาดสภาพคล่อง และต้องปิดตัวลงในที่สุด
อย่างไรก็ตามลินเล่าว่าลักษณะของ บริษัทมหาชน ของที่นั่นยังคงมีอยู่ตามปรกติ
เพียงแต่ไม่ได้ทำการซื้อขายอย่างอิสระ ผ่านโบรคเกอร์แบบเรียลไทม์
แต่ใช้กระบวนการที่เธอเรียกว่า ร่วมทุนเสรี โดยผู้ที่เลื่อมใสในธุรกิจของบริษัทมหาชนใด
ก็สามารถที่จะนำเงินไป ซื้อหน่วยลงทุนโดยตรง กับบริษัทเหล่านั้น
และได้รับผลประโยชน์จากเงินปันผล หรือการขายหน่วยลงทุนคืนตามวงรอบที่แต่ละบริษัทกำหนดขึ้น
คล้ายกับกิจกรรมของ กองทุนเปิด ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
จะต่างก็เพียงแต่ละบริษัทจัดตั้งกองทุนเหล่านั้นขึ้นเอง และนำเงินที่ได้ไปลงทุนภายในกิจการของบริษัทตน
แต่สำหรับ ตลาดฟิวเจอร์ หรือ ตลาดซื้อขายล่วงหน้า เป็นสิ่งที่ต้องปิดตัวลงอย่างถาวร
เพราะนอกจากจะโดนทำลายจาก เทคนิคมองเจตนา แล้ว ระบบเศรษฐกิจยังเห็นว่า
กระบวนการซื้อขายแบบนี้ ไร้สาระ และสร้างปัญหาในแง่ของ อุปสงค์ลวงตา
เพราะถึงแม้ว่า อนาคต จะถูกนำมาจัดการในปัจจุบัน แต่ความผันผวนก็ยังคงเป็นความผันผวน
เพียงแต่ถูก เร่งเวลา ให้เกิดขึ้น ก่อนที่สมควรจะเกิดจริงเท่านั้น เมื่อผนวกกับผลเสียจากการ ปั่นราคา
ตลาดชนิดนี้จึงพิสูจน์ตัวเองว่า ไม่ตอบโจทย์ในแง่การสร้างเสถียรภาพของต้นทุน
ดังนั้นระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ จึงพอใจที่มันถูกทำให้ล่มสลายลง
**
..แค่เอาศูนย์ออกไปเนี่ยนะ ผมถามหลังจากได้ฟังเรื่องของตลาดหุ้น และตลาดฟิวเจอร์จบ
มันก็ไม่เชิงหรอก..ที่เอาศูนย์ออกมันเป็นวิสดอม เหมือนมนุษย์คนแรกรู้จักใช้ไฟ
แต่ไอ้ที่เราเอามาใช้มองหุ้น มันประยุกต์มาจากตัววิสดอมอีกทีนึง
เหมือนตอนแรกคนแค่รู้จักใช้ไฟเป็น..พอหลังๆ ก็มีความรู้จนสร้างรถจักรไอน้ำได้อะไรอย่างเงี้ยะ
มีงี้ด้วย.. ผมทำเสียงสูง ..แล้วเอาศูนย์ออกยังไง..แล้วเอาออกทำไม?
ก็มันไม่แทนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไง..พัสสดูตรงนี้.. ลินชี้ไปที่ดินสอที่วางอยู่บนโต๊ะ
..มีดินสออยู่หนึ่งอันใช่มั้ย
อืม
..เธอหยิบดินสอแท่งนั้นออก..
มีดินสอหนึ่งอัน..เอาออกไปหนึ่งอัน..เหลือดินสอกี่อัน
ศูนย์อัน ผมแกล้งตอบแบบเด็กอนุบาล
นักเรียนเก่งมากค่าาา..แต่ไปอยู่ที่โลกของเราโดนตีทีนึง...
..ถึงตรงนี้จะ ไม่มีดินสออยู่ แต่ก็ ไม่เท่ากับศูนย์
เพราะยังเหลือ ที่ว่าง ที่รองรับดินสอได้ 1 แท่ง..หรือจะเอาปากกา เอาตะเกียบมาวางก็ได้
อืม.. ผมฟังแล้วพยายามคิดตาม แต่ก็ยังไม่เข้าใจมากนัก ..แล้วทำไมที่ว่างไม่เท่ากับศูนย์?
ก็เพราะช่องว่างมัน มีค่า น่ะสิ..ถ้าไม่มีช่องว่างให้ใช้ สสาร จะไปอยู่ที่ไหน
อ้ะ..แล้วอย่างตอนนี้ฉันมีเงินศูนย์บาทอ้ะ ผมพยายามยกตัวอย่างที่จะแสดงให้เห็นว่าศูนย์มีอยู่จริง
โอเค ตอนนี้ในกระเป๋าพัสสมีเงินศูนย์บาท..แล้วถ้าเราถามว่า จะทำยังไงให้มีเงินซักหมื่นบาท
พัสสจะตอบว่าไง?
ไปทำงานมั้ง
อืม เห็นมั้ย...ถึงตอนนี้พัสสยังไม่มีเงินในรูปที่เป็นเหรียญ เป็นแบงค์
แต่พัสสก็ยังครอบครองเงินที่อยู่ในรูปของ แรงงาน..
อืม
..ไอ้สิ่งต่างๆ ที่เราบอกว่ามันเป็น ศูนย์ มันไม่ใช่ศูนย์จริงๆ..แต่เป็น ศูนย์ตามความเข้าใจของเรา
พอเราเห็นว่าไม่มีของที่เรากำลังมองหาเราก็บอกว่าศูนย์..ศูนย์ของเราอาจจะเป็นค่าบางค่าของคนอื่นก็ได้
อย่างตอนนี้พัสสว่าลินเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าไหร่?
ศูนย์กิโลต่อชั่วโมง ผมตอบง่ายๆ ทั้งที่ในใจลึกๆ รู้ว่าจะต้องผิด
เนี่ย..ศูนย์ตัวนี้คือ ศูนย์เปรียบเทียบ เพราะในสายตาพัสส พัสสเห็นว่าเรานั่งอยู่กับที่
แต่ลืมคิดไปว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกับที่โลกโคจร ถ้าพัสสไปนั่งบนดวงอาทิตย์แล้วมองมาที่นี่
พัสสก็จะต้องตอบว่าเรากำลังเคลื่อนที่ ด้วยความเร็วเดียวกันโลกที่มันหมุนรอบดวงอาทิตย์..เก็ตป่ะ?
อืมมม ผมพยักหน้า
เพราะงั้นศูนย์มันเลยไม่แทนปรากฏการณ์ที่มันเกิดขึ้นจริงๆ
แล้วอย่างนี้จะให้ฉันบอกว่าเธอเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าไหร่ง่ะ? ผมถาม
ก็บอกว่าศูนย์นั่นแหละ แต่ต้องรู้ว่ามันคือศูนย์จากการเปรียบเทียบ..ไม่ใช่ศูนย์แท้
ไอ้ที่ว่าคนที่โน่นเอาศูนย์ออก ก็แค่รู้ว่าศูนย์แท้มันไม่มี
**
อ้ะ..ศูนย์ออกไปล้ะ.. ผมพูดตัดบททั้งที่ในใจยังคงคิดหาศูนย์แท้ ..แล้วมันไปเห็นหุ้นเคลื่อนที่ได้ไง?
มันได้จากทฤษฎี..ชื่อว่า ทฤษฎีพัฒนาการมิติ.. ลินตอบพร้อมส่งสายตากรุ้มกริ่ม
มากระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นทำให้ผมตั้งใจรอฟัง
..ฮ่าๆๆ.. เธอหัวเราะ ..ยังเลยตาพัสส เล่าตอนนี้เธอก็งง
ไปฝึกมองแบบแยกองค์ประกอบให้ได้ก่อนไป แล้วเดี๋ยวเล่าให้ฟังทีหลัง
**
แม้ลินจะไม่ยอมอธิบายถึง ทฤษฎีพัฒนาการมิติ
แต่เธอก็เล่าเรื่องของ ชายคนหนึ่ง ที่เป็นต้นคิดในการเสนอว่า ไม่มีศูนย์แท้
ซึ่งเริ่มมาจากการที่เขาตั้งข้อกังขาต่อ ข้อห้ามทางคณิตศาสตร์...
..รู้จัก สูตรคำนวณระยะทาง มั้ย..ระยะทาง เท่ากับ ความเร็ว คูณ เวลา
อือฮื้ม..ฟิสิกส์ ม.4
ในโลกของเรามันมีคนๆ นึงใช้สูตรเนี้ยะ คิดหาคำตอบอะไรเล่นอยู่เพลินๆ
พอได้คำตอบแล้ว ก็เลยลองคิดเล่นๆ ว่า จะเป็นยังไงถ้าให้ความเร็วเป็นศูนย์..
อือฮื้ม
..เคยคิดมั้ยว่าถ้าความเร็วเป็นศูนย์ ผลลัพธ์จะออกมายังไง?
ก็ศูนย์สิ..ใช้ความเร็วศูนย์ ก็ได้ระยะทางศูนย์ ผมตอบ
อือ ถูก..คราวนี้ถ้าจะหาผลลัพธ์ใน พจน์ของเวลา พัสสจะทำไง? เธอถามต่อ
ก็เอา ระยะทาง ตั้ง..เอา ความเร็ว ไปหารดิ ผมตอบทันควันจนลืมคิดไปว่า
หากค่าของความเร็วเป็นศูนย์ จะทำให้ติด ข้อห้ามทางคณิตศาสตร์ ซึ่งห้ามไม่ให้ใช้ศูนย์เป็นตัวหาร
ฮื่อ..ความเร็วมันเป็นศูนย์นะ.. ลินพูดขัดให้ผมได้ฉุกคิด
เออ..มันใช้เป็นตัวหารไม่ได้นี่หว่า
อ้ะ..แล้วทำไงต่อล่ะทีนี้? เธอถามจี้โดยไม่เปิดจังหวะให้ผมคิด
ก็ทำไม่ได้ดิ
ไม่เอาสิ..ต้องทำสิ เธอบีบให้ผมคิดต่อ
อาาาา..ตอบ อนันต์ อ้ะ
อนันต์ไม่ได้..วงการคณิตศาสตร์ไม่ยอมรับ..มันพิสูจน์ไม่ได้
เอ๊า..งั้นก็เลิกคิดละกัน
ไม่ให้เลิก เราจะเอาคำตอบให้ได้ ลินอมยิ้มจากการแกล้งปิดทุกๆ ทางออกที่ผมคิดได้
แล้วจี้ให้ผมหาทางต่อไป
ก็แม่เล่นห้ามหมดอย่างงี้ ใครจะคิดได้ล่ะค้าบบบ ผมบ่นฆ่าเวลา
ได้ดิ..คนคิดได้เค้ามี..ปรนิมม์ ไง
!?!?!?
..ผมเลิกคิ้วด้วยความตกใจเมื่อได้ยินลินพูดชื่อของปรนิมม์
คนชื่อนี้ที่ผมรู้จักมีอยู่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งผมได้ยินเรื่องของเขาอยู่เนืองๆ ผ่านการบอกเล่าของลิน
และหากเธอบอกว่าคนๆ นี้เป็นผู้ที่เอาศูนย์ออกจากระบบความคิด นั่นก็หมายความว่า
ผู้หญิงที่กำลังนั่งอยู่ต่อหน้าผม ก็คือ น้องสาว ของชายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกทั้งใบ..
********
วันนั้นผมลอดอุโมงค์กลับจากบ้านของจิตนลินตอนเวลาเกือบห้าทุ่ม
โดยมีการบ้านที่ต้องทำอยู่สองข้อ ข้อแรกคือการฝึกมองแบบแยกองค์ประกอบ
และข้อที่สองก็คือการหาทางออกให้ได้ ว่าจะทำอย่างไรกับกรณีของการหารด้วยศูนย์..
แน่นอนว่าในที่สุดแล้ว ผมก็ไม่สามารถหาทางออกของปัญหาได้
แต่อีกไม่นานจิตนลินจะเฉลยวิธีการที่ ปรนิมม์..พี่ชายของเธอนำมาใช้
ซึ่งจะทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า....ชีวิตง่ายกว่าที่คิด....


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |