โครงการการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ (โครงการการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ) | วิชาการ.คอม

โครงการการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ

โครงการการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ
ผู้เขียน: นางสาวกัลยา นารถภักดี ชมแล้ว: 8,158 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 5 February 2010, 9:05 am ปรับปรุงล่าสุด: Fri 5 February 2010, 9:08 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - โครงการการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ

โครงการการวิจัยในชั้นเรียน  เรื่อง  การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ  ประเภทโคลงสี่สุภาพ

……………………………………………

ชื่อเรื่องการวิจัย     การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา(หลักการและเหตุผล)

จากการศึกษาข้อมูล  พบว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ส่วนใหญ่มีปัญหาในการอ่านทำนอง

เสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ ไม่ถูกต้องตามฉันทลักษณ์  เพื่อเป็นส่งเสริมให้นักเรียนได้มีความรู้พื้นฐานในการอ่านที่ถูกต้อง  และจำเป็นอย่างยิ่ง ที่นักเรียนจะได้ฝึกทักษะกระบวนการอ่าน   ดังนั้นจึงได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน  โดยใช้กระบวนการปฏิบัติ  ฝึกฝนทักษะการอ่านให้นักเรียนได้มีความรู้

ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการอ่าน   เพื่อมุ่งเน้นผู้เรียนเห็นคุณค่าของภาษาไทย    มีทัศนคติ ที่ดีต่อการอ่าน มีนิสัยรักการอ่าน  นำไปพัฒนาการเรียนรู้ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลสำเร็จ

                นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านทำนองเสนาะสูงกว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่ได้รับการสอนตามปกติ

ผลจากการได้รับการยอมรับ

                ได้รับการเผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้  โดยใช้กระบวนการปฏิบัติ  ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและเพื่อนครูต่างโรงเรียน  ซึ่งได้นำไปทดลองใช้พบว่าเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลดีกับนักเรียนในด้านการพัฒนาทักษะการอ่าน

ขั้นตอนที่สำคัญ

1.       วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เช่น

-ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำการสอน

-ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน

-ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

-ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

2.       ศึกษารายละเอียดในหลักสูตร  เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์และกิจกรรม

3.       พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ  1  โดยการสร้างแบบฝึกและเลือกเนื้อหาในส่วนที่จะสร้างแบบฝึกนั้นว่าจะทำเรื่องใดบ้าง   กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้

4.       ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตัวอย่าง

5.       ออกแบบฝึกชุดฝึกในแต่ละชุด  พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน  ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้

6.       ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน  ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้

7.       ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

8.       นำไปทดลองใช้   แล้วบันทึกผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง

9.       ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้

10.    นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป               

แนวคิด /หลักการ/ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย

      ทฤษฎีการลองผิดลองถูกของ ธอร์นไดค์  ซึ่งได้สรุปเป็นกฏเกณฑ์การเรียนรู้  2 ประการ 

คือ กฎความพร้อม  หมายถึงการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลพร้อมที่จะกระทำ

กฎผลที่ได้รับ  หมายถึง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลกระทำซ้ำและยิ่งทำมากความชำนาญ

จะเกิดขึ้นได้ง่าย

                ไพบูลย์  เทวรักษ์(2540 :23)   ได้กล่าวถึงกฎการฝึกหัดไว้ว่า

                การฝึกหัดให้บุคคลทำกิจกรรมต่าง    นั้น ผู้ฝึกจะต้องควบคุมและจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตนเอง   บุคคลจะถูกกำหนดลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออก  ดังนั้นผู้สร้างแบบฝึกจึงจะต้องกำหนดกิจกรรมตลอดจนคำสั่งต่าง    ในแบบฝึกให้ผู้ฝึกได้แสดงพฤติกรรมสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ผู้สร้างต้องการ

                ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์   ซึ่งมีความเชื่อว่าสามารถควบคุมบุคคลให้ทำตามความประสงค์   หรือแนวทางที่กำหนดได้โดยไม่ต้องคำนึงความรู้สึกทางด้านจิตใจของบุคคลผู้นั้นว่าจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร   เขาจึงได้ทดลองและสรุปได้ว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ได้ด้วยการกระทำ   โดยมีการเสริมแรงเป็นตัวการเมื่อบุคคลตอบสนองการเร้าของสิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม  สิ่งเร้านั้นจะรักษาระดับหรือเพิ่มการตอบสนองให้เข้มขึ้น

การออกแบบการวิจัย

ใช้แบบการวิจัย  1  กลุ่ม  มีการทดสอบทั้งก่อนและหลังการทดลอง

                                                O1           X        O2

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                -แผนการจัดการเรียนรู้  เรื่อง  การฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะโคลงสี่สุภาพ

                -แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่องการฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ที่ผู้วิจัย

สร้างขึ้น ตามจุดประสงค์ของแผนการสอนมีความแม่นตรงตามเนื้อหา

                -การวิจัยนี้ใช้คะแนนที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การฝึกทักษะการอ่าน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากจุดประสงค์ของแผนการสอน

ข้อจำกัดในการนำไปใช้

                ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้  มีกำหนด  3  สัปดาห์  นับตั้งแต่วันที่  14  ธันวาคม  ถึง  30  ธันวาคม  2552

                ต้องทำอย่างจริงจังสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาการอ่านเป็นรายบุคคล  เพื่อให้เกิดความชำนาญและแม่นยำในเนื้อหา

             ต้องให้แรงเสริมและกำลังใจด้วยการชมเชยการอ่านทุกครั้ง พร้อมทั้งใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ติดตามการอ่านของนักเรียน

คำสำคัญ     แผนการจัดการเรียนรู้  การสอนรายบุคคล  แรงเสริม  ทำนองเสนาะ

วันที่ส่งข้อมูล      1  กุมภาพันธ์  2553

ผู้นำส่งความรู้   นางสาวกัลยา  นารถภักดี

หน่วยงาน    โรงเรียนราชินูทิศ  2   อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปผลการวิจัยในชั้นเรียน

 

ชื่อเรื่อง  การพัฒนาการเรียนการสอน ของนักเรียนชั้นม.4 โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ

ชื่อผู้วิจัย   นางสาวกัลยา    นารถภักดี

                   ตำแหน่ง  ครู  โรงเรียนราชินูทิศ  2  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต  1 

 


วัตถุประสงค์ของการวิจัย

 

1.        เพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้  ชุดฝึกทักษะการเขียนเรียงความ   สำหรับนักเรียน

       ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4

2.        เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความ  ของนักเรียนชั้นมัธยม

        ศึกษาปีที่  4  ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง

สมมุติฐานการวิจัย

                นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการเขียนเรียงความ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม

ศึกษาปีที่   4   มีความสามารถในการเขียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย

                ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้   ชุดฝึกทักษะการเขียนเรียงความไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4   โรงเรียนราชินูทิศ  2  จำนวน  1  ห้องเรียน  จำนวนนักเรียน   6  คน   โดยผู้วิจัยเป็นผู้สอนนักเรียนด้วยตนเอง  ตลอดการทดลอง   8  ครั้ง   ครั้งละ  1  ชั่วโมง  และมีการวัดความสามารถในการเขียนเรียงความก่อนและหลังการทดลอง   แล้วนำผลการทำแบบฝึกของนักเรียนและความสามารถในเขียนเรียงความ  หลังการทดลองใช้ชุดฝึก   เพื่อมาหาประสิทธิภาพของชุดฝึกโดยใช้เกณฑ์  80/80   (E1  /  E2)     และเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนของนักเรียนก่อนและหลังการทดลอง   โดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ  80

 

ผลการวิจัย

                ผลการทดลองปรากฏว่า   แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีชุดฝึกการเขียนเรียงความสำหรับ

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่   4  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  คือจากเกณฑ์  80/80  มีผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและครูผู้สอน   ในระดับมากที่สุด  คือ  ค่าเฉลี่ยร้อยละ         และนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะในการเขียนเรียงความมีความสามารถในการเขียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง

 

 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด






nawaporn169
()

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,379 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 3 ปี
แบ่งปันความรู้ 1 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

Blog อื่น ๆ ของผู้เขียน




Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.248 seconds !