|
โครงการการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ
ชื่อเรื่องการวิจัย การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา(หลักการและเหตุผล)
จากการศึกษาข้อมูล พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ส่วนใหญ่มีปัญหาในการอ่านทำนอง
เสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ ไม่ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ เพื่อเป็นส่งเสริมให้นักเรียนได้มีความรู้พื้นฐานในการอ่านที่ถูกต้อง และจำเป็นอย่างยิ่ง ที่นักเรียนจะได้ฝึกทักษะกระบวนการอ่าน ดังนั้นจึงได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการปฏิบัติ ฝึกฝนทักษะการอ่านให้นักเรียนได้มีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการอ่าน เพื่อมุ่งเน้นผู้เรียนเห็นคุณค่าของภาษาไทย มีทัศนคติ ที่ดีต่อการอ่าน มีนิสัยรักการอ่าน นำไปพัฒนาการเรียนรู้ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลสำเร็จ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ประเภทโคลงสี่สุภาพ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านทำนองเสนาะสูงกว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนตามปกติ
ผลจากการได้รับการยอมรับ
ได้รับการเผยแพร่แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการปฏิบัติ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและเพื่อนครูต่างโรงเรียน ซึ่งได้นำไปทดลองใช้พบว่าเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลดีกับนักเรียนในด้านการพัฒนาทักษะการอ่าน
ขั้นตอนที่สำคัญ
1. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น
-ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำการสอน
-ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน
-ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
-ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. ศึกษารายละเอียดในหลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์และกิจกรรม
3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึกและเลือกเนื้อหาในส่วนที่จะสร้างแบบฝึกนั้นว่าจะทำเรื่องใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้
4. ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตัวอย่าง
5. ออกแบบฝึกชุดฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้
6. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้
7. ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
8. นำไปทดลองใช้ แล้วบันทึกผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง
9. ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
10. นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป
แนวคิด /หลักการ/ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย
ทฤษฎีการลองผิดลองถูกของ ธอร์นไดค์ ซึ่งได้สรุปเป็นกฏเกณฑ์การเรียนรู้ 2 ประการ
คือ กฎความพร้อม หมายถึงการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลพร้อมที่จะกระทำ
กฎผลที่ได้รับ หมายถึง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลกระทำซ้ำและยิ่งทำมากความชำนาญ
จะเกิดขึ้นได้ง่าย
ไพบูลย์ เทวรักษ์(2540 :23) ได้กล่าวถึงกฎการฝึกหัดไว้ว่า
การฝึกหัดให้บุคคลทำกิจกรรมต่าง ๆ นั้น ผู้ฝึกจะต้องควบคุมและจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตนเอง บุคคลจะถูกกำหนดลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออก ดังนั้นผู้สร้างแบบฝึกจึงจะต้องกำหนดกิจกรรมตลอดจนคำสั่งต่าง ๆ ในแบบฝึกให้ผู้ฝึกได้แสดงพฤติกรรมสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ผู้สร้างต้องการ
ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ ซึ่งมีความเชื่อว่าสามารถควบคุมบุคคลให้ทำตามความประสงค์ หรือแนวทางที่กำหนดได้โดยไม่ต้องคำนึงความรู้สึกทางด้านจิตใจของบุคคลผู้นั้นว่าจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร เขาจึงได้ทดลองและสรุปได้ว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ได้ด้วยการกระทำ โดยมีการเสริมแรงเป็นตัวการเมื่อบุคคลตอบสนองการเร้าของสิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม สิ่งเร้านั้นจะรักษาระดับหรือเพิ่มการตอบสนองให้เข้มขึ้น
การออกแบบการวิจัย
ใช้แบบการวิจัย 1 กลุ่ม มีการทดสอบทั้งก่อนและหลังการทดลอง
O1 X O2
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
-แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะโคลงสี่สุภาพ
-แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการฝึกทักษะการอ่านทำนองเสนาะ ที่ผู้วิจัย
สร้างขึ้น ตามจุดประสงค์ของแผนการสอนมีความแม่นตรงตามเนื้อหา
-การวิจัยนี้ใช้คะแนนที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การฝึกทักษะการอ่าน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากจุดประสงค์ของแผนการสอน
ข้อจำกัดในการนำไปใช้
ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีกำหนด 3 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม ถึง 30 ธันวาคม 2552
ต้องทำอย่างจริงจังสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาการอ่านเป็นรายบุคคล เพื่อให้เกิดความชำนาญและแม่นยำในเนื้อหา
ต้องให้แรงเสริมและกำลังใจด้วยการชมเชยการอ่านทุกครั้ง พร้อมทั้งใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ติดตามการอ่านของนักเรียน
คำสำคัญ แผนการจัดการเรียนรู้ การสอนรายบุคคล แรงเสริม ทำนองเสนาะ
วันที่ส่งข้อมูล 1 กุมภาพันธ์ 2553
ผู้นำส่งความรู้ นางสาวกัลยา นารถภักดี
หน่วยงาน โรงเรียนราชินูทิศ 2 อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการเรียนการสอน ของนักเรียนชั้นม.4 โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
ชื่อผู้วิจัย นางสาวกัลยา นารถภักดี
ตำแหน่ง ครู โรงเรียนราชินูทิศ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 1
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ชุดฝึกทักษะการเขียนเรียงความ สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความ ของนักเรียนชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง
สมมุติฐานการวิจัย
นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการเขียนเรียงความ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 4 มีความสามารถในการเขียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย
ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้ ชุดฝึกทักษะการเขียนเรียงความไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชินูทิศ 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 6 คน โดยผู้วิจัยเป็นผู้สอนนักเรียนด้วยตนเอง ตลอดการทดลอง 8 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง และมีการวัดความสามารถในการเขียนเรียงความก่อนและหลังการทดลอง แล้วนำผลการทำแบบฝึกของนักเรียนและความสามารถในเขียนเรียงความ หลังการทดลองใช้ชุดฝึก เพื่อมาหาประสิทธิภาพของชุดฝึกโดยใช้เกณฑ์ 80/80 (E1 / E2) และเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนของนักเรียนก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80
ผลการวิจัย
ผลการทดลองปรากฏว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีชุดฝึกการเขียนเรียงความสำหรับ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือจากเกณฑ์ 80/80 มีผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและครูผู้สอน ในระดับมากที่สุด คือ ค่าเฉลี่ยร้อยละ และนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะในการเขียนเรียงความมีความสามารถในการเขียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |