วิชาการดอทคอม ptt logo

วิเคราะห์มิลินทปัญหาเกี่ยวกับปัญหาความไกลแห่งพรหมโลก

คัมภีร์มิลินทปัญหาเป็นคัมภีร์สำคัญคัมภีร์หนึ่งในพระพุทธศาสนาซึ่งเชื่อกันว่าแต่งโดยพระปิฎกจุฬาภัย (ซึ่งบางตำราก็กล่าวว่าพระพุทธโฆษาจารย์พระเถระชาวมคธเป็นผู้แต่ง) ในขณะที่พระพุทธศาสนามีอายุล่วงมาได้ ๕๐๐ ปีอันอยู่ภายหลังจากยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช จุดมุ่งหมา
ผู้เขียน: ศรัณย์ เลิศรักษ์มงคล ชมแล้ว: 6,408 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 18 February 2010, 12:01 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 18 February 2010, 12:26 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 5 - ที่อยู่ของพรหมโลก

พรหมโลกอยู่ที่ไหน

พรหมโลกเป็นภพอย่างหนึ่งที่เป็นที่อยู่ของพรหมผู้ประเสริฐ ซึ่งออกห่างจากเบญจกามคุณ มีการเสวยอารมณ์ที่เกิดจากอำนาจฌานสมาบัติ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาหรือแม้ในพระสูตรต่างๆได้แสดงไว้ว่าพรหมโลกนั้นอยู่สูงขึ้นไปจากเทวภูมิชั้นปรนิมมิตวสวตีขึ้นไปอีกราวห้าล้านห้าแสนแปดพันโยชน์ (๕,๐๐๘,๐๐๐) โดยที่การเกิดของพรหมนั้นมีลักษณะเป็นแบบโอปปาติกะคือเกิดแล้วโตทันที และยังมีการกล่าวไว้ในอัคคัญสูตรด้วยเช่นกันว่ามนุษย์ยุคแรกที่มาเกิดนั้นก็ล้วนแต่เป็นมาจากพรหมในชั้นอาภัสสราพรหมและอาศัยการเกิดแบบโอปปาติกะด้วยเช่นเดียวกัน[1]

โดยทั่วไปแล้วเป็นที่เชื่อกันว่าพรหมโลกนั้นเป็นภพภูมิที่เรียกว่า “อปุริมสงสาร” หรือภพภูมิที่มีความสุขสบายและประณีตสูงสุด อย่างไรก็ตามพรหมภูมินี้ยังไม่ถือว่าอยู่ในชั้นโลกกุตรภูมิเพราะยังไม่พ้นจากภพทั้งสาม ทั้งนี้ในอรรถกถาสังยุตตนิกาย กล่าวถึงความไกลแห่งพรหมโลกไว้ว่า

”ก้อนศิลาขนาดใหญ่ถูกทิ้งให้ตกลงมาจากพรหมโลกชั้นต่ำ ก้อนศิลานั้นตกลงมาวันคืนหนึ่ง เป็นระยะ ๔๘,๐๐๐ โยชน์ จึงจะถึงพื้นดินเป็นเวลา ๔ เดือน เพราะเหตุนั้น ระยะทางระหว่างพรหมโลกชั้น พรหมปาริสัชชา ถึงพื้นดิน บัณฑิตผู้ทราบนัย พึงทราบว่าเป็น ๕,๗๖๐,๐๐๐ โยชน์ ดังนี้”

พรหมโลกหรือพรหมภูมินั้นเป็นสถานที่ อยู่ของผู้ที่เจริญสมาธิสมถภาวนาจนสามารถทำฌานสมาบัติให้เกิดขึ้นโดยที่ฌานนั้นไม่เสื่อมก่อนตาย ทำให้ได้ไปบังเกิดในภพดังกล่าวทั้งนี้ พรหมภูมิมีถึง ๒๐ชั้นหรือ ๒๐ ภูมิแบ่งเป็นพรหมประเภทที่มีรูปและพรหมที่ไม่มีรูป คือ

 

พรหมที่มีรูป หรือรูปพรหมมี ๑๖ ชั้น

๑) พรหมปาริสัชชา เป็นพรหมโลกชั้นที่ ๑ เป็นชั้นล่างสุดแต่สูงกว่าปรนิมมิตวสวัตตีมาก ว่าโดยศัพท์แล้วพรหมปาริสัชชานั้นแปลว่า “พรหมที่เป็นบริษัทบริวารของมหาพรหม” และพรหมชั้นนี้มีอายุยาวนาน ๑ ใน ๓ ของวิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป

๒) พรหมปุโรหิตา เป็นภพภูมิของพรหมที่ได้ปฐมฌานอย่างกลาง การที่พรหมชั้นนี้มีชื่อเรียกว่าปุโรหิตานั้นมีความหมายว่า “พรหมที่เป็นปุโรหิตหรือที่ปรึกษาของมหาพรหมทั้งหลาย”และพรหมชั้นนี้มีอายุยืน ๓๒ อัตรกัป หรือเท่ากับ๑ ใน ๒ ของวิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป

๓) พรหมมหาพรหมมา เป็นภพภูมิของพรหมที่ได้ปฐมฌานขั้นประณีต เป็นที่สถิตของท้าวสหัมบดีพรหมซึ่งเป็นผู้ทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ด้วย พรหมชั้นนี้มีอายุยืน ๑ วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป  (หรือ ๑ มหากัป)                         

๔) พรหมปริตตาภา เป็นภพภูมิของพรหมที่ได้ทุติยฌานอย่างอ่อน (ทั้งนี้ชื่อ “ปริตรตาภา”หมายถึงมีรัศมีน้อยกว่าพรหมที่อยู่เบื้องบน) พรหมชั้นนี้มีอายุ ๒ วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป (หรือ ๒ มหากัป)

๕) พรหม อัปปมาณาภา เป็นพรหมที่ได้ทุติยฌาณขั้นกลางมีความหมายว่าพรหมมีรัศมีสว่างประมาณมิได้ พรหมชั้นนี้มีอายุยืน ๔ มหากัป

๖) พรหม อาภัสสรา เป็นภพภูมิของพรหมที่ได้ทุติยฌานขั้นประณีต ทำให้มีความปีติในฌานของตนอย่างเต็มที่ พรหมชั้นนี้มีอายุยืน ๘ มหากัป

๗) พรหม ปริตตสุภา เป็นพรหมที่สำเร็จตติยฌานอย่างอ่อน มีรัศมีสวยงามเหมือนดวงจันทร์ซึ่งเป็นความสว่างที่ไม่กระจายออกจากกัน พรหมชั้นนี้มีอายุยืน ๑๖ มหากัป

๘) พรหม อัปปมาณสุภา เป็นพรหมที่สำเร็จตติยฌานขั้นกลาง อายุยืน ๓๒ มหากัป

) พรหม สุภกิณหา เป็นพรหมที่สำเร็จตติยฌานขั้นประณีต ทำให้มีรัศมีสวยงามตลอดร่างกาย มีอายุยืน ๖๔ มหากัป

๑๐) พรหม เวหัปผลา เป็นภพของพรหมที่มีผลของฌานที่บริบูรณ์ (คือตั้งแต่จตุตถฌานขึ้นไป) มีความมั่นคงไม่หวั่นไหวเป็นพิเศษตามอำนาจของฌาน พรหมที่สถิตในชั้นเวหัปผลานี้เป็นต้นไปเมื่อโลกถูกทำลายด้วยไฟ ด้วยน้ำและด้วยลมนั้นไม่ได้ถูกทำลายไปด้วยจึงเรียกชื่อว่าเป็น  “พรหมที่พ้นจากการทำลายล้าง” มีอายุถึง ๕๐๐ มหากัป   

๑๑)พรหมอสัญญีสัตตา เป็นพรหมที่ไม่มีทั้งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (คือไม่มีนามขันธ์) มีเพียงแต่รูปขันธ์เพียงอย่างเดียวโดยความรู้สึกทั้งมวลดับหมด ไม่มีความรับรู้สิ่งใดแต่กิเลสนั้นยังมีอยู่หรือเรียกว่า “พรหมที่ไม่มีสัญญา”  เป็นพรหมที่มีรูปร่างงดงาม เป็นอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ คือนั่ง ยืน และนอน ขึ้นอยู่กับอิริยาบถสุดท้ายก่อนทำกาละ (ตาย) จากมนุสสภูมิ พรหมชั้นนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “พรหมลูกฟัก” มีอายุยืนถึง ๕๐๐ มหากัปเท่ากับในชั้นเวหัปผลาพรหม และเป็นพรหมที่ไม่สามารถตรัสรู้ได้ในชาตินั้น (อาภัพพสัตว์)    

๑๒) พรหม อวิหาสุทธาวาส เป็นพรหมซึ่งจัดเข้าในกลุ่มของพระอริยเจ้าชั้นอนาคามี โดยที่พรหมชั้นอวิหาสุทธาวาสนี้จะสถิตอยู่ ณ ภูมิของตนจนหมดอายุขัย ๑,๐๐๐ มหากัปโดยไม่เสื่อมจากสมบัติ ทั้งนี้พรหมอวิหาสุทธาวาสจะอยู่สูงจากชั้นสัญญีสัตตา ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์

๑๓) พรหม อตัปปาสุทธาวาส  อตัปปาสุทธาวาสเป็นชั้นภูมิของพรหมที่เข้าสมาบัติอยู่เสมอจนไม่มีนิวรณธรรมเกิดขึ้น ปราศจากความเดือดร้อนใจ พรหมชั้นนี้อยู่สูงจากอวิหาสุทธาวาส ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ และมีอายุยืน ๒,๐๐๐ มหากัป

๑๔) พรหม สุทัสสาสุทธาวาส  พรหมชั้นสุทัสสาสุทธาวาสนี้ถือได้ว่าเป็นพรหมที่ ”บริบูรณ์ด้วยกำลังแห่งจักษุทั้งหลาย”[2] เป็นพรหมที่มีอินทรีย์แก่กล้า สติมีกำลังยิ่งกว่าอินทรีย์อื่น พรหมชั้นนี้สถิตอยู่สูงจากชั้นอตัปปาสุทธาวาสเท่ากับ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ หรือเป็นระยะทางสองเท่าของชั้นอวิหาภูมิ และมีอายุยืน ๔,๐๐๐ มหากัป

๑๕) พรหม สุทัสสีสุทธาวาส  พรหมชั้นนี้ควรกล่าวได้ว่ามีกำลังแห่จักษุบริบูรณ์ยิ่งกว่าพรหมชั้นสุทัสสาสุทธาวาสถึง ๓ เท่า (เว้นแต่ธัมมจักษุเท่านั้นที่มีกำลังเสมอกัน) จึงทำให้สามารถเห็นสิ่งต่างๆได้โดยสะดวก พรหมชั้นนี้สถิตอยู่สูงจากชั้นสุทัสสาสุทธาวาสเท่ากับ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ หรือเป็นระยะทางสามเท่าของชั้นอวิหาภูมิ

๑๖) พรหมอกนิฏฐสุทธาวาส  เป็นพรหมที่มีกำลังอินทรีย์แก่กล้าสูงสุด มีกำลังมากกว่ารูปพรหมทุกชั้น และพระอนาคามีที่บังเกิดในชั้นนี้แล้วย่อมนิพพานอยู่ในชั้นนี้แน่นอน พรหมชั้นนี้สถิตอยู่สูงจากสุทัสสีสุทธาวาส ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ หรือเป็นระยะทางสี่เท่าของชั้นอวิหาภูมิ[3]

 

พรหมที่ไม่มีรูป หรืออรูปพรหม ๔ ชั้น

อรูปพรหม๔ เป็นพรหมที่ไม่มีรูปกาย มีเพียงนามขันธ์ ๔ และการแบ่งชั้นก็เป็นการแบ่งตามความอ่อนแก่แห่งกำลังฌานเช่นกัน มี ๔ ชั้น คือ

๑) อรูปพรหม อากาสานัญจายตนะ เป็นภูมิที่สถิตของพรหมที่บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน (บำเพ็ญฌานโดยเอาอากาศที่ไม่สิ้นสุดเป็นอารมณ์)  ภูมินี้อยู่สูงจากอกนิฏฐพรหมเป็นระยะทาง ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ ถือปฏิสนธิด้วยอากาสานัญจายตนวิปากจิต มีอายุยืนถึง ๒๐,๐๐๐ มหากัป

๒) อรูปพรหม วิญญานัญจายะตนะ เป็นภูมิที่สถิตของพรหมที่บรรลุวิญญานัญจายตนฌาน (บำเพ็ญฌานโดยมีเอาความรู้สึกว่ามีอากาศอยู่นั้นมาเป็นอารมณ์)และสำเร็จอรูปฌาน ๒ ขึ้นไป  ภูมินี้อยู่สูงจากอากาสานัญจายตนภูมิเป็นระยะทาง ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ มีอายุยืนถึง ๔๐,๐๐๐ มหากัป

๓) อรูปพรหม อากิญจัญญายตนะ เป็นภูมิที่สถิตของพรหมที่บรรลุอากิญจัญญายตนฌานหรืออรูปฌานที่ ๓ บำเพ็ญฌานโดยเอาความว่างที่ละเอียดยิ่งกว่าอากาศ (อวกาศ) ที่โล่งว่าเป็นอารมณ์ ภูมินี้อยู่สูงขึ้นไปอีกเท่าหนึ่งของอรูปพรหมชั้นวิญญานัญจายตนะ  ชั้นนี้เป็นชั้นที่ท่านอาฬารดาบสผู้เป็นอาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะมาบังเกิดอยู่

๔) อรูปพรหม เนวะสัญญานาสัญญายตนะ เป็นภูมิที่สถิตของพรหมที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรืออรูปฌาน ๔  บำเพ็ญฌานโดยเอาความรู้สึกว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยละทิ้งไป มีแต่สัญญาอย่างละเอียดเป็นอารมณ์อยู่สูงขึ้นไปอีกเท่าหนึ่งของอากิญจัญญายตนะ และถือว่าเป็นภูมิที่อยู่สูงที่สุดของภพสาม มีอายุ ๘๔,๐๐๐ มหากัป ชั้นนี้เป็นชั้นที่ท่านอุทกดาบสรามบุตรผู้เป็นอาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะมาบังเกิดอยู่

 



[1] อัคคัญสูตร,ที.ปา,มก.๑๕/๕๖

[2] กำลังแห่งจักษุทั้งหลาย หมายถึง ๑) ปสาทจักษุ คือตาธรรมดาที่มนุษย์ใช้มองเห็นสิ่งต่างๆ  ๒) ทิพยจักษุ คือตาอภิญญาที่มีอำนาจมองเห็นสิ่งต่างๆแม้อยู่ในระยะไกล หรือแม้เป็นสิ่งเล็กน้อยก็สามารถเห็นได้  ๓) ธัมมจักษุ ได้แก่ญาณเบื้องต่ำ คือโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค และอนาคามิมรรค ๔) ปัญญาจักษุ ได้แก่วิปัสสนาญาณ ปัจจเวกขณญาณ และอภิญญาญาณต่างๆ

[3] สำหรับพรหมชั้นอกนิฏฐสุทธาวาสนี้มีหลักฐานบางแห่งที่กล่าวว่าในชั้นพรหมอกนิฏฐสุทธาวาสนี้มีปูชนียสถานที่สำคัญอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า “ทุสสเจดีย์” ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุฉลองพระองค์ของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงสวมใส่ในวันออกมหาภิเนษกรมณ์ โดยฆฏิการพรหมผู้เป็นอดีตพระสหายของพระองค์ได้ลงมาอัญเชิญไปประดิษฐานไว้กับทั้งได้อัญเชิญเอาบริขารทั้ง ๘ มาน้อมถวายแด่เจ้าชายด้วย อนึ่งทุสสเจดีย์นี้มีความสูงทั้งสิ้น ๑๒ โยชน์




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด