วิชาการดอทคอม ptt logo

ความเป็นไปได้ในการนำหลักธรรมในพุทธศาสนาเถรวาท

แนวคิดหนึ่งที่ดำเนินควบคู่มากับเป้าหมายการพัฒนา การสร้างคุณภาพให้แก่โลกและสังคมนั้นคือแนวคิดเรื่องการประเมินคุณภาพ (Quality Essurance) ทั้งนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าการประเมินเท่ากับเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยผลักดันให้พันธกิจกา
ผู้เขียน: ศรัณย์ เลิศรักษ์มงคล ชมแล้ว: 11,727 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 9 March 2010, 3:17 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 9 March 2010, 3:23 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 4 - 3. ตัวอย่างของหลักธรรมที่ใช้ในการประเมินบุคคลและองค์กร

สำหรับในพุทธศาสนา (เถรวาท) นั้น ไม่ได้มีการระบุถึงศัพท์คำว่า “การประเมิน” ไว้อย่างเป็นกิจจลักษณะ  หากแต่โดยทั่วไปแล้วหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและธรรมชาติของการนำไปใช้นั้นมีลักษณะที่เอื้อต่อการประเมินอยู่แล้ว  จึงเท่ากับว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มี  “เครื่องมือ” สำหรับใช้ในการประเมินมากมายหลายชิ้น  ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินได้ในหลายลักษณะทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและในระดับองค์กร (ในกรณีการประเมินคุณสมบัติหรือคุณลักษณะ) หรือแม้แต่นำไปใช้ประเมินในมิติอื่นๆนั้นเช่นใช้ในการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล  ประเมินความมีประสิทธิภาพของการทำงาน หรือวัดระดับความสำเร็จในการปฏิบัติงานต่างๆ ฯลฯ ไม่น้อยไปกว่าเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินของทางโลกแต่อย่างใด 

         

3.1  ตัวอย่างการประเมินคุณค่าในระดับปัจเจกบุคคล

            ก. เบญจศีล-เบญจธรรม

          ในเบื้องต้นหากพิจารณาตั้งแต่ในระดับบุคคลลงไปจะพบว่าเบญจศีล-เบญจธรรม นับเป็นเครื่องมือการประเมินในระดับบุคคลได้อย่างเป็นสากลมากที่สุด กล่าวคือสังคมโลกโดยส่วนใหญ่ล้วนให้การยอมรับร่วมกันว่า การเป็นบุคคลที่สมบูรณ์นั้นจะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 5 ประการตามที่ปรากฏในศีลห้า (หรือเบญจศีล) ซึ่งหากบุคคลขาดคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้วก็จะก่อปัญหาแก่สังคมได้ (ในกรณีนี้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เรียกคุณสมบัติของบุคคลที่มีศีลธรรมว่าเป็นอารยชนหรือเป็นผู้ที่มีมนุษยธรรม)   อนึ่งโดยตัวบทของเบญจศีลและเบญจธรรมเองก็มีลักษณะที่เป็นเกณฑ์ที่ใช้ตรวจสอบกันเอง (recheck) (คือระหว่างเบญจศีลกับเบญจธรรมเอง) อยู่แล้ว กล่าวคือ  ศีลข้อแรก การเว้นขาดจากการเบียดเบียนชีวิตคนและสัตว์ (ปาณาติบาต) คู่กับ การมีเมตตา  ศีลข้อที่สอง การเว้นขาดจากการลัก การเบียดบังหรือการฉกชิงสิ่งของที่เขามิได้ให้ (อทินนาทาน) คู่กับ การเลี้ยงชีพโดยสุจริต  ศีลข้อสาม การเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม  การประทุษร้ายของรักของหวงของผู้อื่น คู่กับ การสำรวมในกาม  ศีลข้อสี่ การเว้นขาดจากการใช้วาจาที่เป็นเท็จ คู่กับ การสำรวมในวาจา ให้พูดแต่ความจริง  ศีลข้อห้า การเว้นขาดจากการดื่มสุรา เสพของมึนเมา คู่กับ การสำรวมในการดื่มน้ำเมา และให้มีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ

          การประเมินบุคคลโดยใช้เบญจศีลและเบญจธรรมนี้ถือว่ามีความสำคัญเพราะช่วยทำให้ทราบถึงอุปนิสัย พฤติกรรม  ทัศนคติหรือแนวคิดพื้นฐานสำหรับใช้ดำรงชีวิตของผู้ถูกประเมินว่าเป็นอย่างไรได้  โดยในการประเมินผู้ประเมินสามารถสร้างเครื่องมือวัดที่ประยุกต์ขึ้นจากเบญจศีลและเบญจธรรมได้โดยตรง (เช่นนำมาสร้างเป็นเครื่องมือวัดทางจิตวิทยา  การสร้างแบบสัมภาษณ์  หรือแบบสอบถามในขั้นต้น) เพื่อให้ทราบข้อมูลของบุคคลผู้ถูกสัมภาษณ์ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการอื่นต่อไป  ทั้งนี้การประเมินอุปนิสัยและพฤติกรรมดังกล่าวนี้อาจมุ่งประเมินเพื่อการคัดเลือกเข้าศึกษา เพื่อเข้าทำงานหรือเพื่อการเลื่อนตำแหน่ง  เป็นต้น

 

ข. กุศลกรรมบถ 10

            กุศลกรรมบถ 10 เป็นเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการประเมินบุคคลได้ดุจเดียวกับเบญจศีลและเบญจธรรมเพียงแต่จะมีความละเอียดมากกว่า  อย่างไรก็ตามหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าทั้งเบญจศีล-เบญจธรรมและกุศลกรรมบถ 10 นั้นสามารถนำมาใช้สร้างเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ประเมินพฤติกรรมของบุคคลทั้งภายใน (คือระดับจิต) และภายนอก (คือระดับกาย) ได้ในทำนองเดียวกัน  แต่หากเทียบเคียงกันแล้วกุศลกรรมบถ 10 อาจนำมาใช้ในการสร้างตัวบ่งชี้เพื่อกำหนดค่าในการประเมินได้ชัดเจนกว่าหรือลึกกว่า  เช่น   การสร้างตัวบ่งชี้เพื่อวัดค่าความตระหนักรู้ในเรื่องการไม่คิดชั่ว การไม่คิดมุ่งร้าย  การเข้าใจในหลักกรรม และการรู้เท่าทันความเป็นไปของโลกและชีวิต  ฯลฯ อันเป็นการประเมินลงไปถึงในระดับจิตใจทีเดียว ในขณะที่เบญจศีล-เบญจธรรมอาจนำมาวัดเฉพาะในกรณีของการเว้นเท่านั้น  เป็นต้น[1] แต่อย่างไรก็ตามหากได้มีการนำหลักธรรมทั้งสองชุดนี้มาประยุกต์เข้าด้วยกันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับประเมินบุคคลแล้วก็น่าจะให้ผลในทางที่เป็นประโยชน์ยิ่งได้

         

ค. พรหมวิหารธรรม

            พรหมวิหารธรรม หรือพรหมวิหาร 4 นั้นเป็นธรรมอีกข้อหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในแง่การประเมินบุคคลได้  โดยใช้เป็นเครื่องประเมินคุณภาพของจิตใจของผู้รับการประเมินโดยตรง  (ดังที่เรามักได้ยินอยู่เนืองๆว่าบิดามารดานั้นเป็นพรหมของบุตร หมายถึงบิดามารดามีคุณธรรมข้อพรหมวิหารธรรม ซึ่งเราจะสามารถเห็นได้จากความเกื้อกูลของท่านที่มีต่อเราในรูปแบบต่างๆตั้งแต่เล็กจนเติบโต)  

          วิธีการวัดคุณภาพของใจสามารถประเมินได้จากพฤติกรรมภายนอกที่ทำซ้ำๆกันอันมีพื้นฐานมาจากความเมตตา หรือความต้องการที่จะช่วยเหลือให้ผู้อื่นได้รับความสุข ความสำเร็จ   หรืออาจประเมินจากทัศนคติ หรือจากการกำหนดสถานการณ์บางอย่างขึ้น ซึ่งหากผู้รับการประเมินมีพื้นฐานของความเมตตาก็จะกระทำสิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งที่แสดงว่าเป็นความเมตตานั้นออกมา  เช่นเดียวกับความกรุณา  ความมีมุทิตาจิต (พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) และอุเบกขา (การรู้จักมองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง  การมีความสม่ำเสมอ เที่ยงตรง รู้จักหลักการ เหตุผลและความเที่ยงธรรม)[2]

ง. สังคหวัตถุธรรม

            เครื่องมือที่ช่วยประเมินคุณค่าของบุคคลอีกอันหนึ่งได้แก่ สังคหวัตถุธรรม ซึ่งใช้ประเมินระดับพฤติกรรมการสงเคราะห์สังคมของบุคคลว่ามีมากน้อยเพียงใด  โดยวัดจากความถี่ในการปฏิบัติหรือการแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการมีสังคหวัตถุธรรมของบุคคล หากมีสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเกิดขึ้น  ทั้งนี้การมีสังคหวัตถุธรรมในบุคคล คือ 1) การรู้จักแบ่งปัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยทรัพย์ ด้วยปัจจัยสี่ (คือทาน) 2) การให้วาจาที่อ่อนหวาน กล่าวแต่คำที่ไพเราะ สุภาพ แนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ให้กำลังใจผู้อื่น (คือปิยวาจา) 3) การช่วยเหลือเพื่อนด้วยแรงกาย การขวนขวายช่วยเหลือกิจการที่เป็นประโยชน์ของส่วนรวม (คืออัตถจริยา) และ 4) การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น การรู้จักเป็นผู้สมานสามัคคี รู้จักที่จะร่วมทุกข์และร่วมสุขกับเพื่อนร่วมงาน (หรือสังคม) นั้นเป็นคุณธรรมที่ปลูกฝังกันมาในสังคมไทยดั้งเดิมซึ่งช่วยให้สังคมไทยอยู่เย็นเป็นสุขมาช้านาน ฯ การนำมาใช้เป็นเครื่องมือประเมินบุคคลจึงเป็นสิ่งที่(เชื่อว่า)สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงเพราะถือเป็นพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้จากการอยู่ร่วมกัน  หรือการสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เราต้องการทราบข้อมูลก็ได้ นับเป็นวิธีการหนึ่งในการประเมินบุคคลเช่นกัน

 

จ. นาถกรณธรรม (ธรรมที่ทำให้เป็นที่พึ่งของตนเองได้)

                    นาถกรณธรรมนี้ถือเป็นเครื่องมือที่ดีอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยประเมินคุณค่าของบุคคลได้ (ซึ่งโดยที่จริงแล้วคุณสมบัติของบุคคลอาจผ่านการวัดมาจากเกณฑ์อื่นที่สอดคล้องกับนาถกรณธรรมแล้ว หรืออาจใช้นาถกรณธรรมในการสอบทานความสอดคล้องของข้อมูลอีกชั้นหนึ่งก็ได้) นาถกรณธรรมประกอบด้วยหลัก 10 ประการคือ

1)      ศีล (หรือการเป็นผู้ประพฤติดี มีวินัย) เป็นผู้ประพฤติตนโดยสุจริต ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางการประกอบสัมมาอาชีพ

2)      พาหุสัจจะ หรือการเป็นผู้ได้ศึกษามามาก ฟังมามาก เล่าเรียนในสาขาวิชาของตนมาอย่างช่ำชอง รู้ลึกซึ้งในศาสตร์ที่ตนศึกษาและสามารถนำมาใช้ได้จริง

3)      กัลยาณมิตตตา  หรือเป็นผู้รู้จักคบคนดี  รู้จักการเลือกเสวนา เข้าหาที่ปรึกษาที่ดีหรือผู้แนะนำสั่งสอนที่ดีมีคุณธรรม เลือกเกี่ยวข้องกับสิ่งแสดล้อมที่ดี ที่ทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม  มีความสุขไม่ทุกข์ร้อนด้วยกรณีต่างๆ

4)      โสวจัสสตา  หรือการเป็นผู้ที่พูดกันง่าย ไม่ดื้อรั้นกระด้าง  ความเป็นผู้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หรือรับฟังสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง การพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขตนเอง

5)      กิงกรณีเยสุ  ทักขตา หรือการรู้จักขวนขวายในกิจของหมู่คณะและสังคม เพื่อนพี่น้อง และชุมชน การรู้จักใช้ปัญญาไตร่ตรองหาวิธีการดำเนินการที่เหมาะ ทำได้จัดได้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี

6)      ธรรมกามตา หรือความเป็นผู้ใคร่ในธรรม คือมีความรักในธรรม ชอบศึกษาค้นคว้า สอบถามหาความรู้ความจริง รู้จักพูด รู้จักรับฟัง สร้างความรู้สึกที่สนิทสนม สบายใจ ชวนให้ผู้อื่นอยากเข้ามาปรึกษาและร่วมสนทนาด้วย

7)      วิริยารัมภะ หรือความเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร พยายามหลีกละความชั่ว ประกอบความดี บากบั่นก้าวหน้าไม่ย่อท้อไม่ละเลยทอดทิ้งธุระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

8)      สันตุฏฐี  หรือความเป็นผู้รู้ความพอดี พึงพอใจในผลความสำเร็จที่ตนได้ทำ ได้สร้างหรือได้แสวงหามาด้วยเรี่ยวแรง ด้วยความพากเพียร ความพยายามของตนเองด้วยความชอบธรรม ไม่มัวเมาเห็นแก่ความสุขในทางวัตถุ

9)      สติ  หรือความตั้งมั่น รู้จักจดจำระลึกถึงสิ่งที่กำลังทำ สิ่งที่พูด สิ่งที่ทำไปแล้วและสิ่งที่จะต้องทำต่อไปได้  เมื่อจะทำสิ่งใดก็มีความรอบคอบ

10)  ปัญญา  หรือความเป็นผู้มีปัญญาที่อยู่เหนืออารมณ์ มีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้คุณโทษ รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์ มองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้จักพินิจพิจารณาวินิจฉัยสิ่งต่างๆด้วยใจที่เป็นอิสระ ทำการต่างๆด้วยความคิดและความมีวิจารณญาณ

นอกจากหลักธรรมที่ยกมาแล้วนี้ หลักธรรมข้ออื่นๆที่สามารถนำมาใช้ในการประเมินคุณภาพบุคคลได้ก็ยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เช่น หลักอิทธิบาทธรรม  นำมาใช้ประเมินค่าความสำเร็จในการปฏิบัติงาน หลักอุปัญญาตธรรม (หรือธรรมสองประการที่นำไปสู่การบรรลุพระโพธิญาณ) สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อประเมินค่าความเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้นำในงาน[3] หลักทิฏฐธัมมิกกัตถสังวัตตนิกธรรม (หลักธรรมที่อำนวยประโยชน์สุขในขั้นต้นแก่บุคคล)  นำมาใช้ในการประเมินค่าความรับผิดชอบของบุคคล ความเป็นผู้มีคุณสมบัติในด้านการบริหารจัดการ[4] ซึ่งในทางปฏิบัติอาจนำมาใช้ประกอบกับฆราวาสธรรม หรือหลักอารยวัฒิ 5 หรือหลักธรรมอื่นที่มีจุดหมายที่ใกล้เคียงกัน เช่นวัฒนมุข 6 ประการ หลักพิจารณา มิตรแท้-มิตรเทียม 4ประเภท  สัปปุริสธรรม และ หลักกัลยาณมิตตธรรม  เป็นต้น

ความสำคัญของการนำเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการประเมินค่าของบุคคลที่กล่าวถึงในที่นี้นั้น ในทางหนึ่งอาจเป็นการมุ่งประเมินเพื่อให้มั่นใจได้หรือเพื่อให้มีข้อมูลเป็นที่เชื่อถือได้ว่าบุคคลผู้รับการประเมินนั้นจะเป็น (หรือมีแนวโน้มว่าจะเป็น) บุคคลผู้มีคุณสมบัติที่ดี หรือมีความพร้อมในระดับหนึ่งในการทำงานหรือการปฏิบัติภารกิจของตนเองและส่วนรวมได้  ซึ่งเหตุผลประการหนึ่งที่สังคมยุคปัจจุบันให้การยอมรับร่วมกันก็คือการที่บุคคลจะสามารถรับภารกิจของส่วนรวม หรือสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีนั้นควรจะต้องสามารถจัดการปัญหาของตนได้ก่อน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรต้องมีแนวทางในการที่จะจัดการปัญหาให้ชัดเจนได้ก่อน ฯลฯ  อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่ามีการนำเอาหลักธรรมสำคัญๆข้ออื่นๆมาประยุกต์ในการวัดและประเมินคุณค่าในการปฏิบัติงานของบุคคลอีกมากมายโดยคัดเลือกและนำเสนอตามหมวดหมู่หรือตามคุณสมบัติหรือเป้าหมายของหัวข้อธรรมนั้นๆ  เช่น เลือกนำสัมมากัมมันตะในมรรคมีองค์แปดมาอธิบายเพิ่มเติมให้เห็นถึงการทำงานอย่างไรให้ประสบผลดี[5] หรือเลือกเรื่องของสัมมาอาชีวะมากล่าวประเด็นเฉพาะของการเลือกทำงานที่เหมาะสม เป็นต้น

         



[1] กุศลกรรมบถ 10 อ้างถึงในธรรมนูญชีวิตของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) เมื่อยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมปิฎก (2540)  หน้า 17 อยู่ในหมวดหนึ่งว่าด้วยความเป็นคนดีมีศีลธรรม (สมาชิกในหมู่อารยชน) ระบุคุณสมบัติไว้ว่าคนดีจะต้องมี ก. สุจริตทั้งสาม คือมีความประพฤติดีประพฤติชอบ 3 ประการได้แก่ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต  ข. ประพฤติตามอารยธรรม โดยปฏิบัติถูกต้องตามทางแห่งกุศลกรรม 10 ประการ คือ ทางกาย3 คือ1) ละเว้นการฆ่า การสังหาร การบีบคั้นเบียดเบียน มีเมตตากรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์กัน 2)ละเว้นการแย่งชิงลักขโมย และการเอารัดเอาเปรียบ เคารพสิทธิในทรัพย์สินของกันและกัน 3) ละเว้นการประพฤติล่วงละเมิดในของรักของหวงของผู้อื่น ไม่ข่มเหงจิตใจ หรือทำลายหรือลบหลู่เกียรติและวงศ์ตระกูลของกัน  ทางวาจา 4 คือ 1) ละเว้นการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง กล่าวแต่คำสัตย์ ไม่จงใจพูดให้ผิดไปจากความจริงเพราะเห็นแก่ประโยชน์ใดๆ 2) ละเว้นการพูดส่อเสียด ยุยง สร้างความแตกแยกพูดแต่คำที่ส่งเสริมความสมานสามัคคี 3) ละเว้นการพูดคำหยาบคาย สกปรกเสียหาย พูดแต่คำที่สุภาพ นุ่มนวลควรฟัง 4) ละเว้นการพูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริง มีเหตุมีผล มีสารประโยชน์ ถูกกาลเทศะ  ทางใจ 3 คือ 1) ไม่ละโมบ ไม่เพ่งเล็งคิดหาทางเอาแต่จะได้ คิดให้ 2) ไม่คิดร้ายมุ่งเบียดเบียน หรือเพ่งมองในแง่ที่จะทำลาย ตั้งความปรารถนาดี แผ่ไมตรี มุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่กัน

3) มีความเห็นถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ เข้าใจในหลักกรรมว่าทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว รู้เท่าทันความเป็นธรรมดาของโลกและชีวิต มองเห็นความเป็นไปตามเหตุและปัจจัย

[2] ในธรรมนูญชีวิต (อ้างแล้ว) หน้า19 อธิบายว่าอุเบกขา หมายถึง “เหมือนดั่งนายสารถี เมื่อม้าวิ่งถูกทางเรียบสนิทดี ก็นั่งคุมสงบนิ่งคอยดูเฉยอยู่....ความรู้จักวางทีเฉยดู เมื่อเห็นเขารับผิดชอบตนเองได้หรือในเมื่อเขาควรต้องได้รับผลสมควรแก่ความรับผิดชอบของตน

[3] หลักอุปัญญาตธรรม ประกอบด้วย 1) อสนฺตุฏฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ หรือความไม่สันโดษในกุศลธรรม คือไม่รู้อิ่มไม่รู้พอในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เป็นกุศลธรรม 2) อปปฏิวาณิตา จ ปธานสฺมึ คือความเป็นผู้ไม่ยอมแพ้ไม่ยอมถอยหลัง ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคและความเหนื่อยยากลำบาก

[4] หลักทิฏฐธัมมิกกัตถสังวัตตนิกธรรม มี 4 ประการคือ 1) การถึงพร้อมด้วยความหมั่น (ความขยันมั่นเพียร การรู้จักฝึกฝนให้มีความชำนาญในสิ่งที่ทำ หาวิธีที่เหมาะสมในการดำเนินการให้ได้ผลดี 2) การถึงพร้อมด้วยการรักษา คุ้มครองทรัพย์ที่หามาได้ไม่ให้เสื่อมเสียหรือเป็นอันตราย 3) การรู้จักคบคนดี ตั้งใจศึกษาตามอย่างผู้ที่มีความรู้ 4) การรู้จักเลี้ยงชีวิตแต่พอดี ไม่ให้รายจ่ายอยู่เหนือรายได้

[5] เกี่ยวกับการประเมินค่าความเป็นมนุษย์นั้น วศิน อินทสระ (2548) ได้อ้างถึงพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส เรื่อง “มานุษยวิทยา” อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวัดค่าความเป็นมนุษย์ โดยได้สรุปไว้ในหนังสือเรื่องอริยสัจ4 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6, พ.ศ. 2548)   ความตอนหนึ่งว่า  “ การวัดคุณค่าของคนมีวิธีวัดที่ดีมาก และค่อนข้างแน่นอนอยู่อย่างหนึ่งคือวัดที่ผลของงาน  เรารู้จักต้นไม้จากใบและผลของมันฉันใด เรา (ก็) รู้จักคุณค่าของคนจากผลของงาน ผลงานของเขานั่นเอง เป็นเครื่องบอกว่าเขาเป็นคนอย่างไร เป็นคนที่มีผลงานดีเด่นจึงได้รับเกียรติจากสังคมว่าเป็นคนที่น่ายกย่องนับถือและใครๆก็พร้อมที่จะให้เกียรติ..”   




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด