วิชาการดอทคอม ptt logo

ความเป็นไปได้ในการนำหลักธรรมในพุทธศาสนาเถรวาท

แนวคิดหนึ่งที่ดำเนินควบคู่มากับเป้าหมายการพัฒนา การสร้างคุณภาพให้แก่โลกและสังคมนั้นคือแนวคิดเรื่องการประเมินคุณภาพ (Quality Essurance) ทั้งนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าการประเมินเท่ากับเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยผลักดันให้พันธกิจกา
ผู้เขียน: ศรัณย์ เลิศรักษ์มงคล ชมแล้ว: 11,723 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 9 March 2010, 3:17 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 9 March 2010, 3:23 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 6 - ปัญหาของการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประเมินคุณภาพ

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้เรียบเรียงเองนั้นเห็นว่าคุณค่าของการประเมินที่แท้จริงนั้นมิได้อยู่ที่การสร้างเกณฑ์การประเมินให้มีความสลับซับซ้อนหรือมีความเข้มข้นเข้มแข็งแต่เพียงอย่างเดียว (ดังที่ปรากฏอยู่โดยทั่วไปในปัจจุบัน) เพราะการมุ่งสร้างเกณฑ์ที่เข้มข้นสำหรับการประเมินนั้นอาจทำให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียขึ้นพร้อมกัน  การประเมินที่มุ่งแต่เพียงความเข้มข้นเข้มแข็งนั้นอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ตึงเครียดในหน่วยงานในองค์กรหรือในสังคมที่อยู่  อาจก่อให้เกิดกำแพงแห่งความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจหรือภาวะความหวาดระแวงซึ่งกันและกันในชุมชน หรือในสังคม  ด้วยการที่ธรรมชาติแห่งการประเมินนั้นเป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการ “มุ่งพัฒนาด้วยเมตตาจิต” กับ “การจับผิดด้วยความไม่เป็นธรรม” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้   คุณค่าของการประเมินที่แท้จริงจึงอยู่ที่ความเข้าใจเป้าหมายแห่งการประเมิน หรือการประเมินเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนามากกว่า (Evaluation and Development)   ซึ่งในการประเมินเพื่อพัฒนานั้นจะสามารถกระทำได้ก็ด้วยอาศัยการเริ่มต้นประเมินตนเอง พัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมที่แท้จริงก่อน  ซึ่งในพระพุทธศาสนาเองก็มีแนวทาง วิธีการที่ชัดเจนสำหรับเตรียมตนให้พร้อมสำหรับการเป็นผู้ประเมินและผู้รับการประเมินที่ดีอยู่ด้วยแล้ว อาทิ การมุ่งสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองด้วยการมุ่งประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ (ด้วยการรักษาศีลห้า หรือหมั่นประพฤติตามกุศลกรรมบถ หรือสร้างคุณธรรมอื่นที่เกี่ยวข้องให้มีในตน  การเว้นขาดจากสิ่งที่เป็นอกุศลหรือความไม่ดีทั้งปวงการฝึกหัดขัดเกลาตนเองให้สะอาดปราศจากกิเลสหรือสิ่งเกาะกุมใจให้เศร้าหมอง  และการดำเนินตามหนทางแห่งมรรคมีองค์แปด  เป็นต้น) ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหากบุคคลมีคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้มากขึ้นหรือขยายไปในวงกว้างขึ้นก็จะส่งผลดีแก่สังคมโดยรวมได้

ปัญหาของการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการประเมินบุคคลและสังคมอีกอย่างหนึ่งก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับความเข้าใจที่ว่า “หลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้นมีลักษณะตอบสนองความเป็นปัจเจกบุคคลมากกว่าตอบสนองต่อภาพรวมของสังคม” ซึ่งปัญหาในข้อนี้ควรถือได้ว่าเป็นปัญหาที่ลึกซึ้ง (แต่ไม่ใช่เป็นปัญหาที่ยากแก่การแก้ไข) เช่น การเข้าใจว่าเกณฑ์ของการรักษาศีลห้านั้นมีขึ้นเพียงเพื่อ “จำกัดกรอบ” มิให้สมาชิกในสังคมแต่ละคนนั้นไปล่วงละเมิดผู้อื่น ให้สมาชิกแต่ละคนดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข หรือความเข้าใจที่ว่าพุทธศาสนานั้นมุ่งเน้นเรื่องความเป็นอิสระออกจากสังคม (ดังที่เรียกกันอย่างติดปากว่าสันโดษ)[1] หรือการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ ฯลฯ ซึ่งการมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่จะทำให้การอรรถาธิบายผลการประเมินบุคคลที่เชื่อมโยงไปยังสังคมนั้นเป็นไปได้อย่างไม่สะดวกดังที่ควรจะเป็นมากนัก

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ปัญหาที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือปัญหาด้านการตีความ (รวมถึงการตีค่าของหลักธรรมแต่ละชุดซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมให้ออกมาเป็นระดับขั้น) เช่น การตีความความหมายของหลักธรรมเรื่องอิทธิบาท 4 การตีความคำว่า “พาหุสัจจะ” คำว่า “ความมีปัญญา” การตีความระดับ “ความดี” “ความเป็นมิตร” “ความขยันหมั่นเพียร” เป็นต้นซึ่งก็ล้วนแต่มีผลต่อการดำเนินการประเมินคุณภาพของบุคคลและองค์กรทั้งสิ้น ทั้งนี้เท่าที่ปรากฏนั้นก็พบเสมอว่ากระบวนการของการประเมินนั้นก็มักดำเนินการไปโดยมีอุปสรรคของการให้คุณค่าในลักษณะที่กล่าวมานี้ขวางกั้นอยู่เสมอ ทำให้ผลของการดำเนินการไม่ “โดนใจ” หรือไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายอันแท้จริงที่ตั้งไว้อยู่เสมอ

อนึ่ง มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการประเมินเช่น พนักงาน อาจารย์ หรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยงานหรือองค์กรทั่วๆไปมักให้ความเห็นกันอยู่เสมอว่าแนวคิดด้านการประเมินคุณภาพนั้นมีต้นเค้าหรือที่มาจากสังคมตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นในบางองค์กรที่พยายามพัฒนาเกณฑ์ให้มีกลิ่นอายของความเป็นไทยหรือเป็นแบบตะวันออกให้มากขึ้นนั้น) ดังนั้นจึงทำให้เมื่อมีการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ (แม้จะมีการสอดแทรกเกณฑ์ที่พัฒนามาจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาบางชุดแล้วก็ตาม) ก็ยังคงทำให้บรรยากาศของการประเมินนั้นยังคงมีลักษณะแบบตะวันตกอยู่ เช่น การมีความรู้สึกว่าผู้ประเมินอยู่เหนือผู้ถูกประเมิน การถูกประเมินคือการถูกตรวจสอบ การประเมินนำมาซึ่งความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่มั่นคง ฯลฯ (ทั้งที่เป้าหมายของการนำแนวคิดด้านการประเมินมาใช้นั้นเป็นเรื่องที่ดี) ทำให้แม้จะมีการปรับเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้เป็นเกณฑ์ต่อไปในอนาคตก็ตามแต่ก็อาจยังมีความรู้สึกเหล่านี้เคลือบคลุมอยู่ได้ ที่สุดแล้วการดำเนินการประเมินก็อาจเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการประเมินที่เกิดขึ้นก็อาจไม่ดีนัก นอกจากนี้การที่สังคมส่วนหนึ่ง (ซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางมากในสังคมไทย) มักเห็นว่าหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ “ล้าสมัย” (ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วมีคำยืนยันอยู่ในพระพุทธศาสนาเองอยู่ชัดเจนว่า “ไม่ล้าสมัย” คือ อกาลิโก) จึงทำให้สังคมที่กว้างขวางนั้นมักปฏิเสธการใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาปรับปรนให้เข้ากับกระบวนการพัฒนาต่างๆรวมทั้งในการใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินอยู่กลายๆ การจะนำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาสร้างสรรค์ให้เป็นนวัตกรรมเพื่อการประเมินบุคคล หรือองค์กรจึงต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ ละเอียดถี่ถ้วนและต้องพยายามชะล้างอคติเกี่ยวกับการประเมินเองและอคติเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (คือความลำเอียงเพราะกลัว) นั้นออกไปให้มากที่สุดก่อนจึงจะช่วยให้เป้าหมายของการประเมินในรูปแบบนี้บรรลุผลได้ (อย่างน้อยก็ในขั้นต้น) โดยวิธีการก็คือการเร่งนำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและกระบวนการประเมินง่ายๆเข้าสอดแทรกในชีวิตประจำวันของผู้คนก่อนเพื่อให้ผู้คนและสังคมคุ้นเคยกับการประเมินที่ผสมผสานกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้มากขึ้น โดยกระทำผ่านวัด สถาบันสงฆ์ สถาบันการศึกษา สถาบันสื่อสารมวลชน  การปลูกทัศนคติที่เป็นบวกในเรื่องของการประเมินให้กว้างขวางขึ้นโดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของกระบวนการนี้ให้ต่อเนื่อง (ดังที่วัดพระธรรมกายให้สาธุชนที่มาวัดประเมินผลตนเองในการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาทุกวันโดยประชาสัมพันธ์ผ่านโครงการต่างๆของวัดเป็นเวลานับสิบปีมาแล้ว หรือดังที่เสถียรธรรมสถานได้พยายามเผยแพร่คุณค่าของการดูจิตของตนทุกวันมาเป็นเวลาหลายๆปีแล้วก็เช่นกัน ฯลฯ) ท้ายที่สุดแล้วผู้คนและสังคมก็จะคุ้นเคยกับการประเมิน คุ้นเคยกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ผสมผสานอยู่ในวิถีชีวิตของตน เมื่อบุคคลนั้นๆเข้าไปสู่องค์กรที่มีกระบวนการประเมินตนเองและประเมินผลประสิทธิภาพขององค์กรก็จะไม่ตื่นตระหนกและมีความรู้สึกที่ปฏิเสธต่อการประเมิน (โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ) แต่อย่างใดและในทางกลับกันก็จะส่งผลให้บุคคลให้ความร่วมมือในการประเมินตนเองและองค์กรของตนอย่างเต็มใจ ขณะเดียวกันก็นำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาตนและองค์กรร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติอันเป็นเป้าหมายสำคัญที่มุ่งหวังมากที่สุดในกระบวนการประเมิน และทำให้เกิดผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งคือความสำเร็จในการสร้าง “ผู้ประเมินมืออาชีพ” และ “ผู้รับการประเมินมืออาชีพ”  ให้เกิดขึ้นได้ด้วยซึ่งบุคคล 2 ลักษณะนี้เท่านั้นที่น่าจะช่วยให้กระบวนการประเมินทั้งสาย (Evaluation Process) เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและได้ประสิทธิผลสมจริง ไม่กลับเป็นผลเสียแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าจะในระดับบุคคลหรือในระดับสังคมแต่อย่างใด



[1] หากกล่าวโดยความหมายแล้วผู้ศึกษาหลักธรรมข้อสันโดษมักทราบกันอยู่แล้วว่า สันโดษมาจากคำภาษาบาลีที่ว่า สนฺโตโส หรือ สนฺตุฏฐิ หมายถึง ความเป็นบุคคลผู้มีความยินดี โดยอาการอันสม่ำเสมอ และสามารถนิยามความหมายได้ 3 อย่างคือ[1]  1) ยถาลาภสันโดษ หมายถึง ความยินดีพอใจด้วยปัจจัยของตน ...ยินดีของที่ตนมีอยู่แล้ว คือสิ่งนั้นเป็นของเราแล้ว ความยินดีในของๆตนนี้คือสันโดษ  2) ยถาพลสันโดษ  หมายถึง ความยินดีด้วยปัจจัยที่มีอยู่ คือยินดีด้วยปัจจัยสี่ที่ตนได้มาแล้ว ละความเป็นคนมักมากเสีย ไม่ปรารถนาปัจจัยอื่นนอกจากปัจจัยนั้นคือรู้จักพอ รู้จักประมาณในกำลังทรัพย์ กำลังสิ่งของที่ตนได้มา ที่ตนใช้สอยอยู่ไม่ให้มักมากเกินขอบเขต

3) ยถาสารุปปสันโดษ  หมายถึง ความยินดีโดยอาการสม่ำเสมอ[1]หมายความว่ายินดีตามสมควร ให้ละความยินดียินร้ายในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ให้วางตนอยู่ในอารมณ์ทั้งปวงโดยสม่ำเสมอ ไม่หวั่นไหวเองไปตามโลกธรรมทั้ง 8

 




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด