วิชาการดอทคอม ptt logo

วุ้นสังขยา

วุ้นสังขยา วุ้นสังขยา เป็นขนมไทยที่นับวันหากินยากขึ้นทุกที เพราะไม่เพียงต้องใช้ฝีมือเท่านั้น แต่ถ้าจะให้อร่อย ส่วนผสมต่างๆก็สำคัญด้วย HC
ผู้เขียน: Jirayu89 ชมแล้ว: 305 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 23 March 2010, 1:42 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 23 March 2010, 1:42 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - วุ้นสังขยา

วุ้นสังขยา

   วุ้นสังขยา  เป็นขนมไทยที่นับวันหากินยากขึ้นทุกที เพราะไม่เพียงต้องใช้ฝีมือเท่านั้น  แต่ถ้าจะให้อร่อย ส่วนผสมต่างๆก็สำคัญด้วย H&C  ฉบับนี้เลยมีวุ้นสังขยาสูตรดั้งเดิมสำหรับทำเป็นขนมหวานในครอบครัวมาฝากกันค่ะ

ส่วนผสมวุ้น

  • วุ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด 3  ถ้วย
  • น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 1/2 ถ้วย
  • ใบเตยหอมประมาณ 3 ใบ   

ส่วนผสมสังขยา

  • หัวกะทิ 1 ถ้วย
    (คั้นจากมะพร้าวขูดขาว 300 กรัมกับน้ำอุ่น  1/4  ถ้วย)
  • ไข่ไก่ (ฟองใหญ่) 3 ฟอง
  • น้ำตาลปึก 1 ถ้วย
  • ใบเตยหอมหรือใบตอง 4-5 ใบ

วิธีทำ

  1. คนกะทิกับน้ำตาลปึกให้เข้ากันจนละลาย ตอกไข่ไก่ใส่ลงไปแล้วใช้มือขยำพร้อมใบเตยให้เนื้อไข่กับกะทิเข้ากัน  ขยำสักพักจนใบเตยฉีกเป็นชิ้นเล็กและส่วนผสมเป็นเนื้อเนียน  กรองด้วยผ้าขาวบาง  พักไว้
  2. ละลายผงวุ้นกับน้ำเย็นลงในหม้อ  นำไปตั้งไฟ(หมั่นคนไม่ให้วุ้นตกตะกอน)ใส่ใบเตยสัก  3-4  ใบ  เคี่ยวด้วยกัน  จนวุ้นเริ่มเดือดสักพักค่อยลดไฟลง  ใส่น้ำตาลทรายแล้วเคี่ยวไปเรื่อยๆจนวุ้นใส  จากนั้นเร่งไฟให้แรงขึ้น  ค่อยๆเทส่วนผสมสังขยาลงไป  ใช้ทัพพีคนด้านล่างเบาๆอย่าให้สังขยาตกตะกอน (ต้องคอยระวังวุ้นจะเดือดท่วมหม้อ)  เคี่ยวต่อจนสังขยาเริ่มจับตัว  ยกลงตักใส่พิมพ์ตามต้องการ

H&C Tips
- ควรใช้น้ำตาลปึกจากมะพร้าวอย่างดีของจังหวัดสมุทรสงคราม  เพราะทำให้วุ้นหอมอร่อยกว่าน้ำตาลปึกทั่วไป  วิธีสังเกตคือจะมีสีน้ำตาลเข้มกว่าน้ำตาลปึกทั่วไป  พอบีบดูเนื้อจะแตกง่ายร่วน
- ห้ามใส่วุ้นในขณะน้ำเดือด  เพราะวุ้นจะจับกันเป็นก้อน  อาจจะผสมวุ้นกับน้ำเย็นเล็กน้อยและคนให้เข้ากันในชามเล็กๆก่อน  แล้วจึงเทใส่หม้อ  จะคนวุ้นได้สะดวกขึ้น
- ขณะเทสังขยาต้องใช้ไฟแรง  เพราะจะทำให้สังขยาไม่คาวยและแยกตัวสวยคล้ายลายหินอ่อน

 

 

อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Cuisine นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 4 ฉบับที่ : 45 เดือน : ตุลาคม 2547


From: http://healthandcuisine.com/cuisine.aspx?cId=11&aId=450




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด