ความเห็น 31 16 ต.ค. 2553 (04:35) ผมขออนุญาต ลองตอบข้อซักถามดังกล่าว สักเล็กน้อย แต่ไม่ใช่การโต้ เพื่อเอาชนะ หรือ หาข้อยุติแต่อย่างใด เป็นไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดแง่คิด ครับ
1.ช้าง + ปลา เป็นปลาบึก อย่างนั้น ปลาวาฬก็ ไดโนเสาร์ + ปลาช่อน อ่ะสิครับ
....ไม่รู้สิครับ เพราะเราตีความจากรูปที่เห็น.....
2. ในเมื่อมนุษย์ถ้ำมีความฉลาดถึงขนาด ร่วมรับรู้ว่า กระบวนการการตัดต่อ ดีเอ็นเอ สร้างปลาบึก เป็นอย่างไร จนถึงขนาดที่รู้ว่า มันมีดีเอ็นเอ นะตรงนั้น รูปร่างอย่างนี้ อย่างนั้น แล้วไหง เขียนภาพที่ดูเข้าใจยากมาล่ะ
.....ในแง่ของความเป็นจริง คนที่ฉลาด หรือ นักวิทยาศาสตร์ หากไม่ได้รับการฝึกฝนทางด้าน จิตรกรรม มาโดยเฉพาะก็ยากที่จะวาดภาพได้สวย อย่างในยุคปัจจุบัน เราจะเห็น เด็กศิลป์ที่วาดภาพสวยๆ ก็หาได้เฉลียวฉลาด ทางวิทย์ หรือ การคำนวนแต่อย่างใดไม่ บางคนอาจจะเรียนไม่จบ ซะด้วยซ้ำ......
ทำใม ทั้งๆที่สามารถเข้าใจกระบวนการทางวิทย์ รับรู้สิ่งที่เล็กถึงขนาดโครโมโซม ดีเอ็นเอ ขนาดนั้น
.. ความสามารถทางความฉลาดไม่ส่งผลต่อความสามารถทางการวาดภาพ ครับ....
และอีกอย่าง ถ้าเขียนภาพด้วยเลเซอร์ หรือ อะไรก็ตามแต่ ที่มันเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีในโลกนี้ ทำไมมันดูเข้าใจยากจัง ขนาดเครื่องปริ๊นท์แบบพ่นน้ำหมึกยัง วาดประณีตกว่าเลย ถึงจะว่าเป็นเพราะเขียนด้วยมือของมนุษย์เหมือนที่ว่า การพ่นสีในปัจจุบัน ยากที่จะคุทได้ดังใจ เลยดูเบี้ยวๆ
ถามอีกที ถ้าเราเก่งด้านการเรียนรู้วิธีใช้ผลิตภัณฑ์วิทย์ต่างดาวได้ ถึงขนาด ทำสงครามกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างจิตได้ แล้วด้านศิลป์ วาดรูปเล่าเรื่อง ทำไมมันถึงห่วยได้ใจขนาดนั้นล่ะครับ???
......อันนี้เราก็ไม่อาจจะคาดเดาได้ ว่า เพราะอะไร
แต่สิ่งที่เราเห็นจากภาพก็คือ ความหมายที่แฝงไว้ และการตั้งใจใช้ภาพลายเส้น สีโมโนโครม(การใช้สีเดียว) เป็นตัวเก็บบันทึก เพราะต้องการรักษาเรื่องราว ให้คงความหมายตรงกัน ในทุกสมัย ตราบเท่าที่ภาพยังไม่ผุกร่อน ถ้าใช้หลายสี เมื่อสีใดสีหนึ่งหลุดร่อนไป การสื่อความหมายก็จะเปลี่ยนไป ตามยุคสมัย และ ภาพลายเส้นที่วาด มีลักษณะเหมือนการ์ตูน ง่ายๆ ไร้ฝีมือ
หารู้ไม่ว่า นั่นคือกลยุทธ ทางการบริหาร ที่ต้องการรักษา องค์ความรู้ ของจารึกดังกล่าว ให้อยู่ได้นานที่สุด ด้วยความที่ไม่สวย จึงไม่สะดุดตาผู้พบเห็น ไม่กระตุ้นความโลภ ของมนุษย์ ถ้ามีความสวยงาม ยกตัวอย่างเช่น ทับหลังนารายณ์ หรือ ศิลปะกรรมที่งดงามต่างๆ ก็จะถูกมนุษย์ผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัย งัดแงะ แซะไปครอบครอง หน้าผาก็คงถูกทำลายไป ด้วยน้ำมือของมนุษย์ หาใช่กาลเวลา......
3. ออกหาปลา กะ ซ๊าง ให้ต่างดาว,
มีสิ่งก่อสร้างเฉพาะของผู้นำ หรือนักวิทย์ เป็นสัดส่วน----แล้วมนุษย์ถ้ำมันเจือกไปเห็นได้ยังไง (ฟระ) ว่าต่างดาวมันทดลองอะไร
......ภาพที่เราเห็นทั้งหมด น่าจะถูกออกแบบและอนุญาต ให้เผยแพร่ได้ เพื่อแสดงความแตกต่างทางอารยะธรรม เพื่อให้มนุษย์แต่ละยุคสมัย ได้เทียบเคียง และเห็นความเจริญ ทางวิศวกรรม ในยุคนั้นกับยุคของตน........
แล้วมันจะสร้างอาคารที่มีการป้องกันและตรวจสอบอย่างแน่นหนา มาไว้ ทำ เผือกอะไรอ่ะครับ
.......เมื่อเป็นจารึกที่มุ่งเผยแพร่ จึงมีการเปิดเผย คล้ายกับ วิทยาทาน เพื่อให้วิทยาการดังกล่าวได้พัฒนาตัวของมันเองโดยผ่านการเวลา และยุคสมัย.........
4. "เทคโนโลจิต" คุ้นป่าวครับคำนี้--- ถ้าถึงขนาดใช้จิตควบคุมเครื่องจักร ใช้พลังจิตเป็นพลังงานเครื่องจักรได้ แล้วไหง ต้องทดลองตัดต่อดีเอนเอปลาด้วยล่ะ น่าจะใช้จิตหยั่งรู้ได้นี่นาว่าปลากะช้างมันรู้สึกอย่างไร สามารถคุยกันผ่านโทรจิตได้ แล้วไหงยังไปทดลองกะสัตว์อีกล่ะ ทำใมมันไม่เข้าใจความรู้สึกของสัตว์ล่ะ
......ในสภาพความเป็นจริงของทุกสิ่ง ทุกวิทยาการล้วนมีขอบเขต มีเหตุ มีผล และมีข้อจำกัด เราคงไม่อาจก้าวล่วงถึงขนาดที่ต้องไป กะเกณฑ์ และ สอบถาม อดีตว่า ทำไมไม่เป็น เช่นนั้น และ ทำไมต้องเป็น อย่างนั้น เฉกเช่นมนุษย์ ยุคปัจจุบัน ก้าวล้ำไปถึงขั้นผลิตอนุภาคนิวเคลียร์ เพื่อทำลายกันและกัน มีมหาวิทยาลัยถ่ายทอด แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน แตกกลับไม่สามารถรอดพ้นความเจ็บป่วยจากไวรัส จุลินทรีย์เล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่โรงเรียน สอนภาษาอ่านเขียนให้ลูกหลาน แต่เป็นเพียงการโอนถ่ายความรู้ผ่านพันธุกรรม และกาลเวลา จนเปลี่ยนสายพันธุ์ เป็นไข้หวัดนก เด็ดชีพ สัตว์โลกที่ประเสริฐ ได้อย่างง่ายดาย โดยที่เราไม่กล้าปฏิเสธ
เช่นเดียวกัน อย่างที่กล่าวอ้างถึง ขอบเขต เหตุผล และข้อจำกัด แม้ในสมัยพุทธกาล พระอรหันต์แต่ละองค์ ต่างก็มีฤทธิ์ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้เก่งทุกอย่าง และไม่ได้เก่งเท่ากัน
5. มาด้วยจิต จึงเดินทางได้เร็ว แล้วตอนต้นที่ว่า นั่นไง รูปยาน และ คนเดินออกมาจากยาน โอ้ว นั่นไงการทดลอง นั่นนักวิทย์ เอิ้ว นั่น มันวิ่งหนีวัว นักวิทย์วิ่งหนีวัว ว้าวว ดูลักษณะกะโหลกสิ โว้วววว อ้าวก่อจราจล ถูกทำร้าย ต้องเอากองกะลังหุ่นกาแป๋งรูป "ข้อง" มาช่วย
มาด้วยจิต เหอๆ มาด้วยจิต ไหงมันตีกันยุ่งล่ะนั่น ขุดหลุมฝังตัวเองรึเปล่า
.......มนุษย์โลก เป็นภพภูมิ ที่เกิดของสัตว์โลก ที่เต็มไปด้วยกิเลส และตัญหา
ประวัติศาสตร์โลกแต่ละยุคสมัยก็เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง เพื่อให้ตนหรือพวกตน ได้อยู่เหนือผู้อื่น การทะเลาะวิวาท เป็นปกติวิสัยของสัตว์โลก
แม้แต่ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเอง ก็ยังเกิดความเบื่อหน่ายการไม่ปรองดองของสาวก จนต้อง หลบไปอยู่ในป่าโดยลำพัง จนเป็นที่มาของ พระพุทธรูปปางเลไลย์ ที่มีช้าง มีลิง ถวายอาหารแด่พระพุทธองค์
.
ถ้าจิตทุกดวงในยุคนั้น เป็นพระอรหันต์ จึงจะไม่มีความขัดแย้ง
........
ที่กล่าวมาข้างต้น ผมทดลองตอบ นะครับ ไม่ได้หักล้างเพื่อเอาชนะ เมื่อเราทำวิจัย มานับสิบปี ก็ต้องมีเหตุผลเชิงวิชาการพอสมควร ครับผม
และ ขอแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บ ลักษณะนี้ เป็นครั้งสุดท้าย นะครับ แต่สนทนาได้อย่างเจาะลึก ทางเมล์ ยินดียิ่ง ครับผม
ทีมวิจัย