การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-Based Learning,PBL)

Problem Based learning



คำจำกัดความ

Problem Based learning (PBL) หรือการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน คือ แนวทางรวมสำหรับการศึกษา ซึ่งเป็นทั้งเนื้อหาของหลักสูตรและกระบวนการ ในการเรียนรู้แบบ PBL ผู้เรียนถือเป็นระดับมืออาชีพ และเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้น และยังเป็นการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่เน้นระบบเพื่อความต้องการปรับปรุงทักษะการแก้ปัญหา เท่าๆกับช่วยผู้เรียนให้ได้รับความรู้และเสริมทักษะที่จำเป็น PBL ใช้กับปัญหาที่เป็นจริงของโลก ไม่ใช่แค่สมมติฐานเพื่อการศึกษาซึ่งง่ายและต้องการคำตอบแบบทั่วไป แต่การเรียนรู้แบบ PBL เป็นกระบวนการดิ้นรนด้วยปัญหาธรรมดา ซึ่งผู้เรียนต้องเรียนรู้ทั้งสาระและทักษะการคิดแบบใช้เหตุผล



หลักการและเหตุผล

เน้นและสนับสนุนให้ผู้เรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยการเสนอปัญหาและความต้องการในการแก้ปัญหานั้นๆ ซึ่งไม่เหมือนกับข้อมูลปรกติที่เคยกล่าวไว้ในหลักสูตรแบบเดิมๆ ข้อแตกต่างคือ ระบบของ PBL เริ่มด้วย ปัญหา ที่มีพื้นฐานมาจากข้อมูลจริง หรือที่จำลองมาจากเหตุการณ์จริงก็ได้ และต้องการให้ผู้เรียนแต่ละคนหรือเป็นกลุ่ม ค้นหาคำตอบนั้น แหล่งข้อมูลและฝึกทักษะกันด้วยตนเอง ซึ่งพัฒนาได้จากความต้องการโดยตรง และการกำหนดในรายละเอียดของปัญหานั้นๆ



กฎเกณฑ์ของ PBL

 ผู้เรียนรับผิดชอบในการเรียนของพวกเขา

 กระตือรือร้นเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และทักษะ

 ร่วมมือกันแทนที่จะแข่งขันกัน

 หันเหไปสู่อาชีพการงาน

 ในทิศทางรอบด้านสู่การปฏิบัติทางวิชาชีพ

 บูรณาการความรู้จากขอบเขตอื่นที่แตกต่างกัน

 บูรณาการทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนะคติ

คุณลักษณะของ PBL ที่กำหนดโดย Jill Armstrong

 ใช้สิ่งกระตุ้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนพูดคุยถกเถียงปัญหาที่สำคัญ

 เสนอปัญหาที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

 ให้แนวทางที่เหมาะสมแก่ผู้เรียนในเรื่องวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล จำกัดแหล่งข้อมูล เพื่อช่วยผู้เรียนรู้การกำหนดขอบเขต ในความพยายามแก้ปัญหา

 ให้ผู้เรียนมีการร่วมมือทำงานในแบบกลุ่ม สำรวจข้อมูลทั้งในและนอกชั้นเรียน

 ให้ผู้เรียนกำหนดความต้องการเรียนรู้ และการเลือกใช้แหล่งการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม

 ประยุกต์ความรู้ใหม่ให้เข้ากันกับปัญหาและสามารถประเมินผลกระบวนการแก้ปัญหาของพวกเขาด้วย



ระบบ PBL ปรับปรุงให้ผู้เรียนสามารถดำเนินการ

 กำหนดปัญหาได้ชัดเจน

 ปรับปรุงทางเลือกของสมมติฐาน

 เข้าถึง ประเมิน และใช้ประโยชน์ของข้อมูลจากแหล่งต่างๆ

 เปลี่ยนสมมติฐานเพื่อการรับข้อมูลใหม่ๆ

 ปรับปรุงการเสนอคำตอบที่แจ่มชัด ซึ่งเหมาะสมกับปัญหาและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกัน บนพื้นฐานข้อมูลและการใช้เหตุผลอย่างโปร่งใส





ขั้นตอนในการเรียนรู้แบบ PBL

ขั้นตอน 1: การเผชิญและการกำหนดปัญหา

ผู้เรียนต้องเผชิญกับภาพจำลองของโลกที่เป็นจริง ผ่านการเอาใจใส่อย่างมีความรับผิดชอบ เช่น ผู้เรียนอาจถูกร้องขอให้เสนอทบทวนเรื่องราวในยุคโบราณโดยอาศัยมุมมองในภาพรวมว่าอนุสาวรีย์โบราณเหล่านั้นถูกสร้างมาด้วยวิธีใด พวกเขาอาจต้องย้อนคำถามในใจตนเองดังนี้

-อะไรบ้างที่ฉันรู้แล้วเกี่ยวกับปัญหาหรือคำถามนี้ ?

-อะไรที่ฉันต้องรู้อีกเพื่อนำเสนอปัญหาหรือตั้งคำถามอย่างได้ผล ?

-มีแหล่งข้อมูลอะไรบ้างที่ฉันสามารถเข้าถึงการตัดสินใจ เพื่อเสนอคำตอบหรือสมมติฐานได้ ? ตรงประเด็นนี้ การเน้นที่การกำหนดปัญหาเป็นเรื่องจำเป็น ผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ก็จะพบข้อมูลใหม่ที่ต้องเข้าถึงและเข้าใจต่อไป



ขั้นตอนที่ 2: การเข้าถึง การประเมิน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล

เมื่อกำหนดปัญหาได้กระจ่างแล้ว ก็จะเข้าสู่การค้นหาข้อมูลต่างๆ เช่น จากสิ่งพิมพ์ จากคนที่พอรู้ จากแหล่งทางอีเล็กโทรนิค เป็นต้น เมื่อจะนำข้อมูลไปใช้ ต้องตรวจสอบด้วยความระมัดระวังในคุณค่าและแหล่งที่เข้าถึงได้ ถ้าเอาการประเมินผลที่ตั้งเป็นทฤษฎีในการเสนอความคิดมาใช้ ต้องระมัดระวังในการบันทึกและการทำการประเมินผลอย่างถูกต้อง และน่าเชื่อถือตรงกันตามลักษณะข้อมูลของที่ตั้งที่เสนอมาด้วย



ขั้นตอนที่ 3: การสังเคราะห์และการดำเนินงาน

ขั้นตอนนี้ ผู้เรียนเสนอคำตอบสำหรับปัญหาที่ตั้งไว้ อาจใช้ผลผลิตจากสื่อในการนำเสนอ หรือไม่ก็เป็นการเสนอโดยการเขียนรายงานแบบทั่วไป เน้นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคำถาม ในแทบทุกกรณี





ข้อเสียเปรียบของ PBL

ความสำเร็จในการศึกษา การเรียนรู้แบบ PBL ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะ แต่คะแนนผลสัมฤทธิ์ในการศึกษามักมีผลตอบสนองโดยตรงสูงสำหรับการเรียนรู้แบบเดิม เมื่อมีการนำแบบการทดสอบมาตรฐานมาใช้ แต่จะไม่สนองตอบเลยกับวิธีการต่างๆหรือการทดสอบที่ไม่เป็นแบบฟอร์มตามมาตรฐานเดิม ซึ่งการวัดแบบใหม่นี้รวมไปถึงการวัดความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถของทักษะเฉพาะตน ความสัมพันธ์ของกลุ่ม ความสามารถในการใช้เหตุผล ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในทางกลับกัน การสอนแบบเดิมจะมีผลดีกว่า ในแง่การเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ที่ครอบคลุมเนื้อหาทั่วไป





บทบาทของผู้เรียน

คือการเปลี่ยนแปลงทัศนะคติของผู้เรียนแบบเดิมๆ ซึ่งผู้เรียนส่วนมากยังมีทัศนะคติที่หวังว่าครูของพวกเขาเป็นผู้ให้ความรู้ แนวทางของเนื้อหาวิชาซึ่งยังขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของผู้สอนเป็นสำคัญ และมีความทรงจำแบบเดิมๆที่จำกัดเป็นความต้องการของผู้เรียนด้วย ผู้เรียนส่วนมากสูญเสียความสามารถเพราะ “ความสงสัยในบางสิ่งเอาง่ายๆ” (Reithlingshoefer, 1992) ปัญหานี้ปรากฏสำหรับผู้เรียนปีแรกๆ ซึ่งแสดงบทได้ยากในการเป็นผู้กำหนดการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Schmidt, Henny, & de Vries, 1992)



บทบาทของครู

ครูในหลักสูตรแบบ PBL ต้องการ การเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนจากแบบเดิมๆในการบรรยาย การปรึกษาสนทนา และต้องขอร้องผู้เรียนให้จดจำเรื่องราวสำหรับการทดสอบ คือ ในระบบการเรียนรู้แบบ PBL ครูต้องเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าการเป็นผู้แพร่การให้ข้อมูล เช่น ครูควรมุ่งเน้นที่ความเอาใจใส่กับการตั้งคำถามของนักเรียน แนะนำเหตุผลและชี้ข้อบกพร่อง บอกแหล่งการค้นคว้าให้กับนักเรียน และการควบคุมให้นักเรียนทำงานสม่ำเสมอ บทบาทของครูเช่นนี้ มีความแตกต่างสำหรับครูบางคน ผู้ซึ่งยากจะเปลี่ยนบทบาทจากที่ตนเคยชินมาก่อนนี้

No results found.

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น