|
ประเทศไทยควรปิดตลาดออฟชอร์(อยู่ต่างประเทศ) ซื้อขายเงินบาทหรือไม่?
โพสต์เมื่อ:
20:41 วันที่ 22 ก.ค. 2550 ชมแล้ว:
1,786
ตอบแล้ว:
2
หากพวกเราสนใจติดตามข่าวเศรษฐกิจในระยะนี้ก็จะพบเรื่องปัญหาค่าเงินบาท ที่ถกเถียงกันว่าจะเป็นชนวนจุดให้เศรษฐกิจไทยพังพาบลงในอนาคตหรือไม่ ดังตัวอย่าง บริษัท ไทยศิลป์อาคเนย์ฯ
ข้าพเจ้าตั้งกระทู้ว่าควรปิดตลาดออฟชอร์ที่ซื้อขายเงินบาท เช่น ตลาดที่สิงคโปร์ ก็เพราะว่าปัจจุบันค่าเงินบาทที่ตลาดออฟชอร์มีค่าเงินแข็งกว่าที่ตลาดออนชอร์ในประเทศไทยถึง 3-4 บาทและเป็นช่องทางเก็งกำไรของนักค้าเงินข้ามชาติ โดยที่ นักค้าเงินจะโอนเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยเป็นเงินสกุลดอลลาร์สรอ.แล้วแลกเป็นเงินบาทได้มากกว่าที่ตลาดออฟชอร์ จากนั้นก็ทำทีซื้อหุ้นแล้วก็ขายหุ้นนำเงินบาทไปแลกที่ตลาดออฟชอร์ก็ได้เงินดอลลาร์มากขึ้นกว่าที่โอนเข้ามาในตอนแรกสบายๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยแต่อย่างไร ผลเสียในการปิดตลาดออฟชอร์คือ ประเทศไทยจะขาดความเชื่อถือจากนักค้าเงินต่างชาติ ซึ่งถ้าประเทศไทยขาดแคลนเงินตราต่างประเทศก็จะตกที่นั่งลำบากในการนำเข้าสินค้าและบริการ เพราะไม่มีเงินทุนไหลเข้าประเทศ ผลดีในการปิดตลาดออฟชอร์คือ การสกัดกั้นการเก็งกำไร ที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสูญเสียไปกว่า 2 แสนล้านบาท (แม้ว่าจะเป็นเพียงตัวเลขจนกว่าจะถึงสิ้นปีงบประมาณก.ย.50) นายสนธิ ลิ้มทองกุลคาดเดาว่า ธปท.ขาดทุนจากการยับยั้งการแข็งตัวของค่าเงินบาทไม่น้อยกว่า 7 แสนล้านบาท โดยธปท.ได้กู้เงินจากต่างประเทศมาใช้ในการนี้ โชคยังดีที่ฝ่ายออกบัตร ธปท. แยกบัญชีออกจาก ฝ่ายการธนาคาร ทำให้การขาดทุนที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนมิได้กระทบค่าเงินบาทจนกลายเป็นกระดาษ อย่างไรก็ตาม การขาดทุนของฝ่ายการธนาคาร ก็เป็นภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน ที่ต้องจัดสรรงบประมาณชดเชยให้ ในปีพ.ศ.2540 ธปท.ขาดทุนจากการสู้ค่าเงินบาทมิให้อ่อนตัวลง 1.7 แสนล้านบาทก็นับว่ามากโขอยู่ ณ วันนี้ขาดทุนไปกว่า 2 แสนล้านบาทแล้วคนไทยจะนอนใจได้อย่างไร ที่ข้าพเจ้ากังวลมากก็คือ จะสู้ค่าเงินบาทมิให้แข็งตัวต่อไปได้อีกกี่เพลาเล่า? จะขาดทุนอีกกี่มากน้อย รัฐต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร บริษัทส่งออกสินค้าต่างๆ จะล้มละลายอีกมากเพียงไหน คนไทยจะตกงานกันอีกระลอกใหญ่ สังคมจะมีโจรผู้ร้ายชุกชุมกว่าที่เป็นอยู่มากขึ้นเพียงไหน อนิจจา กรรมของคนไทยแท้ๆ ที่รมว.คลังใจอ่อนกับเสียงบ่นของกลุ่มอาชีพตลาดหุ้น ทำให้ธปท.เปิดช่องให้การเก็งกำไรทะลักเข้ามาในตลาดหุ้นจนถึงวันนี้ไม่สามารถจะสกัดกั้นได้อีก จะยอมให้นักเก็งกำไรข้ามชาติ รุมกระทืบประเทศไทย โดยไม่ปกป้องตนเอง หยิบไม้ หยิบปืน หยิบอาวุธมาขู่ ก่อนที่ลมหายใจจะขาดไปดีกว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็สอนไว้ว่า "เสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ สละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต สละชีวิตเพื่อรักษาคุณธรรม" คุณธรรมในที่นี้ข้าพเจ้าว่าไม่ใช่สัจจะทางการค้าเงิน การค้าหุ้น แต่เป็นคุณธรรมที่ทำให้คนทั้งประเทศมีความทุกข์น้อยที่สุดต่างหาก เพราะตลาดค้าเงินและค้าหุ้นไม่มีสัจจะ เพราะทุกคนเป็นโจรใส่สูททั้งนั้น หวังแต่กำไร ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนตามมาจากการกระทำของตน จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1- ช่วยอธิบายด้วยครับ 1.เมื่อปิดตลาด offshore แนวโน้มของ Onshore จะเป็นอย่างไร 2.แล้วจะแลกเงินตราต่างประเทศได้ที่ไหนครับ และค่าเงินบาท ในต่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปแนวทางใด 3.ประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยทำนโยบายแบบนี้หรือไม่ 4.มีประเทศไหนในโลกครับที่มีเฉพาะตลาด Onshore และเศรษฐกิจเค้าเป็นอย่างไร
International Relation
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 36 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 เม.ย. 2551 (16:16) เห็นด้วยกับ เจ้าของกระทู้
ปิดตลาด ออฟชอร์ ดีกว่า ไม่ปิด เพราะ ถ้าไม่ปิด ขาดทุน เห็น ๆ
แลกเงินต่างประเทศได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่เดียว ซึ่งจะกลายเป็นตลาดผูกขาด ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถ กำหนดค่าเงินบาทได้สบาย (ตามใจฉัน) ค่าเงินบาทในตลาดต่างประเทศ จะขึ้นอยู่ กับ ธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับใครอีกต่อไป ประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่เคยใช้ นโยบาย ปิดตลาด ออฟชอร์ เพราะ..... ซึ่งผมไม่อยากพูดมาก แต่การปิดตลาด ออฟชอร์ จะดีต่อ ค่าเงินบาท และ ลดภาวะขาดทุน จากการมี 2 ตลาดแน่นอน ประเทศไหนในโลกที่มีเฉพาะตลาด ออนชอร์ อันนี้ไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่ ถ้ามี 2 ตลาดทำให้ เรากำหนดค่าเงินยาก และ ทำให้เกิดภาวะขาดทุน ค่าเงิน เพราะมี 2 ตลาด เราก็ไม่ควรเปิด 2 ตลาด ควรมีแค่ตลาดเดียวก็พอ เศรษฐกิจเค้าเป็นอย่างไร อันนี้ก็ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นควรอยู่ที่ เศรษฐกิจของประเทศไทยควรเป็นอย่างไร ต่างหาก ถ้าหากปิดแล้วเหลือเพียงตลาดเดียว แล้วทำให้ เศรษฐกิจประเทศไทย สามารถ อยู่รอดได้ในระยะยาว ก็ควรปิด แต่ถ้า ปิด (เหลือตลาดเดียว) แล้ว ทำให้ขาดทุน ค่าเงินบาท มากกว่า ไม่ปิด (คงไว้ 2 ตลาด) ก็ไม่ควรปิด
แค่นั้นเอง คำถามนี้ตอบไม่ยาก |