ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น!  
คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ปัญญา คือ อะไร ... และ ทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
โพสต์เมื่อ: 21:36 วันที่ 25 ก.ค. 2550         ชมแล้ว: 8,319 ตอบแล้ว: 46
เป็นหนึ่งในหลายคำถาม ที่ผมเองสนใจมากๆ

ด้วยเหตุที่เราเชื่อ ศรัทธา ได้อ่าน และได้ยินได้ฟังว่า ปัญญา นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

แต่พอลองมาพิจารณาดูแล้ว ก็พบกับคำถามที่น่าสนใจว่า

" ปัญญา คิอ อะไร "

ปัญญานั้น มีลักษณะอย่างไรบ้าง จะอธิบายให้ชัดเจน ครอบคลุมได้อย่างไร และจะทำให้เกิดมีขึ้นในแต่ละคนได้อย่างไร


ก็เลยอยากจะเชิญชวนให้ท่านอื่นๆที่สนใจ ได้แลกเปลี่ยน พูดคุยกันครับ

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 43 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 1 ส.ค. 2550 (18:40)
ขอบคุณ คุณ SR ที่แวะเข้ามาทักทาย

( ดูเหมือนว่าผมเอง จะหาห้องสนทนาที่ตรงกับพื้นเพความสนใจได้มากกว่า ห้องสนทนาครูอาจารย์ ซึ่งก็ยังแวะเข้าไปดูๆอยู่บ้าง )
..................................................................................................................

กระทู้ที่ผมตั้ง และของคนอื่นๆ อาจจะมองดูว่า ค่อนข้างจะเป็นแนวศาสนาพุทธ จริงๆแล้ว
เราต้องมองว่า ศาสนาพุทธต่างหากที่มีศักยภาพในการที่จะใช้อธิบายเรื่องต่างๆได้ดีมาก

การสื่อสารนั้น ผมพิจารณาว่าเป็นบริบทหนึ่ง เป็นเครื่องมือ หรือเป็นสภาพแวดล้อมอันหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้นเรื่องปัญญา จึงข้ามพ้นไปจากเรื่องการสื่อสาร(ปกติ)ได้



การพิจารณาปัญญา โดยอาศัยเรื่อง "บุญ" "กรรม" นั้น เป็นประเด้นเดียวกันกับเรื่อง "เหตุปัจจัยและผล"

เหตุปัจจัยดีย่อมส่งผลดี

เหตุปัจจัยไม่ดีก็ย่อมส่งผลไม่ดี

ตัวเราเอง คนอื่นๆ สังคมแวดล้อม ก็ล้วนต่างเป็นเหตุปัจจัยกันทั้งนั้น



ดังนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่า

" ปัญญานั้น ก็คือ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุปัจจัยและผลอย่างถูกต้อง"


( และนำเอาความรู้ ความเข้าใจนั้นมาพัฒนาชีวิต ให้เป็นชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไป )
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 8 ส.ค. 2550 (11:08)
ตามความเห็นส่วนตัวครับทุกท่าน อ่านเอาสนุกๆ

1. ตอนนี้คิดว่า ปัญญา ในความหมายทั่วไป น่าจะหมายถึง การที่เราสามารถ เห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ ของ เหตุ-ผล ของ xxxx หนึ่ง ในลักษณะของกลุ่มก้อน ของ เหตุ-ผล ( เส้นตรงหลายๆเส้น ที่ถูกเชื่อมต่อกัน ด้วยเหตุ-ผล ตามจุดต่อต่างๆมากมาย ) ที่เชื่อมโยงกัน สิ่งสำคัญ คือ เห็นส่วนที่มันเกี่ยวกันจริง( เหตุ-ผลที่เเท้จริง ความจริง) เเละ สามารถหลบส่วนที่ไม่เป็นจริง เหตุ-ผล (ลวง) ที่ต่อกันไปมา ปนกัน สร้างความสับสน ตัดมันออกไป ได้ จนเหลือเเต่เหตุ-ผล ส่วนที่เป็นจริง เเล้วนำส่วนที่เป็นจริงเเต่ละส่วนที่เเยกออกมา จากเหตุ-ผล ลวง มาทำการ เชื่อมโยงกันใหม่ เรียกว่าเกิด "ปัญญา"

เเยกออกมาไม่รู้เกี่ยวกันหรือเปล่า

2. ปัญหา คือ เหตุ-ผล ลวง นั้น เเยกออกมาได้ยาก เพราะชื่อก็บอกอยู่เเล้วว่า "ลวง" การจะมองเห็นสิ่งลวง จะมองจากด้านๆเดียว มุมๆเดียวไม่ได้ ต้องช่างสังเกต มองจากหลายๆมุม เพราะสิ่งลวงย่อมมีจุดอ่อนของมัน เช่นกัน อยู่ที่ด้านใด ด้านหนึ่ง เเต่ไม่ใช่ด้านหน้า เพราะด้านหน้าคือ จุดเเรก ที่เราจะมอง เเละเป็นจุดที่ ลวง ได้ดีที่สุด เช่นกัน เราต้องพยายามหาทาง ที่จะมองจากด้านอื่น เเละ มุม อื่นๆ เเต่ ก็ดูเหมือนเป็นการยาก เพราะ สิ่งดึงดูด ที่อยู่ด้านหน้า เช่น ทางเข้าที่ใหญ่โต มองเห็นได้ง่าย เเละชัด มักทำให้ เรามองข้ามช่องเล็กๆที่ ที่อยู่ด้านข้าง หรือ ด้านหลัง หรือเเม้เเต่ด้านใต้ ( ความมีมิติ ของเหตุ-ผล) ที่ดูเเล้ว มืดกว่า เเละ "เข้าไปได้ยาก" หรือ "ดูเหมือนไม่น่าจะไปได้ไกล" นัก เเต่ คนที่ไม่ใส่ใจกับช่องทางเล็กๆ ก็จะเห กันเข้าตามทางเข้าหลัก ที่สุดท้ายมันก็ไปตันอยู่ข้างในเหมือนกันหมด เเต่ช่องเล็กๆที่มองเห็นยาก อาจจะเข้ายาก เเละยากลำบาก เเต่มันก็อาจจะนำเราไปสู่ จุดหมายที่เเท้จริงได้

สวัสดีทุกท่าน จบ
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 207 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 8 ส.ค. 2550 (14:41)
คุณ yoshisuku ให้ประเด็นที่น่าสนใจดีครับ

เอาคำว่า "ปัญญา" มาเชื่อมโยงกับ "ปัญหา"

ปัญญา น่าจะมีประโยชน์หลักๆ ก็คือ เอาไว้แก้ปัญหา

และการจะแก้ปัญหาได้ หลักๆก็คือ มองเห็นเหตุและผลได้อย่างถ่องแท้

แยกเหตุผลเทียม ออกจากเหตุผลจริงๆได้


................................................................................................
ปัญญาที่ดีเลิศ คือ ปัญญา ที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาตั้งแต่แรก!
................................................................................................

และประเด็นของ "การลวง" นี่ก็น่าสนใจครับ ... เราจะถูกลวงได้ง่ายๆ ด้วยความชอบใจ ไม่ชอบใจของเราเอง หรือด้วยความมักง่าย ด้วยความประมาท ด้วยการขาดคุณธรรมที่สำคัญๆต่างๆ

เมื่อถูกลวงแล้ว ... ภาพที่เห็น สิ่งที่รับรู้ต่างๆ ก็จะผิดเพี้ยน บิดเบือน ไปตามระดับความเข้มข้นของการลวงนั้นๆ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 9 ส.ค. 2550 (20:11)
ปัญญา เกิดจาก สมาธิ
สมาธิเกิด ปัญญาเกิด
ข้าพเจ้าไปพบ บทความ คำขยาย สมาธิ จาก http://www.wfb-hq.org/specth5.htm
ดังนี้

สมาธิในชีวิตประจำวัน
พระราชวรมุนี (ประยูร ธมมจิตโต)


--------------------------------------------------------------------------------

สมาธิคือความตั้งใจมั่นอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เรากำหนดใจว่า จะทำให้สำเร็จ ใจเราปักหลักอยู่กับเรื่องนั้นเท่านั้น สมาธิมีความหมาย อีกอย่างหนึ่งว่าเอกัคคตา แปลว่า คิดเรื่องเดียว เลือกเรื่องที่ท่านจะทำ ลองกำหนดตารางเวลา ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพนั้นจะกำหนดเวลา เป็นช่วง ๆ อันไหนเรื่องด่านเรื่องสำคัญแล้วก็ทุ่มเททำเรื่องนั้นจนหมดเวลา หรือเสร็จเรื่องแล้วจึงค่อยเปลี่ยนหรือสวิชต์ไปเรื่องอื่น เขาคิดทีละเรื่อง ไม่ใช่ให้เรื่องต่าง ๆ เข้ามาพันกันจนยุ่งไปหมด
การมีสมาธิหมายความว่าเรากำลังคิดเรื่องอะไรก็มีสติในเรื่องนั้น ใจอยู่กับเรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว อย่างที่หลวงพ่อเทียนท่านสอนให้ทำ สมาธิด้วยกายคตาสติ คือ กำหนดดูมือที่ขึ้นและลง ขึ้นก็รู้ ลงก็รู้ มีสติกับ การเคลื่อนไหวของมือในปัจจุบันตลอดเวลา ไม่วอกแวกไปไหนเลย สติที่ ติดตามการเคลื่อนไหวของมืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดสมาธิ มือใน ปัจจุบันขณะอยู่ตรงไหน สติรู้ทันหมด หรือในการฝึกสติตามการเดินว่า ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ สำหรับคนเริ่มฝึกขั้นแรก เขายกเท้าซ้ายแล้ว ก็วาง ยกเท้าขวาแล้วก็วางให้มีสติตามทันการเคลื่อนไหว คนที่ฝึกขั้นสูง สติรู้ปัจจุบันละเอียดขึ้นอีก ยก-ย่าง-เหยียบ อย่างนี้เป็นต้น
เมื่อฝึกสติมากขึ้น สติจะตามทันทุกอย่าง ทันแม้กระทั่งความคิด ของตัวเอง เวลาที่จิตโกรธ เราจะรู้ทันและใส่เบรกให้กับตัวเองได้ จุดประสงค์ที่แท้จริงต้องมาถึงขั้นที่ว่า ถ้าเกิดโกรธหรือกลัวขึ้นมาก็ สามารถที่จะห้ามความโกรธหรือปลุกปลอบใจได้ ถ้าหากว่าเราเริ่มจะขุ่นมัว สติจะเป็นเครื่องตรวจสอบตนเอง รู้ทันแม้กระทั่งความคิดของตนเองได้ เพราะฉะนั้นคนที่มักโกรธควรเจริญสติจะได้ใจเย็นลง สติเป็นตัวกระบวน การฝึกอยู่กับปัจจุบัน เช่น กำหนดลมหายใจเข้าออก ลมถูกปลายจมูกก็รู้ ลมหายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ อย่างนี้เป็นต้น ไม่วอกแวกไปที่อื่น สติอยู่กับลมหายใจเข้าออก เท่านั้นเรียกว่า อานาปานสติ คือ สติกำหนดลม หายใจเข้าและออก เมื่อทำสติเช่นนี้ต่อเนื่องจะเกิดสมาธิคือปักใจอยู่กับ ลมหายใจอย่างเดียว
สมาธิมี 3 ขั้นด้วยกัน คือ
1. ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ
2. อุปจารสมาธิ สมาธิเกือบจะแน่วแน่
3. อัปปนาสมาธิ สมาธิแน่วแน่
ขั้นที่ 1 เรียกว่า ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิขั้นต้นสำหรับชาวบ้าน สมาธิชั่วขณะที่ทำสิ่งนั้น ๆ เช่น อยู่กับขณะของลมหายใจเข้า-ออก แน่วแน่ อยู่กับเรื่องนั้น สมาธิที่ใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวันเราอ่านหนังสือหนึ่งเล่ม จนจบได้ต้องมีขณิกสมาธิ ในการที่ท่านฟังบรรยายนี้เข้าใจจะต้องมีขณิก สมาธิทุกคน ถ้าไม่มีสมาธิขั้นนี้ เรียนอะไรไม่ได้
ใครมีขณิกสมาธิมากก็จะมีกระแสจิตที่แรงกล้า เพราะสมาธิคือ การรวมพลังให้กับกระแสจิต อย่างที่ท่านมองใครสักคนหนึ่งท่านมอง อย่างตั้งใจก็คือระดมความคิดไปที่เขา การระดมกระแสจิตไปนั้นก็คือ สมาธินั่นเอง ในขณะนั้น ท่านมองอย่างโกรธ มองอย่างรักหรือมอง อย่างเมตตา กระแสสมาธิจึงมีอยู่หลากหลาย อย่างเช่น ท่านแผ่เมตตาก็ คือทำสมาธินั่นเอง นึกถึงใครด้วยเมตตากรุณาคือความรักความสงสาร ก็เป็นกรรมฐานอย่างหนึ่ง
พระพุทธเจ้าเองนิยมใช้การกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก ที่เรียกว่า อานาปานสติ
หลวงพ่อเทียนใช้กายคตาสติรู้ทันการเคลื่อนไหวของมือ คิดอยู่ เรื่องเดียว มองจะต้องให้เห็น คือรู้ทันปัจจุบัน ปรากฏว่า บางคนทำแล้ว วอกแวก เพราะแทนที่จะไปดูมือ ไปดูเส้นลายมือ คิดว่าเส้นลายมือเรามัน ขาด เส้นโชคเมื่อไรจะขึ้นสักทีหนอ มือซีดเหลือเกิน จิตวิ่งไปเรื่องไหนต่อ เรื่องไหน พอให้กำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นหวัดเสียแล้ว คิดไป เรื่องโน้นเรื่องนี้ ฟุ้งซ่านไปหมด
สมาธิขั้นสูงขึ้นไปเกือบจะเป็นฌาน เรียกอุปจารสมาธิ แปลว่าใกล้ จะแน่วแน่ ขั้นนี้สามารถกำจัดนิวรณ์ทั้งห้าคือ กามฉันทะ (ความพอใจใน กาม) พยาบาท (ความขัดเคือง) ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ) และวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) อุปจารสมาธิยังไม่เรียกว่าฌานเพราะยังไม่มีองค์ฌานทั้งห้า สมาธิขั้นสูงสุดเรียกว่าอัปปนาสมาธิหมายถึงสมาธิแน่วแน่ เป็นสมาธิของผู้เข้าฌาน มีองค์ฌานทั้งห้า คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา พระพุทธเจ้าเวลาเข้าฌานสมาบัติ ฟ้าผ่าลงมาใกล้ ๆ ก็ไม่ได้ยิน จิตแน่ว แน่มาก อันนี้เราทำในชีวิตประจำวันไม่ได้ เพราะเสียงจะเป็นข้าศึก เป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ ผู้ต้องการบรรลุสมาธิขั้นนี้อาจต้องเข้าป่า แต่ สำหรับคนที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ไม่จำเป็นต้องได้อัปปนาสมาธิก่อน ท่านทำขณิกสมาธิแล้วเข้าวิปัสสนาไปเลย
ความต่างของสมาธิและวิปัสสนาอยู่ตรงที่ สมาธิป็นเรื่องของ ความแน่วแน่ของจิต วิปัสสนาเป็นเรื่องของปัญญา วิปัสสนาคือเอาจิตไป ดูอนิจจัง ความไม่เที่ยง เกิด-ดับ ๆ ของจิต หรือความรู้สึกเช่น เมื่อครู่นั่ง แล้วมีความสุข ตอนนี้มีความทุกข์ สุขทุกข์ไม่เที่ยงคือเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่า วิปัสสนา เป็น เรื่องของปัญญา แต่ถ้าเป็นเรื่องของสมาธิในชีวิตประจำวันหรือเป็นเรื่อง ความสงบนิ่งแห่งจิต เป็นเรื่องจิตคิดน้อยที่สุดจนหยุดคิด ท่านจะมี ความสุขสงบ มีพลังในการทำงาน เป็นประโยชน์ในชีวิตทั่วไป แล้วทำให้ ท่านไม่เครียด
คนเครียดคือคนแบกเรื่องหนักไว้เต็มหัว พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้จะถึง วันงาน กังวลว่านี่ก็ยังไม่ได้ทำ นั่นก็ยังไม่ได้ทำ คิดจะทำเรื่องหนึ่งก็มีเรื่อง นี้มาเรื่องนั้นมากวนใจ เช่น ไปอยู่ที่ทำงานรู้สึกเครียดก็หอบงานกลับไป ทำที่บ้าน พอกลับบ้านก็หอบงานกลับไปทำที่ทำงาน อยู่ที่ทำงานก็ห่วง บ้านจนต้องโทรศัพท์กลับไปที่บ้าน พอไปอยู่ที่บ้าน ก็โทรศัพท์กลับไปที่ ทำงาน หรือตอนทำงานก็วางแผนพักร้อน ตอนไปพักร้อน ก็หอบเอา งานไปทำด้วย และพอกลับไปที่ทำงานก็วางแผนพักร้อนต่อไป อะไรก็ไม่รู้ ทำอะไรไม่จริงสักอย่าง ใจวุ่นวายสับสน คนที่ไม่เครียดก็คือทำทีละเรื่อง ที่ละอย่างอันไหนจำเป็นรีบด่วนก็ทำหรือที่เราเรียกว่าการจัดลำดับความ สำคัญนั่นเอง คนที่มีระเบียบในชีวิตบางคนทำงานได้หลายเรื่องในวันเดียว กัน ข้อสำคัญต้องมีระเบียบว่า ขั้นนี้เราทำให้เต็มที่ เสร็จแล้วจึงจับงาน อื่นขึ้นมาทำ ทำทีละเรื่อง ๆ เหมือนกับยกเก้าอี้ทีละตัว ถ้าท่านพยายาม ยกทีละ 10 ตัว ก็ยกไม่ไหว
นโปเลียนมหาราชเป็นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพคนหนึ่ง จิตแพทย์ เขียนเล่าไว้ว่า ตอนนโบเลียนมีอำนาจวาสนารบเก่งมาก ตีชนะเกือบทั่ว ยุโรปจนถึงรัสเซีย รบก็เก่ง และเป็นนักบริหารที่เก่ง ในยามสงบ บริหาร การคลังเยี่ยม เงินเต็มคลัง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอังตัว เนตใช้เงินหมดเลย ไม่มีเงินเหลือ แต่นโปเลียนสามารถทำเงินให้เต็มคลัง ไปรบที่ไหนเขียนจดหมายถึงมเหสี เขียนจดหมายสั่งงานได้ มีจดหมาย และบันทึกของนโปเบียนเก็บไว้เป็นหลักฐาน ในปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ถึง 80,000 ฉบับ บางฉบับแปลมาเป็นภาษาไทย คือเรื่องจดหมายรัก นโปเลียน เขาเอาเวลาที่ไหนมาทำเรื่องต่างกันได้ เรื่องเศรษฐกิจกับการรบ มันคนละอย่าง
จิตแพทย์สงสัยว่านโปเลียนทำได้อย่างไร ตอนนั้นนโปเลียนถูก จับปล่อยเกาะ จิตแพทย์ก็ยังอุตส่าห์นั่งเรือไปสัมภาษณ์ นโปเบียนก็ขยาย ความลับบอกว่าเราฝึกคิดทีละเรื่อง ทำเรื่องไหนนึกคิดเรื่องนั้นเท่านั้น คือทำสมาธินั่นเอง มีสติจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น เขาไม่ได้เรียนรู้วิธีทำสมาธิ แบบพุทธเขาฝึกด้วยวิธีของตนเอง เขาบอกว่า ฝึกจินตนาการให้หัว สมองเขาเหมือนกับตู้มีลิ้นชักหลายลิ้นชัก แต่ละลิ้นชัก เก็บไว้ 1 เรื่อง เท่านั้น เรื่องสงครามเก็บไว้ลิ้นชักนี้ เรื่องจดหมายเก็บไว้ลิ้นชักนั้น เรื่องอื่นเก็บไปลิ้นชักอื่น และจะคิดเรื่องไหนก็เปิดลิ้นชักนั้นออกมาเท่านั้น ปิดลิ้นชักอื่นให้หมด ไม่ให้มันตีกัน และเวลาหยุดคิดก็ปิดลิ้นชักอื่นให้หมดเลย นโปเลียนกล่าวว่าถ้าไม่เชื่อจะทดลองทำให้ดู เราจะไม่คิดอะไรเลย ว่าแล้วก็หลับตาเอนกายลงนอน ไม่ถึง 5 นาที นโปเลียนหลับสนิทเลย จิตแพทย์อัศจรรย์ใจ จับชีพจรดูลมหายใจแล้วเห็นว่าเขาหลับจริง หลอก หมอไม่ได้หรอก นโปเลียนทำได้เพราะฝึกคิดทีละเรื่อง ทำทีละอย่างให้ดี หมดเวลาก็หยุดทำ
มีเรื่องเล่าทำนองเดียวกันว่า นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ขณะที่ต่าง ชาติยกทหารบุกเข้ามา ปรากฏว่าในรั้วในวังตกใจกันใหญ่เลย วิจารณ์กัน ว่าจะรบดีไหม ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ประกาศสังครามสักที ยังอึมครึม กันอยู่จนกระทั่งเวลาเลี้ยงอาหารค่ำงานใหญ่มีเจ้าหญิงร่วมเสวย เขาก็คุย กันเรื่องสงครามว่า รัฐบาลจะรบหรือไม่รบ แต่นายกรัฐมนตรีนั่งรับ ประทานเฉยไม่พูดกับใคร คนก็วิจารณ์กันรอบ ๆ โต๊ะ ในที่สุดเจ้าหญิงองค์ หนึ่งทนไม่ได้ ถามท่านนายกรัฐมนตรีตรง ๆ ว่า ท่านยังมัวรออะไรอยู่ละ ท่านนากยกฯ ก็ทูลตอบว่า กำลังรอของหวานรายการต่อไป
นี่เป็นสมาธิฝึกมีระเบียบในชีวิต พวกที่เครียดจนเป็นโรคกระเพาะ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ควรฝึกคิดทีละเรื่องเหมือนนโปเลียน หัดสร้าง ระเบียบให้กับชีวิตตนเอง
การทำสมาธิก็คือมีสติอยู่กับเรื่องเฉพาะหน้านั้น และเอาจิตใจ ตามเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายเหมือนกับกระแสน้ำที่อยู่ในเขื่อน แล้วปล่อยออกมาทางเดียวจะเป็นพลังผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ถ้ากระแสจิต ซัดส่ายไปหลากหลายจะไม่มีพลังพอจะแก้ปัญหา บางครั้งถ้าท่านมี ปัญหาอะไร คิดไม่ออก ให้นอนหลับ ตื่นเช้าขึ้นมา สมองจะปลอดโปร่ง ความคิดของท่านสดใสขึ้น ไอเดียต่าง ๆ จะเกิดขึ้น นักคิดหลายคนได้ ความคิดที่ดีตอนเช้ามืดเมื่อสมองปลอดโปร่ง เพราะได้พักตอนนอนหลับ กระแสจิตมีพลัง.
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 326 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 9 ส.ค. 2550 (20:49)
ปัญญาในความคิดผมง่ายๆนะ คือดวงจิตที่ถูกพัฒนาจนเข้าใจในสรรพสิ่งต่างๆด้วยการคิดไตร่ตรองทุกขณะจิต ปัญญาไม่มีที่สิ้นสุดตราบที่เรายังคิดกันอยู่
metha เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 9 ส.ค. 2550 (21:12)
"คิดเท่าไรๆ ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้ แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้"

--- หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ---
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 9 ส.ค. 2550 (22:17)
เหมือนกับ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จะตอบความเห็นที่ 29 ว่า

ความคิดทุกขณะจิต ไม่ใช่ปัญญา(ทางพุทธะ) [คิดทุกขณะจิต อาจเป็นบ้าได้]

หยุดคิด ทำใจ ให้สงบ นั่นคือ ปัญญา(ทางพุทธะ ไม่ใช่ปัญญาทางโลก)

ต่อเมื่อหยุดคิดได้ จึงรู้ (รู้นั้น คือปัญญาทางพุทธะ)

แต่ต้องอาศัยความคิด (ณ ที่นี้ หมายถึง พิจารณา ไตร่ตรอง) นั่นแหละจึงรู้ (ปัญญาทางพุทธะ)

หมายเหตุ จำได้ว่า พระพุทธทาส ท่านว่า การหยุดคิด ไม่ได้หมายความว่า ไม่ให้คิดอะไรเลย (เช่นนั้นเรียกว่า โง่ ไม่ยอมคิดอะไรเลย) แต่จึงมีสัมมาสติ สัมมาทิฎฐิ คอยควบคุมดูแลจิต ไม่ให้มีกิเลส

ดังนั้น ปัญญา(ในความหมาย นิพพาน) จึงเป็นปัญญาที่สิ้นสุดได้ เพราะมันเป็นเพียงคำนิยามแล้ว จึงแขวนคำว่า"ปัญญา"ไว้ดูเล่นได้ ไม่ต้องใช้ความคิดแล้ว เพราะมันหมดกิเลสทั้งปวงแล้ว มัน วิมุติ มัน นิพพาน มันไม่วนเวียนในวัฏสงสาร ให้ใครเห็นอีกแล้ว เป็น"ปัญญา" ที่จบจริง ๆ
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 326 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 10 ส.ค. 2550 (22:04)
ปัญญา คือ การนำความรู้ไปใช้อย่างมีคุณภาพ
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2380 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 250 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 6 ม.ค. 2551 (09:14)
ปัญญาคืออะไรครับ...ที่เกี่ยวกับทางไสยศาสตร์หรือธรรมมะ
ม.2/1 (IP:125.25.100.123)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 6 ม.ค. 2551 (13:24)
ปัญญา: ความละเอียดซับซ้อนของการเชื่อมโยงสัมพันธ์ทั้งในตัวเองเเละกับสิ่งเเวดล้อม ยิ่งสัมพันธ์ได้ซับซ้อนละเอียดเท่าใด ปัญญาก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย

ประกอบด้วย
1. ความจำ(ฐานข้อมูลที่กว้างเเละดึงออกมาใช้ในสภาพที่สมบูรณ์)
2. การคิด( นำมาเชื่อมโยง เลือกเชื่อมโยง) เเรกๆจะเริ่มจากการสุ่ม
3. การเลือกให้ความสำคัญ (ในภาพรวมหมายถึง สามารถที่จะเลือกคิดในส่วนที่เชื่อมโยงให้เกิดผล ที่ต้องการได้ดีที่สุด) ส่วนที่เหมาะจะถูกนำมาเชื่อมโยงซ้ำๆ เเละถูกเก็บไว้ในความจำ เมื่อไหร่ก็สามารถระลึกขึ้นมาได้เสมอๆ เรียก การให้ความสำคัญ
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 207 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 7 ม.ค. 2551 (10:11)
"การเลือกให้ความสำคัญ" ที่คุณ yoshi กล่าวนั้น

เป็นอันเดียวกันกับ

การให้รู้ว่า เหตุและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องนั้น อะไรมีความสำคัญก่อนหลังอย่างไร อะไรเป็นเหตุที่แท้จริง อะไรเป็นเหตุใกล้ อะไรเป็นตัวเสริม หรือตัวบดบังหักล้าง


เช่นนั้นหรือเปล่าครับ

.......................................................................

ยกตัวอย่างเช่น การอกหักของชายหนุ่มคนหนึ่งนั้น

1) มีจิตใจของหนุ่มคนนั้นเองเป็นสาเหตุที่แท้จริง

2) มีหญิงสาว หรือคนที่คบกันเป็นแฟนคนนั้น เป็นสาเหตุใกล้

3) อาจจะมีสาเหตุอื่นๆ เช่น คนที่ 3 คนที่ 4 ... เข้ามาส่งเสริม

เป็นต้น
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 7 ม.ค. 2551 (11:10)
ตอบคุณ mathguy ในภาพรวมหมาย ก็น่าจะใกล้เคียงกับที่คุณ mathguy กล่าวมา

การให้รู้ว่า เหตุและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องนั้น อะไรมีความสำคัญก่อนหลังอย่างไร อะไรเป็นเหตุที่แท้จริง อะไรเป็นเหตุใกล้ อะไรเป็นตัวเสริม หรือตัวบดบังหักล้าง

เช่นนั้นหรือเปล่าครับ

.......................................................................

ยกตัวอย่างเช่น การอกหักของชายหนุ่มคนหนึ่งนั้น

1) มีจิตใจของหนุ่มคนนั้นเองเป็นสาเหตุที่แท้จริง

2) มีหญิงสาว หรือคนที่คบกันเป็นแฟนคนนั้น เป็นสาเหตุใกล้

3) อาจจะมีสาเหตุอื่นๆ เช่น คนที่ 3 คนที่ 4 ... เข้ามาส่งเสริม

เป็นต้น

ทุกสิ่งทุออย่างที่สัมพันธ์กัน ถ้าดูเฉพาะของความสัมพันธ์ของเหตุผล ที่ว่าเป็นสาเหตุใกล้ ไกล สาเหตุลวง สาเหตุจริง ตัวบดบังหักล้าง ทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นได้จาก
"ความไม่รู้"

ความไม่รู้ ตั้งเเต่เหตุตนตอ นำมาสู่ ผล ที่จะกลายเป็นเหตุ ของความ "เข้าใจผิด"
"ไม่สามารถเข้าใจหรือรู้ความจริง"

การให้ความสำคัญ ก็เช่นกันมันมาจาก 3. การเลือกให้ความสำคัญ (ในภาพรวมหมายถึง สามารถที่จะเลือกคิดในส่วนที่เชื่อมโยงให้เกิดผล ที่ต้องการได้ดีที่สุด) ส่วนที่เหมาะจะถูกนำมาเชื่อมโยงซ้ำๆ เเละถูกเก็บไว้ในความจำ เมื่อไหร่ก็สามารถระลึกขึ้นมาได้เสมอๆ เรียก การให้ความสำคัญ

เเต่การเลือกเชื่อมโยง โดยมีเหตุ-เเรก มีต้นตอ จึงมิอาจจะนำมาสู่ การเข้าใจได้ว่า "สิ่งที่สำคัญที่เราควรไตร่ตรองพิจารณานั้นคืออะไรกันเเน่"

เช่น ผู้ที่ติดอยู่ในบ่วงทางสังคม ที่สลับซับซ้อน ย่อมมิอาจหลุดพ้นไปจากตรงนั้นได้โดยง่าย เพราะการยึดติดอยู่กับการให้ความสำคัญด้วยเหตุผลลวง ที่ทำให้ ผู้คนเหล่านั้นเปรียบเหมือนมีห่วง มีโซ่ตรวน เช่น ครอบครัว ลูกหลาน คนรัก ที่ซับซ้อน สุดท้ายมันผลักดัน ให้คนเหล่านั้นเข้าใจ ในเหตุ-ผลที่ผิดเเละถูกลวงลงลึกไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น

ถ้ามาดูตามที่ยกตัวอย่าง

จริงที่มันสัมพันธ์กับเรื่อง เหตุ-ผล เเต่เหตุผล ที่เหมือนกัน หรือ ใกล้เคียงกัน หรือในกรณีคนคบเป็นเเฟนกัน เพราะสาเหตุ(ใกล้) อันนี้ไม่เข้าใจครับ เเปลว่าอะไร เเปลว่าเป็นสาเหตุ เพียงภายนอก จากเเรงจูงใจพื้นฐาน เช่น ธรรมชาติ สัญชาตญาณการหาคู่ สรุปว่าเป็น สาเหตุพื้นฐาน ที่ทุกคนมักจะมีเหมือนๆกัน ถูกใช้ เเละเเสดงออกในลักษณะที่เหมือนกัน หรือเปล่า?

เเละ เมื่อสาเหตุใกล้ (สาเหตุพื้นฐาน) + กับสาเหตุไกลหรือสาเหตุเสริม ที่อาจจะมาจากตัวเองหรือผู้อื่นก็ได้ เเละโดยส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุที่ลึกกว่าซับซ้อนกว่า ส่วนนี้เจ้าตัวเองบางครั้งยังมิอาจคิดหรือเข้าใจสาเหตุไกลตรงนี้ได้ เช่น ทำไมจึงรักผู้หญิงคนนี้ ทำไมโชคชะตาจึงทำให้เกิดความ "บังเอิญ" จนได้มาจนถึงจุดนี้

ตัวผู้ชายเองอาจเป็นสาเหตุที่เเท้ เพราะเมื่อเป็นเเฟนกัน นั่นหมายถึงผู้ชายจะกลายเป็นสิ่งสำคัญของผู้หญิงคนนั้น เพราะผู้ชายได้สร้าง เหตุ-ผล ที่ซ้ำๆ (เเละทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสำคัญกับตนเอง เเละเมื่อการเชื่อมโยงนั้นเกิดขึ้นซ้ำๆ ผู้หญิงก็จะเกิดการยึดติดตรงนั้นในที่สุด เพราะฉะนั้น จิตใจของเเฟนหนุ่มจังเป็นสาเหตุที่เเท้เพราะ ผู้ชายเองเป็นผู้สร้างเเละใช้เหตุ-ผลเล่านั้น ในการสร้างความสำคัญของตัวเองขึ้นในจิตใจของผู้หญิง...

เพลินไปหน่อย อืม...ยังเหลือตรงตัวหนา
การเลือกให้ความสำคัญ" ที่คุณ yoshi กล่าวนั้น
เป็นอันเดียวกันกับ
การให้รู้ว่า เหตุและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องนั้น อะไรมีความสำคัญก่อนหลังอย่างไร อะไรเป็นเหตุที่แท้จริง อะไรเป็นเหตุใกล้ อะไรเป็นตัวเสริม หรือตัวบดบังหักล้าง

เช่นนั้นหรือเปล่าครับ

ใช่ครับ เพียงเเต่กรณีของผมจะเป็นการอธิบายภาพรวมๆ "วิธีการเกิดขึ้นของมันมากกว่า" ว่ามันมาอย่างไร สัมพันธ์กันอย่างไร มันเกิดได้ยังไง อยู่ในระดับจิตวิทยา ชีววิทยา เเละประเด็นที่ถามขึ้นจึงมาเป็นจุดที่ใช้อธิบายต่อไป ถ้าดูจากที่ตรงนี้..
"การเลือกให้ความสำคัญ (ในภาพรวมหมายถึง สามารถที่จะเลือกคิดในส่วนที่เชื่อมโยงให้เกิดผล ที่ต้องการได้ดีที่สุด) ส่วนที่เหมาะจะถูกนำมาเชื่อมโยงซ้ำๆ เเละถูกเก็บไว้ในความจำ เมื่อไหร่ก็สามารถระลึกขึ้นมาได้เสมอๆ เรียก การให้ความสำคัญ"

เลือกเชื่อมโยงให้เกิดผลที่ดีที่สุด ผลในที่นี้มันก็ต้องมีสาเหตุรองรับ ทำไมคนเราเลือกที่จะให้ความสำคัญ ส่วนที่ถูกเชื่อมโยงออกมาระลึกซ้ำๆ มันย่อมมีสาเหตุ ซึ่งจะเลือกให้ความสำคัญกับอะไร มากกว่าน้อยกว่า สามารถเห็นได้ ว่าส่วนไหนจริง เท็จ มันอยู่ที่เรื่องของปัญญา
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 207 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 7 ม.ค. 2551 (13:44)
พิจารณาตามคำอธิบายของคุณ yoshi

"การเลือกให้ความสำคัญ" ตรงนี้ เป็นไปได้ทั้งทางบวกและลบ คือเป็นไปโดยที่รู้ เข้าใจอย่างแท้จริง(ปัญญา) หรือเป็นไปโดยไม่รู้ (โมหะ)

การให้ความสำคัญ ตรงนี้น่าจะเหมือนกับ ความยึดมั่น (อุปทาน) ที่เราจดจำเอาไว้ (สัญญา)

ส่วนการเลือก ตรงนี้ ก็น่าจะเชื่อมโยงกับ คุณภาพจิตใจที่ใช้เลือก ... จิตที่เป็นกุศล ก็น่าจะเลือกไปทางที่เป็นกุศล จิตที่เป็นอกุศล ก็เลือกไปอีกทิศทางหนึ่ง


ส่วนที่ผมเสนอให้พิจารณา สาเหตุที่แท้จริง สาเหตุใกล้ สาเหตุเสริม หรือบั่นทอนหักล้าง ... อันนี้เป็นส่วนของปัญญาล้วนๆ เป็นส่วนของความดีงามที่แท้จริง ... หากใครเข้าถึงได้ มีจิตที่เป็นกุศล มีสติปัญญา ก็ย่อมที่จะเลือกได้อย่างถูกต้อง ... นำความสุขที่แท้จริงมาให้ และไกลไปจากปัญหาความทุกข์ต่างๆ

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 11 ม.ค. 2551 (13:47)
ปัญญา เป็นจุดกำเนิด ของความ "มี" เเละ " ไม่มี" ของทุกสิ่ง เเละในขณะเดียวกัน มันยังเป็นจุดจบของ ความ "มี" เเละ "ไม่มี" ด้วยเช่นกัน เเม้กระทั่งตัวของมันเอง(ปัญญา)
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 207 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 19 มี.ค. 2551 (15:24)
เหตุใดคนส่วนใหญ่จึึงไม่ใช้ปัญญา ไม่มีสติ ใช้อารมณ์ และขาดการไฝ่รู้ และสนองต่อสิ่งเร้ามากว่า การวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ด้วยปัญญา และจะทำให้คนมีฉันทะ และปัญญาได้อย่างไร
ทมะ (IP:161.200.255.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 19 มี.ค. 2551 (15:33)
ปัญญาเป็นเรื่องส่วนบุคคล เริ่มที่ตัวเราเอง และรับผิดชอบที่ตัวเราเองก่อนทั้งหมด
การกระทำของคนอื่น(ที่ไม่ดี ไม่ควร) มีผลน้อยมากต่อปัญญาของเรา

หากเรายังมองที่คนอื่น มองที่ภายนอก เราก็จะไม่เห็นตัวเราเอง

การที่ยังไม่เข้าใจข้อจำกัด เงื่อนไขข้อสมมติต่างๆ ทำให้เราเอาตัวเราเองไปขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นๆ

ความคิด ความรู้สึกของเรา ก็จะไม่ชัดเจน ไม่เป็นอิสระ ยังไม่รู้เห็นจริง


จึงต้องเริ่มที่ตัวเราเอง ให้ดีที่สุด!
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 10 เม.ย. 2551 (19:12)
ปัญญา คือ ธรรมชาติ
SaLaSs เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 302 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 11 เม.ย. 2551 (12:02)
ปัญญา เป็นคุณภาพอันหนึ่งของจิตใจ ซึ่งมีเพื่อนสนิทคือ คุณสติ

ทั้งคุณสติ และ คุณปัญญา ต่างก็มีธรรมชาติของเขา



ที่เราพอจะเข้าไปแก้ไขปรับปรุง พัฒนาให้ดีขึ้นได้คือ คุณสติ

คุณสติ อยู่ข้างๆกับเรา แต่ในสภาพหลับๆ

แต่เรามักจะปล่อยให้เขาหลับอยู่อย่างนั้น โดยหารู้ไม่ว่าเขาคือเพื่อนที่ดีที่สุด ที่เราจะพึ่งพาอาศัยได้



โดยส่วนใหญ่ เรากลับไปคบกับเจ้าตัวประจบสอพลอ ที่เราเรียกว่า "ตัวเราเอง"

เราหลงไปกับเจ้าตัวเราเองนี้ เกือบจะตลอดเวลาก็ว่าได้ ... เจ้าตัวสติ จะพยายามเข้ามาเตือนบ้าง

แต่ก็ทำได้น้อยครั้ง ... แล้วเราก็ไม่เคยฟังเขาจริงๆ เพราะยังรักยังหลงอยู่กับความคิด อยู่กับอารมณ์ อาการต่างๆ ของเจ้า "ตัวเราเอง" อยู่



นี่แหละธรรมชาติเขาเป็นอย่างนี้

หากยังไม่ค่อยจะได้พูดคุย ไม่เคยให้เวลากับ คุณสติ

ก็จะไม่รู้จักธรรมชาติของ คุณปัญญาได้เลย
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 11 เม.ย. 2551 (15:08)
ปัญญาเกิดจากการคิด พิจารณา ไตร่ตรอง ด้วยเหตุด้วยผลที่เป็นกลาง ในทางภาษาพระ เรียกว่า ภาวนา  ซึ่งปัจจุบัน คนไทยไปตีความคำว่า ภาวนา คือการท่อง สวดมนต์  ซึ่งถ้ารู้ภาษาบาลี การสวดมนต์ก็คือการพิจารณาคำสอนของพระพุทธองค์  แต่คนไทยบางคนก็ยังต่อต้านการสวดมนต์ที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว ด้วยเกรงจะไม่ขลังเหมือนสวดด้วยภาษาบาลี  คือยินดีที่จะเป็นนกแก้วนกขุนทอง มากกว่ามีปัญญา
TM เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 213 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 161 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 16 เม.ย. 2551 (12:28)
ขออนุญาตเสริมคุณ TM

ปัญญาที่จะเกิดจากความคิด ต้องเป็นการคิดชนิดพิเศษ กว่าที่เราเคยชิน

(1) เป็นการรู้ทันความคิด

(2) สามารถปล่อยวางความคิด สังเกตดูความคิดได้

(3) หยุดความคิดได้

(4) เปลี่ยนความคิด ให้เป็นความรู้สึกตัว เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วยสติแทน

(5) เห็นควมจริงว่า ความคิด(ที่ผิด โดยส่วนใหญ่) คือ ต้นเหตุของปัญหา การยึดติด การพึงพอใจ ต้นตอของกิเลสต่างๆ การภาวนาให้มีสติ จึงเป็นการตัดกระแสความคิดที่ทำให้เกิดกรรมที่ไม่ดี ที่เป็นอกุศลต่างๆ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.