|
ปัญญา คือ อะไร ... และ ทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
โพสต์เมื่อ:
21:36 วันที่ 25 ก.ค. 2550 ชมแล้ว:
9,882
ตอบแล้ว:
47
เป็นหนึ่งในหลายคำถาม ที่ผมเองสนใจมากๆ แสดงความเห็นไว้หน่อยก็แล้วกัน "ปัญญา" ทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็คงต้องเรียนหนังสือก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อสื่อสารกับผู้อื่นได้เข้าใจ ทีนี้อยากจะรู้ศาสคร์เรื่องใดล่ะ ไปเรียนศาสตร์นั้นให้มาก โดยใช้หลักอิทธิบาท 4 (ซึ่งพระพุทธทาส ท่านกล่าวว่า เป็นศาสตร์ของปราญช์สายวิชาอื่น แต่สามารถนำมาใช้กับพุทธได้ ก็นำมาใช้ประโยชน์) ตั้งใจเรียนรู้ให้มาก ทำให้ชำนาญมากที่สุด ปัญญาในด้านนั้นก็จะเกิดขึ้น (ซึ่งมีทั้งศาสตร์ที่ดีงามและเลวทรามตามแง่คิดความเห็นของคนในสังคมต่าง ๆ ) ส่วนคำว่า "ปัญญา" คือ อะไร มันต้องกล่าวเป็นเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อให้นึกออก ว่ามันเป็นแบบนั้นแบบนี้ แทนการอธิบายคำศัพท์ ที่ไม่รู้ว่าจะเขียนให้สวยหรูได้อย่างไร 1.ถ้าพูดถึงแม่ครัวทำกับข้าว ทำอาหาร พอบอกว่า ให้ทำ "ไข่เจียวหมูสับ" แม่ครัวคนนั้นก็ "รู้" ว่ามันจะต้องทำอย่างไร คนสั่งอาหารก็กินได้ตามความต้องการ แต่ถ้าแม่ครัวทำคะน้าหมูกรอบมาให้กินแล้วบอกว่าสิ่งนี้คือ ไข่เจียวหมูสับ คนสั่งอาหารก็คงว่าแม่ครัวคนนี้ "ไม่รู้" วิธีทำ หรือไม่ แม่ครัวคนนี้คงเพี้ยน ข้อสังเกต คนสั่งอาหาร พอจะมีความ "รู้" ว่า ไข่เจียวหมูสับ คือ อะไร จึงสั่งมากิน แต่คนสั่งอาจจะไม่รู้วิธีทำอาหารก็เป็นได้ 2."ปัญญา" ของนักทำบัญชี คือ ปิดงบได้ อธิบายให้ผู้สงสัยในเรื่องฐานะการเงินขององค์กรนั้นได้ ยิ่งถูกตอบคำถามได้ทุกแง่มุมบัญชี ผู้นั้นถือมีปัญญา หรือ มีความรู้มากในศาสตร์ด้านบัญชี 3."ปัญญา" ของแพทย์ ก็จะรู้วิธีรักษาผู้ป่วยให้หายได้หรือไม่ แพทย์ทราบดี เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่คนทั่วไป เข้าถึงได้ยากว่า ทำไมต้องรักษาโดยวิธีนั้นนี้ 4.ดังนั้น แทบจะทุกศาสตร์ จะมีความรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน บางครั้งศาสตร์บางศาสตร์ก็สัมพันธ์กัน เกี่ยวดอง ใช้แบบเดียวกัน หลักการคล้ายกัน เมื่อคนสองคน ที่มีความรู้มากน้อยต่างกัน ในศาสตร์เดียวกัน ก็จะเข้าใจกัน วัดค่ากันได้บ้างว่า ใครเก่งกว่าใคร ในเรื่องใด 5."ปัญญา" ในทางพุทธ ก็เช่นกัน มีความหมายเดียวกันกับศาสตร์อื่น เป็นคำนิยามเดียวกัน ไม่ได้ซ่อนเร้นไปกว่านี้ เพียงแต่ ถ้าเข้าใจไม่เหมือนกัน ผู้ที่รู้ จะเป็นผู้นำพาให้ผู้ด้อยกว่า รู้ตาม หรือไม่ ผู้ที่ด้อยกว่า รู้ตัวหรือไม่ว่า ด้อยกว่า แล้วควรจะเดินตาม คือ มันไม่ต่างกับ แม่ครัวที่ทำไข่เจียวหมูสับ หรือทำผิดเป็นอย่างอื่น แล้วยังยืนยันว่า ทำถูกต้องแล้ว ความยากของมันคือ เป็นเรื่องของนามธรรม เป็นเรื่องที่ต้องปฎิบัติให้รู้สึกได้ รักษาดำรงค์ความเป็นเช่นนั้นอยู่เกือบตลอดเวลา อย่างสงบเย็น อย่างปีติ มากกว่าการพูดถึงทฤษฎีให้เห็นภาพ มากกว่าชี้ให้ทราบว่า นี่ไง ไข่เจียวหมูสับ หน้าตาอย่างนี้ ความคิดเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่จะทำให้ศรัทธา เชื่อถือ ได้ง่าย เพราะครั้งพุทธกาล คนมีความเชื่อหลากหลาย เปลี่ยนได้ยาก ยิ่งยุคนี้สมัยนี้ เชื่อในหลักวิทยาศาสตร์ ในวัตถุนิยม และสิ่งประดิษฐ์อิเลคทรอนิค เมื่อกล่าวถึงเรื่องตรงข้าม ความรู้สึกของคน ก็จะรู้สึกต่อต้าน เช่น ว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ก็เรียนวิทยาศาสตร์แทบตาย ก็ต้องไม่เชื่อ มีข้อโต้แย้งมากมาย ถามใครก็มีความเห็นเป็นส่วนใหญ่ว่าร่างกายที่มีความรู้สึกนี้เป็นของเรา ก็พระพุทธเจ้าไม่อยากจะบอกว่า แล้วถ้าตายล่ะ ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเรา จงอย่ายึดถือ มีอีกหลายเรื่องที่ข้าพเจ้าเองอ่านธรรมะครั้งแรก ๆ ก็รู้สึกต้าน แต่มาเดี๋ยวนี้ ก็จางคลายลง ธรรมชาติ สังคม เพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง สิ่งแวดล้อม ข่าว ภาพยนตร์ สารคดี ความรู้รอบตัว สร้างอะไรให้เข้าใจธรรมะมากขึ้น ถ้าพิจารณาตาม มาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถอธิบาย "ปัญญา" ทางพุทธได้อย่างแจ่มแจ้ง รู้เพียงว่ามันคือประมาณนี้ ไม่รู้ว่า บรรลุธรรมมันเป็นอย่างไร รู้ว่า มีหลายขั้น เหมือนนักบัญชี มันมีหลายขั้น แพทย์เก่งหลายระดับ ครูสอนเก่งมีหลายระดับ พุทธมีหลายระดับ คือ รู้มรรค(รู้และเข้าใจวิธี) ผล (ทำเป็นแล้ว) รวม 8 ระดับ ตั้งแต่ โสดาบันขั้นปฎิมรรค จนถึงขั้นผลของอรหันต์ เข้าใจว่า ขั้นนั้นคงเป็นขั้นสงบมาก เยือกเย็นมาก ไม่พูดมาก ไม่เขียนมาก ไม่ตั้งกระทู้ ไม่โต้ตอบ ไม่โต้แย้งมาก แบบนี้ ประมาณว่า ใครเห็นก็รู้สึกได้ว่า เข้าใกล้สิ่งที่เย็น ดีงาม น่ากราบไหว้ น่ากราบถามหาปัญญา (ที่ท่านทำได้ ทำได้อย่างไร ประมาณว่าสูตรทำไข่เจียวหมูสับทำอย่างไร โปรดแจ้งให้ทราบด้วย จักได้ทำตาม) ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่า ตั้งกระทู้ขึ้น ด้วยเหตุดังนี้คือ 1) เป็นความสนใจส่วนตัว 2) เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และน่าจะมีแง่มุมที่แลกเปลี่ยนกันได้ 3) เข้าใจว่า น่าจะเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆด้วย จากที่คุณ good&bad ได้อธิบายและยกตัวอย่าง ผมพอจับใจความตามได้ดังนี้ - ปัญญา เป็นเรื่องของความรู้ ที่เป็นความรู้พืนฐานเบื้องต้นในเรื่องต่างๆ ศาสตร์ต่างๆ ดังนั้น ความรู้เฉพาะในเรื่องต่างๆ จึงน่าจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของปัญญา - ปัญญา เกี่ยวกับการรู้ ที่เป็นการทำ เป็นประสบการณ์ด้วย เช่น เรื่องการทำไข่เจียว ซึ่งถ้าทำบ่อยๆ ก็อาจจะทำได้อร่อยโดยไม่ต้องออกแรงพยายามอะไร สามารถทำให้ได้อร่อยอย่างเป็นธรรมชาติ ... แต่แน่นอนว่า คนกิน ก็ต้องลงมือกิน ถึงจะรู้ว่าอร่อย ดังนั้น ปัญญาจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องการปฏิบัติ การลงมือทำด้วย ไม่ใช่เพียงความรู้จากการอ่าน การได้ยินเท่านั้น - ปัญญา มีระดับขั้น ที่พัฒนาให้สูง ให้ละเอียด ให้ถูกต้อง ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ (จนถึงขั้นรู้จริง ในเรื่องนั้นๆ หรือในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกัน) - ปัญญาในส่วนที่สูงขึ้นไป ที่เราควรจะได้นั้น น่าจะได้จากการทำ การลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่เพียง การจดจำความรู้ หรือการคิดตรึกตรองเอาเท่านั้น ( ตัวอย่างเช่น ที่ผมวิเคราะห์อยู่นี้ เป็นเพียงขั้นคิดตรึกตรองเท่านั้น ).................................................................................................... คิดว่า เราน่าจะได้โครงร่าง หรือ โครงสร้าง ของสิ่งที่เรียกว่า "ปัญญา" กันบ้างพอสมควร มีท่านอื่นๆ จะเพิ่มเติม หรือขยับขยายภาพการมองให้ดีขึ้นกว่านี้อีกมั้ยครับ ขอเรียญเชิญครับ ขอบคุณ คุณMathGuy ที่สรุปใจความ ขึ้นได้อย่างน่าอ่านมาก (ว่าง ๆ ช่วยสอนการสรุปให้ด้วยจะขอบคุณมากๆ) ขอเสริมอีกนิดเถอะ ปัญญาเป็นเรื่องของพยายามทำให้ได้ ทำให้เกิดองค์ความรู้ก็จริง แต่มีเรื่องที่ค่อนข้างอธิบายไม่ได้ คือ "ผลกรรมจากชาติปางก่อน" อันนี้ต้องอ้างถึงศาสนาพุทธ มักนำกล่าวอ้างขึ้นอยู่บ่อย ๆ (ซึ่งชาวโลกเรามักจะเรียกกันว่า "พรสวรรค์" "ดวงดี" "ได้โอกาส" "ความบังเอิญที่เกิดขึ้น แล้วนักวิทยาศาสตร์ สังเกตุเห็น แล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้" ) สิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ส่งเสริมทำให้เกิดปัญญา มากกว่าผู้อื่น เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ เพราะบุญกรรมเก่าที่สั่งสมไว้มากมาย ส่งผลมาถึงชาตินี้นั้นได้ตรัสรู้ ส่วน บุคคลสำคัญของโลก ท่านอื่น ไม่ทราบเหมือนกันว่า อะไรที่ดลบันดาลให้เขาเก่งกว่าผู้อื่น มีอำนาจวาสนามากกว่าผู้อื่น จึงเกิดเป็นฮีโร่ขึ้นมาได้ ที่สามารถสังเคราะห์ความรู้ สร้างสิ่งใหม่ ๆ มากกว่ามนุษย์ปกติทั่วไปได้ ระบบความจำในสมอง ระบบร่างกายที่ดี ๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์อธิบายไว้มากมายนั้น มันเป็นเพียงการชี้เปรียบเทียบ ลักษณะหนึ่ง ดีกว่า ลักษณะหนึ่ง อย่างนี้ อย่างนั้น แต่ไม่มีใครตอบได้ว่า ทำไมธรรมชาติจึงสร้าง คนนี้เป็นอัจฉริยะ เป็นคนพิการตามอวัยวะส่วนโน้นนี้ ซึ่งบางอวัยวะมีผลต่อการสร้าง "ปัญญา" ของเขาเหล่านั้น เคยสังเกตุตนเองหรือไม่ว่า บางครั้งเราจะทำสิ่งนั้นไม่ได้เลย แม้นว่าจะพยายามทำแล้วทำอีกก็ตาม บางครั้งถึงกับเสียชีวิตเลยก็ได้ (ดังนั้น จึงควรประมาณตนเองด้วย รู้จักพอเพียงบ้างใน"ปํญญา" แห่งการศึกษาศาสตร์อื่น ๆ ขอจงพยายามที่สุดในเรื่องที่เห็นว่าจำเป็นที่สุดในชีวิตเท่านั้น ไม่อยากจะบอกเลยว่า ศาสนาพุทธ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะเมื่อศึกษา ไปมาก ๆ แล้ว จะทำให้ท่านพ้นทุกข์ ทุกประการ คือ จะรู้จักหยุดการค้นหา "ปัญญา" อื่น เพราะทราบดีแล้วว่า การพยายามหาปัญญาอื่น ไม่ว่าปัญญาทางพุทธก็ตาม เป็นการให้กิเลส จึงเกิดมาสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอีก และจะต้องมาเสียเวลาหา "ปัญญา" รูปแบบต่าง ๆ เกิดวนซ้ำเช่นนี้ ไม่มีวันจบ น่าเบื่อหรือไม่ ก็ต้องทบทวนอุปสรรคในการค้นหา "ปัญญา" ว่าต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปเท่าไร ) โดยสรุป คือ 1.ผลบุญกรรม มีผลต่อ"ปัญญา" 2."ปัญญาที่รู้จบ" (พุทธปัญญา) ล้ำค่ากว่า "ปัญญาที่ไม่รู้จบ" (ปัญญาศาสตร์อื่น) 3."ปัญญาที่รู้จบ" จบลงไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักปล่อยวาง ให้รู้จบ ให้อยู่ในภาวะ "จิตว่าง" ภาวะ "นิพพาน" ภาวะแห่ง"อรหันต์" ซึ่งปัญญานี้ไม่ได้พิเศษกว่าที่ผู้อื่นจินตนาการ ซึ่งพระพุทธทาสท่านว่า ไม่ยากนัก ที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ เปรียบได้ว่า "นิพพานทำให้เกิดขึ้นได้เดี๋ยวนี้ ชาตินี้" ของฝาก #001 เมื่อครู่นี้นั่งคุมสอบนักศึกษา พบว่าบรรยากาศห้องสอบ เงียบสงบ เหมาะที่จะทำให้จิตใจสงบ และมีสมาธิเป็นอย่างดี ร่างกายตอนนี้ไม่ค่อยสดชื่นนัก แต่จิตใจมีความรู้สึกว่าอยากจะนั่งหลับตาเงียบๆ ภาวนา ทำสมาธิแบบง่ายๆ ก็มีลืมตามองดูนักศึกษาที่ทำข้อสอบอย่างตั้งใจ เป็นครั้งคราว แล้วก็เกิดความคิดปิ๊งแว๊บ ... เป็นปัญญา(!?)เล็กๆพุดขึ้น .............................................. ถ้าตอนที่เราเรียน เรามีสมาธิ มีความตั้งใจ มีความพยายาม เหมือนขณะที่เราทำข้อสอบ ความรู้ความเข้าใจ ปัญญาในสิ่งที่เรียน ก็จะเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในชั้นเรียน แล้วทำไมน้า ... เราจึงไม่ตั้งใจเรียน มีวินัย มีสติ มีสมาธิจดจ่อ ในขณะที่เราเรียนตั้งแต่ต้น มิใช่เพียงการมาตั้งใจจดจ่อตอนทำข้อสอบ ... ซึ่งมีใจจดจ่อมีความตั้งใจก็จริง แต่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจ ที่จะทำข้อสอบให้ได้ดีเพียงพอ .............................................. คุยกับคุณ good&bad ต่อ จาก คหพ#3 นะครับ ผมขออนุญาตปรับการมองให้กว้างขึ้นก่อนที่จะคุยในประเด็นของเรื่อง "ผลบุญกรรมที่มีผลต่อปัญญา" 1) เราจะมองเรื่อง ปัญญา ลอยๆ แยกออกจากเรื่องอื่นๆ (แยกจากเรื่องชีวิต)ไม่ได้ 2) บริบทของปัญญานั้นอยู่ที่ "ชีวิต" นั่นคือ ต้องมีชีวิต (มีความทุกข์) ขึ้นมาก่อนนั่นเอง 3) ปัญญานั้น ต้องมีความดี(คุณธรรม จริยธรรม)อยู่ด้วย ดังนั้น ศาสตร์ต่างๆ ที่ละทิ้งการมองเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม เราจะไม่เรียก หรือจัดความรู้ดังกล่าวว่าเป็น "ปัญญา" 4) คุณธรรม จริยธรรม คือ สภาพของชีวิต ที่เป็นชีวิตที่ดีนั่นเอง ดังนั้น หัวใจของปัญญา จึงกำกับอยู่ที่ "การดำรงชีวิตที่ดีที่ถูกต้อง" 5) ชีวิตที่ดีที่ถูกต้องนั้น คือ ชีวิตที่พัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆให้ยิ่งๆขึ้นไป ซึ่งต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า "การศึกษา" ซึ่งการศึกษาที่ถูกต้องนี้ ก็จะมีครบ 3 ด้าน คือ วินัย(ศีล) สมาธิ(การฝึกอบรมจิต) และ การพัฒนาปัญญา (ผมอาจจะลำดับ วกวนเล็กน้อย ... ตามบรรยากาศคุยกันสบายๆนะครับ)เราจะได้มุมมองในภาพรวมของปัญญา ดังนี้ " ปัญญา คือ ความรู้ ความเข้าใจ ที่จะทำให้ชีวิต เป็นชีวิตที่พัฒนายิ่งๆขึ้นไป " ทั้งต่อชีวิตของตนเอง ผู้อื่น สังคม และโลกมนุษย์ (ต่อนะครับ) เมื่อเราพิจารณาว่า " ปัญญา คือ ความรู้ ความเข้าใจ ที่จะทำให้ชีวิต เป็นชีวิตที่พัฒนายิ่งๆขึ้นไป " ในบรรดาความรู้ความเข้าใจต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาชีวิตของเรา ที่สำคัญมากๆ ก็จะมี 1) ความรู้เรื่อง "กรรม" ตามแนวทางของพุทธะนั้น ให้ปัญญาในเรื่องนี้ได้อย่างโดดเด่น และเป็นความรู้ เป็นปัญญาที่เป็นมรดกของโลกของมนุษยชาติเลยทีเดียว (ประเด็นที่คนจะเรียนรู้จัก และเข้าใจนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ... เพราะอยู่ที่กรรมของคนนั้น )2) ความรู้เรื่อง "เหตุปัจจัย" นี่ก็เช่นกัน เป็นปัญญาที่โดดเด่นมากตามแนวทางของพุทธะ ... ถ้าเราเข้าถึงปัญญาได้อย่างแท้จริง ก็จะเข้าใจถึงกระแสธรรมที่เป็นการสืบเนื่องของเหตุปัจจัยและผลเท่านั้น ดังนั้น เรื่องผลบุญเรื่องกรรม ที่มีผลต่อปัญญานี้ จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่สำคัญมากๆ แต่เราก็ต้องไม่พลาดที่จะมองเห็นเรื่องกรรม ในทั้งส่วนที่เป็น "กรรมเก่า" และ "กรรมใหม่" และส่วนของ "กรรมใหม่ " นี่เองที่เราสามารถแก้ไขปรับปรุง ทำให้ดียิ่งๆขึ้นไปได้ (เพิ่มเติม) ประเด็นที่คุณ good&bad พิจารณาถึง "ปัญญาที่รู้จบ" กับ "ปัญญาที่ไม่รู้จบ" เป็นประเด็นดียวกันกับ ที่ผมมอง โดยแยกแยะปัญญาที่แท้จริง เป็นปัญญาที่ต้องพัฒนาชีวิต พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้เป็นชีวิตที่ดีงามถูกต้องยิ่งๆขึ้นไป (จนถึงขั้นที่รู้จบได้) อาจารย์MathGuy หากว่าต้องการให้มีเด็กมีสมาธิเรียน โดยการนั่งสงบเงียบ แล้วฟังเพียงอย่างเดียว ท่านคิดว่า ทำได้หรือไม่ หรือเปิดช่องเวลาให้ถาม ก็ลองตั้งกฎระเบียบก่อนการสอนทุกครั้งขึ้นซิครับ ใครคุย หักคะแนนพฤติกรรมเดือนละ 5-10 คะแนน อย่างไรก็ตาม วิธีการสอนคณิตศาสตร์ ข้าพเจ้าก็ไม่เป็น แต่ทราบอย่างหนึ่งว่า ความรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับครูถ่ายทอด 50% เด็กเข้าใจ รัก และขยันฝึกหัด 50% เมื่ออ่านความเห็นที่ 5 6 7 แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่า ผมอ่อน หรือ มึนงงทางภาษา ผมขอทบทวนใหม่ว่า 1."ปัญญาที่ไม่รู้จบ" หมายถึง ปัญญาจากศาสตร์อื่น (ทั้งนี้ไม่รวมถึงศาสนาต่าง ๆ ของโลก ที่มีบางบุคคล เข้าถึงพุทธธรรมได้โดยไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ คือบังเอิญว่า ค้นพบได้เองเช่นกัน ธรรมชาติจะนำพาให้รู้แจ้งเอง) ปัญญาจากศาสตร์อื่น ข้าพเจ้ารวมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่า ศาสตร์นั้นสังคมโลก จะมองเป็นแง่ดี หรือแง่เลว ก็ตาม ข้าพเจ้าถือว่าเป็นศาสตร์ทั้งสิ้น เช่น แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ศาสตร์แห่งการฆ่าสัตว์ ฆ่าคน การจู่โจม การสงคราม การทำลาย การสืบสวน ศิลปะการต่อสู้ กีฬา การพนัน การแสดง การบริการ การท่องเที่ยว การเสพกาม การเสพยา การปรุงอาหาร การทำยา ทำเครื่องนุ่งหม่ การทำเครื่องอำนวยความสะดวก เป็นต้น ทั้งนี้ ข้าพเจ้า ต้องการให้ท่านเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ คือ "ขั้วบวก และขั้วลบ" ของ ปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เวลาพัฒนา ไปแล้ว มันจะปัญหารูปแบบอื่น ตามมาเรื่อย ๆ แก้ไม่รู้จักหมดสิ้น จึงไม่รู้จบ นักวิชาการเกือบทุกคน เชื่อว่า "องค์กรใดกล่าวว่า สภาพความเป็นอยู่ของตน มันดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ถือว่า ที่นั่น มีปัญหา นับวันจะต้อง ล้าสมัย เสื่อมถอยไปในที่สุด เพราะขาดการพัฒนา ไม่ได้ดูคนรอบข้างเลย ว่าโลก(ด้านวัตถุนิยม)เจริญไปถึงแล้ว" 2."ปัญญารู้จบ" คือ ศาสนาพุทธ (ซึ่งไม่รวมถึงพระสงฆ์ที่ปฎิบัติไม่ดี ปฎิบัติไม่ชอบตามหลักพุทธศาสนา พระสงฆ์ใดที่มีเป้าหมายที่จะกอบโกยทรัพย์ให้มากที่สุด สร้างวัตถุมงคลและชี้สรรพคุณ อิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์ ชี้ถึงความศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกิดลาภ ยศ อำนาจ สรรเสริญ เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ สร้างวัดวาอารามให้ยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อต่อลาภ สักการะนั้น พระสงฆ์ที่ทำดีผสมทำชั่วบ้าง เดี๋ยวอยากรวย อยากดัง เดี๋ยวกลับมาทำดีทำชั่วกลับไปกลับมา หลอกญาติโยม พุทธพาณิชย์ กำหนดกึ่งบังคับทำบุญ พุทธบันเทิง(เล่นตลกชวนหัว ไม่สำรวม ไม่สงบเสงี่ยมตามแบบพุทธ อ้างตลก ด้วยเหตุต่าง ๆ นา ๆ ) เหล่านี้นั้นถือว่าสวนทางคำสอนพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ข้าพเจ้ามิได้นับถือ หรือศรัทธาแต่ประการใด) [แต่ไม่นานมานี้ก็ได้ดูสารคดีมา ก็เริ่มเข้าใจว่า ทำไมต้องมีพระฝ่ายเถรวาท และฝ่ายมหายาน ก็ฟังแล้วมีเหตุผลทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายหนึ่งตั้งหน้าตั้งตา ปฎิบัติธรรม เพื่อให้บรรลุนิพพาน ไม่ได้สนใจใคร นิพพานแล้ว หมดทุกข์ไปองค์หนึ่งแล้ว ทำอย่างนี้มาก ๆ เข้า ทุกองค์ก็จะนิพพาน นิพพาน คงเหลืออยู่ที่ไม่ได้นิพพาน สุดท้ายศาสนาพุทธก็เสื่อมลง ตามคำทำนายของพรพุทธเจ้าว่าต่อไปศาสนาพุทธจะเสื่อมลง ด้วยว่ามันเพี้ยนไป หรือบรรลุนิพพานแล้ว ไม่มีผู้รู้ เผยแผ่ต่อไปได้ จึงเกิดฝ่ายเถรวาท ซึ่งเป็นห่วงเรื่องของความเสื่อมของศาสนา จึงต้องสร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรมแทนนามธรรม รูปธรรมเป็นสิ่งที่สื่อให้ชาวโลกรุ่นหลัง ได้รู้จัก ได้ไถ่ถามว่านี่มันคืออะไร และจะมีคำถามตามมาเรื่อย ๆ จนรักที่จะศึกษาธรรมะ ให้รู้ลึกซึ้งให้มากที่สุด เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ นิพพาน รูปธรรม ที่ชาวโลกเห็นอยู่มากมาย คือ วัดวาอาราม พระพุทธรูป เครื่องไหว้สักการะ(ตามแต่ประเทศใดกำหนดขึ้น) รูปภาพพระพุทธเจ้า รูปภาพนรกสวรรค์(บางประเทศกำหนดขึ้น) น้ำมนต์ แล้วมันจะเลยเถิดไปเรื่อย จนแยกไม่ออกว่า ไสยศาสตร์ หรือศาสนาอื่น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ศาสนาพุทธ รู้จักไปสัมพันธไมตรีกับความเชื่ออื่น เพื่อให้เข้ากันได้ แล้วพยายามโน้มน้าวให้เข้าใจเรื่องของศาสนาพุทธในที่สุด] "ปัญญาที่รู้จับ" นี้ จำได้ว่า มีพระสงฆ์องค์หนึ่งกล่าวว่า เป็นเรื่อง "เหนือโลก" คือ เหนือจากขั้วบวก ขั้วลบ คือ ไม่ได้อยู่ทั้งสองฝั่ง แต่อยู่เหนือ หรือจะมองเป็นเส้นจำนวน ฝั่งซ้ายคือ จำนวนลบ ตรงกลาง คือ ศูนย์ ฝั่งขวา คือ จำนวนบวก ไอ้ที่แรกข้าพเจ้าเข้าใจว่า ทางสายกลางคือ ศูนย์ แต่พระท่านองค์ว่า มันไม่ใช่บนเส้นจำนวนนั้น แต่มันอยู่เหนือเส้นจำนวนนั้น (ซึ่งมันไม่ใช่เส้นแกน Y ) มันเป็นเรื่องของโลกุตตระ ไม่ใช่โลกียะ หรือ "ปัญญาไม่รู้จบ" ท่านสอนไว้มากว่าให้ฝึกเปรียบเทียบ "สิ่งที่ตรงกันข้าม" "ของที่เป็นคู่" เช่น คนนี้ขาวสวยกับคนนี้ดำตับเป็ด เธอสวยกับเธอขี้เหร่ เขารวยกับเขาจน อ้วนกับผอม เด็กคนนี้ฉลาดกับเด็กคนนี้โง่ เหม็นกับหอม เพื่อให้ตนเองได้รู้ตัวว่า อย่าไปหลงอยู่ในอารมณ์นั้นทั้งสองสิ่ง ทำให้เราเกิดกิเลส และทำให้เราพยายามปรับแก้(พัฒนา) ให้เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการอยู่เสมอคือ มีกิเลสนั่นเอง ให้เปลี่ยนความรู้สึกใหม่ว่า เมื่อเห็นแล้ว ก็เข้าใจว่าเห็น คือธรรมชาติมันเป็นแบบนี้ คืออย่างนี้ ไม่คิดปรุงแต่งเป็นอย่างอื่นจนเกิดอารมณ์รัก ชอบ เกียด ทำลาย อารมณ์จึงมักจะสงบนิ่ง บางครั้ง ปัญญาทางพุทธเกิดขึ้นได้ทันที โดยไม่จำเป็น หรือกังวล ในขั้นตอน หรือภาษาที่นุ่มนวลชวนฝัน หรือต้องเป็นภาษานักวิชาการ กังวลขึ้นขั้นตอน 1 2 3 กังวลถึงพิธีการ กรรมวิธีซับซ้อน กังวลว่าต้องเรียนให้ครบทุกเรื่อง ทุกรส ไม่ต้องขนาดนั้น เป้าหมายทราบให้ชัดเจน ขมวดให้เป็นคำย่อคำเดียว เช่น "นิพพาน" "บรรลุธรรม" เป็นต้น และบอกกับตนเองว่า ตนเองเข้าใจความหมายอย่างกว้าง และอย่างละเอียด พอสมควรอย่างไร แล้วจบ เมื่ออะไรผ่านมา ใช้สติพิจารณาสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง ก็หยุด สิ่งที่ถูกต้อง ก็ทำต่อไป ก็จบ ตัวอย่าง ปัญญาที่เกิดขึ้นได้ทันทีนั้น เมื่อพุทธกาล มีลูกของนายช่างทอง ไปบวชเป็นพระ และให้พระอรหันต์องค์หนึ่งสอนให้บรรลุธรรมให้ได้ แต่สอนเท่าไรก็สอนไม่สำเร็จ จิงแจ้งให้พระพุทธเจ้าทราบ พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้พระองค์นี้ เพ่งกสิณ คือ เพ่งเพียงแต่ดอกบัว หลับตา แล้วกำหนดเพียงสีแดงเท่านั้น พระองค์นั้นก็ทำตามอยู่นาน จนเห็นความมห้ศจรรย์อย่างหนึ่งว่า เมื่อหลับตาแล้วเห็นบัวนั้นเป็นสีแดงสวยงาม แต่เมื่อลืมตาแล้ว ดอกบัวนั้นความจริงมาอยู่มานานแล้ว จึงเหี่ยวเฉาล่วงโรย แต่หลับตากลับเห็นเป็นสีแดงสวยงามดังเดิม จึงได้ไต่ถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านจึงแสดงธรรมว่า เพราะทุกสิ่งล้วนมีวันเสื่อม ตามกาลเวลา ตาได้ปรุงแต่งดอกบัวนั้น จึงเป็นเช่นนั้น ด้วยว่าเกิดการสังขาร(ปรุงแต่งจิต) ท่านจงทราบไว้เถิดว่า คนเราต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในที่สุด จงเบื่อละอา ละ เลิก หยุด กิเลส ทั้งหลายให้หมดไป ท่านตรัสเพียงเท่านี้ พระองค์ก็บรรลุธรรม ข้อสังเกต คือ พระสงฆ์ ผู้เรียนธรรมะ ผู้ต้องการ"ปัญญา" ไม่ได้มีความรู้มากอะไรเลย ไม่มีขั้นตอนวิธีการตามแบบอย่างนักวิชาการ นักปราญช์ แต่อย่างไร เพียงแต่ ศรัทธรา และทำตาม แล้วประจักษ์แก่ตนเอง แล้วไตร่ตรองตาม แล้วก็เข้าใจ แล้วก็บรรลุ อะไรกันไม่ได้จบดอกเตอร์ก็ทำได้ ตัวอย่างมีอีกมาก ในหนังสือธรรมะ เช่น กสิณ 40 รูปแบบ การนั่งสมาธิรูปแบบต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ ใช้กรณีศึกษาแบบสั้น ๆ เพียงกรณีเดียว ก็อาการ "ปิ๊ง" ต่อพระสงฆ์หลายรูปได้ อย่างทันทีทันใด และเหมือนกับว่า พระอรหันต์เหล่านั้นถือสิ่งนั้นอย่างมั่นคง ประดุจพระพุทธเจ้า จุดเทียนให้แล้ว พระอรหันต์เหล่านั้นรักษาไว้ไม่ให้ดับลง จนพระอรหันต์นั้นสิ้นอายุขัยในที่สุด โดยสรุป แล้ว 1."ปัญญาไม่รู้จบ" หมายถึง ปัญญาอื่น ที่ไม่ใช่"ปัญญารู้จบ" 2."ปัญญารู้จบ" ทำให้ จิต รู้จบ ไม่เวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องทนทุกข์ต่อการคิดค้นปัญญาอื่นที่ไม่รู้จบ 3."ปัญญารู้จบ" สามารถเรียนรู้ได้ง่ายก็ได้และยากก็ได้ ถ้าจะให้เห็นธรรมได้อย่างชัดเจน การทำให้เห็นธรรม ได้ง่าย คือ ต้องเป็นผู้ที่ศรัทธาต่อพระรัตนตรัย เชื่อในคำสอนจากพระธรรมโดยไม่คิดอะไรซับซ้อน ไม่คิดวิเคราะห์ ตีความ ประเมิน ลังเลสงสัย (เพราะทำให้เสียเวลามาก มัวแต่ไตร่ตรองมาก แปลคำศัพท์มากเกินไป เป้าหมายจะไม่พบ คิดเสียว่าใช้เถอะมันดีอยู่แล้ว เสมือนหนึ่ง ใช้หลักตรีโกณเถอะ เดี๋ยวคุณก็วัดผลก่อน-หลังสร้างทางสร้างถนนได้ เชื่อในพระสงฆ์ที่เห็นปฎิบัติดีแล้วไต่ถามวิธีการบรรลุธรรมจากท่าน คำสอนในพระธรรมสามารถนำมาย่อความเป็นคำเดียว ถึง 10 คำ ก็ได้ เพื่อขมวดเรื่องของ "นิพพาน" ให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่ต้องขยายต่อออกไปเป็น 45 เล่ม ก็ได้ ดังพระพุทธทาสท่านว่า "อย่าไปสนใจในคำศัพท์นั้นมากเกินไป ให้ความหมายละเอียด จนเสียความหมาย ให้ทราบความหมายโดยรวม ก็พอแล้ว สติจะกำหนดได้เองว่าอะไรผิดถูก (และข้าพเจ้าเชื่อว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ต้องการให้ท่านจำพระธรรมได้ทั้ง 45 - 91 เล่ม เพื่อสอบให้ได้ เพื่อเขียนขยายธรรมเป็นหนึ่งแสนเล่ม เพื่อสอนผู้อื่นต่อไปได้ เพื่อกราบไหว้ท่านทุกวันแล้วไม่เข้าใจเป้าหมายอะไร เพื่อโอ้อวดอรหันต์ เพื่อพัฒนาอะไรมากไปกว่านี้ มันฟุ้ง กิเลสจึงไม่หมดเสียที) ได้อ่าน คหพ#9 แล้วของคุณ bad&good แล้วให้รู้สึกอบอุ่น ถึงความเป็นกัลยาณมิตร และให้รู้สึกว่า คนอื่นๆที่ได้มีโอกาสอ่าน และพิจารณาตามบ้าง น่าจะได้ประโยชน์มากๆทีเดียวครับ ส่วนตัวผมไม่ทราบส่วนที่เป็นพื้นเดิมของคุณ good&bad และคิดว่าเราคงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้โดยไม่ต้องอาศัยความคุ้นเคยอะไร ... ในการฝึกปฏิบัติธรรมขั้นสูง ตามที่เคยอ่านผ่านตา แม้แต่ "ความคุ้นเคย" กับคนอื่น(จนเกินไป ... ไปขึ้นกับคนอื่น)บางทีเราก็พึงหลีกเลี่ยง แต่นี่ก็คงเป็นคนละประเด็นกับการมีเมตตามีความปรารถนาดีต่อกัน การช่วยเหลือกันอันเป็นกิจของส่วนรวม ประสบการณ์การพูดคุยสนทนาเรื่องชีวิตเรื่องธรรมะของผม มีมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นปริญญาตรี ตอนเย็นๆ เคยแวะไปเยี่ยมชมรมพุทธฯของมหาวิทยาลัย ได้คุยกับรุ่นพี่ที่ฝึกปฏิบัติมีความสนใจทางธรรมะ คุยกันไปๆมา จนถึงเช้าเลยทีเดียว (แต่นั่น ก็คงเป็นการคุยที่มากจนเกินไป) ........................................................................................................... จากประสบการณ์ของผมซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการอ่าน ... มีเริ่มได้ฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาบ้างในขั้นที่จะพอได้รู้ว่าความสงบนั้นเป็นอย่างไร คำว่า "นิพพาน" เป็นคำหนึ่ง ที่ผมรู้สึกโดยส่วนตัว ไม่อยากจะใช้ เพราะจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ให้มีความเข้าใจว่า คำนี้จะสื่อไปในทางที่ทำให้ไม่เข้าใจได้มากกว่าที่ควรจะเข้าใจ (อาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมเองเท่านั้น) ผมปรารถนา ที่จะเห็นการพูดคุยธรรมะ ด้วยภาษาง่ายๆ ชัดตรง หลีกเลี่ยงคำที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหา เข้าใจไม่ตรงกัน เหตุผลหนึ่ง ... ผมยังมีความรู้ ความเข้าใจ ไม่ถึงคำว่า "นิพพาน" นั่นเอง และผมต้องการให้การฝึกปัญญา การพัฒนาปัญญานั้น อยู่บนพื้นของปัญญา หรือความเข้าใจของเราในขณะปัจจุบัน คววามศรัทธาเรามีได้ และควรต้องมีให้เป็นกำลังใจ แต่เราก็ต้องแยก "ศรัทธา" ออกจาก "ปัญญา" นิพพาน น่าจะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ และการเข้าถึง ... ซึ่งผมก็ปรารถนาจะให้อยู่ในบริบทเช่นนั้น ตัวอย่างเพิ่มเติม เช่น คำว่า "ฌาน" ผมจะไม่มีความรู้สึกอยากจะใช้คำว่า "ฌาน" และก็ไม่อยากรู้ด้วยว่ารายละเอียดเป็นเช่นไร ขอรู้เพียงว่า ถ้าฝึกสมาธิอย่างถูกต้อง ด้วยความเพียร ก็จะเข้าถึง "ฌาน" ได้ และเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนาเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปหวังว่าจะได้ หรือเมื่อได้แล้ว จะไปยินดีอะไรจนเกินไป หลวงพ่อชาสอนว่า ตอนเด็กๆ เราเห็นลูกโป่ง เราก็อยากจะได้ลูกโป่ง ... แต่พอโตขึ้น เห็นลูกโป่ง เราก็รู้สึกธรรมดา เพราะเราผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้ว เรื่อง "ปัญญาที่รู้จบ" และ "ปัญญาที่ไม่รู้จบ" คุณ good&bad ได้ให้รายละเอียดคำอธิบายเพิ่มเติมได้ชัดเจนแล้วครับ เพียงแต่เมื่อผมเลี่ยงที่จะพูดถึงคำว่า "นิพพาน" ผมก็เลยยังพูดถึง "การรู้จบ" ไม่ได้ แต่ผมเลือกจะใช้คำว่า "พัฒนาให้ยิ่งๆขึ้นไป" แทนครับ คือ อาจจะเป็นที่จริตของผมเองด้วย เรารู้ว่า เป้าหมายสูงสุดของวิถีทางของพุทธะคืออะไร ซึ่งรู้ด้วยศรัทธา และย่อมปรารถนาจะไปให้ถึงเท่าที่จะทำได้ แต่แน่นอน การจะไปให้ถึง ก็อยู่ที่คำว่า "พัฒนา" นั่นเอง อยู่ที่ "การทำเหตุและปัจจัย" ให้ถูกต้อง หลวงพ่อชาท่านสอนว่า " มันก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ เรามีหน้าที่รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ดูแลไม่ให้มีแมลงศัตรูมารบกวน ... ทำหน้าที่ตรงนี้ของเราให้ดีที่สุด ... ส่วนการเจริญเติบโตนั้น เป็นเรื่องของต้นไม้ เป็นธรรมชาติของต้นไม้ ... เราจะไปโตแทนต้นไม้ไม่ได้ " และผมก็ยังอยากจะเสนอไม่ให้พิจารณาความรู้ชนิดที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดคุณธรรม ขาดจริยธรรม ไม่ทำให้เกิดการพัฒนาของชีวิต ว่าเป็น ปัญญา น่าจะเป็นความปรารถนาส่วนตัวอีกก็ได้ ผมอยากให้ใช้คำว่า "ปัญญา" เฉพาะในบริบทที่ดีงามเท่านั้น เป็นปัญญา ที่เป็นแสงสว่างจริงๆเท่านั้น ผมจับประเด็นหนึ่ง ที่เกี่ยวกับเรื่อง "การรู้จบ" และ "การไม่รู้จบ" 1) ชีวิตของเราแต่ละคนนี้ รู้จบแน่ๆที่ความตาย (สำหรับชาตินี้ของเรา) - เมื่อเกิดมาแล้ว ความเจ็บ ความชรา และความตายย่อมต้องมีแก่เราแน่นอน 2) กระแสกรรมของเรานี้ (การเวียนว่ายตายเกิด ชาติแล้วชาติเล่า) ไม่รู้จบแน่ๆ ถ้าหากเรายังพัฒนาไปถึงเป้าหมายสูงสุด - อันนี้ เป็นศรัทธา และปัญญา ที่น้อยคนจะมองเข้าถึงได้จริงๆ ... 3) โลกมนุษย์ สังคม ย่อมดำรงอยู่ต่อไปอีกนาน แม้เราจะตายไป ... นี่เอง ที่เป็นเครื่องชี้ชัดว่า ความรู้ทางโลก ความรู้ในการข้องเกี่ยวกับสังคม จึงไม่อาจจะเรียนรู้จบได้ ด้วยเพราะว่า เป็นความรู้สมมติที่มีเหตุ ปัจจัยเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ตามยุค ตามสมัย ตามกาลเวลา ซึ่งสืบต่อยาวนานกว่า ช่วงชีวิตสั้นๆของคนๆหนึ่ง ถึงตอนนี้ ผมจับได้ หลักทางปัญญาที่สำคัญ 3 ประการคือ (ขออนุญาตสรุปนะครับ) 1. หลักเรื่องกรรมและการพัฒนากรรม 2. หลักเรื่องเหตุปัจจัยและผล การเข้าใจเหตุผลและมุ่งทำที่เหตุปัจจัยให้ดีที่สุด 3. หลักเกี่ยวกับความตาย หรือ มรณสติ (ตอบคำถามว่า เราเกิดมาทำไม?) แล้วค่อยคุยกันต่อหลังเทศกาลเข้าพรรษานะครับ ก้อ....เริ่มรู้สึกว่า จะไปคนละทางกันแล้ว 1.เหตุที่ข้าพเจ้าแยกปัญญาเพียง 2 กลุ่มนั้น เพื่อน้อมนำท่านทั้งหลายมาสู่ "ปัญญาที่รู้จบ" เพียงเท่านั้นเอง เป้าหมายเพื่อบีบให้แคบลง ให้สนใจสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตอบว่า "เราเกิดมาทำไม? ตายแล้วไปไหน? เกิดชาติหน้าได้เป็นอะไร?" เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ชี้เป้าหมายแบบนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านชี้ให้ทราบว่า อริยสัจ 4 คือ คำตอบแห่งการพ้นทุกข์ เป้าหมายคือ "นิโรธ" หรือ "นิพพาน โดยชี้ว่า "มรรค" หรือ "อริยมรรค มีองค์ 8 " เป็น "คู่มือปฎิบัติงาน" เป็น "ระบบ ISO 9000" เป็น"เส้นทาง"ที่ต้องปฎิบัติให้บรรลุอรหันต์ ไปคิดต่อ ทำให้สำเร็จให้จงได้ คล้าย ๆ กับวิชา " 5 ส." ให้ความรู้มารวม 5 หัวข้อใหญ่ แล้วให้ผู้เรียนแตกความคิดออกไปมากมายเพื่อให้เกิด 5 ส. ให้จงได้ ทีมงานใดที่เข้าใจ 5ส.ก็จะสามารถทำให้สร้างทีมงาน หมู่คณะ ให้ "มีนิสัยเป็นระบบระเบียบ" ได้ นั่นคือ เป้าหมายของ 5ส. คือเขียน คู่มือปฏิบัติงานแล้ว ทีมงานต้องมีระบบ ระเบียบ ตามข้อกำหนดตามคู่มือได้ 2.สิ่งที่ข้าพเจ้ากังวล คือ กลัวท่านทั้งหลาย หลง ลุ่มหลงกับ "ปัญญาที่รู้จบ" นี้ จึงได้กล่าวเตือนให้ทราบอีกว่า "ปัญญาที่รู้จบ" จะจบลงไม่ได้ ถ้าไม่รู้จัก"ปล่อยวาง" ให้รู้จบ ให้อยู่ในภาวะ "จิตว่าง" ให้ถึงภาวะ "นิพพาน" ภาวะแห่ง"อรหันต์" ซึ่งปัญญานี้ไม่ได้พิเศษกว่าที่ผู้อื่นจินตนาการ ซึ่งพระพุทธทาสท่านว่า ไม่ยากนัก ที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ เปรียบได้ว่า "นิพพานทำให้เกิดขึ้นได้เดี๋ยวนี้ ชาตินี้" ถ้าท่านทั้งหลายไม่ยอมปล่อย ท่านก็จะยึดติดอยู่กับความสุขแบบนั้น คือ มีกิเลสติดอยู่นิดหนึ่ง ขัดถูเท่าไรก็ขัดไม่ออก คือ จิตยังลุ่มหลง "ปัญญา" นั้น มันจึงกลายเป็น "ปัญญาที่ไม่รู้จบ" นั่นเอง คือ ไม่บรรลุถึงอรหันต์เสียที ได้แค่ระดับอนาคามี เพราะติดอะไร สิ่งหนึ่ง ติดดวงแก้วโปร่งใส สว่าง ขาว ใส สว่าง สวยงาม ติดรสพระธรรม ติดในการสั่งสอนพระสงฆ์ให้ได้บรรลุอรหันต์ ติดในสิ่งดีงามขั้นสูงสุด(พัฒนาพุทธปัญญาสูงสุด แต่ไม่ใช่ปัญญาที่รู้จบ เพราะปัญญานั้นไม่รู้จักทำให้กิเลสนั้นจบสิ้นไปจากจิตวิญญาณนั่นเอง) 3.การจะมาแบ่ง "ปัญญาที่ไม่รู้จบ" เป็น"ปัญญาที่ดีงาม" กับ "ความรู้อันชั่วร้าย(ที่ไม่ให้ถือเป็นปัญญา" เหล่านี้ ข้าพเจ้าไม่ขอกล่าวถึง เพราะเสียเวลามากที่จะพูดถึง และจะเป็นภัยต่อข้าพเจ้าด้วยที่ต้องชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์บางศาสตร์มีทั้งความดีงามและความเลวชั่วอยู่ภายในตัวของมัน ทำให้ผู้อื่นเมื่ออ่านไปแล้วก็ไม่เห็นด้วย ทำให้โกรธ โมโห เสียเวลาเปล่า ปัญญาที่เราเห็นว่าดีงาม บางครั้งอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ฝ่ายเขาเสียประโยชน์ ฝ่ายเขาจึงเห็นว่าไม่ดีงามก็เป็นได้ วิชาการแพทย์ ถ้าจัดอยู่ในปัญญาที่ไม่รู้จบและดีงาม คนป่วยที่ไม่เงินเพียงพอ จะรักษา ก็กล่าวหาว่า เป็นโรงพยาบาลฆ่าสัตว์ (แม้นว่าต้นทุนยา ค่าเครื่องมือ ค่าแรงพนักงาน มันมีค่าต้นทุนเช่นนั้น) ส่วนเศรษฐีคนมีเงินมีร่างกายทนต่อธรรมชาติไม่ได้ ก็ยังกล่าวหาว่า แพทย์รักษาไม่ดี แพทย์ดี ๆ ไปไหนหมด ไม่ยอมมาช่วยเขา ทำให้เขาตายไปในที่สุด (แท้ที่จริงเขาอยู่ในขั้นโคม่าแล้ว แพทย์ไม่กล้ารักษา กลัวสถิติการรักษาที่ดี ลดน้อยลงไปด้วย) ท่านทั้งหลาย ทั้งหมดทั้งปวงเราลืมคิดไปว่า "จิตและร่างกาย" อยากอยู่ค้ำฟ้า อยากอยู่กับครอบครัวอันเป็นที่รัก นาน ๆ นั่นเอง ไม่มีใครช่วยได้ ก็โกรธผู้อื่น โกรธโชคชะตาและวาสนาของตนเอง 4.หลวงพ่อชาสอนว่า ตอนเด็กๆ เราเห็นลูกโป่ง เราก็อยากจะได้ลูกโป่ง ... แต่พอโตขึ้น เห็นลูกโป่ง เราก็รู้สึกธรรมดา เพราะเราผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้ว ประโยคนี้ อ่านแล้วทำให้เกิดความคิดอื่นขึ้นมา คือ ถ้าข้าพเจ้าเปลี่ยนคำว่า "ลูกโป่ง" เป็นคำว่า "ธรรมะ" ล่ะ ความหมาย คือ ผู้นั้นไม่รู้จักคำว่า "ธรรมะ" ได้แต่เห็นตัวอักษรว่า "ธรรมะ" ซึ่งดูเหมือนว่าจะรู้จักธรรม แต่ข้าพเจ้าบอกได้เลยว่า ผู้นั้นไม่รู้ธรรมะเลย รู้แต่ว่านั่นเป็น"คำนาม" ที่ใช้เรียกขานกัน ส่วนคนที่ได้ไปบวชเป็นพระสงฆ์ แต่ไม่ได้ปฎิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่บรรลุธรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า รู้แล้วว่า ธรรมะคืออะไร แล้วก็รู้สึก"ธรรมดา" เพราะเห็นว่าผ่านสิ่งนั้นมาแล้ว เช่นนี้ ก็ถือว่าไม่ได้ "ปัญญาที่รู้จบ" ได้แต่รู้จบในบทเรียนนั้น เพราะไม่ได้สนใจหรือเจาะลึกไปกับมัน เพราะสวดมนต์จนเบื่อแล้ว รู้แล้วว่าคนเรา ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งไม่ต่างจากผู้ที่เรียนจบวิชาอื่น ได้ปริญญาบัตรแล้ว แต่นำไปใช้งานไม่เป็น หรือไม่ได้ใช้ กลับไปทำงานประเภทอื่น แล้วก็คุยเสียด้วยว่าฉันจบ......มาแล้วโว้ย ความน่าประหลาด มหัศจรรย์ในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ยกตัวอย่าง ศพที่เน่าเหม็น ขึ้นอืดของหญิงงามเมือง ที่ชาวบ้าน รวมถึงพระสงฆ์บางรูป ชื่นชอบ ชื่นชม อยากสมัครรักใคร่ในตัวนาง ครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนชาวบ้านและพระสงฆ์ในชุมนุมนั้นจนทำให้ จากการฟังคำสอนและพิจารณาซากศพ และนึกถึงตนเอง พระสงฆ์บางรูป "ปิ๊ง" คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ บรรลุอรหันต์ ณ ที่นั้น (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ กล่าวว่า นี่ พระพุทธเจ้า สอนเพียงเรื่องแค่นี้เท่านั้น ก็ทำให้เกิดอรหันต์ขึ้นหลายองค์ ทำไมหนา พระสงฆ์สมัยนี้ สอนอะไรมากมาย ก็ไม่บรรลุ ข้าพเจ้าก็ขอเพิ่มคำตอบไปว่า เพราะท่านทั้งหลายเห็นว่า "ศพ ต้องเน่าเหม็นเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน(หลักวิทยาศาสตร์) มันเป็นเรื่องธรรมดา" ธรรมดา จึงเป็นปัญหา เป็นเหมือนม่านบังจิตวิญญาณไม่ให้เข้าใจธรรมะได้ง่าย ๆ คำเพียงง่าย ๆ แค่ว่า เกิด แก่ เจ็บ ป่วย ตาย ก็มันรู้แล้ว มันเป็นธรรมดาของสัตว์โลก ถ้าแบบนี้ก็ไม่บรรลุ ต้องถามตนเองไปว่า เหนื่อยไม๊ล่ะ เบื่อหรือไม่ล่ะ ที่แก่ ที่เจ็บ ที่จะตายแล้ว ทำงานบ้าน ทำงานบริษัท เหนื่อยไม๊ล่ะ ถูกผู้อื่นสั่งให้ทำงานมันเหนื่อยไม๊ล่ะ จะเจ็บ จะตายแล้ว ไม่มีเงินจะรักษาแล้ว ไม่มีมรดกให้ลูกหลานแล้ว ทุกข์ไม๊ล่ะ ห่วงอะไรอีกไม๊ล่ะ อยากเกิดอีกหรือไม่ ถ้าชอบ ก็จงเกิดต่อไป เป็นตัวอะไรก่อน ข้าพเจ้าไม่รับทราบ ไม่พยากรณ์ และถ้าเกิดใหม่แล้ว ไม่พบ ศาสนาพุทธ ล่ะ ที่ชี้ให้เห็นการพ้นทุกข์แบบนี้ ท่านจะต้องเกิดอีกรอบล่ะ เกิดใหม่ไม่ได้พบวิชาการอื่น(ปัญญาที่ไม่รู้จบและดีงาม) ไปเกิดในยุคโบราณอีกครั้งหนึ่ง หลังสงครามโลกสุดโหด คงเหลือแต่คนโง่ ๆ อยู่ จะทำไงดีล่ะ 5."ปัญญาที่รู้จบ" มีอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบกับ"ปัญญาที่ไม่รุ้จบ" ชีวิตสมัย เด็ก ๆ จนถึง หนุ่มสาว เราทั้งหลายถูกทับถม ถูกบดบังด้วย "ปัญญาที่ไม่รู้จบ" ต้องเรียน ป.1 ถึง ม.6 ปวช ปวส ปริญญาตรี โท เอก เรียนวิชาเสริม ร้องเพลง เล่นดนตรี การแสดง เต้นรำ กีฬา การพนัน สิ่งเสพติด มากมาย ไม่มีใครหรอก ที่จะสนใจใน "ปัญญาที่รู้จบ" เพราะมันไม่มีคุณค่าต่อเขาเหล่านั้น เพราะมันต่อลาภไม่ได้ ผู้ที่นำพุทธะ ไปต่อลาภ ก็ไม่ใช่ผู้ที่มีปัญญารู้จบและอาจจะทำให้เขาเหล่านั้นบาปกรรมมากไปกว่าเดิมในชาตินี้ เพราะไม่รู้จักพุทธะแล้ว ยังนำพุทธะมาเป็นเครื่องมือหากินเสียอีก บาปกรรม บาปกรรม ผมยังมองไม่เห็นว่า เรามองไปคนละทาง ผมไม่ต้องการกล่าวอ้างถึงคำว่า "นิพพาน" ก็หาได้เป็นเครื่องปิดกั้นแห่งปัญญาไม่ เพราะเป็นเพียงจริตในขณะนี้ ที่ต้องการใช้คำว่า "พัฒนาตนเองให้ยิ่งๆขึ้นไป" แทน ซึ่งผมเองเข้าใจได้ง่ายกว่า และรู้ชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร เพราะถ้าคุณ good&bad ห่วงผมที่ผมจะมองไม่เห็น หรือไม่อาจจะเข้าใจถึงความหมายของคำว่า "นิพพาน" ได้เลย รวมทั้งคำว่า "จิตว่าง" หรือว่า "ปล่อยวาง" ผมก็เรียนตามตรงในแง่กลับกันว่า การที่เรายึดเอาคำเหล่านี้ไว้ ก็อาจเป็นเครื่องปิดกั้นเราเองได้เช่นกัน ... ซึ่งผมก็เพียงแสดงความเป็นห่วงตรงนี้เช่นกัน การศึกษาธรรม แต่ละคนย่อมมีจริตที่ต่างกัน ผมไม่เคยพบข้อขัดแย้งในคำสอนของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ละท่านก็มีความสามารถในการอธิบายที่แตกต่างกัน ... และก็เข้าถึงผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ปฏิบัติได้ต่างกัน - ท่านพุทธทาส : จิตว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่น - พระประยุตท์ (พระพรหมคุณาภรณ์) : งานเขียนของท่านลุ่มลึกทางปัญญามาก สอนให้คิดเป็น - หลวงพ่อชา : ปัญญาจากการปฏิบัติ(แบบเซน) - หลวงตาบัว : มีความเพียรภาวนา ทำลงตรงที่จิต ให้เกิดขึ้นกับจิตของเรา ให้จิตเป็นปัญญา - หลวงพ่อเทียน : การเจริญสติ การเคลื่อนไหว - หลวงปู่ดูลย์ : ทุกอย่างก็อยู่ที่จิต ฝึกตามดูจิต อบรมจิตของเราเอง - หลวงปู่มั่น : ต้นฉบับของพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ฯลฯ เรื่องการเทียบชั้นการบรรลุธรรม เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จริตผมเองไม่เห็นด้วยกับการกล่าว การอภิปรายในเรื่องนั้น ในบรรดาผู้ที่บรรลุธรรมต่างๆนั้น ก็มีบุญบารมีในเรื่องการสอนการเผยแพร่ธรรมที่แตกต่างกันได้ ปัญญาคือผลของความคิด เกิดจากการคิด GEF (IP:124.121.23.73) ปัญญา คือ ปัญญา มันคือการ ปิ๊ง พบสัจธรรมและความรู้สึกบางอย่างที่บางคนไม่เคยเห็นหรือเห็นแต่ไม่สังเกต...ไม่เห็นความสำคัญ....ไม่คิดจะใส่ใจ.... เป็นผลสำเร็จจากประสบการณ์การพบเจอ ที่เหนือความคาดหมาย มันคือความ.. สุดยอด เพราะมันคือ...การ ปิ๊ง!! เข้าใจป่าว? ขอบคุณสำหรับการอธิบายความหมายของปัญญษของคุณ MathGuy และbad&good ครับ ขออีกความเห็นหนึ่งเถิด ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายในกระทู้นี้ 1.อาจจะเป็นที่ข้าพเจ้าอ่านภาษาไทย ไม่แตกฉาน หรือจับเฉพาะบางประโยค แล้วแปลความหมายผิดไปก็ได้ ข้าพเจ้าขออภัย 2.มาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านอาจารย์MathGuy มีความรู้ทางพุทธธรรมอยู่มากมาย น่าจะเรียกได้ว่ามีปฎิมรรค ถ้าท่านอ่านหนังสือจากอาจารย์หลายสำนัก ข้าพเจ้าไม่อายเลยที่จะกล่าวว่า ข้าพเจ้าอ่านหนังสือธรรมะน้อยมาก เพราะอ่านหนังสือของพระพุทธทาส ครั้งแรก ๆ ก็รู้สึกฝืน ๆ อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจว่า ท่านชี้เป้าหมายอย่างไร เมื่ออ่านหลาย ๆ เล่ม ก็เริ่มเข้าใจท่านมากขึ้น มากขึ้น จนตอบกับตนเองว่า ต่อไปนี้จะยึดเอาคำอธิบายธรรมะของท่าน เพียงท่านเดียว (ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็อ่านอยู่ 2 สำนัก แต่ไม่มันส์เท่าคำสอนของท่าน) กว่าจะรู้ว่าท่านน่าจะเป็นพระอรหันต์ ก็รู้สึกเสียดายที่ท่านมรณภาพไปแล้ว ไม่มีโอกาสได้ไปพบเห็นท่าน มาสมัยนี้ก็เห็นว่าอินเตอร์เน็ท เผยแผ่พุทธธรรมมากมาย ก็เลยได้ฟังเทป MP3 จากหลวงพ่อฤาษีลิงดำ (คือข้าพเจ้าเป็นคนที่ไม่ชอบอ่าน ชอบฟังมากกว่า เพราะมันได้ความรู้สึก ได้ความคิดเห็นของพระมากกว่าอ่าน เหมือนอ่านเนื้อเพลง ก็ร้องไม่ได้ เพราะไม่เคยฟังเพลงนั้น) ท่านก็สอนได้ดีเช่นกัน ทำให้เสริมสิ่งที่เข้าใจผิด กลายเป็นถูกต้องมากขึ้น มีอยู่หลายประโยคทีเดียวที่กินใจข้าพเจ้า เช่น 2.1 พระพุทธเจ้า สอนเพียงแค่นี้ ก็บรรลุอรหันต์แล้ว ทำไมท่านทั้งหลายจึงต้องสอนอะไรให้มากไปกว่านี้ จึงจะเข้าใจ 2.2 ถ้าขยันนั่งทำสมาธิ อย่างเอาเป็น เอาตาย กำหนดเป็นเวลา ทำจนดึกดื่นถึงตีสามตีสี่ ทำแล้วไม่ได้อะไร ทำเช่นนั้นถือว่าเสียเวลาเปล่า 2.3 ท่านยังกล่าวอีกว่า การทำสมาธิ แท้ที่จริงแล้วทำได้ตลอดเวลา ทำไมไม่ทำกัน เช่น ตอนเดิน ตอนล้างห้องน้ำ ตอนไปเทขยะออกจากกระโถน ทุกกิริยา สามารถทำสมาธิได้ ดังนั้น อย่าได้อ้างว่า ไม่มีเวลาทำสมาธิ (มันทำให้ข้าพเจ้า คิดเพิ่มเติมว่า ทำอย่างไรจึงควบคุมสติได้อยู่ทุกเมื่อ ทำอย่างไรจึงควบคุมอารมณ์ให้สงบเย็นได้อยู่ทุกเมื่อ จะพูด จะทำอะไร ให้รำลึกถึงอารมณ์ที่ดี) 3.ประโยคของอาจารย์MathGuyที่ว่า "ผมก็เรียนตามตรงในแง่กลับกันว่า การที่เรายึดเอาคำเหล่านี้ไว้ ก็อาจเป็นเครื่องปิดกั้นเราเองได้เช่นกัน ... ซึ่งผมก็เพียงแสดงความเป็นห่วงตรงนี้เช่นกัน" ข้าพเจ้าเห็นว่า ข้าพเจ้ามาได้อย่างถูกทางตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะถือคำว่า "นิพพาน" เป็น "ธงชัย" สำหรับชีวิตทั้งหมดของข้าพเจ้า ถ้าถือธง อันเดียว ไม่พอ ก็ให้ถือธงอีก 8 อัน คือ "อริยมรรคมีองค์ 8 " เป็นต้วขยายคำว่า "นิพพาน" ถ้ายังไม่พออีก ก็ให้ถือธง อีก 4 อัน คือ "อริยสัจ 4" คือ วงจรการแก้ปัญหาความทุกข์ ถ้ายังไม่พออีก ก็ถือธง 10 อัน คือ "สังโยชน์ 10" 1+8+4+10 รวมแล้ว 23 อัน ถ้ายังไม่พอ ก็เลือกเอาสิ่งที่ตนเองพอใจที่จะยึดถือ เป็นกฎระเบียบให้กับตนเอง เชื่อเถอะว่า ผู้อื่นจะเห็นว่า ข้าพเจ้าบ้าไปแล้วหรือ ที่ถือธงมากมาย ขนาดนั้น ธงเดียวก็พอมั๊ง คือ ข้าพเจ้าอยากบอกว่า การให้ความหมายในคำว่า "นิพพาน" ของแต่ละคนแตกต่างกัน ลุ่มลึก ละเอียด หยาบ ต่างกัน แต่เข้าใจภาพรวมเหมือนกัน ผู้นั้น คือ ผู้ที่สามารถทำให้ตนเองอยู่รอดได้ โดยไม่จำเป็นด้วยว่า นิพพาน ประกอบด้วยธรรม 84,000 เรื่อง (อุปมาไปเอง) ยกตัวอย่างอื่น ทำไมการพูดว่า คนนี้เก่งโปรแกรม Excel มาก แล้วทำไมไม่ถามต่อไปว่า เขาทำอะไรได้บ้าง ฟังก์ชั่นอะไรบ้างที่เขาทำได้โดยไม่ต้องเปิดหนังสืออ่านไปทำไป ทำโน้นทำนี่ได้หรือไม่ ปรากฎว่ามันทำได้หมด สรุปคือเขาเก่งจริง ๆ ในเรื่อง Excel (คือมีธงเดียว ซึ่งอย่าได้ถามเขาว่า ใช้โปรแกรมExcelได้คล่องแคล่วอย่างไร เขาก็ชี้ให้ท่านไปเรียน ไปอ่านให้หมดทั้งเล่มซิ) ในอดีตคงลืมไปแล้วว่า เราเคยใช้วิธีนี้กับตนเองอยู่มาก การยึดสิ่งหนึ่งเป็นสรณะ อาจไม่ใช่เครื่องปิดกั้น ในทางกลับกัน มันเป็นตัว "มานะ" (กิเลสชนิดหนึ่ง) ที่ทำให้คนสามารถฝ่าฟันผ่านทะลุ จนสำเร็จได้ ลองยกตัวอย่างดู 3.1 ฉันจะสอบเอ็นทรานซ์ให้ได้ ต้องทำอย่างไร ฉันจะทำให้ได้ 3.2 ฉันอยากเป็นหมอ ต้องทำอย่างไร ฉันจะทำให้ได้ 3.3 ฉันอยากรวย ต้องทำอย่างไร ฉันจะทำให้ได้ 3.4 ฉันอยากเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องทำอย่างไร ฉันจะทำให้ได้ 3.5 แม้นแต่พระพุทธเจ้าเอง ตอนนั้นท่านก็ยังไม่บรรลุ ก็บอกกับตนเองว่า ถ้าไม่บรรลุ จะขอ ยอมตาย ณ ที่นั้น อย่างไรก็ตาม เครื่องปิดกั้น ย่อมเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีกิเลส อยู่มาก บางครั้งอาจทำให้หลงทางก็ได้ การแก้ไขโดย ถามผู้รู้ และอ่านหนังสือ พระไตรปิฎก เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น แต่ถ้าจำไม่ผิด ในการเรียนรู้พุทธธรรม และปฎิบัติได้แล้วในระดับหนึ่ง พุทธธรรมรับรองไว้ว่า ท่านได้อยู่ในขั้นโสดาบันแล้ว แม้นไม่บรรลุอรหันต์ อย่างน้อยก็ไม่ได้เบียดเบียนชาวโลกแล้ว 4.สิ่งหนึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ สนใจแต่ทฤษฎีแต่ไม่ปฎิบัติ ปฎิบัติบ่อย ๆ ท่านก็จะเกิดทักษะใหม่และจดจำไว้เพื่อต่อยอดให้บรรลุนิพพานให้ได้ ขอยกตัวอย่างผู้ที่ปฎิบัติไม่ได้ ดังนี้ 4.1 อ่านหนังสือการว่ายน้ำมาแล้ว 5 เล่ม ดูVDOมาแล้ว 3 แผ่น แต่ไม่เคยหัดว่ายน้ำ แล้วมันจะว่ายน้ำเป็นได้อย่างไร 4.2 อ่านโปรแกรม Excel มาแล้วจบทั้ง 3 เล่ม ดูCDมาแล้ว 10 แผ่น ไม่เคยฝึกใช้โปรแกรม แล้วมันจะทำได้อย่างไร ฝึกทำแล้วก็ทำไม่ได้ เพราะไม่พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (ก็ต้องเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม) ไม่มีพื้นฐานทางด้านการเงิน การธนาคาร วิศวะ สถาปัต (อ้อ! เราไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หมด เพราะไม่ใช่วิชาชีพของเรา) เพราะไม่รู้ภาษาอังกฤษจึงไม่รู้ว่าเครื่องแจ้งเหตุบกพร่องอะไร (ก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม) เพราะไม่รู้เรื่องโปรแกรมWindows ว่ามันเกี่ยวเนื่องอย่างไรกับExcel (ก็ต้องไปเรียนWindowsเพิ่มเติม) เพราะไม่ยอมจำเมนู ไม่จำไอคอนบนทูลบาร์ ไม่ยอมจำการใช้เมนูที่สำคัญที่ต้องใช้บ่อย ๆ จึงทำได้ไม่คล่องแคล่ว (ก็ต้องฝึกจำให้เป็นหมวดหมู่ ฝึกทำอย่างไรให้ใช้ปุ่มคำสั่งพิเศษหรือปุ่มลัดหรือคลิกขวาที่อ๊อบเจ๊กนั้นได้อย่างคล่อง ข้อสังเกต ปักธง แล้วทำให้ได้ ทำไม่ได้จดบันทึก ถามผู้รู้ อ่านจากหนังสือ ทำไปเรื่อย ๆ ทักษะในสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องกังวล ลังเลสงสัยจนเกินเหตุ ถ้าคิดไม่ออก ไปที่วัด เลือกวัดที่ท่านเห็นว่าพระสงฆ์นี้คงสอนให้ท่านหลุดพ้นได้ สภาพแวดล้อมของวัด ใช้ได้ ถูกจริตของท่านทุกประการ ขอเรียนธรรมจากท่าน เรียนรู้มากเข้า รู้สึกว่าใช้เลย ก็ขอบวชเป็นสงฆ์ เพื่อสร้างเครื่องกั้นระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ เหมือนขอไปอยู่ที่ซึ่งลำบากกว่าในเรือนจำ-คุกตาราง (ทำตามอย่างพุทธกาล) เมื่อเลื่อมใส ศรัทธา แล้วอย่างยิ่ง เห็นว่าเดินมาถูกทางแล้ว จงปักธง ณ ที้นั้น แล้วบอกกับตนเองว่า ชาตินี้จะไม่ไหนอีกแล้ว ชาตินี้ขออธิษฐานว่า จะ"ขอบรรลุนิพพาน" เมื่อบรรลุแล้ว ให้ถอนธง นั้นออกเสีย เพื่อทำลายความยึดติดในปัญญาอันยิ่งนั้น ไม่ยินดี ไม่อวดอุตริต่อผู้อื่นว่าฉันได้บรรลุแล้ว ไม่มีอะไรต้องชื่นชม ไม่ร้องขอให้ผู้อื่นมาเรียนรู้จากท่านเพราะท่านอยากสอน จัง ไม่ต้องร้องขอให้ผู้อื่นยกย่องสรรเสริญ ทำตนให้สงบเย็น และดำรงสิ่งนั้นไว้ตลอดไป ให้เป็นเนื้อนาบุญของโลก(รอเกิดผล รอผู้อื่นมาเก็บเกี่ยวปัญญาจากท่านต่อไป) จนกว่าชีวิตจะจากไป อย่างไม่มีวันกลับมา วนซ้ำ ในวัฎฎสงสาร ได้อ่าน ฟังดูแล้ว น่าจะเป็นปัญหาของภาษาคน หรือภาษาหนังสือ เหมือนอย่างที่ท่านพุทธทาสสอนว่า เราต้องรู้จักภาษาคน รู้จักภาษาธรรม มีความเป็นไปได้ที่ภาษาที่เราใช้สื่อกันอยู่นี้เองที่เป็นอุปสรรค เพราะเราแต่ละคน ก็มีการกำหนดสมมติกับภาษาหรือคำต่างๆได้แตกต่างกันออกไป พิจารณาดูอีกที ผมควรต้องกล่าวขออภัยที่ทักท้วงเรื่องการกล่าวถึงคำว่า "นิพพาน" เพราะคุณ good&bad ได้แสดงความตั้งใจ หรือเจตนาที่ชัดเจนต่อการใช้คำนี้ หรือที่อุปมาว่ายึดหรือศรัทธาไว้เป็นธงชัยหรือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต และต้องขออนุโมทนาด้วยความจริงใจด้วยครับ ( จริต ปัญญา วาสนาของผมคงยังถูกปิดกั้นอยู่มาก จึงไม่ค่อยสะดวกใจที่จะพูดถึงคำนี้ ก็อาจจะเป็นได้ ) ดูเหมือนว่าผมจะได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งว่า ... เราควรต้องพยายามข้ามไปให้พ้นข้อจำกัดจากการใช้ภาษาเป็นเครื่องสื่อ ...ควรต้องลงไปที่เจตนา หรือจิตของผู้ที่ใช้ภาษา และต้องถือเอา ความมีเมตตา กรุณา ความปรารถนาดีต่อกันเป็นสำคัญ ขออนุญาตชวนคุยเรื่องปัญญาต่อนะครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ได้คุยกัน และผมมองดูแล้ว คิดว่ามีความสำคัญ ขออ้างอิงคำของพระ คำว่า "สันทิฏฐิโก" คือ สิ่งที่ผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ผมเห็นว่า ข้อความนี้มีความสำคัญมากๆ ในการพิจาณาเรื่องปัญญา ปัญญาที่สำคัญๆนั้น ต้องอาศัย การศึกษา อาศัยการปฏิบัติ จนเกิดปัญญานั้นขึ้นกับตัวเราเอง ปัญหาจริงๆ ก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ ... ต้องเกิดขึ้นกับตัวเรา เห็นได้ด้วยตัวเราเอง และก็ขอโยงเข้าประเด็นของปัญญาชนิดที่ "ปิ๊ง" ขึ้นมาได้ เมื่อเราได้ฝึกอบรมตัวเราเองให้มีความพร้อมที่จะเกิดการ "ปิ๊ง" ตามที่คุณ รัตติกาลเสนอใน คหพ#17 |