|
ความสุข (ที่แท้จริง) คืออะไร ... เป็นอย่างไร ?
โพสต์เมื่อ:
13:29 วันที่ 30 ก.ค. 2550 ชมแล้ว:
4,714
ตอบแล้ว:
31
ต่อเนื่องจากกระทู้ ... ปัญญา คือ อะไร ?
เรารู้ว่า ปัญญานั้น สำคัญมาก สำหรับชีวิต (ของแต่ละคน) กระทู้นี้ขอมองประเด็นที่สำคัญมากที่สุดประเด็นหนึ่งสำหรับชีวิต ด้วยคำถามว่า " ความสุข (ที่แท้จริง) คือ อะไร และเป็นอย่างไร (มีลักษณะอย่างไร)!? " หรือในอีกนัยหนึ่ง ... เรามีหลักทางปัญญา เกี่ยวกับ ความสุขของชีวิต อย่างไร นั่นเอง จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ได้ช่วยกันวิเคราะห์พิจารณา เสนอแนวคิด ทัศนะ ต่อคำถามดังกล่าว ขอเรียนเชิญครับ จำนวน 29 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| ความสุขที่แท้จริงคือความเห็นแก่ตัว เพราะเมื่อไร่เราได้ทำตามใจชอบโดยที่ไม่เห็นแต่คนอื่นมันก็มีความสุขแย้ว แย่มากๆไอ่พวกนี้ คุณเจ๋ง (nueng.n@hotmail.com (IP:58.147.80.214) "นิพพาน" ส่วนหลักทางนั้นไม่แน่ใจ GEF (IP:124.121.23.73) ไม่โกรธใช่ไม๊ ถ้าพระพุทธทาสท่านกล่าวว่า ในโลกเรานี้ล้วนแต่มีความทุกข์ ดังนั้นไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่เรียกว่า ความสุข ที่แท้จริง ถ้าข้าพเจ้าเปรียบความทุกข์และสุข เป็นมาตรเครื่องวัดน้ำมันคงเหลือ ความสุขแบบอรหันต์นั้นไม่ได้อยู่ในเครื่องวัดนั้น อาจเรียกว่า "ไม่มีเครื่องวัดนั้น" "ไม่มีจิตและร่างกาย" จึงพ้นทุกข์ หมดทุกข์ ไม่ใช่ความสุขที่สุด ไม่ใช่สุขอย่างยิ่ง แต่มันไม่มีอะไร คือ ว่าง จึงหมดทุกข์ เปรียบเสมือนได้กับเป็นความสุขที่แท้จริง ฟังแล้วไม่มีใครอยากทำ อยากเป็น เพราะไม่มีอะไรเป็นตัวสัมผัส ตัวชี้วัดได้ เพราะไม่มีสุข ทุกข์ให้สัมผัส คือ ว่าง คือ นิพพาน (ถือเป็นการชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่ง ที่ผู้อื่นไม่ค่อยอยากได้สุขนั้น เพราะไม่มันส์ ไม่ซะใจ ในจิตวิญญาณ) สาธุ ทำไมคนเราถึงอยากรวย ? เพื่ออะไร ? และทำไม ? ผมเล็งไว้เหมือนกันว่าจะมีคำตอบด้วยคำว่า "นิพพาน" เป็นความสุขที่แท้จริง ปัญหาก็คือ ... เรายังไม่อาจอธิบายคำว่า "นิพพาน" ให้ถ่องแท้ได้ ( เพราะเรายังห่างไกลจากคำๆนี้นั่นเอง ) กระทู้นี้จึงยังต้องการคำตอบ ที่ง่ายสำหรับทุกคน หรือหลายๆคนที่จะพอเข้าใจไปในแนวทางเดียวกันได้ อย่างเช่นที่คุณ jumo ถามว่า ทำไมเราถึงอยากรวย ? เราจะมีอะไรเป็นหลักในการพิจารณาหรือไม่ว่า "ความยากรวย" หรือ "ความรวย" นั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ............................................................................................................ ผมต้องขอโทษคุณ good&bad ที่แสดงทัศนะต่อต้านการใช้คำว่า "นิพพาน" ตรงนี้อีกเช่นกัน ผมเพียงรู้สึกว่า การใช้คำต่อไปนี้ - นิพพาน - จิตว่าง - ไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยไม่ระมัดระวัง อาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน ความเบื่อหน่าย และอาจจะปิดกั้นความคิดของเรา เพราะเราเอาความคิด หรือสัญญาไปอยู่กับคำเหล่านี้มากเกินไป จะกลายเป็นว่า การเพียงได้พูดได้กล่าวถึงคำเหล่านี้ เป็นเหมือนเครื่องปลอบใจ เป็นเครื่องยึดใจเราไปเท่านั้น ... ในขณะที่เราต้องมีการพัฒนาปัญญา มีการกระทำ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า เพียงเกรงว่าเราจะเข้าไปยึดกับคำจนมากเกินไป ... แต่ถ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็นับว่าได้เดินอยู่บนทางที่ถูกต้องแล้ว และต้องขออภัยกับการทักท้วงนี้ ด้วยครับ ผมขอเสนอว่า การเข้าใจว่าแนวคิดของพุทธะนั้นสอนเน้นแต่เรื่องทุกข์ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แนวทางของพุทธะนั้น เป็นแนวทางแห่งความสุข และศาสนาพุทธนี่เองที่สอนให้เราได้รู้จักกับความสุขที่แท้จริง ขออีกความเห็นหนึ่งเถิด ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายในกระทู้นี้ 1.ก็เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้า ล้วนมุ่งเป้าหมาย ไปถึงคำกล่าวเหล่านั้น โดยไม่ต้องกล่าวถึงคำเหล่านั้นก็ได้ เพื่อให้ตี ล้อมกรอบ ให้ผู้ฟังธรรม อยู่ในขอบเขตที่แคบที่สุด จนเข้าถึงสิ่งนั้นได้ ซึ่งบางครั้งผู้ฟังธรรม ก็เข้าใจแล้วทราบแล้ว ยิ่งตรัสอีก ก็เข้าใจมากขึ้นไปอีก รู้สึกมีความสุขด้วยที่เข้าใจมากขึ้นมากขึ้น และทราบดีแล้วว่าจะไม่ทำสิ่งใดอีกต่อไป จะทำสิ่งใดอีกต่อไป บางครั้งบางคนมันอาจจะเป็นความเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำที่เข้าใจคำสอน เพียงแต่อารมณ์ของผู้ฟังนั้น ไปไม่ถึงสิ่งนั้น อาจจะต้านความรู้สึกด้วย ทำให้ไม่รู้ ไม่เข้าใจ สิ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้า ซึ่งมันอธิบายไม่ได้ เพราะไม่เชื่อง่ายหรือคิดง่ายต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ความลังเลสงสัย การขยายความจึงต้องใช้อย่างมาก 2.ความสุขมีหลายรูปแบบมาก ในครั้งพุทธกาล มีหลายลัทธิกล่าวถึง ความสุขหลายรูปแบบ และไม่น่าเชื่อเลยว่า ความสุขรูปแบบนั้น มันคงปรากฎอยู่ถึงปัจจุบัน เสมือนหนึ่งมีหยิน ต้องมีหยาง คู่รัด เกาะเกลียวกันแน่น แต่ข้าพเจ้าจะไม่กล่าว เพราะกล่าวแล้วไม่ใช่เป้าหมายทางพุทธ ไม่ใช่ความสุขอันแท้จริงในแง่คิดความเห็นของท่าน ก็ไม่กล่าวดีกว่า เพราะความสุขสำเร็จรูปมีแล้ว เพียงเราจะกินเข้าไปอย่างมีสุขได้อย่างไรเท่านั้น 3.ความสุขสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่ของพุทธ ประสบกับตัวเอง คือ ทำอะไรก็ได้ให้ถูกใจ ถูกต้องตรงความต้องการของผู้อื่นมากที่สุด (ตามใจว่างั้นเถอะ) แต่สิ่งหนึ่งถ้าข้าพเจ้าทำให้กับคนที่ข้าพเจ้ารักใคร่ หรือ รักเคารพ ข้าพเจ้าจะมีความสุขมาก หรือพอใจมากที่จะทำให้ แต่ในทางตรงข้ามผู้ที่ท่านไม่อยากทำให้ แต่ต้องทำ เพื่อการทำมาหากิน สิ่งนั้นคือ ทุกข์ แต่ผู้อื่นมีความสุขที่สุดเลย ท่านลองทำดูซิ แต่ทำมาก ๆ ผู้รับผลประโยชน์จะเสียนิสัยอย่างมาก อาจได้รับผลกรรมมาก ถ้าต้องการสิ่งที่เลวทรามมาก 4.ความสุข มันไม่ใช่รูปแบบที่ตายตัว จึงอธิบายเป็นเรื่อง ๆ ไม่ได้ เนื่องจากชาวโลกมีความเป็นอยู่ที่ต่างภูมิประเทศ ต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา(สิ่งนี้ก็สื่อกันยากอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถอ่านภาษาเขา ให้เข้าใจในจิตเบื้องลึกของเขาได้อย่างถ่องแท้ ข้าพเจ้าจึงต้องขอโทษด้วยว่าข้าพเจ้าคงไม่ได้อ่าน เพราะแปลได้ไม่ดีนัก) ต่างความเห็น ต่างความต้องการสิ่งต่าง ๆ ต่างศาสนา ต่างฐานะ ต่างศักดินา ต่างอำนาจ ต่างครอบครัว ต่างรูปพรรณ ต่างเทคโนโลยี ต่างความรู้ ต่างความดีงาม ต่างศิลปนิยม ต่างความคิดเห็นมากน้อย ลึกซึ้ง หยาบละเอียด ต่างวิชาชีพ ต่าง ๆ มากมาย เป้าหมายความสุขจึงแตกต่างมากมาย อย่างพึ่งให้เป็นครั้งสุดท้ายเลยนะครับ ... มีอะไรที่จะชวนคุยต่อพอสมควร (แต่ถ้าพิจารณาว่า OK แล้วก็ขอให้เป็นตามอัธยาศัย) " นิพพานัง ปรมัง สุขัง " คำพระท่านกล่าวว่า นิพพานนี่แหละ คือ ความสุขสูงสุด แต่แล้วคนที่ยังมีวิชชาไม่ถึงพร้อม(อย่างตัวผมเองเป็นต้น) ก็ยังต้องถามต่อไปอีกว่า "นิพพาน" หรือ ความสุขสูงสุดดังกล่าว นั้นเป็นอย่างไร ? ตอนที่เราวิเคราะห์กันเรื่องปัญญา สิ่งหนึ่งที่เราน่าจะเห็นพ้องต้องกัน คือ ปัญญานั้น มีระดับ มีความประณีต ความละเอียด สูงๆขึ้น พัฒนาให้ยิ่งขึ้นไปได้ ทีนี้ บริบทของปัญญานั้น ต้องถูกนำมาใช้กับชีวิต ให้เป็นชีวิตที่พัฒนา ซึ่งเครื่องวัดของการพัฒนาที่สำคัญก็คือ เรื่องความสุขนี่เอง มีปัญญา เพื่อพัฒนาชีวิตให้มีความสุข ... เป็นความสุขที่รับประกันด้วยหลักทางปัญญา ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ... ความสุขนั้น ก็มีระดับขั้นความประณีต พัฒนาให้สูงๆขึ้นไป ได้เช่นเดียวกันกับปัญญานั่นเอง ขอสรุปตรงนี้ว่า "ความสุขมีระดับขั้นที่พัฒนาให้ประณีต ให้เป็นความสุขที่แท้จริงมากยิ่งขึ้นไปได้" ลักษณะโดยรวมของความสุขที่แท้จริง (1) ความสุขนั้นไม่วุ่นวาย ความสุขต้องนำไปสู่ความสงบสันติ (การปรองดองกัน ช่วยเหลือกัน) ถ้ายังมีความวุ่นวาย(มีความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งแข่งขันกัน)อยู่มาก ก็ยังห่างไกลจากความสุขที่แท้จริง การอยู่ด้วยกันของคนหมู่มาก ที่ไม่มีเป้าหมายที่ดีร่วมกัน ไม่มีระเบียบวินัย ก็จะสะท้อนออกมาเป็นความวุ่นวาย ซึ่งยังไม่ใช่สภาวะของความสุขอันประณีต ตัวอย่างเช่น การตั้งกระทู้ การตอบกระทู้ ถ้าเราทำด้วยความวุ่นวาย ไปวุ่นวายกับเรื่องนั้น เรื่องนี้ วุ่นวายกับคนอื่นมากเกินไป เราก็จะไม่ได้รับความสุข การทำบุญ ทำความดีต่างๆเช่นกัน ถ้าทำแล้ววุ่นวาย ก็น่าจะได้บุญ ได้ความดี ได้รับความปิติ ปราโมทย์ที่ลดน้อยลงไป ลักษณะโดยรวมของความสุขที่แท้จริง (2) ความสุขนั้นไม่ทำให้เกิดภาวะพึ่งพา ภาวะที่ตกเป็นทาส ภาวะต้องจำยอม ภาวะภายใต้อำนาจหรือเงื่อนไขที่ไม่ชอบไม่ควร ความสุขต้องทำให้เกิดอิสระภาพ การตกเป็นทาสความเจริญทางวัตถุ เป็นทาสของการเสพการบริโภค จึงยังอยู่ห่างไกลจากความสุขที่ประณีต ระบบทุนนิยม ระบบเศรฐกิจปัจจุบัน จึงควรต้องถูกตั้งคำถามอย่างมากว่า นำไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้หรือไม่ ลักษณะโดยรวมของความสุขที่แท้จริง (3) ความสุขนั้นต้องทำให้เกิดความสะอาด ความบริสุทธิ์ ห่างไกลจากเครื่องเศร้าหมองต่างๆ ห่างไกลจากการคิด การกระทำที่ไม่ดีไม่งามต่างๆ อาชีพฆ่า/ขายเนื้อสัตว์ ขายเหล้า บุหรี่ เครื่องกล่อม อาชีพแหล่งบันเทิงรื่นรมย์ยามดึกต่างๆ แม้จะเป็นอาชีพที่ถูกกฏหมาย ... แต่ยังมีความดี มีความสะอาดอยู่น้อย ยังห่างไกลจากความสุขที่ประณีตนั่นเอง ลักษณะโดยรวมของความสุขที่แท้จริง (4) ความสุขนั้นต้องมีปัญญากำกับ เป็นความสุขที่พัฒนาชีวิต พัฒนาปัญญา และหมุนวนพัฒนาความสุขให้ประณีตยิ่งๆขึ้นไป (จนถึงขั้นสุข ก็ไม่ติดในสุข รู้เท่าทัน พัฒนาจนพ้นอยู่เหนือความสุข) เรามีสิทธิที่จะเสวยสุขที่ได้มาโดยชอบ แต่เราต้องพัฒนาต่อไป ไม่ติดอยู่กับความสุข ความสบาย ต้องพัฒนาให้เกิดปัญญา เกิดคุณธรรม มีความเมตตา กรุณา ดำรงอยู่กับงานกับหน้าที่ที่ชอบให้ดีที่สุด และอยู่บนหนทางแห่งการพัฒนา โดยไม่ประมาท องค์ประกอบของความสุข ทั้ง 4 ประการสรุปได้ด้วยคำ 4 คำ (จากงานเขียนของพระประยุทธ์) 1) สันติ (สงบ ไม่วุ่นวาย) 2) วิสุทธิ (สะอาด บริสุทธิ์ ไม่เศร้าหมอง) 3) วิมุตติ ( อิสระ ) 4) ปัญญา (สว่าง รู้แจ้ง) เด็กๆ เรียนหนังสือไปเพื่ออะไร เราทุกคนพยายามเข้าคณะดีๆ ในมหาวิทยาลัยไปเพื่ออะไร เราต้องการทำงานที่ดีๆ ได้เงินเดือนเยอะๆ แต่ก็แลกมาด้วยความเครียด ไปเพื่ออะไร เพื่อความสุข หรือเปล่า หนอ ?? ถ้าเพื่อ ความสุข จริง ก็น่าเหนื่อยแทน ที่วิธีมีความสุข ช่างยากจริง การศึกษาบ้านเรา สอนอะไรเยอะแยะ แต่กลับไม่สอนเรื่อง ความสุขที่ทำได้ง่ายๆ สุขที่ใจ (IP:58.8.169.212) ผมตามหาความสุขมาชั่วชีวิต....แต่ที่ได้มาเป็นแค่ชั่วคราวทั้งสิ้น.... ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าความสุขที่แท้ นั้น คืออะไร วุฒ (IP:222.101.165.150) คุณ สุขที่ใจ ให้ประเด็นที่น่าสนใจ ที่สะท้อนสภาพสังคมปัจจุบัน " ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าคนทั่วๆไปส่วนใหญ่ในสังคมของเรา ทั้งๆที่มีความเจริญทางวัตถุ มีความเจริญทางเทคโนโลยี วิชาการ(ทางโลก)ต่างๆ ... แต่เรากลับมีความสุขกันได้ยากขึ้น ... เราไปวิ่งหาความสุขจอมปลอมที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ... เป็นความสุขเทียมที่ต้องพึ่งพา(ทางวัตถุ หรือปัจจัยภายนอก)อยู่ตลอดไป ... แต่ความสุขทางจิตใจง่ายๆ เรากลับไม่รู้จักกัน และทำกันไม่เป็น " ความสุข(เทียม)ประเภทที่ต้องพึ่งพาทางวัตถุ หรือปัจจัยภายนอกอยู่ตลอดไป นี่แหละที่คุณ วุฒ บอกว่า ... ได้มาเป็นแค่ชั่วคราวทั้งสิ้น ... ทั้งนี้ก็เพราะว่า ปัจจัยที่เราพึ่งพา(กิเลส) มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และมันก็ทำให้เราเป็นบ้าวิ่งตามมันไปไม่รู้จักจบสิ้น ความสุขคือการอยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด Pongsakorn_Kab (IP:58.9.92.96) น่าจะเคยได้ยินคนพูดว่า "ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง" หรือ " make you dream come true " -> ทำความฝัน(ความหวัง ความปรารถนา) ให้เป็นจริง และเชื่อว่า ทุกคนก็น่าจะมีความฝัน ดังนั้น ทุกคนก็มีความฝันอยู่กับตัวเอง ความฝัน จึงเป็นสิ่งที่มี ... ในแง่ที่เราต่างมีความฝัน ทีนี้ถ้าพูดถึงสิ่งที่มี ... สิ่งที่เรามี อันนี้ ก็ควรที่จะแจกแจง แยกแยะให้ชัดเจน เพราะเราก็มีทั้งสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี ... สิ่งที่ไม่ดีนั้น ย่อมทำให้เกิดทุกข์แน่ๆ หากมีสิ่งที่ไม่ดีอยู่กับเรา ... ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะสุข กับสิ่งที่ไม่ดีที่เรามีอยู่นั้นๆ ความสุขสำหรับผมนะครับ คือการได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข(แล้วสุขอะไร?) แล้วเราก็จะมีความสุขครับ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |