วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
จิต คือ อะไร และ จิตนั้น สำคัญอย่างไร ?
โพสต์เมื่อ: 22:49 วันที่ 31 ก.ค. 2550         ชมแล้ว: 3,087 ตอบแล้ว: 51
จากกระทู้ที่ถามว่า ปัญญาคืออะไร เป็นอย่างไร ?
และกระทู้ที่ถามว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร?

ก็เห็นสมควรว่า เราควรจะพิจารณาคำถามนี้ไปพร้อมกันด้วย ... ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญมากๆไม่แพ้กัน

" จิต คือ อะไร และ จิตนั้น สำคัญอย่างไร ? "


ก็ขอเชิญชวนผู้สนใจ ได้ช่วยกันแสดงแนวคิด ทัศนะต่อคำถามดังกล่าวร่วมกันครับ

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 49 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 7 ส.ค. 2550 (14:45)
จริงแล้วน่ะ
เราหายใจได้เพราะว่าสมองมีส่วนควบคุมการหายใจอยู่นะค่ะ
หัวใจก็เหมือนกัน
สมองตาย หัวใจอาจเต้นอยู่ได้แต่ไม่นาน เพราะไม่มีตัวควบคุมแล้ว
ทางการแพทย์ การตายเราจะดูการตอบสนองของสมองเป็นหลัก
อย่างที่หมอจะส่องลูกกะตาน่ะค่ะ
ถ้าม่านตาไม่ขยาย เตรียมเอาหัวใจที่ยังเต้นไปบริจาคได้เลย
ประมาณนั้น

ไงไม่รู้วันนั้นพี่ที่ดูกบนอกกะลาเล่าให้ฟัง
นานะ (IP:58.181.236.254)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 7 ส.ค. 2550 (14:47)
สวัสดีครับคุณ pheera

ที่เสนอว่า จิตคือ "ผู้รู้" นั้น ตรงกับความพยายามของผมที่นำเสนอความหมายเช่นเดียวกันนี้ครับ


แวะเข้ามาคุยกันเรื่อยๆนะครับ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 7 ส.ค. 2550 (14:58)

CPU ที่ทำงานควบคุมคอมพิวเตอร์ เทียบได้กับการทำงานของสมองของเราหรือไม่ ?

แต่ที่สำคัญ เราไม่อาจทำให้ คอมพิวเตอร์ หรือหุ่นยนต์ มีชีวิต มีจิตใจขึ้นมาได้

สมองกล ทำงานร่วมกับ สัญญาณ ข้อมูลต่างๆ

และตอบโต้(ทางกายภาพ) ตามเงื่อนไขที่โปรแกรมกำหนดไว้

สิ่งที่ สมองกล ขาดไปคือ "การับรู้อย่างมีอารมณ์ รัก ชอบ เกลียด ชัง " ขาด "การปรุงแต่ง" นั่นเอง

สมองกลจึงทำงานได้เท่าที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 7 ส.ค. 2550 (15:56)
คำถามที่น่าสนใจ ต่อประเด็นการทำงานของสมองก็คือ

คนบางคนที่มีความรู้ดี มีการศึกษาสูง มีไอคิวสูง ทำไม เมื่อประสบกับความผิดหวังมากๆ ประสบกับความทุกข์ หรือปัญหาชีวิต จึงเลือกที่จะทำร้ายตัวเอง หรือคนอื่น หรือทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ไม่ถูกต้อง

สมองของเขาทำงานผิดปกติหรือไม่ และผิดปกติได้อย่างไร

อะไรที่ทำให้กลไกของสมองเป็นเช่นนั้น ?

นี่บอกเราว่า มีอะไรที่ควบคุมหรือมีอิทธิพลต่อการทำงานของสมอง ใช่หรือไม่ ?!

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 17 ต.ค. 2550 (19:32)
จิตที่มีเหตุปัจจัยปรุงประกอบ

คือจิต ที่มีการเกิด ดับ จะกล่าวว่าคือจิตที่เนื่องด้วยขันธ์ก็ได้เพราะมันอาศัยขันธ์ห้าเป็นเหตุให้ เกิดตามอายตนะ ขันธ์ห้าคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สมอง ใจ

จิตที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงประกอบ

เป็นสภาวะจิตที่ไม่มีการเกิดดับ และไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีจิตเกิดขึ้น เป็นภาวะที่จิตหลุดพ้นจากขันธ์ห้า ผู้ที่จะเข้าใจจิตที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงประกอบนี้ต้องเข้าถึงสภาวะวิมุตติ หรือมรรคเสียก่อนดังนั้นในเรื่อง ความหมายของจิตในวิธีการฝึกสมาธิที่จะได้กล่าวต่อไป ก่อนถึงขั้นวิมุตตินี้ก็จะเป็นการกล่าวถึงจิตที่เกิดเนื่องด้วยขันธ์ห้า
เอก (IP:203.146.63.182)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 17 ต.ค. 2550 (20:44)
ผมคิดว่า ถ้าเปรียบกับสมองกล สมองกลน่าจะเป็นกลาง เพราะทำตามคำสั่งที่
โปรเเกรม ไม่อาจสร้างเจตนาด้วยตัวเอง

สัตว์ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ เจตนาของสัตว์ จึงถือเป็น เจตนาที่มีเเรงขับจากสัญชาตญาณของมัน ถ้ามัน หิว มันต้องฆ่าเพื่ออยู่รอด

เเต่มนุษย์ อย่างที่ว่า มีการปรุงเเต่ง ในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก เหตุผลสำคัญนั้นมาจากการที่มนุษย์มีสติปัญญาที่สูงกว่าสัตว์มาก สัญชาตญาณที่ถูกยกระดับโดยสติปัญญา จึงออกมาเป็นจิต ที่ถูกปรุ่งเเต่งด้วยอารมณ์เหล่านั้น ทำให้มนุษย์เเสดงออกต่างจากสัตว์โดยทั่วไป คือ สามารถ เป็นได้ทั้ง 3 อย่าง พร้อมกัน

1. มนุษย์พร้อมที่จะเป็นหุ่นยนต์ที่มีสมองกล ที่ถูกโปรเเกรม ให้ทำอะไรสักอย่าง โดยไม่คิด อะไร เช่น ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอยเเทน เเต่ในขณะเดียวกันก็สามารถฆ่าคนได้ โดยไม่ต้องคิดอะไรเช่นกัน
2. มนุษย์เราสามารถกลายเป็นสัตว์ได้เมื่อปล่อยให้ตนเองขาดสติ ปล่อยให้สัญชาตญาณ เข้าครอบงำ ในบางครั้ง ในบางกรณีที่มนุษย์ดื่มสุรา ทำให้มีพฤติกรรมเหมือนสัตว์ป่าคือ คิดไม่ได้ เเละ ไร้ เหตุ-ผล
3.เป็นมนุษย์ปกติ ที่มีระดับปัญญา สมดุลย์ กับ ระดับของสัญชาตญาณ ความชั่วก็ไม่มาก ความดี ก็ไม่เยอะ อยู่เเบบ ทัดทานซึ่งกันเเละกัน ซึ่งเป็นเเบบปกติของมนุษย์โดยทั่วไป
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 22 ต.ค. 2550 (11:21)
ข้อเสนอของคุณ yoshisuku มีสิ่งที่ต้องพึงระวัง

1) สมองกล เป็นเพียง ผลงานของจิตของมนุษ์เท่านั้น สมองกลจึงทำงานได้จำกัดเท่าที่คนเรา หรือผู้ที่สร้างได้ออกแบบไว้เท่านั้น

2) สัตว์ต่างๆเอง ก็มีคุณภาพของจิตแตกต่างกัน ตั้งแต่เชื่อโรค สัตว์เล็กๆในดิน ในน้ำ ไปจนถึงสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วัว ควาย ม้า ช้าง เป็นต้น

3) การมองว่า จิตของเรา สามารถถูกโปรแกรมได้ ทำให้คิดไปว่า จิตนั้นเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เหมือนสมองกล ... จิตสามารถโปรแกรมได้นั้น ต้องมีการฝึกอบรม มีการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีความเพียรในการฝึกปฏิบัติ... จะคิดเอาเอง รู้สึกเอาเองไม่ได้

4) สตินั้น เป็นคุณภาพจิต ตัวแรกที่สำคัญมาก ถ้าขาดสติ คนเราก็ทำได้ทุกอย่าง ที่เลวร้าย และน่าละอาย

5) เรื่อง "การเป็นมนุษย์ปกติ" นั้น เป็นคำที่ไม่ชัดเจน ... อย่างไรเรียกว่าปกติ อย่างไร เรียกว่าไม่ปกติ ... เรื่องนี้ต้องระมัดระวัง พิจารณาให้ดี มิเช่นนั้น จะพลอยเข้าใจว่า เราเองปกติอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องทำอะไร ... ก็เลยกลายเป็นอยู่ในความประมาท ไม่พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 22 ต.ค. 2550 (13:14)
อา...ที่คุณ matchguy ว่ามาประมาณมันก็คิดว่าถูกครับ เเต่มุมมองในการนำไปเปรียบเทียบในเเต่ละเรื่องอาจจะต่างกัน
เช่น ว่า เด็กที่ถูกเลี้ยงดูด้วยหมู่โจรตั้งเเต่เด็ก ก็จะถูกสั่งสอนว่า "การฆ่าคนเป็นเรื่องปกติ"
เขาเลยสามารถทำได้โดยไม่ต้องคิด ถ้าในเเง่นี้ การเลี้ยงดูโดยหมู๋โจร ก็เปรียบเมือนการโปรเเกรมให้เด็ก "เป็นหุ่นยนต์ที่ฆ่าคนโดยไม่ต้องคิดอะไร" ส่วนข้อ 2 ก็ไม่มีอะไร อย่างการดื่มสุรา ทำให้ขาดสติ อะไรที่ไม่กล้าทำโดยเฉพาะ เรื่องที่ไม่ดี จะเกิดขึ้นได้ เมื่อคนเราขาดสติ ในการควบคุม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี การกระทำจึงที่ออกมาจึงตกต่ำลง จากที่เคยเป็นคน ก็ดูเหมือน......ไป ข้อ 3 อืม..ก็ดูไม่ค่อยจะมีอะไร คงคล้ายๆกับว่า

1. สัญชาตญาณ คือ ลักษณะความต้องการโดยธรรมชาติของมนุษย์
2. ปัญญา คือ ลักษณะที่เห็นลักษณะความต้องการของสัญชาตญาณ เเละพิจารณา เเยกเเยะได้ ว่าอะไรดี ไม่ดี ควร ไม่ควร

เเละผลของ ทั้ง 1 เเละ 2 จะออกมาในลักษณะประนีประนอมที่สมดุลย์

เช่น เรามีข้าว 1 จานเเละกำลังหิวมาก เเละเผอิญมีคนไม่มีข้าวกินมาขอข้าวเรากิน
ถ้าเรายึดสัญชาตญาณเป็นหลัก เหมือนสัตว์ทั่วไป เราย่อมไม่ยอมเเบ่ง ให้เขาเเม้เเต่น้อย

เเต่เรามีปัญญา ปัญญาทำให้เราเเยกเเยะ เหตุ-ผล ว่าเราควรจะตัดสินใจอย่างไร
คนนั้นกำลังหิว เขามาขอเรากิน
เราก็กำลังหิวเหมือนกัน
เราอยากเเบ่งปันให้เขา เพราะ............อะไร อะไร
เเต่เราก็ต้องกินเพื่ออยู่รอด ( การเอาชีวิตรอด)
เลยเเบ่งให้เขาครึ่งจาน เพราะ.......อะไร.....อะไร
เเละเรากินครึ่งจาน เพราะเราก็ต้องเอาชีวิตรอด

ระหว่างการใช้ปัญญาพิจารณาถึง เหตุ-ผล กับความต้องการตามสัญชาตญาณ ออกมาในลักษณะที่หยืดหยุ่น ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

1. เราเเบ่งให้เขาก็เพราะ...................................................เเละสิ่งเหล่านี้มาจากการที่เรามีปัญญา

2. เเต่เราก็ต้องเหลือเก็บไว้กินเองด้วยเพราะ..........................เเละสิ่งเหล่านี้มาจากเเรงขับสัญชาตญาณ

พยายามเเล้วตอนนี้ได้เเค่นี้ครับสวัสดี
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 24 ต.ค. 2550 (15:45)
ไม่รู้ใครจะว่าอย่างไร

สำหรับผมแล้ว จิต คือ ภาวะหรืออารมณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อยู่ภายใน

เช่น จิตฟุ้งซ่าน จิตกำหนด จิตว่าง พูดง่าย ๆ เป็นได้หลากหลายรูปแบบ

ประเด็นสำคัญ คือ การเฝ้ามองให้ดูรู้ อยู่ปัจจุบัน รู้อะไร? ......รู้การเคลื่อนของจิต หรือ การแตกดับของจิต หรือ เหตุและผล (เพราะเหตุแบบนี้ จึงได้คิดแบบนี้) หรือ ใครจะพูดอย่างไรก็ได้แล้วแต่เราจะกำหนด

ผมจะเรียก จิต เป็น แมว เป็น หมา เป็น หมู ก็ได้ แล้วแต่จะสมมคิกัน

ให้เฝ้าดู เหตุ เฝ้าดูผล ( ในระดับการพิจารณา ธรรมในธรรม แล้วแต่ใครจะเรียก)

การเฝ้าดู ก็คือ สติ การเฝ้าดูรู้ทั่วคือ....สัมป...

ทำไม จิดจึงเคลื่อนจาก ศูนย์กลาง เพราะ ใจ ไม่สะอาด ใจไม่บริสุทธ์ ใจยังมีกิเลสอยู่

ดังนั้น การมองจิต เป็นเพียงกระบวนการให้รู้จัก ทุกข์ และ ทางที่ทำให้รู้จักทำให้ ใจ บริสุทธิ์

การสำรวจเพื่อให้เรารู้ จักจิตมากขึ้น ต้องไปดูที่ ไหน ....... ให้ไปค้นเอาเอง

บอกไม่ได้
phudit999 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 25 ต.ค. 2550 (11:42)

จิต ย่อมไม่ใช่ อารมณ์ หรือ อาการของจิต ไม่ใช่ พฤติกรรมของจิต

แต่หากเฝ้าดู อารมณ์ อาการของจิต หรือพฤติกรรมของจิต ด้วยใจที่เป็นกลาง

เราก็จะรู้จักจิต มากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่า เราจะเรียกสภาวะต่างๆ อย่างไรก็ได้ ... ชื่อเป็นเพียง สมมติบัญญัติ

แต่ที่ต้องระวัง คือ ความคิดของเรา คิดเมื่อไหร่ ปรุงแต่เมื่อไหร่ ก็จะเป็นสมมติที่ละเอียด ให้เราเข้าไปติด แล้วก็จะเกิดความรู้สึก เวทนา ที่ปรุงแต่ง เกิด กรรม เกิดการรับผลวิบากของกรรม ไม่ว่าจะเป็นทาง กาย วาจา ใจ ก็ตาม

จึงควรเฝ้าดู หรือเฝ้าสังเกต ผู้รู้ หรือ จิตนี้ โดยการฝึกสติ ให้อยู่กับความรู้สึกตัว ที่ไม่ปรุงแต่ง
ให้มีสติอยู่ในกาย หรือที่เรียกว่า กายาคสติ

ฝึกให้อยู่กับรู้สึกทางกายล้วนๆ ที่ไม่ใช่ความรู้สึกที่เป็นทาสของความคิด ไม่ให้ไปสนใจ หรือหลงไปกับความคิด คิดแล้วให้รู้ แล้วปล่อย ให้กลับมาอยู่กับความรู้สึกล้วนๆ เท่านั้น

เป็นผู้สังเกต ไม่เป็นผู้เล่น ไม่ตัดสิน ไม่วิพากษ์วิจารณ์

หากจะพิจารณา ก็ทำได้ แต่อย่าเข้าไปยินดี ยินร้าย
รู้ ให้เพียงรู้เท่านั้น แล้วปล่อยไป ไม่เอามายึดว่าเรารู้ หรือใครรู้

รู้ เป็นพยานของตัวเราเอง รู้สภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างที่เป็นจริงตามธรรมชาติ

มีสติ อยู่กับการรู้สึกเช่นนี้ ทำให้มาก ให้บ่อย และต่อเนื่องกัน

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 11 พ.ย. 2550 (07:57)
เพิ่มเติมคุณ MathGuy สักหน่อย

คุณ MathGuy อธิบายได้ดีแล้วครับ

โดยปกติแล้วการมีสติอยู่กับ กายาคสติ เป็นเพียงเบื้องต้น (ผมขอเพิ่มเติมจาก คุณ MathGuy)

และปกติแล้ว กิเลสที่เข้ามาหรือเกิดขึ้น ภายในแล้ว จะมีตัวเชื่อมอยู่

ตัวเชื่อมเหล่านั้นคือ ตา(มอง) หู(ฟ้ง) ลิ้น(รส) จมูก(กลิ่น) กาย(สัมผัส) ใจ(ความบริสุทธิ์)

ไม่ว่าจะเป็นต้ณหา หรือ กิเลส ที่เกิดขึ้น มักจะผ่านสื่อเหล่านี้ ดังนั้นสิ่งที่ควรเฝ้าระวังอย่างมากคือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก ของตนเองให้ดี

ตัณหา ที่กล่าว ไม่ได้หมายถึง ความกำหนัด ในราคะ ไม่ แต่หมายถึง ความอยาก ความไม่อยาก อยากมี อยากเด่น อยากชนะผู้อื่น

ถามว่าใน ปัจจุบัน ที่เกิดอารมณ์ไม่เป็นกลาง หรือ จิตฟุ้งซ่าน ( อะไรก็แล้วแต่ที่คุณ MathGuy จะเรียก) เมื่อใจ ไม่บริสุทธ์หรือเป็นปกติ ไม่เป็นกลาง จะหมายถึง การถูกครอบด้วย ตัณหา หรือ กิเลส หรือ การมีตัวตน หรือ อัตตา นั่นคือ ความไม่บริสุทธิ์ ดังนั้นจะเป็นฐานหรือปัจจัยทำให้ จิตเกิดการเคลื่อนไหว ออกจากจุดศูนย์กลาง เอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง

เมื่อมีความอยาก เกิดขึ้น การก่อภพก่อชาติ มากมาย ตัวอย่างเช่น.... เมื่อมีความอยากเอาชนะใครคนหนึ่ง หมายถึง เรากำลังมีโทสะ มีโมหะ ตามมาด้วย นี่และคือการสร้างภพ สร้างชาติ เกิด ขึ้น ..... สร้างอย่างไร? ..... ขณะที่เรากำลังจะตายแต่ เราคิดดี และเมื่อตายไปแล้ว กลายเป็นเทวดาบนสววค์ .....ภพภูมิที่เราเกิดคือสวรรค์

ในทำนองเดียวกัน หากเราคิดไม่ดี นั่นหมายถึง เรามีภพ ที่เราได้สร้างไว้แล้ว หากเราตายขณะนั้น เราก็จะได้ไปที่ ภพที่เราได้สร้างไว้(กำหนดไว้) ในปัจจุบัน

และทำไมผมจึงกล่าวว่า....จึงก่อภพก่อชาติมากมาย ..... เพราะว่า จิตเกิดดับ เกิดดับ ต่อเนื่องกันตลอดเวลา .... หากเรามีสติ และ หยุดความคิด หยุดความไม่บริสุทธ์ หรือ อยู่กับความปกติของจิต(นิ่ง) สร้างความบริสุทธ์ให้เกิดขึ้นกับใจตนเอง(มั่นดูใจของตนเองให้แยบคายมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น) แล้ว หมายถึง เราบันทอนหรือหยุด การก่อภพ ก่อชาติ ได้มากขึ้น

ดังนั้น การดู อายตนะต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเว้น ในการนำมาสร้างสติ

มั่นตรวจดู ความบริสุทธิ์ อย่าได้ละเว้น เพราะ หากยังไม่บรรลุเป็นอรหันต์ เราสามารถนำ ขันธ์ 5 (เวทนา สัญญา วิญญาณ ...) เหล่านี้ นำไปปฏิบัติบนสวรรค์ต่อไปได้อีก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ จำแนกแยกแยะ ให้เราเห็นว่า มีอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา
ให้เราเข้าใจเท่านั้น แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง จะเชื่อมโยงกัน ดังนั้น จะแยกการพิจารณาเป็นส่วน ๆ แยกพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ เช่น ดูเฉพาะ กาย อย่างเดียว ไม่ได้ หรือ ดูที่ ใจ อย่างเดียวไม่ได้ เราจะต้องบูรณาการด้วยตัวเอง ความสมดุลของเราอยู่ตรงไหน ต้องมองให้ออก ดูภาพรวม ......การเฝ้ามองที่ยิ่งๆ ขึ้นไปคือ มองให้เห็นว่าสิ่งนี้เกิดมีผลทำให้อะไรเกิด ต่อไป

เพราะบางคนบอกว่า ให้ดูปัจจุบัน ... จะดูอะไร?... ดูตามที่ผมว่านั่นแหล่ะ พยายามมองให้เห็น การเกิด ดับ ให้ได้ หรือรู้ทัน การเกิดดับ อะไรเกิด อะไรดับ และ เกิดอะไรตามมา และ อะไรดับตามมา ( อย่าลืม ไม่ควรไปกระโดดโลด เต้น กับสิ่งที่เกิด หรือ ดับ ) สิ่งที่เกิดเป็น โทสะ เป็นโมหะ เป็นโลภะ หรือไม่ แบบนี้แหละ คือ การพิจารณาความบริสุทธิ์ของตน เมื่อรู้แล้วให้หยุด ให้วาง (ตามที่คุณ MathGuy ที่กล่าวไว้ ) แบบนี้แหล่ะ คือการชำระ ใจ ตัวเอง ทำให้มาก ทำให้บ่อย อย่างต่อเนื่อง ดังตามที่ คุณ MathGuy กล่าว

( ถ้าจะให้ดี ควรศึกษา เรื่อง รูป นาม ให้ชัดเจนด้วย ว่าเป็นอย่างไร? ... อะไรคือนาม ...อะไรคือรูป.... )

แม้ว่า ใจ จะเป็นนาย ของ กาย ก็จริง แต่เราจะ ทิ้งกาย ไม่ได้ เพราะ กาย เป็นถือว่าเป็นเครื่องมือหรือ ฐานให้ ใจ ได้เรียนรู้ (ทุกข์) เมื่อเทียบกับเหล่า โอปาติก ได้เปรียบมากกว่า เพราะเรายังมีสุข และทุกข์

เพราะ โอปาติก มีแต่สุข หรือ มีแต่ทุกข์

ยกตัวอย่าง สุขที่เกิดจากการนอน ถือว่ามีความสุข เมื่อมีความสุข ย่อมหลงไหลในความสุข(หลับไหลอย่างขาดสติ) ซึ่งจะทำให้เรา ย่อหย่อนต่อการปฏิบัติธรรม

ตัวอย่างที่ 2 ทุกข์ที่เกิดจากการปวดต้องการถ่ายอุจจาระ ถือว่าทุกข์ และทุกข์อย่างมาก จนกระทั่ง ไม่มีสมาธิจิตต่อการปฏิบัติธรรม
phudit999 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 11 พ.ย. 2550 (13:22)
จุดเด่นเเละความสำคัญ ของจิต ผมคิดว่าถ้าลองเปรียบเทียบคุณสมบัติ กับ อวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกายดู

จิตมีคุณสมบัติเด่นอย่างหนึ่งคือ มันสามารถรับรู้ตัวมันเองได้ เมื่อมีการฝึกการควบคุมในระดับหนึ่ง

เเต่ประสาทสัมผัสอื่นๆทำไม่ได้

ตา ตาใช้รับข้อมูลจากเเสงที่ตกกระทบวัตถุ เเปลงเป็นไฟฟ้า ส่งเข้าเเปลผลในสมอง
เเต่ตา ไม่สามารถเห็น ตัวมันเอง หรือ รับรู้ตัวมันเองได้ มันทำได้เเค่ "เห็น" สิ่งอื่น เเต่มันไม่มีวัน จะ "ตัวมันเอง" ตาจึงเป็นสิ่ง ที่เปลี่ยนไปตามสภาพที่มันรับ เปลี่ยนไปตามสิ่งที่เข้ามากระทบกับมัน ไม่สามารถควบคุมได้

จมูก ไว้ดมกลิ่น ก็เช่นกัน มันมีไว้เพื่อรู้จักทุกสิ่งภายนอก รับทุกอย่างเข้ามา ยกเว้นตัวมันเอง จมูกจะไม่รู้จักกลิ่นของมันเอง เพราะหน้าที่ของมัน คือ รับกลิ่น ทุกกลิ่น ที่เข้ามากระทบกับมัน มันไม่สามารถรูตัวมันเองได้ มันเเค่รับข้อมูลเข้ามาเเล้วส่งผ่านอีกที

เเต่จิตนั้นไม่ใช่ จิตนั้นนอกเหนือจะรับรู้ตัวมันเองได้เเล้ว ยังสามารถควบคุม หรือ เปลี่ยนเเปลง ข้อมูลที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสได้ เช่น
ข้อมูลจากประสาทสัมผัสที่เข้ามาอย่างหนึ่ง จิตสามารถ ทำให้ ข้อมูลที่เข้ามานั้น เป็นได้ตั้งเเต่ เรื่องที่ดี มีความสุข ที่สุด จนกระทั่ง กลายเป็นเรื่องไม่ดี ทุกข์ที่สุดได้ เช่นกัน ตรงนี้อาจจะเรียกว่าการถูกปรุงเเต่ง

เพราะจริงๆเเล้ว ข้อมูลที่ผ่านเข้ามานั้น จริงๆจะมีลักษณะเป็นกลางเสมอ เเต่จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงเเต่ง จนเกิดเป็นการกำหนด ให้ค่าบวก ค่า ลบ กับมัน เเละ " เป็นไปตามนั้นจริงๆ" สำหรับคนปกติ มันจะกลายเป็นการวางเงื่อนไข ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเเละเกิดขึ้นโดยอัติโนมัติ เเต่สำหรับคนที่มีการฝึกฝนจิตมาบ้าง เงื่อนไขตรงนี้จะมีความเเตกต่างเกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไป
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 11 พ.ย. 2550 (15:59)
ไม่รุ
เด็กแสบ (IP:203.155.230.217)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 12 พ.ย. 2550 (09:38)
(เพิ่มเติม ข้อคิดเห็นของคุณ yoshisuku)

เอาให้ถึงที่สุดแล้ว เราต้องเห็นไปให้ถึง "อนัตตา"

จิต นั้น วิจิตรมาก คือ ฉลาดและเก่งมาก แต่เป็นไปได้ทั้งในด้าน กุศล และ อกุศล

แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือ การพ้นไปจาก ทั้งดีทั้งชั่ว ... เป็นจิตอุเบกขา ไม่ปรุงแต่งด้วยความยึด ความหลงอีกแล้ว เป็นสติที่รู้ตามจริง 100% ไม่มีอะไรเจือปน รู้ชนิดที่เป็นปัญญาอย่างแท้จริง

( สติ 100 % จะพัฒนาไปสู่ปัญญา 100 % และทำให้โมหะหรืออวิชา กลายเป็น 0% ความยึดมั่น ความหลงต่างๆ ก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย .... ถึงตอนนี้ จิตเข้าสู่ความเป็นอนัตตา เป็นจิตของพระอริยะ ... ความเป็นเรา ของเรา หายไปอย่างสิ้นเชิง ... เปลี่ยนเป็นมนุษย์ที่เรียกว่า อริยวงศ์ ... ไม่เป็นผู้ที่ต้องไป ต้องมา ต้องห่วงกังวลอะไรอีก ... หากสังขาร หรือร่างกายยังคงสภาพอยู่ ก็ใช้เพื่อทำประโยชน์อันสูงสุด มีเมตตาธรรมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เป็นผู้พ้นภัย จากภัยทั้งหมด ... ไกลจากทุกข์ จากกิเลส อย่างสิ้นเชิง!)


ขณะนี้ ความเป็นตัวตนของเรามีอยู่มาก กิเลสของเรามันปกคลุมอยู่แน่นหนามาก
จะคิด จะรู้สึกอะไร ... ก็เป็นตัวเป็นตนของเราทั้งนั้น

ร่างกายมันทุกข์ มันเจ็บปวด ... เราก็ไปยึดเอาว่ามันเป็นร่างกายของเรา ทนไม่ได้ ไม่พอใจ อยากหลีกหนี ... ทั้งที่เราไม่สามารถหนีมันได้เลย ... อาจจะบรรเทา ผ่อนคลาย รักษา ให้เป็นปกติ ได้ชั่วครู่เท่านั้น ... จริงๆแล้ว เรารักษา ให้เป็นตามใจของเรา อยากจะให้สุข ให้สบาย อยู่เสมอๆนั้น ทำไม่ได้เลย ( ทำไม่ได้ด้วยความอยากของเรา ... แต่สามารถทำได้ด้วยปัญญา ... ที่ต้องทุกข์ตามธรรมชาติของเขา มันก็ต้องทุกข์อยู่อย่างนั้น ... หากแต่ใจที่มีสติปัญญา จะไม่เข้าไปยึด ไปทุกข์ด้วยความถือว่าเป็นของเรา)


และขอเสริมคุณ Phudit999


จริงๆ เรากล่าวว่า ริ่มต้นฝึกสติที่กายของเรา คือ มีสติในกาย
แต่เมื่อปฏิบัติดูแล้ว

เราจะสังเกตเห็นทั้ง กาย เวทนา จิต และ ธรรม ไปทั้งหมดพร้อมๆกัน
เพราะทั้งหมดนี้ต่างเกิดอยู่ด้วยกัน ... หากแต่กาย และเวทนาทางกายนั้น เราสามารถดู กำหนดพิจารณาได้ง่าย ... แต่ขณะที่ดูนั้น มันก็ไปถึง จิต ถึง ธรรม เลยทีเดียว

การทำงานของจิต ที่สำคัญ ก็คือ ความคิด นั่นเอง ตอนที่ฝึกดูใหม่ๆ จะไปดูจิต(ความคิด)เลย อาจจะทำได้ลำบาก ... จึงให้เพียงรู้ว่าคิด แล้วให้ตัดความคิดลงตรงนั้น ให้มาอยู่ที่ กาย ที่ความรู้สึกแทน

แต่สักพัก กายและเวทนา ก็อาจจะเป็นเวทนามี่รุนแรง บีบคั้น เช่นการเจ็บปวดเมื่อย ...
ทีนี้เราต้องเอา ความคิดพิจารณา เอาอุบายเข้าช่วย

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ จิต ยังไม่มีที่ยึดเกาะที่ดีนั่นเอง ... เมื่อมีการกระทบที่รุนแรงมากๆ

สติปัญญาที่ยังมีอยู่น้อย จะสู้กำลังของกิเลส คืออวิชชาและความหลงไม่ได้

ความหลงอันหนึ่งที่สำคัญคือ การหลงในกายเรา หลงไปยึดว่า อาการเจ็บนั้นเป็นของเรา

ต้องกำหนดอุบาย ให้คลายจากกความหลงเข้าไปยึดนี้ให้ได้


แต่หากจิตมีสมาธิเกาะอยู่ที่ๆเป็นกุศลเช่น ที่ลมหายใจ(อานาปานสติ)... การกำหนดลมหายใจให้ถูกต้อง ก็จะคลายเวทนาทางกายได้

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 13 พ.ย. 2550 (18:09)
สาธุ
คริสตัล เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 628 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 202 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 17 พ.ย. 2550 (17:32)
ถ้าพูดถึงในเรื่องของจิต อีกประเด็นหนึ่งที่คิดเอาเองว่าอาจจะเป็นไปได้คือ จิต กับ สิ่งมีชีวิต อาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน ในเเง่ของการเปลี่ยนเเปลงของสสาร ไปเป็นสิ่งมีชีวิต จิตอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ในฐานะของสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต เเละในขณะเดียวกันก็ยังพิสูจน์ได้ยากที่สุดเช่นเดียวกัน ซึ่งบางที ถ้าเราสามารถค้นพบความสัมพันธ์ของมัน จนนำไปสู่คำตอบว่า

"สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร"

เมื่อนั้น คำตอบของเรื่อง จิต ก็อาจจะถูกเฉลยพร้อมกันได้ในครั้งเดียว
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 19 พ.ย. 2550 (08:42)
คำถาม : "สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร"

กับ

คำถาม : "ชีวิตที่เรามีอยู่แล้วนี่ จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้ดีที่สุดได้อย่างไร"

คำถามอันไหนที่เราควรจะใคร่ครวญพยายามหาคำตอบ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 19 พ.ย. 2550 (14:52)
ขอตอบนะครับ
จิตคืออะไร ตอบ ไม่รู้
จิตสำคัญอย่างไร ตอบ ไม่รู้
ปล่อยมันไปตามธรรมชาติของมัน จิตเป็นอย่างไรคืออะไรบอกกันลำบาก
ผมคิดอย่างนี้นะครับ
SaLaSs เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 313 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 1 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 22 พ.ย. 2550 (14:54)
อืม..ผมคิดว่าในกรณีนี้ ถ้าตามอย่างที่คุณ mathguy ว่ามา เราน่าจะเเบ่งการศึกษาเรื่องนี้ออกเป็น 2 เเนว คือ

ในฐานะที่เราเกิดมาอยู่บนวิถีทางของสิ่งมีชีวิต หมายถึง "เรากำลังศึกษาในสิ่งที่เราเป็นอยู่" โดยเฉพาะในเรื่องของผล ที่ตามมาจากสิ่งที่เราเป็น

เช่น เราเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต เราเกิดเป็นคน เเล้ว เหตุที่เป็นที่มาก่อนนั้น เราไม่จำเป็นต้องศึกษา เพราะถึง "รู้" ถึงเหตุนั้นได้ มันก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนเเปลง สิ่งที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้ได้ คือ เเม้เราจะรู้ว่าชีวิตเกิดมาจากอะไร มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราได้ในชีวิตนี้ ยกเว้นว่า เราจะสามารถเห็นความสัมพันธ์ที่ไกลกว่านั้น เช่น ถ้ารู้ว่าเกิดได้อย่างไรเเล้ว ก็อาจจะรู้ไปถึงว่าทำยังไงถึงจะไม่เกิดอีก ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้น่าจะสัมพันธ์กับเรื่องของจิต

สรุปเเล้ว ถ้าเราศึกษากำเนิดของชีวิต ในฐานะที่มันเป็นเหตุ เราก็ต้องไปดูที่ผลของมัน คือ ผลที่ตามมาในฐานะที่เราเกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิต เกิดมาเป็นคนเเล้ว เช่น เรื่องปัญญา ความดี ความทุกข์ จุดมุ่งหมาย การบรรลุ ศีลธรรม ต่างๆ
เเต่ถ้าเรามองกำเนิดของชีวิต ในลักษณะของผล คือ ชีวิตเป็นผลมาจากอะไร? เราก็ไปศึกษาที่ตัวเหตุ อีกทีหนึ่ง ส่วนคำตอบการศึกษาในกรณีนี้ น่าจะได้ 2 เเบบ คือ
1. ไม่มีสิ้นสุด เเละ ไม่มีประโยชน์ ยิ่งค้นยิ่งเจอยิ่งซับซ้อน ไม่สามารถนำสิ่งที่ได้มาเเก้ไข หรือ เปลี่ยนเเปลง ชีวิตที่เป็นอยู่ได้
2. พบความสัมพันธ์ กับเรื่องที่ไม่เคยค้นพบ หรือคาดไม่ถึง เเละ ทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลง ที่มีผลทั้งร่างกายเเละจิตใจของมนุษย์ เช่น เมื่อรู้เเล้วชาวโลกทุกคนอาจจะหันมาปฏิบัติเพื่อละกิเลสกันหมด เป็นต้น
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 5 ม.ค. 2551 (15:47)
ขณะนั่งรอ หยิบหนังสือของท่านพุทธทาสขึ้นมาอ่าน

ได้เกร็ดความรู้(ที่สำคัญ)เกี่ยวกับคำว่า จิต มโน และวิญญาณ

1) จิต ใช้เรียกเมื่อ เกิดความคิด นึก ปรุงแต่งต่างๆ (ทำงานร่วมกับสมอง สัญญา(ความจำ))

2) มโน ใช้เรียกเมื่อ เกิดความรู้สึก (เวทนา)... มโน ตัวนี้ น่าจะตรงกับคำสามัญว่า ใจ

3) วิญญาณ ใช้เรียกเมื่อ รับรู้การกระทบต่างๆ (ทำงานร่วมกับระบบประสาท)

แต่ทั้งหมดนี้ ให้พิจารณาว่าเป็นสิ่งอันเดียวกัน ที่อาจจะมีลักษณะ ขณะหนึ่งๆ ปรากฏว่าแตกต่างกัน

แม้แต่กายกับใจ หรือรูปนาม ก็ให้พึงพิจารณาว่าเป็นสิ่งอันเดียวกันอยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกัน
ถึงแม้ว่า ใจจะเป็นประธานก็ตาม ... การพิจารณาร่วมกัน จะทำให้เข้าใจธรรมชาติตามที่เป็นจริงได้มากกว่า
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.