วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
"เนื้อหาในส่วนนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปอ้างอิง"
"กรุณาลงข่าวประชาสัมพันธ์ของท่านใน vService"

จิต คือ อะไร และ จิตนั้น สำคัญอย่างไร ?
โพสต์เมื่อ: 22:49 วันที่ 31 ก.ค. 2550         ชมแล้ว: 3,204 ตอบแล้ว: 51
จากกระทู้ที่ถามว่า ปัญญาคืออะไร เป็นอย่างไร ?
และกระทู้ที่ถามว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร?

ก็เห็นสมควรว่า เราควรจะพิจารณาคำถามนี้ไปพร้อมกันด้วย ... ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญมากๆไม่แพ้กัน

" จิต คือ อะไร และ จิตนั้น สำคัญอย่างไร ? "


ก็ขอเชิญชวนผู้สนใจ ได้ช่วยกันแสดงแนวคิด ทัศนะต่อคำถามดังกล่าวร่วมกันครับ

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 49 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- 3|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 1 ส.ค. 2550 (19:42)
#8
เราใช้ความคิดค้นหาความหมายของจิตโดยเราใช้ปัญญาและสมอง ไม่เกี่ยวกับจิต
GEF (IP:124.121.20.199)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 1 ส.ค. 2550 (19:58)
ตอบความเห็นเพิ่มเติมที่ 10
ถามต่อไปว่า ถ้าร่างกายไม่มีชีวิต (ไม่มีจิต) สมองยังคงอยู่ดี มันจะคิดอย่างไร ปัญญาหน้าตาเป็นอย่างไร ในเมื่อร่างกายไม่มีชีวิตแล้ว ปัญญาจะคิดค้นความหมายได้อย่างไร
ความจริง มันคือ การนิยามคำให้แจ่มแจ้ง เมื่อเข้าใจความหมายได้มากแล้วว่า อะไรคือรูปธรรม อะไรคือนามธรรม
ในทางพุทธ รูปธรรม คือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วน จิต เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ วาดให้ดู ทุกคนก็พยายามวาดให้เหมือนคน หรือดวงวิญญาณ(พยายามเข้าข้างคนหรือเชื่อตามกันแบบนั้น) จิต สามารถควบคุมร่างกายได้ และไม่ได้ ตามแต่กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรียบ ตามแต่อายุขัย ตามแต่ฝูงชน,สัตว์ที่ลุมทำร้าย ตามแต่จะเกิดอุบัติเหตุ ตามแต่ภัยธรรมชาติ
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 1 ส.ค. 2550 (20:11)
ตอบ#11
เราก็ไม่สามารถคิดได้เนื่องจากไม่มีจิต
GEF (IP:124.121.27.105)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 2 ส.ค. 2550 (09:16)
เมื่อวาน ผมกลับไปพิจารณาดูอีกที ทำใจให้เปิดกว้างขึ้น

ก็ให้มีความรู้สึก(นึกคิด) ว่า การมองว่า จิต คือ "เรา" ของคุณ GEF นั้นก็มีประเด็นที่น่าสนใจ

เมื่อเราตื่นขึ้นมา ก็จะรูสึกถึง "ความเป็นตัวของเรา" ขึ้นมาทันที

ขณะที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้ เราต่างก็กำลังใช้ "ความเป็นตัวของเรา" กระทำสิ่งเหล่านี้

................................................................................

และอาศัยจากข้อมูลความรู้ ทัศนะของคุณ good&bad

สิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณาก่อนคือ ความเป็นนามธรรม และรูปธรรม

- รูปธรรม ก็คือ ร่างกายส่วนที่เราจับต้องได้ทั้งหมด
- นามธรรม ก็คือ ส่วนของการนึกคิด(ปรุงแต่ง)ต่างๆ

ผมอยากจะแยกออกมาอีกส่วนหนึ่งคือ "ความรู้สึก" และ "อารมณ์"

ความรู้สึกและอารมณ์นี่ จะว่าเป็นรูปธรรมก็ไม่ชัด จะว่าเป็นนามธรรมก็ไม่ชัดอีกเช่นกัน

( มันจับต้องไม่ได้ก็จริง แต่มันรู้สึกได้ ! )


คำถามนี้สำคัญมาก

... ความรู้สึก และ อารมณ์ ต่างๆนี้ใช่หรือไม่ ที่เป็นการสะท้อนการทำงานของ "จิต" ที่อยู่กับ
"ร่างกาย" ของเรา ?!

... ความรู้สึก และ อารมณ์นี้ ต่างๆนี้ใช่หรือไม่ ที่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด "เรา" เกิด "(ความรู้สึก ความเข้าใจว่าเป็น)ตัวตนของเรา" ?!

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 3 ส.ค. 2550 (02:32)
จะบอกว่าผมรู้สึกว่า "มีมากกว่า1จิตในร่างเดียวกัน" นี่บ้ามั้ยครับ?
GEF (IP:124.121.27.71)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 3 ส.ค. 2550 (12:11)
ตอบความเห็น 15
เท่าที่ทราบ ไม่บ้า เพราะเห็นว่ายังคุยได้อยู่ เพียงแต่GEFรู้สึกฟุ้งซ่าน และไม่ทราบว่า อะไรเรียกว่า จิต หรือดูหนังมากไป (เบิ้ลเอ เบิ้ลบี) การดูละคร โขน หนัง การละเล่น บางครั้งก็ทำให้สติฟุ้งซ่านได้
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 3 ส.ค. 2550 (15:13)
คือ 1ร่างต้องมี1จิตใช่เปล่าครับ
GEF (IP:124.121.17.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 4 ส.ค. 2550 (17:14)
ใช่ และไม่ใช่

แต่ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไร

ลองดูตัวอย่าง

1.คนบ้า ก่อนบ้า เดิมคุยกันรู้เรื่อง หลังจากเป็นบ้าแล้ว คุยไม่รู้เรื่อง


2.มีอยู่โรคหนึ่ง เคยดูในในทีวี มีพฤติกรรม 2 แบบในร่างเดียว คล้าย ๆ กับ เบิ้ลเอ เบิ้ลบี หรือในเรื่งอไอ้แมงมุม ภาคแรก พ่อของเพื่อนมีนิสัย 2 แบบ ซึ่งเชื่อว่า เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นกับคนน้อยมาก

3.คนถูกผีเข้าสิง หรือถูกจิตวิญญาณอื่นเข้าสิง (ไม่ทราบว่าจริงหรือหลอก) เสมือนหนึ่งร่างหนึ่งมีหลายจิต

4.คนทรงเจ้า คือ คนที่ตั้งใจ เต็มใจ ให้จิตวิญญาณหรือผี เข้าร่างตนเอง เรื่องแบบนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยอยากรับรู้เสียเท่าไร แต่ก็เคยพบเคยอ่านมา บางครั้งก็แสร้งทำว่า มีเจ้าเข้าประทับร่างจริง ก็ไม่ขอกล่าวถึง

5.เจ้าชายนิทรา เจ้าหญิงนิทรา คือ มีร่าง ดูเหมือนมีชีวิต แต่นอนอย่างเดียว ไม่ไปไหน แบบนี้เสมือนหนึ่ง จิตหมดสภาพ หรืออาจเรียกว่า ไม่มีจิต ก็ได้

6.คนที่ความจำเสื่อมชั่วคราว หรือถาวร เนื่องจากได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง

7.คนป่วยบางโรค ที่กำลังใกล้ตาย บางครั้งจำใครไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ยังคุยกัน ดี ดี อยู่ ดูเหมือน ระบบประสาทเสียไป หรือเหมือนจิตผู้อื่นมาพูดคุยกับเรา
จะเห็นว่า เรื่องแบบนี้ ข้าพเจ้าตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ว่าเป็นจิตเดิม หรือจิตใหม่ หรือสภาพสมองเสียไปแล้ว จึงคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าสมองยังเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ สิ่งแรกต้องรีบให้ทำ คือ ให้ไปบวชพระ ศึกษาธรรม ทันที เพราะหมือนได้เกิดบนโลกใบใหม่

ส่วนกรณีที่คนเข้าไปหาเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องของเทพเจ้า เรื่องของการแสดงอิทฤทธิ์ เหล่านี้ มีความเห็นว่า ไม่ควรศึกษา เพราะถ้าควบคุมไม่ได้ ร่างกายและจิต จะไม่จับคู่เดิมก็ได้ ในทางศาสนาพุทธ ถือว่า ยังหลงทาง มีอวิชชา คือ ไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจ พุทธศาสนาเลย ยังหลงอยู่กับ การช่วยผู้คนในเรื่องต่าง ๆ หลงอยู่กับอิทธิฤทธิ์ปฎิหารย์ หลงในลาภหรือคำสรรเสริญ
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 6 ส.ค. 2550 (08:39)
ผมมองว่า "จิต" ที่อยู่กับการประชุมกันของร่างกายเรานี้ เป็นกระแสที่ต่อเนื่อง

และในแต่ละขณะที่รวดเร็วมากๆ เราจะเรียกว่า เป็น 1 ดวงจิตก็ได้

แต่ดวงจิตนี้ จะเน้นพฤติกรรมการเกิดดับของจิต ตามการกระทบ หรือตามการรับรู้อารมณ์ของจิต


ผมเสนอว่า การมองในลักษณะของ กระแสการสืบเนื่องของจิต พฤติกรรม หรือการทำงานของจิต จะทำให้เราเข้าไปรู้จักกับ "จิต" ได้มากขึ้น

เพราะตามคำพระนั้น

"จิต" เป็นเพียงคำสมมติ ที่ใช้เรียก สิ่งที่รับรู้อารมณ์ รับรู้การกระทบ จาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(ความคิด) ของตัวเรา


ถ้าตัวรู้นี้ทำงานผิดเพี้ยน เราก็จะเสียสติ เสียจริต เพี้ยน เป็นคนบ้าไปได้

ถ้าร่างกายที่ตัวรู้นี้อิงอาศัยอยู่ ถูกกระทบอย่างรุนแรง เสียสติ(ทางกายภาพ) เจ็บป่วย หรือได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง เจ้าตัวรู้ที่ว่านี้ ก็เจ็ปป่วยไปด้วย


" กายกับจิต(ตัวรู้อารมณ์) ต่างอาศัยกันในชีวิตของเรา อยู่ด้วยกันอย่างแนบแน่น ... จนคนส่วนใหญ่ อาจจะแยกแยะออกจากกันไม่ได้ ... การฝึกสมาธิในขั้นต้นอย่างจริงจัง จนได้รับความสงบ จะรู้จักความสงบกาย ความสงบใจ ... และรับรู้ถึงสภาวะที่ เรียกว่า แยกกายกับจิตใจออกจากกันได้ ... เห็นชัดว่า จิต นั้นสามารถอบรมฝึกฝนให้ดี เพื่อที่จะรู้เท่าทัน ฝึกบังคับ การรับรู้อารมณ์ทางกาย และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปได้ .... อันนี้จะเชื่อมโยงกับเรื่อง นิวรณ์ 5 อย่างชัดเจน "

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 6 ส.ค. 2550 (11:33)
ถ้ามองลึกเข้าไปในส่วนย่อย จะพบว่า เรื่องของจิตนั้น เกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ มากมาย ถ้ามองในภาพรวม คิดว่า

จิต คือ ตัวเเทนของความ "มีอยู่" ของคน คือ ตนเอง"มีอยู่" นำมาสู่ สิ่งอื่น "มีอยู่" เเละสุดท้าย นำมาสู่ ทุกสิ่ง "มีอยู่"
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 299 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 6 ส.ค. 2550 (14:18)
คุณ yoshisuku มองคล้ายๆกับคุณ GEF ที่มองว่า "จิต" คือ "เรา" ตัวของเรา การมีอยู่ของตัวของเรา

ส่วนภาพที่ผม และคุณ good&bad มองนั้น จะชี้ชัด ความเป็น "เรา" หรือ การมีอยู่ของตัวเรา

แยกแยะออกเป็น ส่วนที่เป็น รูปธรรม และ นามธรรม


และจะเรียกส่วนนามธรรม ที่ไม่ใช่กายของเรา แต่เป็นตัวที่ทำให้รู้ว่ามีตัวของเราว่า "จิต"



ส่วนการมีอยู่ของสิ่งอื่นๆนั้น ก็จะเกิดขึ้น มีขึ้น ผ่านการมีอยู่ การรับรู้ของของจิตของเรานั่นเอง
( เช่น เกิดขึ้นจากการคิด เชิงนามธรรมของจิตของเรา)
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 6 ส.ค. 2550 (14:23)

แม้จะมอง "เรา" ในภาพรวม ก็ควร แยกมองเป็น

1) ส่วนที่เป็นรูปธรรม

2) ส่วนที่เป็นนามธรรม

และขอเสนอให้พิจารณาเพาะส่วนที่เป็นนามธรรมเท่านั้น ที่จะสมมติเรียกว่า "จิต"

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 6 ส.ค. 2550 (18:22)
ป่วยการเปล่า ๆ ที่จะไปศึกษาเรื่องแบบนั้น
ข้าพเจ้าเพียงแต่ยกตัวอย่าง เพื่อให้ทราบว่า 1ร่าง อาจไม่ใช่ 1 จิต เช่น ร่างกายที่ถูกผีสิง หรือเซียน เทพเทวดามาสิง
ท่านอาจารย์MathGuyกล่าวว่า "กายกับจิต(ตัวรู้อารมณ์) ต่างอาศัยกันในชีวิตของเรา อยู่ด้วยกันอย่างแนบแน่น" ข้าพเจ้ารู้สึกชอบในประโยคนี้ และทำให้รู้สึกว่าตนเองจะแยกประเภทไปทำไม และทำให้รู้สึกฟุ้งซ่านว่าอยากจะแยกอีกประเภท คือ สิ่งที่ผสมผสานจากกายและจิต (ไม่รู้จะเรียกอะไรดี) เป็นประเภทที่สาม คือมันกึ่งกายกึ่งจิต แต่ก็ไม่อยากฟุ้งซ่านต่อไปอีก
อย่าลืมว่า เป้าหมายเดิม คือ นิพพาน...... คือ ทำอย่างไรให้ จิตสูญไปด้วย(เป้าหมายของนิพพาน) ในเมื่อกายสูญไปแล้ว
เช่นนี้ เราคงไม่ต้องเสียเวลา อธิบาย ให้ความหมาย ว่า จิต คืออะไร เพราะเมื่อกล่าวมากไป เราจะเข้าค่าย นักปรัชญา คือ คบคิดเรื่องของคำว่า"จิต" ไม่รู้จบ
สรุป คน มาจาก ร่างกาย(ธาตุดินน้ำลมไฟ มารวมกัน) และ จิต (สิ่งที่นอกเหนือจากร่างกาย มาอาศัยอยู่ในร่างกาย มีกิเลสเป็นเครื่องบำรุงให้อยู่ได้ ไม่รู้จักสูญ)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 6 ส.ค. 2550 (18:46)
คุณ bad&good มาดึงผมกลับได้ทันเวลา

ที่ผมกล่าวว่าให้แยกพิจารณาเป็นรูปธรรม และ นามธรรม เพียงต้องการความชัดเจนทางภาษาเท่านั้น


เอาง่ายๆว่า เราพิจารณาเพียงว่า "กายกับจิต"


จิต คือ ตัวรู้ ที่อิงอยู่กับกาย(ในขณะที่ร่างกายเรายังมีชีวิตอยู่ ยังมีสติดีอยู่)



แต่ถ้าศึกษาจากคำสอนของพระนักปฏิบัติ ท่านจะมีคำกล่าวถึง กายที่หยาบ กายที่ละเอียด
(กายที่สงบระงับ) มีการกล่าวถึง จิตที่ละเอียด จิตที่เป็นสมาธิ หรือถึงขั้น จิตแท้ ที่ต่างจากจิตที่ยังอยู่กับกิเลส อยู่กับการปรุงแต่งตามอารมณ์ต่างๆ ....

ผมก็ไม่แน่ใจว่า เราจะพูดว่า เราสามารถรู้ว่า จิต เป็นจิต ที่แยกจากกาย(ที่เป็นทุกข์)ได้หรือไม่

ผมรู้เพียงว่า ในขณะที่จิตสงบ เริ่มเป็นสมาธิ ก็จะสามารถกำหนดไม่ให้ไปมีเวทนากับกายได้ และเมื่อเป็นสมาธิดีมากขึ้น เวทนาทางกาย (อาการขบเมื่อย)ก็จะค่อยหายไป หรือวูบรวมหายไป แล้วก็เกิดความผ่อนคลายสบายกาย เกิดความสงบใจผุดขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญที่ควรพิจารณาเป็นหลักไว้คือ

" จิต คือ ตัวรับรู้อารมณ์ การกระทบทางอายตนะทั้ง 6 "

เมื่อเกิดการกระทบ เกิดอารมณ์ เมื่อจิตไม่ได้เป็นจิตที่อบรมไว้ดีแล้ว ไม่มีสติ ปัญญากำกับรู้อยู่อย่างเท่าทัน ก็จะเกิดการปรุงแต่ง เกิดตัวของเรา เกิดความชอบใจ ถูกใจ ความไม่ชอบใจ ความไม่ถูกใจ แล้วก็จะนำไปสู่การคิด การรู้สึก การกระทำ การทำให้เกิดวงจรของกรรม ตามการปรุงแต่งนั้นๆ

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 6 ส.ค. 2550 (19:16)
ประเด็นที่สำคัญมากเกี่ยวกับจิต

1) จิต (ของเราๆ ที่ยังไม่พัฒนา) มีธรรมชาติทีจะกวัดแกว่ง สัดซ่ายไปตามการกระทบ ตามอารมณ์ และไม่ค่อยจะมีสติ มีปัญญากำหนดรู้เท่าทันการกระทบเหล่านั้น

2) ที่เรามองว่า จิต คือ ตัวรู้ของเรา จริงๆ หาได้เป็นของเราไม่ เพราะมันต่างหากที่บงการเรา พาเราปรุงแต่งไปตามการกระทบอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง ... น้อยครั้งมากที่เราจะรู้เท่าทัน เช่น เรามักจะมีอารมโกรธ ก่อนที่เราจะรู้ว่า เราไม่ควรจะโกรธเช่นนั้น

3) เราจึงต้องมีการอบรมสั่งสอนจิตของเรา เช่นการอบรมจิตด้วยการฝึกจิตให้เป็นสมาธิเพราะจิตที่มีสติปัญญา รู้เท่าทัน เป็นจิตที่ได้รับการอบรมไว้ดีแล้วเท่านั้น จึงจะมองเห็น "ตัวเรา" ซึ่งเป็นตัวปลอม ที่จิตได้ปรุงแต่งสั่งสม สืบเนื่องเป็นกระแสอยู่กับกายของเรานี้ไว้ตลอดชั่วชีวิตของเรา
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 7 ส.ค. 2550 (13:34)
(เสริม) ถ้ายกตัวอย่าง เกี่ยวกับเรื่อง ของการมีอยู่ สำหรับสัตว์ เช่น สิงโต กับ คน

สำหรับ สิงโต อาหาร น้ำ การสืบพันธุ์ การเอาชีวิตรอด เป็นสิ่งที่ "มีอยู่" สำหรับมัน เเละมีอยู่อย่างเป็นตัวเป็นตนเข้มข้น ผลไม้ หรือ ผัก ที่ ไม่ใช่อาหารของสัตว์กินเนื้ออย่างสิงโต "ความมีอยู่" ของผักหรือผลไม้ ย่อม เจือจาง สำหรับสิงโต สรุปคือ
อะไรก็ตาม ที่มีผลกับการอยู่รอดของมัน จะกลายสิ่งที่ "มีอยู่" สูงสำหรับมันไปด้วย
สำหรับสัตว์ สัญชาตญาณ จะเป็นตัวกำหนด ว่าอะไรที่มันควรจะ "มีอยู่" สูงสำหรับมัน


ถ้าพูดถึงคน มันก็น่าเเปลก คนให้น้ำหนักของการ "มีอยู่" ของสิ่งต่างๆ มากมาย เกินกว่าที่สัญชาตญาณ กำหนดมา ทำไม มนุษย์ จึงต้องการ ความมีอยู่ของสิ่งต่างๆที่สูงกว่าสัตว์อื่นๆ ทั้งการมีอยู่ของตัวเอง เเละ สิ่งต่างๆ รอบๆตัว ทั้งๆที่บางอย่าง ก็อยู่นอกเหนือเเรงกระตุ้นทางสัญชาตญาณ เเต่ที่ค่อนข้างเเน่นอน คือ คนเรามีการรับรู้การ " มีอยู่" ของตนเองสูงมาก เเละ การรับรู้การมีอยู่ของตนที่สูงมาก ผลที่ได้ คือ การพยายาม ให้ความ "มีอยู่" ต่อสิ่งต่างๆรอบๆตัวตามมา เช่น นี่คือต้นไม้ สีเขียว นี่คือ ก้อนหิน มันเเข็ง เเละหนัก

เเล้วทำไม เราจึงพยายามให้ความมีอยู่ เเละทำให้ "มีอยู่" กับสิ่งต่างรอบๆตัว เพราะ ความไม่ สมดุลย์ ระหว่าง การมีอยู่ ภายในตนเอง กับ การมีอยู่ของสิ่งเเวดล้อม

ยกตัวอย่างคำถาม ถ้าเราเกิดมา โดยหูหนวก ตาบอด ไม่มีเส้นประสาทของการ รับรส รับความรู้สึก การเคลือนไหว หรือ กล้ามเนื้อ ข้อต่อใดๆ คน คนนั้น จะยัง "รับรู้ " การ มีอยู๋ ของตน ได้หรือไม่ ถ้าได้ ก็เเสดงว่า การ "มีอยู่" ของคน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพเเวดล้อม เเต่อาจจะมีบางสิ่งที่มีอยู่ นอกเหนือจากนั้น

หรือบางความคิด การที่ คน ให้การ "มีอยู่" ต่อสิ่งต่างๆ อย่างกว้างขวาง ก็อาจมีประโยชน์ในเเง่ของการ อยู่รอด เช่น ถ้าการมีอยู่ของก้อนหิน กับ กิ่งไม้ มีมาก สำหรับคน ก็อาจเป็นได้ว่า คนอาจจะใช้ ความมีอยู่ของมัน เช่น ความเเข็งของมัน น้ำหนักของมัน ในการ เชื่อมโยง กับ การหาอาหาร เพื่อตอบสนองต่อสัตชาตญาณ โดยใช้เป็นอาวุธ ในการล่าสัตว์อื่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำใหคน มีโอกาสมีอาหาร มากขึ้น อยู่รอดได้มากขึ้น
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 299 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 7 ส.ค. 2550 (14:11)
ไม่ว่าจะความคิด หรือ จิต
มันก็ล้วนแต่เกิดมาจากการทำงานของสมองทั้งนั้น
ประสิทธิภาพสมองของมนุษย์ ทำให้เรามี จิต
นึกนั้นนี่ได้ตามใจ
สมองที่ได้รับการฝึกมาดี
จิตก็ดี
การฝึกจิตโดยใช้สมาธิ ก็คือการฝึกสมองให้เสถียร
ฝึกบ่อย ๆมันก็ชิน ประสิทธิภาพก็มี จิตล่อง ๆก็หายไป
ระลึกรู้ตัวเสมอ เราก็จะชิน แต่ติดจะฟุ้งซ่าน ก็ฟุ้งซ่านไปเรื่อย จิตก็ลอยไปเรื่อย
อะไรมากระทบทางประสาทสัมผัสสักหน่อย สมองก็แปลความหมายทำงานไปด้วยความเคยชิน
ไป ๆมาๆ ชักงง ๆ เองแฮะ เรานี่แหล่ะตัวเพ้อเจ้อเลย
นานะ (IP:58.181.236.254)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 7 ส.ค. 2550 (14:12)
ผมว่า คำว่า "มีอยู่" เป็นคำง่ายๆ ตรงไปตรงมา

แต่คุณ yoshisuku กำลังพยายามทำให้คำว่า "มีอยู่" มีอย่างอื่นเข้ามาให้ซับซ้อนขึ้นไปอีก!


นั่นคือ จิต ของคุณ กำลังมีความสนใจ หรือประทับใจกับคำว่า "มีอยู่" นั่นเอง
แล้วพยายาม ขยายความหมายความเข้าใจ "ปรุงแต่ง" หน้าตาให้กับคำว่า "มีอยู่" ขึ้นมาใหม่


คนเรานั้นต่างจากสัตว์ ที่สำคัญก็คือ เรามีจิต ที่ฝึกฝนได้มาก จนถึงที่สุด คนเราจึงมีความฉลาดในเรื่องต่างๆ มีปัญญาในการคิดแก้ปัญหาต่างๆได้

(แต่ความฉลาดที่ว่านี้ ก็ทำให้เราหลงทาง เข้าใจผิดๆ ได้เช่นกัน )
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 7 ส.ค. 2550 (14:30)
รู้สึกว่า เราจะมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมอภิปรายด้วยแล้ว
คุณนานะ เสนอว่า ความคิด หรือ จิต เกิดจาก "การทำงานของสมอง"

ผมจะไม่พิจารณาโต้แย้งแต่ประการใด
แต่อยากจะเสนอรวมลงไปว่า

การทำงานของสมองนั้น ในส่วนที่ละเอียด แสดงถึงความแนบแน่นของ กายกับจิต
เราใช้คำว่า จิต เพื่อเน้น ตัวรู้ ที่อยู่อิงกับกายเรา

ถ้าการทำงานของสมองเกี่ยวข้องกับ ตัวรู้ ก็แสดงว่าเกี่ยวข้องกับ จิต โดยตรง

แต่ถ้า การทำงานของสมอง ไม่เกี่ยวข้องกับ ตัวรู้การกระทบ เราก็ไม่พิจารณาในบริบทของ จิต ที่เราสนใจอยู่นี้


ถ้า "เป็นตัวรู้การกระทบ" ก็เรียกว่า จิต จะเป็นการทำงานร่วมกันของอะไรในร่างกายเราก็ได้ !



ที่สำคัญอย่าลืมไปว่า เราหายใจอยู่ตลอดเวลา หัวใจเราเต้นอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น การทำงานของสมอง ก็ต้องขึ้นอยู่กับการหายใจ การเต้นของหัวใจด้วย
แล้วคุณคิดว่า อะไรสำคัญกว่าอะไร ?

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 7 ส.ค. 2550 (14:38)
จิตนั้นไม่ใช่ " เรา "
จิตคือ " ผู้รู้ "
" ผู้รู้ " คือ ๑.ผู้รับรู้ความรู้สึก ร้อนหนาว เช่นเมื่อมีลมหนาวพัดโดนตัวเรารู้สึกหนาว ตัวรับรู้ว่าหนาว นั้นคือจิต
๒.ผู้รับรู้รส ชาด หวาน มัน ต่างๆ เมื่อทานน้ำตาลแล้วหวาน เช่นขณะนั้นหากมีสติอยู่รู้ว่ากำลังรับรู้รสหวาน ตัวรู้นั้นคือจิต
๓.ผู้รับรู้ความเจ็บปวด ความสุข ความทุกข์ ความร้อน ความเย็น ความนุ่มนวล
หรือความแข็งกระด้าง
๔.ผู้รับรู้ถึงความจำเหตุการณ์ในอดีต ข้อมูล ความรู้ที่สะสมในอดีต เช่นเมื่อมีความจำได้เกี่ยวกับเรื่อง
๕.ผู้รับรู้ ถึงความคิด ( ความคิดปรุงแต่ง )ในเรื่องต่างๆ ซึ่งหากไม่มีสติหรือไม่เคยฝึกเจริญสติแล้วจะสังเกตุยากว่า มันปะปนกันเกี่ยวเนื่องกันแนบแน่นระหว่าง ความจำในอดีต กับความคิดที่กำลังคิดวนเวียนอยู่ในเรื่องนั้นๆ
และทั้งหมดนี้ จะสังเกตุได้ยาก หรือไม่อาจทำความเข้าใจได้หากไม่รู้จักคำว่า สติคืออะไร และไม่รู้จักการฝึกเจริญสติเพื่อศึกษา " ผู้รู้ " หรือ " จิต "อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
pheera เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.