อภิธรรม ? | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

อภิธรรม ?

โพสต์เมื่อ: 08:11 วันที่ 27 ส.ค. 2550         ชมแล้ว: 6,880 ตอบแล้ว: 8
วิชาการ >> กระทู้ >> ปรัชญา
เคยจับหนังสือเกี่ยวกับอภิธรรมผ่านๆ สมัยเรียน ป.ตรี ตอนนั้นมองไม่ออก และแทบจะไม่สนใจเลยว่าเป็นอะไร เกี่ยวกับอะไร และสำคัญอย่างไร

จนมาถึงปัจจุบันนี้ ที่พอจะนับได้ว่าได้ศึกษาจากการอ่านค่อนข้างมาก การคิดไตร่ตรอง โยโสมนสิการ และประกอบการฝึกปฏิบัติสมาธิในขั้นต้น

เข้าใจว่าน่าจะทำให้เกิดอานิสงค์ที่พอจะเข้ามาทำความรู้จัก เรียนรู้กับ "อภิธรรม" ได้บ้าง

.......................................................................................................................
กระทู้นี้จึงเป็นการเชิญชวน ให้ผู้ที่สนใจศึกษาพุทธรรมทุกท่าน ได้เข้ามาแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ ทัศนะแนวคิด ความเข้าใจต่างๆในเรื่องของ "อภิธรรม"

อาจจะเริ่มต้นง่ายๆ กับคำถามต่อไปนี้

1) ทำไมพืช สัตว์ชั้นต่ำ และเชื้อโรคส่วนใหญ่ จึงไม่มีจิต ?

2) เมื่อ "จิต" เกิดดับ อยู่เสมอ เราเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กับเราในปัจจุบันนี้ เป็นคนๆเดียวกันหรือไม่ ?


ส่วนประเด็นคำถามอื่นๆ ก็จะได้ค่อยๆ ทยอยนำมาสนทนา อภิปรายกันครับ !


MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง





จำนวน 8 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 ส.ค. 2550 (17:44)
คัดลอกจาก http://board.dserver.org/e/easydharma/00000013.html



.....................................................................................................





ที่มา-เรื่อง "ไตรสรณคมน์"

โดย ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์

มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์

จัดพิมพ์เผยแพร่ (๒๒ เมษายน ๒๕๓๖)



ส่วน ธรรม ที่เป็นรัตนะที่ ๒ ที่เรียกว่า พระธรรมรัตนะ

นั้น หมายถึง สิ่งประเสริฐ ที่บุคคลได้บรรลุก็ทำบุคคลนั้นให้

พ้นจากทุกข์ทั้งหลาย มีทุกข์ในอบายเป็นต้น ได้โดยแน่นอน

ได้แก่พระโลกุตตรธรรม ๙ อย่าง คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

รวมเป็น ๑๐ อย่างพร้อมทั้งพระปริยัติ



ปริยัติ



คำสอนทั้งสิ้นรวม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ชื่อว่า ปริยัติ

เพราะเป็นส่วนที่ต้องเรียน ในสมัยที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ทรง

กำหนดคำสอนของพระองค์ไว้เป็น ๒ ส่วน คือ ธรรมและวินัย

และทรงนิยมตรัสเป็น ๒ อย่าง คือ ธรรมและวินัยนี้ เช่นว่า

"โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปณฺญฺตฺโต

โส โว มมจฺจเยน สตฺถา"๑



๑. ที.มหา. ๑๐/๑๗๙.



แปลว่า "ดูกร อานนท์ ธรรมและวินัยที่เราได้แสดงแล้ว

ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของพวกเธอ" ดังนี้ เป็นต้น

ต่อมาภายหลัง เมื่อกาลเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระ

บรมศาสดาล่วงไปแล้วประมาณ ๓ เดือน ได้มีการสังคายนา

รวบรวมชำระพระธรรมและวินัยในที่ประชุมสงฆ์จำนวน

๕๐๐ รูป อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นหัวหน้า อันนับว่า

เป็นการสังคายนาครั้งที่ ๑ ในครั้งนั้นแหละ มีการจำแนกธรรม

และวินัยนั้นนั่นแหละเป็น ๓ ปิฎก ให้พระสงฆ์ทั้งนั้นได้รับทราบ

กันไว้อย่างเป็นทางการ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรม

ปิฎก กล่าวคือ คำสอนส่วนที่ทรงกำหนดว่าเป็นวินัย ก็เป็น

วินัยปิฎกนั่นแหละ ส่วนคำสอนที่ทรงกำหนดไว้ว่าเป็นธรรม ก็

จำแนกเป็น ๒ ปิฎก คือ สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก ก็เกิด

เป็น ๓ ปิฎก เรียกว่า พระไตรปิฎก ขึ้นมาโดยประการฉะนี้

คำว่า "ไตร" แปลว่า "๓" คำว่า "ปิฎก" แปลว่า "ตำรา" เพราะ

ฉะนั้น คำว่า "ไตรปิฎก" ก็แปลว่า "ตำรา ๓ อย่าง" นั่นเอง

แต่ละปิฎกมีความหมายของชื่อและเนื้อหาสาระแตก

ต่างกันดังต่อไปนี้



- วินัยปิฎก



ปิฎกนี้ ท่านเรียกว่า "วินัย" เพราะมีนัยต่างๆ หมายถึง

บทวินิจฉัยความผิดหรือโทษทั้งหลายอันมีนัยต่างๆ

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า "วินัย" แปลว่า "เครื่องฝึกหัด" ก็ได้

ความว่า ปิฎกนี้ ท่านเรียกว่า "วินัย" เพราะมีเนื้อหาสาระว่าด้วย

สิกขาบททั้งหลายที่ทรงบัญญัติไว้อันล้วนเป็นเครื่องฝึกหัดกาย

และวาจาให้เรียบร้อยคือสำรวม



ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำ

เทศนาที่มีลักษณะเป็นกฏข้อบังคับ เช่นว่า โย ปน ภิกฺขุ

เมถุนํ อสํวาโส"๑ แปลว่า "อันว่าภิกษุรูปใด

พึงส้องเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้กับสัตว์เดรัจฉาน ย่อมเป็น

ผู้ต้องอาบัติปาราชิก อยู่ร่วมกับภิกษุอื่นไม่ได้" ดังนี้ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ปิฎกนี้จึงนับว่าเป็น อาณาเทศนา (อาณา=

กฏข้อบังคับ)



๑. วิ.มหา. ๑/๓๔



- สุตตันตปิฎก



คำว่า "สุตตันตะ" ก็คือ สุตตะ (สูตร) นั่นแหละ คำทั้ง

สองนี้มิได้มีความหมายแตกต่างกัน ปิฎกนี้ท่านเรียกว่า

สุตตันตปิฎก ก็เพราะเป็นพระสูตรนั่นเอง คำว่า "สูตร"

(สุตฺต) แปลว่า เส้นด้ายหรือสายป่าน



เปรียบเหมือนว่า พวกช่างก่อสร้างย่อมใช้เส้นด้ายหรือ

สายป่านเป็นเครื่องมือวัดขนาดความยาว ความกว้าง และ

ความสูง ฉันใด ปิฎกนี้ บัณฑิตก็ย่อมอาศัยเป็นเครื่องวัดมติ

ความคิดเห็น วาทะ ลิทธิ ของตน หรือของผู้อื่น หรือของ

อาจารย์ทั้งหลาย ว่าเป็นมติ ความคิดเห็น วาทะ ลัทธิ ที่ถูกต้องหรือ

ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น ฉันนั้น เพราะเป็นเหมือน

สูตร คือเส้นด้ายหรือสายป่านที่พวกช่างใช้เป็นเครื่องวัด

เพราะฉะนั้น ปิฎกนี้ ท่านจึงเรียกว่า "สูตร" (หรือ "สุตตันตะ")

เนื้อหาสาระในปิฎกนี้ ว่าด้วยธรรมเทศนาสูตรนั้นสูตรนี้

ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่บุคคลนั้น บุคคลนี้ ณ สถานที่นั้น

สถานที่นี้ ซึ่งเป็นที่ประทับแสดงธรรม



ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำเทศนา

ที่มีลักษณะเป็นโวหาร คือคำพูดแปลกๆ แตกต่างกัน อัน

อนุโลมไปตามความแปลกๆ แตกต่างกันแห่งอัธยาศัยของ

เวไนยสัตว์ผู้ที่จะรับฟังธรรมเทศนานั้นได้เข้าใจ เกิดปัญญา

แทงทะลุปรุโปร่ง เช่นทรงแสดงเรื่องอริยสัจ ๔ และขันธ์ ๕

อันเป็นอนัตตาแก่ปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงเรื่องอายตนะ ๑๒

แก่ ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมทั้งบริวาร เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ใน

สูตรหนึ่งทรงแสดงว่า มัชฉิมาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติอันเป็น

สายกลางนั้น ได้แก่ พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘

แต่ในอีกพระสูตรหนึ่ง กลับตรัสว่า ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔

อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆที่เพื่อประโยชน์อย่างเดียวกัน คือการแทง

ตลอดสัจจธรรมของผู้ฟัง ก็เทศนาที่มีลักษณะอย่างนี้แหละ

ชื่อว่าโวหารเทศนา ปิฎกนี้ มากด้วยคำเทศนาที่มีลักษณะอย่างนี้

เพราะฉะนั้น จึงนับว่าเป็น โวหารเทศนา



- อภิธรรมปิฎก



คำว่า "อภิธรรม" แปลว่า ธรรมที่ยิ่ง ปิฎกนี้ เรียกว่า

อภิธรรม เพราะมีการกล่าวถึงธรรมที่ยิ่ง คือสูงส่งยิ่งขึ้นไป

ตามลำดับ คือกล่าวถึงธรรมที่เป็นกามาวจร อันเป็นชั้นต่ำสุด

แล้วก็กล่าวถึงธรรมที่เป็นรูปาวจร อันสูงส่งกว่าธรรมที่เป็นชั้น

กามาวจรนั้น สืบต่อไป ครั้นกล่าวถึงธรรมที่เป็นรูปวจรแล้ว

ก็กล่าวถึงธรรมที่สูงส่งกว่านั้น คือที่เป็นอรูปาวจร ครั้นกล่าว

ถึงธรรมที่เป็นอรูปาวจรแล้ว ก็กล่าวถึงธรรมที่เป็นโลกุตตระ

อันสูงสุด ฉะนี้แล



อีกอย่างหนึ่ง ปิฎกนี้ เรียกว่า อภิธรรม เพราะกล่าวถึง

ปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และพระนิพพาน อัน

เพิกสมมติสัตว์และบุคคล ด้วยว่า แม้ปรมัตถธรรม ๔ ท่าน

ก็เรียกว่า "อภิธรรม-ธรรมที่ยิ่งได้" เกี่ยวกับเพิกถอนสัตว์บุคคล

อันเป็นสมมตินั่นเอง



ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำเทศนา

ที่มีลักษณะปฏิเสธสัตว์บุคคล มีแต่คำพูดระบุถึงปรมัตถธรรม

อันปราศจากสัตว์บุคคลโดยนัยว่า "กุสลา ธมฺมา, อกุสลา

ธมฺมา, อพฺยากตา ธมฺมา"๑ แปลว่า "ธรรม

ที่เป็นกุศล มีอยู่ ธรรมที่เป็นอกุศล มีอยู่ ธรรมที่เป็นอัพยากตะ

มีอยู่" ดังนี้เป็นต้น หรือที่ว่า "กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมิ

สมเย กามาวาจรํ กุสํล จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ป ฯ อิเม ธมฺมา

กุสลา"๒ แปลว่า "ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน ?

ในสมัยใด กามาวจรกุศล จิตมีอันเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ธรรมเหล่านี้

ชื่อว่ากุศล" ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเห็นได้ว่า ในปิฎกนี้ ไม่มีการระบุ

ถึงท่านผู้แสดงธรรม สถานที่แสดงธรรม และบุคคลผู้ฟังธรรม

เหมือนอย่างในวินัยปิฎกและสุตตันตปิฎก มีแต่เนื้อหาสาระที่ว่า

ด้วยสภาวธรรมล้วนๆ เพราะเหตุนั้น ปิฎกนี้ จึงนับว่าเป็น

ปรมัตถเทศนา แล



๑. อภิ.สํ. ๓๔/๑.

๒. อภิ.สํ. ๓๔/๒๑



ก็พระเถระจำนวน ๕๐๐ รูปที่เข้าประชุมสังคายนา เห็น

ลักษณะที่แตกต่างกันแห่งคำเทศนาดังกล่าวนี้แหละ จึงได้

อาศัยเป็นเครื่องจำแนกคำสอนออกเป็น ๓ ปิฎก มีวินัยปิฎก

เป็นต้นนี้ ท่านทั้งหลายพึงทราบว่า ปิฎก ๓ อย่างอันมีเนื้อหา

สาระแตกต่างกันตามประการดังกล่าวมานี้แล เป็นพระธรรม-

รัตนะอย่างที่ ๑๐ ที่เรียกว่าปริยัติ ในที่นี้



อนึ่ง แม้ตำราชั้นรองลงไป ที่ท่านเรียกว่า อรรถกถา ฎีกา

เป็นต้น อันเป็นตำราคู่มือที่ช่วยให้เกิดความแจ่มแจ้งในการ

ศึกษาพระไตรปิฎก อันเป็นที่ยอมรับกันอย่างสากลใน

วงการปริยัติ ก็นับเนื่องเข้าไปในปริยัตินี้ นี่แหละ ถึงความ

สงเคราะห์เข้าในพระธรรมรัตนะอย่างที่ ๑๐ นี้ได้เทียว...



(คัดลอกจากหน้า ๔๘-๕๓......มีต่อถึงหน้า ๕๕)











โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 18/04/2001 18:04
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 27 ส.ค. 2550 (17:51)
การศึกษา พระอภิธรรม ในภาพรวมอย่างง่าย เราสนใจศึกษา





"ปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และพระนิพพาน"

MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ส.ค. 2550 (18:47)
พิจารณาใน 4 คำนี้ คือ จิต เจตสิก รูป และพระนิพพาน



สิ่งที่น่าสนใจคือ เจตนา สติ สมาธิ และ ปัญญานั้น จะใช้ "ปรมัตถธรรม ๔" มาช่วยอธิบายหรือเชื่อมโยงกันได้อย่างไร?
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 30 ส.ค. 2550 (10:11)
เริ่มต้นจะศึกษา ... ก็รู้อะไรเปิดกว้างมากขึ้นบ้างเล็กน้อย ที่ยังสงสัย ยังไม่ชัดเจนก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ






" เจตนา ความตั้งใจ และ แม้แต่ ปัญญา อันนี้ก็เป็นการปรุงแต่ง (สังขาร) ใช่หรือเปล่าครับ ? "




MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 ก.ย. 2550 (13:11)
ข้าพเจ้าขออภัยที่ไม่เข้ามาตอบหัวข้อนี้อยู่นาน



คือ 1.ต้องทำงาน สะสางอยู่มาก 2.ไม่ถนัดเรื่องนี้นัก จะไม่ค่อยอยากแสดงความเห็นนัก



อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังยินดีกับคำว่า "นิพพาน" หรือ ความโชคดีอันสูงสุดที่พระพุทธเจ้ามอบให้แล้ว ตรัสให้ทราบแล้ว และให้ไปดูที่หนังธรรมะ ตรัสไว้แล้วว่ามีตัวอย่างมีอยู่ คือ พระสงฆ์ผู้ปฎิบัติดีแล้ว ให้ผู้ศรัทธาไปเรียนรู้จากท่าน (ซึ่งข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า พระสงฆ์ ในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น หมายถึง คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงกันได้ 8 บุรุษ ซึ่งตามความเข้าใจของข้าพเจ้า พระสงฆ์ไม่จำเป็นต้องนุ่งเหลือง หม่เหลืองก็ได้ เพราะอาจเป็น สมมุติสงฆ์ก็ได้ คือเป็นแต่เปลือกพระสงฆ์ จิตไม่เป็นพระสงฆ์ จึงควรพิจารณาให้ดีว่าพระสงฆ์ผู้ปฎิบัติดีแล้วเป็นอย่างไร)



ข้าพเจ้าเคยได้ถามพระสงฆ์องค์หนึ่งว่า ถ้าอ่านพระไตรปิฎกควรเริ่มอ่านปิฏกใดก่อน ท่านก็ถามกลับมาว่า ต้องการเป้าหมายเรื่องใดก่อน ข้าพเจ้าก็ว่า นิพพาน ท่านก็ตอบว่า ให้อ่านปิฎกกลุ่มที่ 3 คือ พระอภิธรรม ถ้าอ่านไม่เข้าใจให้อ่าน พระไตรปิฏก ฉบับประชาชนก่อน แล้วค่อยมาอ่านพระไตรปิฏกแบบละเอียด



ข้าพเจ้าก็เข้าไปเปิดอ่านในInternet ก็ต้องยอมรับว่า อ่านแล้วเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง อ่านแล้วรู้สึกว่า เคยฟังจาก พระสงฆ์หลายองค์ เคยยกขึ้นกล่าวอ้างอิงถึง แต่ก็รู้สึกว่า ทำความเข้าใจได้ยาก ดุจพยายามจะกินเนื้อช้างทั้งตัวให้หมดภายใน 1 ชั่วโมง ทำได้ยากมาก



เมื่อคิดต่อไปว่า ทำไฉน จึงจะทำให้เข้าใจ มีทางเดียวก็ต้องเป็น พหูสูตร(นักอ่าน นักฟัง ซึ่งไม่นานนี้ ก็ไปฟังMP3 หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านว่า พหูสูตร ในความหมายของท่าน หมายถึง ฟังแล้ว จำได้มาก แล้วทำให้ตนเองหลุดพ้นได้ (และยังกล่าวอีกว่า พหูสูตร ไม่ใช่แปลว่า ฟังมาก จึงเป็นบัณฑิต เพราะมันฟังมาก แต่มันไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องอะไร ก็ไม่ได้อะไรจากการฟัง)



การฟัง ข้าพเจ้าถือว่า เป็นต้นทางของวิชาใหม่ ๆ ที่ผู้เรียนพึงระลึกถึง การเริ่มต้นจากการฟัง ทำให้ผู้เรียนจะเข้าใจ เป้าประเด็นจากผู้สอน ได้ง่ายกว่าการอ่านเรื่องที่ยาก ๆ



การอ่าน เป็นเรื่องรองลงมา ที่จะทำให้ทราบรายละเอียดมากขึ้นไปกว่าการฟัง เพราะผู้สอน คงสอนได้ไม่หมดจรด เท่ากับตัวอักษร (แต่การนำร่อง คงไม่ดีเท่ากับการฟัง)



อย่างไรก็ตาม การอ่านบางวิชา ก็จะดีกว่าการฟัง หากผู้นั้นมีพื้นฐานอื่น ที่ส่งเสริมต้องความรู้ใหม่นั้นอยู่แล้ว จึงเป็นการง่ายที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ได้ง่าย



ข้าพเจ้ากล่าวไว้ตั้งนาน ก็เพื่ออยากให้ท่านทั้งหลายได้แวะฟังคำอธิบายเกี่ยวกับ พระอภิธรรมจาก อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ดูภาพที่



http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=11076






ฟังคำอธิบายได้ที่ http://www.dhammahome.com





เลือกเมนู ฟังธรรม เลือก พระไตรปิฎก


พิมพ์เพื่อค้นหาคำว่า อภิธรรม คลิกปุ่ม ค้นข้อมูลทั้งหมด คลิกปุ่มค้นหา


จะพบMP3 เกี่ยวกับ อภิธรรม





ขอแนะนำว่า ให้เริ่มฟังจาก "พระอภิธรรมปิฎก" แล้วฟังต่อที่ "เข้าใจอภิธรรม 0002" ถึง "เข้าใจอภิธรรม 0100"



ถ้าฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ฟังธรรมเกี่ยวกับพระไตรปิฏก หมวดอื่น เพื่อฟังภาษาคน ให้เข้าใจง่าย มากกว่า ฟังแต่ศัพท์เทคนิคทางพุทธ ทำให้ปวดหัว และจะไม่ได้อะไร เพราะคำศัพท์และหลักการที่ไม่แม่นพอ (ซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นห่วงว่า จะสนใจศัพท์เทคนิค และหลักการคิด มากเกินไป จนทำให้หลงประเด็น และทำให้ผู้ศรัทธาเน้นทฤษฎี มากกว่าการปฎิบัติ มากเกินไป กิเลสอาจไม่ลดลง





เมื่อเข้าใจดีแล้วก็ต้องกลับมาอ่านพระไตรปิฏก ว่าด้วย พระอภิธรรม http://202.44.204.76/tipitaka/offline/



(หรือฟังไป อ่านไป จดบันทึกไป จดย่อไป ปฎิบัติไป ทำเช่นเดียวกับการเรียนหนังสือ)
bad&good
ร่วมแบ่งปัน553 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 10 ก.ย. 2550 (20:18)
ถ้าเราปฏิบัติธรรมไปด้วย ก็จะเข้าใจสภาวะธรรม



แล้วก็จะเห็น และเข้าใจได้ไม่อยากในสิ่งที่อธิบายในพระอภิธรรม



เฉพาะบทที่ 1 ก็กินความถึงธรรมะทุกอย่างโดยภาพรวม



.............................................................................



ปรมัตถธรรม มี 4 อย่างคือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน



.............................................................................



ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าได้เริ่มปฏิบัติการเจริญสติ ซึ่งได้เกิดผลดีมากแม้ภายในเวลาไม่กี่วัน



อยากจะเชิญชวนให้คุณ bad&good ได้ทดลองฝึกดูบ้าง



............................................................................



เมื่อเกิดผลจากการปฏิบัติ รู้เห็นในเรื่อง จิต สติ การเกิดขึ้นของอารมณ์ และการดับหายไป

สภาวะธรรมต่างๆ ก็จะเริ่มรู้เห็นได้ง่ายขึ้น



แม้แต่เรื่อง "นิพพาน" ก็สามารถมองพิจารณาเข้าไปให้เห็นจริงได้บ้างว่าเป็นอย่างไร



และก็ต้องขอขอบคุณ bad&good ที่ทำให้ผมสนใจและได้รู้จักกับคำว่า "นิพพาน"



อย่างน้อยโดยหลักการ ผมได้มีความเข้าใจที่มั่นคงดีมากแล้ว ในขณะนี้
MG (IP:202.12.97.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 21 ก.ค. 2553 (14:52)
การที่เรียนไวยากรและบาลีเมื่อถึงประโยค 3ก็จะเป็นมหา แต่ที่สงสัยคือการเรียนพระอภิธรรมที่เรียนยากมากก่วาทำไมไม่ได้รับให้เป็น มหาเหมือนเรียนบาลี ขอช่วยตอบข้อสงสัยนี้ทาง อีเมล์ด้วย
saranya.41@hotmail.com (IP:118.172.1.254)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 2 ส.ค. 2553 (09:31)

เรียกว่า มหา ขึ้นอยู่กับถ้อยคำที่ใช้กัน และหลักสูตรที่เรียน ประกอบกับความนิยมในสังคมปัจจุบัน คนเรียนอภิธรรมมีน้อย แต่เป็นคนที่สนใจเรื่องที่ลึกซึ้งทางจิตใจ ทางหลักธรรม มีเหตุมีผลประกอบทุกขั้นทุกตอน พระอภิธรรมมีความสมบูรณ์ ไม่มีใครเพิ่มอะไรลงไปได้อีก  และไม่สามารถตัดออกได้แม้แต่ข้อเดียว จิต เจตสิก ดวงใดดวงหนึ่งสักดวง ถ้าเรียนอภิธรรมก็จะภูมิใจในความรู้ ในความลึกซึ้ง เป็นคนรักความรู้ เป็นนักปรัชญา ลืมคำยกย่องทางโลกที่ใช้คำว่า มหา ไปได้เลย


Suth
ร่วมแบ่งปัน94 ครั้ง - ดาว 42 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0324 seconds !