ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 ส.ค. 2550 (17:44) คัดลอกจาก
http://board.dserver.org/e/easydharma/00000013.html
.....................................................................................................
ที่มา-เรื่อง "ไตรสรณคมน์"
โดย ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์
มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์
จัดพิมพ์เผยแพร่ (๒๒ เมษายน ๒๕๓๖)
ส่วน ธรรม ที่เป็นรัตนะที่ ๒ ที่เรียกว่า พระธรรมรัตนะ
นั้น หมายถึง สิ่งประเสริฐ ที่บุคคลได้บรรลุก็ทำบุคคลนั้นให้
พ้นจากทุกข์ทั้งหลาย มีทุกข์ในอบายเป็นต้น ได้โดยแน่นอน
ได้แก่พระโลกุตตรธรรม ๙ อย่าง คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑
รวมเป็น ๑๐ อย่างพร้อมทั้งพระปริยัติ
ปริยัติ
คำสอนทั้งสิ้นรวม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ชื่อว่า ปริยัติ
เพราะเป็นส่วนที่ต้องเรียน ในสมัยที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ทรง
กำหนดคำสอนของพระองค์ไว้เป็น ๒ ส่วน คือ ธรรมและวินัย
และทรงนิยมตรัสเป็น ๒ อย่าง คือ ธรรมและวินัยนี้ เช่นว่า
"โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปณฺญฺตฺโต
โส โว มมจฺจเยน สตฺถา"๑
๑. ที.มหา. ๑๐/๑๗๙.
แปลว่า "ดูกร อานนท์ ธรรมและวินัยที่เราได้แสดงแล้ว
ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของพวกเธอ" ดังนี้ เป็นต้น
ต่อมาภายหลัง เมื่อกาลเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระ
บรมศาสดาล่วงไปแล้วประมาณ ๓ เดือน ได้มีการสังคายนา
รวบรวมชำระพระธรรมและวินัยในที่ประชุมสงฆ์จำนวน
๕๐๐ รูป อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นหัวหน้า อันนับว่า
เป็นการสังคายนาครั้งที่ ๑ ในครั้งนั้นแหละ มีการจำแนกธรรม
และวินัยนั้นนั่นแหละเป็น ๓ ปิฎก ให้พระสงฆ์ทั้งนั้นได้รับทราบ
กันไว้อย่างเป็นทางการ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรม
ปิฎก กล่าวคือ คำสอนส่วนที่ทรงกำหนดว่าเป็นวินัย ก็เป็น
วินัยปิฎกนั่นแหละ ส่วนคำสอนที่ทรงกำหนดไว้ว่าเป็นธรรม ก็
จำแนกเป็น ๒ ปิฎก คือ สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก ก็เกิด
เป็น ๓ ปิฎก เรียกว่า พระไตรปิฎก ขึ้นมาโดยประการฉะนี้
คำว่า "ไตร" แปลว่า "๓" คำว่า "ปิฎก" แปลว่า "ตำรา" เพราะ
ฉะนั้น คำว่า "ไตรปิฎก" ก็แปลว่า "ตำรา ๓ อย่าง" นั่นเอง
แต่ละปิฎกมีความหมายของชื่อและเนื้อหาสาระแตก
ต่างกันดังต่อไปนี้
- วินัยปิฎก
ปิฎกนี้ ท่านเรียกว่า "วินัย" เพราะมีนัยต่างๆ หมายถึง
บทวินิจฉัยความผิดหรือโทษทั้งหลายอันมีนัยต่างๆ
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า "วินัย" แปลว่า "เครื่องฝึกหัด" ก็ได้
ความว่า ปิฎกนี้ ท่านเรียกว่า "วินัย" เพราะมีเนื้อหาสาระว่าด้วย
สิกขาบททั้งหลายที่ทรงบัญญัติไว้อันล้วนเป็นเครื่องฝึกหัดกาย
และวาจาให้เรียบร้อยคือสำรวม
ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำ
เทศนาที่มีลักษณะเป็นกฏข้อบังคับ เช่นว่า โย ปน ภิกฺขุ
เมถุนํ อสํวาโส"๑ แปลว่า "อันว่าภิกษุรูปใด
พึงส้องเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้กับสัตว์เดรัจฉาน ย่อมเป็น
ผู้ต้องอาบัติปาราชิก อยู่ร่วมกับภิกษุอื่นไม่ได้" ดังนี้ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น ปิฎกนี้จึงนับว่าเป็น อาณาเทศนา (อาณา=
กฏข้อบังคับ)
๑. วิ.มหา. ๑/๓๔
- สุตตันตปิฎก
คำว่า "สุตตันตะ" ก็คือ สุตตะ (สูตร) นั่นแหละ คำทั้ง
สองนี้มิได้มีความหมายแตกต่างกัน ปิฎกนี้ท่านเรียกว่า
สุตตันตปิฎก ก็เพราะเป็นพระสูตรนั่นเอง คำว่า "สูตร"
(สุตฺต) แปลว่า เส้นด้ายหรือสายป่าน
เปรียบเหมือนว่า พวกช่างก่อสร้างย่อมใช้เส้นด้ายหรือ
สายป่านเป็นเครื่องมือวัดขนาดความยาว ความกว้าง และ
ความสูง ฉันใด ปิฎกนี้ บัณฑิตก็ย่อมอาศัยเป็นเครื่องวัดมติ
ความคิดเห็น วาทะ ลิทธิ ของตน หรือของผู้อื่น หรือของ
อาจารย์ทั้งหลาย ว่าเป็นมติ ความคิดเห็น วาทะ ลัทธิ ที่ถูกต้องหรือ
ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น ฉันนั้น เพราะเป็นเหมือน
สูตร คือเส้นด้ายหรือสายป่านที่พวกช่างใช้เป็นเครื่องวัด
เพราะฉะนั้น ปิฎกนี้ ท่านจึงเรียกว่า "สูตร" (หรือ "สุตตันตะ")
เนื้อหาสาระในปิฎกนี้ ว่าด้วยธรรมเทศนาสูตรนั้นสูตรนี้
ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่บุคคลนั้น บุคคลนี้ ณ สถานที่นั้น
สถานที่นี้ ซึ่งเป็นที่ประทับแสดงธรรม
ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำเทศนา
ที่มีลักษณะเป็นโวหาร คือคำพูดแปลกๆ แตกต่างกัน อัน
อนุโลมไปตามความแปลกๆ แตกต่างกันแห่งอัธยาศัยของ
เวไนยสัตว์ผู้ที่จะรับฟังธรรมเทศนานั้นได้เข้าใจ เกิดปัญญา
แทงทะลุปรุโปร่ง เช่นทรงแสดงเรื่องอริยสัจ ๔ และขันธ์ ๕
อันเป็นอนัตตาแก่ปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงเรื่องอายตนะ ๑๒
แก่ ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมทั้งบริวาร เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ใน
สูตรหนึ่งทรงแสดงว่า มัชฉิมาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติอันเป็น
สายกลางนั้น ได้แก่ พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
แต่ในอีกพระสูตรหนึ่ง กลับตรัสว่า ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔
อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆที่เพื่อประโยชน์อย่างเดียวกัน คือการแทง
ตลอดสัจจธรรมของผู้ฟัง ก็เทศนาที่มีลักษณะอย่างนี้แหละ
ชื่อว่าโวหารเทศนา ปิฎกนี้ มากด้วยคำเทศนาที่มีลักษณะอย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงนับว่าเป็น โวหารเทศนา
- อภิธรรมปิฎก
คำว่า "อภิธรรม" แปลว่า ธรรมที่ยิ่ง ปิฎกนี้ เรียกว่า
อภิธรรม เพราะมีการกล่าวถึงธรรมที่ยิ่ง คือสูงส่งยิ่งขึ้นไป
ตามลำดับ คือกล่าวถึงธรรมที่เป็นกามาวจร อันเป็นชั้นต่ำสุด
แล้วก็กล่าวถึงธรรมที่เป็นรูปาวจร อันสูงส่งกว่าธรรมที่เป็นชั้น
กามาวจรนั้น สืบต่อไป ครั้นกล่าวถึงธรรมที่เป็นรูปวจรแล้ว
ก็กล่าวถึงธรรมที่สูงส่งกว่านั้น คือที่เป็นอรูปาวจร ครั้นกล่าว
ถึงธรรมที่เป็นอรูปาวจรแล้ว ก็กล่าวถึงธรรมที่เป็นโลกุตตระ
อันสูงสุด ฉะนี้แล
อีกอย่างหนึ่ง ปิฎกนี้ เรียกว่า อภิธรรม เพราะกล่าวถึง
ปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และพระนิพพาน อัน
เพิกสมมติสัตว์และบุคคล ด้วยว่า แม้ปรมัตถธรรม ๔ ท่าน
ก็เรียกว่า "อภิธรรม-ธรรมที่ยิ่งได้" เกี่ยวกับเพิกถอนสัตว์บุคคล
อันเป็นสมมตินั่นเอง
ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำเทศนา
ที่มีลักษณะปฏิเสธสัตว์บุคคล มีแต่คำพูดระบุถึงปรมัตถธรรม
อันปราศจากสัตว์บุคคลโดยนัยว่า "กุสลา ธมฺมา, อกุสลา
ธมฺมา, อพฺยากตา ธมฺมา"๑ แปลว่า "ธรรม
ที่เป็นกุศล มีอยู่ ธรรมที่เป็นอกุศล มีอยู่ ธรรมที่เป็นอัพยากตะ
มีอยู่" ดังนี้เป็นต้น หรือที่ว่า "กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมิ
สมเย กามาวาจรํ กุสํล จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ป ฯ อิเม ธมฺมา
กุสลา"๒ แปลว่า "ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน ?
ในสมัยใด กามาวจรกุศล จิตมีอันเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ธรรมเหล่านี้
ชื่อว่ากุศล" ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเห็นได้ว่า ในปิฎกนี้ ไม่มีการระบุ
ถึงท่านผู้แสดงธรรม สถานที่แสดงธรรม และบุคคลผู้ฟังธรรม
เหมือนอย่างในวินัยปิฎกและสุตตันตปิฎก มีแต่เนื้อหาสาระที่ว่า
ด้วยสภาวธรรมล้วนๆ เพราะเหตุนั้น ปิฎกนี้ จึงนับว่าเป็น
ปรมัตถเทศนา แล
๑. อภิ.สํ. ๓๔/๑.
๒. อภิ.สํ. ๓๔/๒๑
ก็พระเถระจำนวน ๕๐๐ รูปที่เข้าประชุมสังคายนา เห็น
ลักษณะที่แตกต่างกันแห่งคำเทศนาดังกล่าวนี้แหละ จึงได้
อาศัยเป็นเครื่องจำแนกคำสอนออกเป็น ๓ ปิฎก มีวินัยปิฎก
เป็นต้นนี้ ท่านทั้งหลายพึงทราบว่า ปิฎก ๓ อย่างอันมีเนื้อหา
สาระแตกต่างกันตามประการดังกล่าวมานี้แล เป็นพระธรรม-
รัตนะอย่างที่ ๑๐ ที่เรียกว่าปริยัติ ในที่นี้
อนึ่ง แม้ตำราชั้นรองลงไป ที่ท่านเรียกว่า อรรถกถา ฎีกา
เป็นต้น อันเป็นตำราคู่มือที่ช่วยให้เกิดความแจ่มแจ้งในการ
ศึกษาพระไตรปิฎก อันเป็นที่ยอมรับกันอย่างสากลใน
วงการปริยัติ ก็นับเนื่องเข้าไปในปริยัตินี้ นี่แหละ ถึงความ
สงเคราะห์เข้าในพระธรรมรัตนะอย่างที่ ๑๐ นี้ได้เทียว...
(คัดลอกจากหน้า ๔๘-๕๓......มีต่อถึงหน้า ๕๕)
โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 18/04/2001 18:04
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2307 ครั้ง - ดาว 382 ดวง