วิชาการดอทคอม ptt logo

รูปแบบวรรณคดีสมัยรัชกาลที่ 1

โพสต์เมื่อ: 11:25 วันที่ 29 ส.ค. 2550         ชมแล้ว: 138,897 ตอบแล้ว: 39
วิชาการ >> กระทู้ >> สายศิลป์
อยากทราบรายละเอียดของรูปแบบการประพันธ์วรรณคดีสมัยรัชกาลที่ 1 อ่ะค่ะ พอดีต้องทำงานส่งแต่ไม่มีข้อมูลเลย รบกวนผู้รู้ช่วยหน่อยนะค่ะ


พิมพิลาลัย(125.24.174.42)





จำนวน 34 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 16 ธ.ค. 2550 (09:04)
ผมต้องการ หาการแต่งตัวตั้งแต่สมัย รัชกาลที่1-9 คับแต่หาไม่เจอซะที ถ้ายังไงก็รบกวนด้วยน่ะคับ
potato.111@hotmail.com (IP:58.9.45.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 16 ธ.ค. 2550 (09:51)
67303
...
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 16 ธ.ค. 2550 (09:52)
ว้า ไม่ชัดเลย
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 ธ.ค. 2550 (09:54)
67304
รัชกาลที่ 1-3 หญิงชาวบ้านนิยมนุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มสะไบเฉียงทับเหมือนอย่างอยุธยา ผมยังตัดไว้เชิงสั้นอยู่ หรือไว้ผมปีก (ไว้ผมยาวเฉพาะบนกลางศีรษะ)
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 16 ธ.ค. 2550 (09:55)
67305
รัชกาลที่ 1-3

หญิงชาววัง นิยมนุ่งผ้าจีบ ห่มสะไบเฉียงทับเหมือนอย่างอยุธยา ไว้ผมปีกปล่อยจอนที่ข้างหู
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 16 ธ.ค. 2550 (09:56)
67306
รัชกาลที่ 4

หญิงนุ่งผ้าลายโจงกระเบน ใส่เสื้อคอปิดแขนยาว ห่มสะไบเฉียง (อบร่ำ) ทับตัวเสื้ออีกชั้นหนึ่ง ทรงผมนิยมไว้ปีกผม
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 16 ธ.ค. 2550 (09:56)
67307
รัชกาลที่ 5

ปลายรัชกาลที่ 5 หญิงไทยเลิกนุ่งผ้าจีบ เปลี่ยนมาโจงกระเบนแทน เสื้อเป็นแบบผรั่งคอตั้งสูง แขนยาวมีลูกไม้ตกแต่งเป็นระบายหลายชั้น สวมถุงเท้า รองเท้าส้นสูง ผมยาวประบ่า
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 16 ธ.ค. 2550 (09:57)
67308
รัชกาลที่ 5

ผู้หญิงเริ่มหันไปนิยมเสื้อของอังกฤษ คือ เสื้อคอตั้งแขนยาว ต้นแขนพองคล้ายขาหมูแฮม แต่ยังคงมีผ้าห่มเป็นแพรแบบสะไบเฉียง นุ่งผ้าจีบไว้ชายพก ผมไว้ทรงดอกกระทุ่ม



ชอบชุดนี้ สวย ^^
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 16 ธ.ค. 2550 (09:58)
67309
รัชกาลที่ 6

ต้นรัชกาลที่ 6 ผู้หญิงยังคงนุ่งโจงกระเบน แต่สวมเสื้อลูกไม้แบบตะวันตก คอเสื้อลึก แขนยาวเสมอข้อศอก มีผ้าแพรบางๆ สะพายทับ ผมนิยมไว้ยาวเสมอต้นคอ
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 16 ธ.ค. 2550 (09:59)
67310
รัชกาลที่ 6

ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อตัวยาวหลวมๆ ส่วนมากใช้ผ้าลูกไม้ฝรั่ง ปักเป็นลวดลายด้วยลูกปัด และไข่มุก ผมเกล้ามวยแบบฝรั่ง หรือดัดเป็นลอน ดัดผมแบบ ทรงซิงเกิ้ล
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 16 ธ.ค. 2550 (09:59)
67311
รัชกาลที่ 7-8

ผู้หญิงเลิกใช้สะไบแพรปัก นิยมนุ่งผ้าซิ่นแค่เข่า เสื้อทรงกระบอกตัวยาว ตัดแบบตะวันตก ไว้ผมบ็อบ ใส่ต่างหูและกำไล สวมสร้อยคอ
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 16 ธ.ค. 2550 (10:00)
67313
รัชกาลที่ 9

ผู้หญิงแต่งแบบไทยพระราชนิยม "ไทยจักรพรรดิ" ใช้ซิ่นไหมข้างหน้า มีชายพกเอวจีบห่มสะไบ ปักงดงาม ใช้แต่งในโอกาสพิเศษ



โฉมยง งดงาม อร่ามแท้ แม่คุณ
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 16 ธ.ค. 2550 (10:01)
http://www.baanjomyut.com/library/thai_dress/index.html





การแต่งกายของสตรีไทยตามประวัติศาสตร์โบราณคดีจนถึงปัจจุบัน
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 16 ธ.ค. 2550 (10:05)
ทำไมสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน สวย~ ^^
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 16 ธ.ค. 2550 (10:08)
วรรณคดีสมัยรัชกาลที่ 6 - ปัจจุบัน



เหตุการณ์บ้านเมืองและวรรณคดี

การติดต่อและการรับอิทธิพลตะวันตก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรมบางประการ เช่น การปรับปรุงการปกครองบ้านเมือง การจัดการศึกษา การแปลงวรรณกรรมตะวันตก การมีสื่อสารมวลชน ฯลฯ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านวรรณกรรมทำให้วรรณกรรมมีลักษณะเป็นสากลมากขึ้นตามลำดับเวลาเห็นได้ชัดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา



ภายหลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาที่สังคม บุคคล และวรรณกรรมอยู่ร่วมสมัยกันในกาลปัจจุบัน มีความเคลื่อนไหวสอดคล้องกันตามความเป็นไปของชีวิต วรรณกรรมแสดงสภาพของสังคมปัจจุบัน มีความเคลื่อนไหวสอดคล้องกันตามความเป็นไปของชีวิต วรรณกรรมแสดงสภาพของสังคมปัจจุบัน และสังคมปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรม วรรณกรรมส่วนใหญ่ในระยะเวลานี้ จึงเขียนขึ้นโดยใช้ประเภทและรูปแบบที่เป็นสากล แสดงความคิด ความรู้สึก และใช้ถ้อยคำสำนวนถ่ายทอดชีวิต รวมทั้งนักเขียนและผู้อ่านก็มีชีวิตอยู่ในระยะเวลาใกล้เคียงกับสมัยปัจจุบัน ลักษณะสำคัญเหล่านี้ประมวลกันเข้า ไม่จำเป็นต้องครบถ้วนทุกประการ ก็อาจเรียกวรรณกรรมสมัยนี้ได้ว่า "วรรณกรรมปัจจุบัน"





เหตุการณ์บ้านเมือง



เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๔๖๘ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ได้ขึ้นเสวยราชย์สืบต่อมา ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นพระองค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ใน พ.ศ.๒๔๗๕ ตั้งแต่นั้นมาการปกครองของประเทศก็ได้เปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย



พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ และได้ประทัยอยู่ในประเทศอังกฤษ จนกระทั่งเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ พระชนมายุได้ ๔๘ พรรษา



พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่มีพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ดังนั้นคณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎรเห็นสมควรกราบบังคมทูลเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง ๑๐ พรรษา ทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลจึงต้องแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้น



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัติพระนครในเดือนธันวาคม พศ. ๒๔๘๘ และขณะที่เตรียมพระองค์เพื่อเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อนั้นเอง เสด็จสวรรคตเพราะถูกพระแสงปืน เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ พระชนมายุได้ ๒๑ พรรษาเศษ และอยู่ในราชสมบัติได้ ๑๒ ปี



รัฐสภาได้มีมติให้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบันนี้



ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยมีเป็นอันมากในระหว่างเวลาประมาณ ๕ ทศวรรษ นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๒๖ เช่น สงครามโลกครั้งที่สองระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๒–๒๔๘๘ ก็ได้มีผลกระทบถึงประเทศไทยหลายประการ นอกจากนี้ด้านการปกครอง การเมือง การเศรษฐกิจ การศึกษา ความสัมพันธ์กับนานาประเทศ และจำนวนประชากร ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของคนไทย และสังคมไทยในปัจจุบันทั้งสิ้น





มูลเหตุที่ทำให้วรรณกรรมไทยหลังรัชกาลที่ ๖ มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง



๑. อุดมการณ์ทางการเมือง เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๖ เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และมีผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอันมาก ทำให้บุคคลส่วนหนึ่งซึ่งนิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามแนวตะวันตกเห็นว่าการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจจะทำได้สำเร็จต้องนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ปกครองประเทศ



ในช่วงนั้นจึงเกิดวรรณกรรมเน้นคงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นแนวเขียนตามแบบตะวันตก



๒. การศึกษา นับแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาทำให้การศึกษาระบบโรงเรียนตามแนวตะวันตกแพร่หลายไปทั่วประเทศ และเมื่อประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็มีการเร่งรัดขยายและยกระดับการศึกษาอย่างกว้างขวาง มีการสอนวิชาอักษรศาสตร์ วิชาการหนังสือพิมพ์และการสื่อสารมวลชนถึงขั้นอุดมศึกษา มีการไปศึกษาวิชาการต่อ ณ ต่างประเทศ เมื่อมาตรฐานการศึกษาของประชาชนสูงขึ้น ความเจริญก้าวหน้าในการแต่งหนังสือทุกประเทศ เพื่อสนองความต้องการของประชาชนก็เจริญก้าวหน้าตามไปด้วย



๓. สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม ได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ มีสำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรมทำหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่วรรณกรรม



๔. การแสดงละครบนเวที ละครวิทยุ และโทรทัศน์และภาพยนตร์ ได้นำนวนิยายและเรื่องสั้นมาแปลงเป็นบทละคร บทละครวิทยุ และบทละครโทรทัศน์และบทภาพยนตร์อย่างแพร่หลาย



๕. หนังสือพิมพ์และวารสาร ช่วยส่งเสริมและเผยแพร่วรรณกรรมประเภทต่าง ๆ เป็นอันมาก เช่น บทความ นวนิยาย เรื่องสั้นและสารคดี วรรณกรรมที่มีชื่อเสียง มักลงพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์รายวันหรือวารสารมาก่อนพิมพ์เป็นเล่มแทบทั้งสิ้น



๖. การประกวดวรรณกรรม การที่หน่วยงานของรัฐบาล องค์การระหว่างชาติและองค์การเอกชนจัดประกวดให้รางวัลสำหรับวรรณกรรมดีเด่นมีส่วนส่งเสริมวรรณกรรมให้มีมาตรฐานสูงขึ้นและแพร่งหลายไปสู่มวลชนมากขึ้น







ความเคลื่อนไหวด้านวรรณคดี



๑. วรรณคดีประเภทร้อยแก้ว



การเขียนความเรียงของไทย ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ร้อยแก้ว มีมาแต่เดิม ดังปรากฎในจารึกสมัยสุโขทัยแต่ไม่ใช่เรื่องอ่านเพื่อความบันเทิงอารมณ์ ร้อยแก้วจึงใช้ในการบันทึกเรื่องราวอันเป็นหลักฐานสำหรับบ้านเมือง เช่น พงศาวดาร คัมภีร์ศาสนา กฎหมาย ตำรา หรือนิทาน ซึ่งตั้งใจให้เป็นประโยชน์ด้านคติธรรม



วรรณคดีร้อยแก้วที่เจตนาให้อ่านเพื่อความบันเทิงใจและบำรุงสติปัญญา เริ่มมีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ โปรดให้แปลเรื่องสามก๊ก ราชาธิราชขึ้น นับแต่นั้นมาความนิยมวรรณคดีประเภทร้อยแก้วก็เจริญมาโดยลำดับ จนถึงปัจจุบันนี้ปรากฏชัดว่ามีการแต่งร้อยแก้วมากกว่าร้อยกรอง และอาจจำแนกร้อยแก้วได้เป็น ๒ ประเภท คือ



สารคดี คือ เรื่องซึ่งมีเนื้อหาสาระที่จะให้ความรู้ ความคิดข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งอ้างหลักฐานและที่มาได้ หรือถ้ากล่าวอ้างถึงทฤษฎีหรือหลักการใด ทฤษฏีและหลักการนั้นก็เป็นความจริงและมีจริง



แยกประเภทของสารคดีได้ดังนี้



๑) สารคดีเชิงวิชาการ



๒) บทความต่าง ๆ



๓) ชีวประวัติ



๔) การท่องเที่ยว



นอกจาก ๔ ประเภทนี้แล้ว สารคดียังอาจเป็น จดหมายเหตุ ความทรงจำ บันทึก อนุทิน จดหมายโต้ตอบทางวิชาการ บทวิจารณ์ บทสัมภาษณ์ และบทปาฐกถา ฯลฯ



บันเทิงคดี หมายถึง เรื่องที่แต่งขึ้นโดยอาศัยเค้าความจริงของสังคมและชีวิต หรือแต่งขึ้นจากจินตนาการก็ได้ บันเทิงคดีร้อยแก้วอาจมีรูปแบบเป็น



๑) นิทานหรือนิยาย



๒) นวนิยาย



๓) เรื่องสั้น



รูปแบบของบันเทิงคดีเจริญเต็มที่แล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ความจริงของบันเทิงคดี ปรากฏชัดในด้านต่อไปนี้



๑) การผูกเรื่อง ให้มีความคิดสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์



๒) กลวิธีในการแต่ง หรือกลวิธีในการเสนอเรื่อง



๓) ท่วงทำนองในการแต่ง



๔) วรรณกรรมแปลจากภาษาต่าง ๆ





๒. วรรณคดีประเภทร้อยกรอง



ร้อยกรองเจริญอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ มีวรรณคดีร้อยกรองขนาดยาวและขนาดสั้นเป็นจำนวนมาก มีฉันทลักษณ์ต่าง ๆ กัน มีเนื้อหาสาระกว้างขวางหลายแนว มีอรรถรส มีคุณค่า



ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับวรรณคดีร้อยกรองปัจจุบัน



๑) บทร้อยกรองจะเน้น "ความคิด" หรือ "ข้อคิด" อย่างใดอย่างหนึ่งเป็น "สาร" ที่ผู้แต่งสื่อมายังผู้อ่าน



๒) ขนาดของบทประพันธ์ร้อยกรอง สั้นลง



๓) ความเคร่งครัดด้านฉันทลักษณ์ซึ่งเคยนิยมลดน้อยลง



๔) เนื้อหาขยายออกกว้างขวาง อาจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดจริง



๕) ถ้อยคำสำนวนที่สรรใช้ของนักเขียนบางคนกร้าวแกร่ง เสียดสีสังคม





๓. วรรณคดีประเภทบทละครแบบตะวันตก



เราเริ่มรับละครตะวันตกหรือแบบปัจจุบันตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ การละครแบบตะวันตกเจริญมาก มีบทละครที่แต่งขึ้นในรัชสมัยนั้นเป็นจำนวนมาก



ละครตะวันตกมีเจตจำนงที่จะถ่ายทอดชีวิตจริงไปแสดงบนเวที จึงแตกต่างกับละครรำแบบเดิมของไทย ซึ่งมุ่งความงามอย่างอุดมคติในการแสดง ท่าท่าทาง (รำ) เนื้อเรื่อง (ร้อยกรอง) หลีกหนีอารมณ์รุนแรง และเรื่องร้ายต่าง ๆ ถ้าละครรำของไทยมีเรื่องร้าย หรือมีอารมณ์รุนแรงจะแสดงออกด้วยศิลปะของท่ารำประกอบบทร้อง



บทเจรจา หรือบทสนทนา เป็นภาคที่สำคัญที่สุดของบทละครแบบตะวันตก เราจะรู้จักตัวละครและเข้าใจเนื้อเรื่องได้จากบทเจรจาทั้งสิ้น



บทละครแบบตะวันตก มีหลายรูปแบบ ได้แก่



๑) บทละครพูด ตัวละครแสดงด้วยการพูดล้วน ๆ



๒) บทละครพูดสลับคำ ตัวละครแสดงด้วยการพูดเป็นส่วนใหญ่ มีบทร้อง(เพลง)ประกอบ เช่น วิวาห์พระสมุทร



๓) บทละครร้อง ตัวละครแสดงด้วยการร้องเพลงตลอดเรื่อง เช่น เรื่องสาวิตรี



๔) บทละครสลับพูด ตัวละครแสดงด้วยการร้องเป็นส่วนใหญ่ แต่พูดได้บ้างคือพูดทบทวนที่ร้องไปแล้ว เช่น สาวเครือฟ้า



๕) ละครสังคีต มีบทพูด และบทร้อง ซึ่งสำคัญเท่าเทียมกัน





๔. วรรณกรรมประเภทสื่อมวลชน



สื่อมวลชนเป็นวรรณกรรมประเภทที่เจริญก้าวหน้า ทวีบทบาทและมีอิทธิพลต่อสังคมเป็นอันมาก



วารสาร และหนังสือพิมพ์รายวัน มีทั้งภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ มีวารสารการบันเทิง เกี่ยวกับภาพยนตร์และละครหลายฉบับในระยะเวลานี้



สื่อมวลชนเหล่านี้ให้บริการต่าง ๆ ตามความจำเป็นของชีวิตและสภาพสังคม เป็นต้นว่า ข่าวสาร วิชาการ บทความ นวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี ประกาศ โฆษณา ธุรกิจการค้า การบันเทิง บริการตอบปัญหาด้านต่าง ๆ แนะนำการเรียน-การสอบ มิตรสัมพันธ์ การแพทย์ โภชนาการ การฝีมือ การพยากรณ์ และเรื่องของเด็ก สื่อมวลชนจึงสนองความต้องการและความสนใจของประชาชนส่วนใหญ่ได้กว้างขวาง แม้ว่าจะแพร่ได้ช้ากว่า และไม่กว้างไกลเท่าวิทยุโทรทัศน์ แต่เป็นสื่อมวลชนที่ถาวรกว่า คือเก็บเป็นหลักฐานและอ่านทบทวนได้อีก ข่าวสารที่เผยแพร่ไปทำให้คนทั่วไปได้รับรู้เรื่องต่าง ๆ ทันเหตุการณ์ทันเวลา บทบรรณาธิการ และบทความแสดงความคิดเห็นชวนให้คิดและกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทำนองเห็นด้วนหรือคัดค้าน วรรณกรรมประเภทสื่อมวลชนจึงมีความสำคัญต่อความรอบรู้ ความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนการสร้างปฏิกิริยาตอบสนองของประชาชนอย่างกว้างขวาง เรียกได้ว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตของบุคคลในสังคมเป็นอย่างมาก



ความก้าวหน้าของวงวรรณกรรมในปัจจุบัน ก็คือ มีการส่งเสริมการประกวด วรรณกรรมทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรอง อันทำให้ได้วรรณกรรมดีเด่นหลายประเภทด้วยกัน การประกวดวรรณกรรมเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่รัชกาลที่ ๗ เป็นต้นมา





กวีและนักเขียนที่มีชื่อบางคน



พระวรวงค์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดาและหม่อมเอม พระนามว่า พระองค์เจ้าธานีนิวัติ (สกุลโสณกุล) ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ และสิ้นพระชนม์ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๑๗



พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภฯ ทรงเป็นนักปราชญ์ มีความรอบรู้ด้านภาษา วรรณคดี และศิลปวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง พระนิพนธ์มีทั้งที่เป็นภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ ได้แก่ วิจารณ์เรื่องนิทานปันหยี หรืออิเหนา เรื่องพระราม สูจิบัตรโขนและละคร (รำ) ซึ่งทรงไว้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พระนิพนธ์เหล่านี้ให้ความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับโขน ละคร ศิลปะและวัฒนธรรม



มาลัย ชูพินิจ เป็นนักเขียนที่มีผลงานเป็นจำนวนมากผู้หนึ่ง ใช้นามปากกาหลายชื่อ แต่ที่รู้จักกันทั่วไป คือ แม่อนงค์ เรียมเอง และน้อย อินทนนท์



นายมาลัย ชูพินิจ เกิดเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นบุตรนายสอนและนางระเบียบ ชูพินิจ สนใจการเขียนหนังสือเป็นอาชีพมาตลอด มีงานเขียนที่เป็นประเภทเรื่องสั้นรวมทั้งที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศ ประมาณ ๒,๕๐๐ เรื่อง นอกจากนี้ ยังมี นวนิยาย สารคดี บทวิจารณ์ บทความ และบทโทรทัศน์อีกเป็นจำนวนมาก ล้วนได้รับความนิยมจากผู้อ่านทั่วไป นับว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการประพันธ์เป็นอย่างยิ่งผู้หนึ่ง



กฤษณา อโศกสิน เป็นนามปากกาของนางสุกัญญา ชลศึกษ์ บุตรีนายกระมลและนางทองโปร่ง ชลศึกษ์ กฤษณา อโศกสิน เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนราชินีล่าง และต่อชั้นอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ยังไม่สำเร็จการศึกษาก็ออกทำงานที่กรมประมง กระทรวงเกษตร ต่อมาลาออกจากราชการและทำงานด้านการประพันธ์มาตลอด



กฤษณา อโศกสิน เขียนทั้งนวนิยายและเรื่องสั้น ใช้นามปากกาอื่นอีก เช่น กัญญ์ชลา สุปปวาสา ได้รับความนิยมจากผู้อ่านกว้างขวาง มีนวนิยายที่ได้รับรางวัลดีเด่น และรางวัลชมเชยหลายเรื่อง นวนิยายดีเด่นของกฤษณา คือ เรือมนุษย์ ตะวันตกดิน ฝันกลางฤดูฝน รากแก้ว บ้านขนนก น้ำเซาะทราย และไฟหนาว เป็นต้น มีผู้นำงานประพันธ์ของกฤษณา อโศกสิน ไปสร้างเป็นละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์หลายเรื่อง นับว่าเป็นนักเขียนสตรีที่ประสบความสำเร็จในการประพันธ์อย่างดียิ่ง



นอกจากนี้ ยังมีนักเขียนและนักแปลที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ อีกมาก เช่น หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ สด กูรมะโรหิต หลวงวิจิตรวาทการ อิศรา อมันตกุล อังคาร กัลยาณพงศ์ สุคนธรส (ม.ล.รสสุคนธ์ อิศรเสนา) อมราวดี (ลัดดา ถนัดหัตถกรรม) ว.ณ. ประมวญมารค (พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต) บุญเหลือ (ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ) โบตั๋น (สุภา ลือศิริ) ฯลฯ ซึ่งทำให้เห็นว่าวรรณกรรมของไทยพัฒนา ขยายตัวออกอย่างกว้างขวาง และนับวันจะมีความสัมพันธ์กับชีวิตในสังคมไทยยิ่งขึ้น





ประวัติวรรณคดีสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว( พ.ศ. 2453-2468 )



ความเคลื่อนไหวทางวรรณคดี



1.วรรณคดีประเภทร้อยกรองเจริญถึงขีดสูงสุดถือว่าเจริญก้ำกึ่งกับร้อยแก้ว



2.วรรณคดีประเภทร้อยแก้วได้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน



3.เป็นระยะเวลาที่วรรณคดีตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทย



4.หวนมานิยมวรรณคดีสันสกฤตอีกวาระหนึ่ง แต่ผ่านมาทางต้นฉบับภาษาอังกฤษ



5.นาฏวรรณคดีเปลี่ยนรูปมาเป็นบทละครพูด ละครร้อง



6.ทรงตราพระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสร พ.ศ.2457



7.กษัตริย์ทรงเป็นประธานในการแต่งวรรณคดี ทรงสร้างสรรค์วรรณคดีไว้มาก ทรงสนับสนุนให้ผู้อื่นอ่านหนังสือและให้เสรีภาพในการเขียนหนังสืออย่างกว้างขวาง



สาเหตุแห่งความเจริญของวรรณคดีสมัย ร.6



1.กษัตริย์ทรงเป็นกวี นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์



2. ทรงชักชวนให้ผู้อื่นเขียนหนังสือ



3.ทรงตั้งวรรณคดีสโมสร เพื่อส่งเสริมการแต่งหนังสือ





พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว



พระราชประวัติ



ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 1มกราคม พ.ศ. 2423 พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าชายมหาวชิราวุธ ครองราชย์เมื่อ พ.ศ.2453 พระชนมายุ 30 พรรษา ครองราชย์เป็นเวลา 15 ปี สวรรคต พ.ศ. 2468



พระชนมายุ 14 พรรษา เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ทรงศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนทหารแซนด์เฮิสต์ วิชาพลเรือนที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ทรงเชี่ยวชาญในอักษรศาสตร์ แตกฉานในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ทรงศึกษาวิชาการอยู่ 9 ปีจึงเสด็จนิวัติสู่พระนครใน พ.ศ. 2466



ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงปรับปรุงความเจริญของบ้านเมืองสืบต่อจากร .5 และทรงริเริ่มสิ่งใหม่หลายประการ ทรงโปรดการเล่น3 อย่างคือ



1.การออกหนังสือพิมพ์



2.การสโมสร



3.การละคร





งานทางวรรณคดี



ลักษณะงานพระราชนิพนธ์ของ ร.6



1. ทรงลำดับข้อความดีเด่นเป็นพิเศษ



2. มีลีลาดีเด่นในการกระชับเรื่อง กระชับความ



3. โปรดการใช้ภาษาไทยที่บริสุทธิ์ ทรงรังเกียจสำนวนอย่างฝรั่ง และสำนวนที่ฟุ่มเฟือยหรูหรา



4. ความชัดเจนในสำนวนภาษา



5. ทรงสามารถเลือกใช้คำที่มีวิญาณ มีชีวิตชีวา



6. ทรงมีอุบายในการใช้ถ้อยคำ



7. ทรงมีศิลปะในการตั้งชื่อเรื่อง





ประเภทของงานพระราชนิพนธ์ ร.6



1.ประเภทวรรณคดีต่างประเทศที่ถอดเป็นภาษาไทย เช่น ศกุนตลา,สาวิตรีตามใจทาน



2.ประเภทบทละคร ทั้งที่ทรงแปลจากต่างประเทศ และที่ทรงประดิษฐ์เรื่องขึ้นเอง



3.ประเภทตำนาน ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้แก่ เที่ยวเมืองพระร่วง,สืบราชสมบัติโปรแลนด์,ขอมดำดิน



4.ประเภทคติทางการเมือง ปาฐกถาและบทความ ได้แก่ ปลุกใจเสือป่า , โคลนติดล้อ



5.ประเภทสารคดีและงานวิจัย ได้แก่ บ่อเกิดพระราม พระศุนหเศป



6.ประ เภทบันเทิงคดี เช่น หัวใจชายหนุ่ม



7. ประเภทกวีนิพนธ์และร้อยกรองทั่วไป เช่น พระนลคำหลวง ,นิราศพระมเหลเถไถ



8.เรื่องศาสนา ธรรมะ เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร,มงคลสูตร



9.เรื่องการทหาร เช่น สงครามป้อมค่ายประชิด



10.เรื่องปลุกใจ เช่น ปลุกใจเสือป่า เมืองไทยจงตื่นเถิด



11.บทพากย์โขน ได้แก่ บทพากย์รามเกียรติ์ชุดต่างๆ





ก. พระราชนิพนธ์ประเภทร้อยกรอง



ทรงพระราชนิพนธ์ได้ดีเยี่ยมทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน



1. พระราชนิพนธ์ประเภทกาพย์เห่เรือ



ประวัติ



ทรงพระราชนิพนธ์ "กาพย์เห่เรือยุคใหม่ "เมื่อ พ.ศ. 2457 พระราชทานแก่หนังสือ "สมุทรสาคร "



จุดมุ่งหมาย



เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของกองทัพเรือ เชิญชวนให้สนใจกองทัพเรือ



เนื้อเรื่อง



กล่าวเริ่มต้นถึง ร.6 เสด็จทางชลมารคโดยเรือมหาจักริ แวดล้อมด้วยเรือปืนและเรือตอปิโด เมื่อไปทอดพระเนตรการซ้อมรบทางเรือสัตหีบ เมื่อเสด็จผ่านตำบลใดก็ทรงพรรณนาไว้โดยจละเอียดทุกตอนตามแบบนิราศ บางตอนก็แทรกความเห็นเกี่ยวกับสังคมสมัยใหม่ และเน้นความสำคัญของกองทัพเรือ



ตัวอย่างคำประพันธ์



" อ่านอ่านรำคาญฮือ แบบหนังสือสมัยใหม่



อย่างเราไม่เข้าใจ ภาษาไทยเขาไม่เขียน "





2. ประเภทลิลิตทำนองนิราศ "ลิลิตพายัพ"



ประวัติ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 2448 เป็นปีที่สร้างทางรถไฟสายเหนือไปถึงนครสวรรค์ ได้รับพระราชบัญชาจาก ร.5 พระชนกนาถให้เสด็จประพาสหัวเหนือโดยประสงค์จะให้คุ้นเคยกับประชาชนและข้าราชการหัวเมือง รวมทั้งประเทศที่ห่างไกล ได้นำลงพิมพ์ในหนังสือทวีปัญญา รายปักษ์เป็นครั้งแรก ภายหลังจัดพิมพ์เป็นเล่มเนื่องในงานทำบุญปัญญาสมวารศพเจ้าพระยาราชศุภมิตร มีผู้ช่วยเหลือในการแต่ง 3 คน คือ น้อยสบจินดา ( ม.จ.ถูกถวิล) หนานขวาย



เนื้อเรื่อง



กล่าวถึงการเดินทางรถไฟ จากกรุงเทพฯถึงปากน้ำโพ ทางเรือจากปากน้ำโพไปขึ้นบกที่อุตรดิตถ์ และเสด็จทางม้าและทางช้าง ไปเมืองแพร่ ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ จากเชียงใหม่ลงเรือล่องมาตามแม่น้ำปิงเรื่อยมาจนถึงบางประอิน แล้วเสด็จกลับรถไฟ ตลอดระยะทางที่เสด็จผ่านไปในภาคพายัพ ได้รับการสมโภชและต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทรงพระเกามสำราญราชหฤทัยอย่างยิ่ง





3. ประเภทนิราศ



นิราศมะเหลเถไถ



ประวัติ



เป็นหนังสือนิราศคำกลอนประเภทตลกขบขัน ทรงพระราชนิพนธ์ พ.ศ. 2465 เนื่องในการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคประพาสมณฑลอยุธยาและนครสวรรค์



จุดมุ่งหมาย



ทรงพระราชนิพนธ์ล้อเล่นเรื่องพระมะเหลเถไถ ของคุณสุวรรณ



เนื้อเรื่อง



กล่าวบรรยายเมื่อประพาสหัวเมือง ทำนองบันทึกรายวันธรรมดา บางตอนเล่าละเอียดถึงประวัติสถานที่ต่างๆ คล้ายๆนิราศลอนดอน บางตอนประสงค์จะให้เป็นที่เพลินเพลิดและขบขัน





4.ประเภทสุภาษิตต่างๆ



โคลงสุภาษิต



ประวัติ



เป็นหนังสือรวมบรรดาโคลงสุภาษิตต่างๆ ที่ลงพิมพ์ในหนังสือดุสิตสมิตรวม 65 บาท พิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พ.ศ. 2463 เนื่องด้วยนายหมวดตรี นายจ่ายวด( ปราณี ไกรกฤษ์ ) เลขานุการคนสนิทแห่งยานกเสือป่า(ร.6) ได้เสียชีวิตลง



บรรดาโคลงสี่สุภาษิตต่างๆ ได้ทรงแปลจากสุภาษิตต่างๆ ของปราชญ์ และพุทธภาษิตและได้แต่งบทอธิบายออกไปให้กว้างขวางทำนองจำแนกเนื้อความ





5.ประเภทสักวา



สักวาหน้าหนาว



ทรงพระราชนิพนธ์สักวารวม 66 บท บรรยายเรื่องคนจับจด ชอบโก้เก๋ ชื่อนายสวัสดิ์ พ่อแม่ร่ำรวย แต่ตัวเองเป็นคนไม่ดี ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทำงานอะไรไม่เป็น ได้แต่ผลาญทรัพย์สมบัติพ่อแม่ให้หมดไป ในที่สุดเมื่อสิ้นสุดเนื้อประดาตัวลง กลับคิดได้ และตั้งตนเป็นคนดี





6.บทละครประเภทเบิกโรงสั้นๆ



บทละครเบิกโรงเรื่องดึกดำบรรพ์



ประวัติ



ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นตามหนังสือวรรณคดีโบราณและดัดแปลงให้เหมาะแก่การเล่นละครไทย



จุดมุ่งหมาย



1.เพื่อใช้เล่นเบิกโรงคล้ายๆออกแขก แต่มีลักษณะทุกอย่างเป็นละครรำ



2.การพิมพ์ครั้งแรกเพื่องานฉลองสุพรรณบัฏองเจ้าพระยารามาฆพ



เนื้อเรื่อง มีอยู่ 4 เรื่อง



1. มหาพลี กล่าวถึงพระพรหมเชิญเทวดาทุกชั้นฟ้า มาประชุมบูชาพระรัตนตรัยอวยพรให้พระมหากษัตริย์ตลอดจนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นสุข แล้วพระพรหมให้พระภรตตมุนีจัดการเล่นละครดึกบรรพ์



2. ฤษีเสี่ยงลูก กล่าวถึงตรีกาลัญดาบสอุ้มลูกไปอุ้มลูกไปอาบน้ำ นางสวาหะลูกสาวตัดพ้อฤษีผู้เป็นบิดาว่าอุ้มลูกคนอื่น ปล่อยให้ตนซึ่งเป็นลูกตัวต้องเดิน พระฤาษีจึงเสี่ยงอธิษฐานโยนลูกทั้ง 3ลงไปในน้ำ ถ้าใครเป็นลูกตนแท้ๆให้ว่ายกลับมา ปรากฏว่านางสวาหะว่ายน้ำกลับมาผู้เดียว ส่วนพาลีและสุครีพว่ายขึ้นฝั่งตรงข้ามและเข้าป่าไป ฤาษีจึงทราบว่าวานร 2 ตัวนั้นเป็นลูกของบเมียดที่เกิดแต่ชู้



3.นรสิงห์หาวตาร กล่าวถึงพระอินทร์ถูกยักษ์ ชื่อหิรัญยักษ์สิปุ แย่งสวรรค์จึงฟ้องพระอินทร์ พระอินทร์โปรดให้พระนารายณ์ไปปราบ พระนารายณ์แปลงเป็นนรสิงห์ไปฆ่าหิรัญยักษ์สิปุตาย



4. พระคเณศร์เสียงา กล่าวถึงพราหมณ์ ปรศุรามถือตัวว่าเป็นที่โปรดปรานของพระอิศวรจะเข้าเฝ้าตามอำเภอใจทั้งๆที่เป็นเวลาบรรทม พระคเณศร์หัก พระอุมาโกรธสาปให้ปรศุรามหมดฤทธิ์ ปรศุรามขอให้พระนารายณ์ช่วย พระนารายณ์ได้ช่วยให้พ้นคำสาป





7. ประเภทโขน



ธรรมะสงคราม



ประวัติ



ทรงพระราชนิพนธ์ตามเค้าเรื่อง ในธรรมชาดกเอกาทศนิบาต เมื่อ พ.ศ. 2461 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2463 ได้เนื้อเรื่องมาจากสดับพระเทศนา



จุดมุ่งหมาย เพื่อแสดงคติว่า ธรรมกับอธรรมให้ผลในด้านตรงกันข้ามธรรมย่อมนำไปสู่สุคติ อธรรมย่อมนำไปสู่นรก



เนื้อเรื่อง



กล่าวถึงพระธรรมะเทพบุตร ผู้รักษาธรรมทุกวันพระได้เสด็จมาตักเตือนชาวโลกให้ทำดีประพฤติกุศลกรรมบถ 10 ประการ ฝ่ายอธรรมเทพบุตรผู้ประพฤติชั่ว สอนประชาชนให้ประพฤติอกุศลกรรมบถ เทพทั้ง 2 ได้นำขบวนเทวดาทั้ง 2 ฝ่ายมารบกันกลางอากาศฝ่ายธรรมเทพบุตรเป็นฝ่ายชนะ





8. ประเภทแสดงตำนาน



ประวัติ ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. 2466 จบบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2467



พิมพ์แจกในงานฉลองพระชนมายุ 21 พรรษา แห่งสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี ในการนิพนธ์ทรงใช้ หนังสือ Hindo Mythology ของ J.W. Wilkins เป็นหลัก





จุดมุ่งหมาย



เพื่อแสดงตำนาน เรื่องนารายณ์อวตารคติพราหมณ์และพุทธ



เนื้อเรื่อง



กล่าวถึง พระนารายณ์อวตารลงมาปราบทุกข์เข็ญในโลก 10 ปาง



ปางที่ 1 มัตสยาวตาร อวตารลงมาเป็นปลาศะผะริฆ่าอสูรหัยครีพ ผู้ลักพระเวท ของพระพรหม แล้วปลาศะผะรินำพระเวทมาคืนพระพรหม



ปางที่ 2 กูรมาวตาร อวตารลงมาเป็นเต่าใหญ่ไปรองรับข้างใต้ภูเขา มันทรที่

ปางที่ 3 วราหวตาร อวตารลงมาเป็นหมูปราบหิรันตยักษ์ผู้ม้วนแผ่นดิน



ปางที่ 4 นรสิงหาวตาร เป็นนรสิงห์ ปราบหิรัณยกสิปุยักษ์ ซึ่งแย่งสวรรค์ของพระอินทร์



ปางที่ 5 วามนาวตาร เป็นพราหมณ์เตี้ย ทำอุบายแย่งโลกสวรรคื จากท้าวพลีพญาแทตย์และมอบบาดาลให้พลีครอบครอง



ปางที่ 6 ปรศุรามาวตาร เป็นพราหมณ์ชื่อราม (รามสูตร) ฆ่าอรชุน



ปางที่ 7 รามจัทรอวตาร เป็นพระรามตามเรื่องรามเกียรติ์



ปางที่ 8 กฤษณาวตาร เป็นพระกฤษณะปราบยักษ์ชื่อพญากงศ์ ตามเรื่องมหาภารตยุทธิ์



ปางที่ 9 พุทธวตาร เป็นพระพุทธเจ้า คือพระสิทธัตถกุมาร



ปางที่ 10 กัลป์กกยาวตาร อวตารเป็นบุรุษผิวขาว ชื่อ กัลป์ลี ลงมาปราบกลียุคซึ่งจะมาถึงนี้





9. ประเภทเสภา



ได้แก่บทเสภาสำหรับขับนำและแทรกชุดระบำสามัคคีเสวก ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2457 ใช้สำหรับในชุดระบำสามัคคีเสวก



เนื้อเรื่อง



แบ่งเป็น 4 บท



1.กล่าวถึงนนทีผู้เป็นเทพสาวก แปลงเป็นโคอสุภราชให้พรอินทร์ทรงประทับ



2.กล่าวถึงพระคเณศร์ผู้เป็นเทพแห่งศิลปะวิทยาและเป็นผู้สร้างตระกูลช้างต่างๆในโลก



3.กล่าวถึงพระวิศวกรรมผู้เป็นเทพเจ้าแห่งการก่อสร้างและงานช่าง



4.กล่าวถึงความสามัคคีในหมู่ราชสวามิภักดิ์ใต้เบื้องยุคลบาท



ตัวอย่างบทประพันธ์



อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า



ผู้ใดเห็นไม่เป็นที่เจริญตา เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย





10.ประเภทบทละครคำกลอน



บทละครที่แปลจากบทละครของเชกสเปียร์



เวนิสวานิส



ประวัติ



ทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทละครพูดคำกลอน เมื่อ พ.ศ. 2459 โดยทรงแปลถอดมาจากบทละครพูดภาษาอังกฤษ เรื่อง The Merchant of Venice



เนื้อเรื่อง



กล่าวถึงไชล็อคยิวใจดำ ฟ้องศาลให้บังคับคดีให้ตนเชือดเนื้ออันโตนิโย 1 ปอนด์ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเงินกู้อันโตนิโยถูกฟ้องศาลเพราะไม่มีเงินใช้หนี้ ที่กู้ให้บัสสานิโยไปใช้จ่ายในงานแต่งงาน ปอร์เชียได้คิดช่วยอันโตนิโยผู้มีบุญคุณต่อสามี โดยปลอมเป็นผู้พิพากษาไปชำระคดี มีผลให้ไชล็อคแพ้คดี



ตัวอย่างคำประพันธ์



ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก



อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์





10.2 บทละครที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีสันสกฤต



1. ปรียทรรศิกา



ประวัติ เป็นนาฏิกาสันสกฤต ทรงแปลเมื่อ พ.ศ. 2467 พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2468 เหตุที่ทรงพระราชนิพนธ์ เพราะมีชาวอินเดีย ชื่อ คุษฏัสปษาห์ ไกขุโษร นริมัน ได้นำบทละครสันสกฤตฉบับภาษาอังกฤษมาทูลเกล้าถวาย จึงทรงถอดเป็นพากษ์ไทย ทรงแปลอย่างรักษาเนื้อความ คำต่อคำ ตรงไหนเป็นร้อยแก้วก็แปลเป็นร้อยแก้ว ตรงไหนเป็นฉันท์ก็ทรงแต่งเป็นฉันท์



จุดมุ่งหมายในการแต่ง จะให้นักเลงอ่านหนังสือได้รู้ชัดว่า ละครสันสกฤตโบราณเขาแต่งกันอย่างไร แสดงกันอย่างไร



เนื้อเรื่อง นางปรียทรรศิกา ขณะรุ่นสาวได้ถูกพามายังราชสำนักพระเจ้าวัตสราชพระนางวาสวทัตตาพระมเหสีหึงและได้เอาตัวนางอารัณยกา(ปรียทรรศิกา)ไ
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 16 ธ.ค. 2550 (10:10)
วิวัฒนาการของวรรณกรรมไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน

วรรณกรรมไทยได้วิวัฒนาการสอดคล้องกับการพัฒนาทางด้านสังคมเสมอมา แต่วรรณกรรมนั้นกลับเจริญอยู่ในขอบเขตจำกัด คือเจริญรุ่งเรืองในกลุ่มผู้รู้ ชนชั้นสูงในราชสำนัก และนักปราชญ์ราชกวีก็สร้างวรรณกรรมมาเพื่อตอบสนองชนกลุ่มข้างน้อยของสังคมเป็นส่วนใหญ่

วรรณกรรมสมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นการเริ่มสร้างอาณาจักรที่เป็นอิสระมั่นคงของไทย ฉะนั้นวรรณกรรมจึงมีลักษณะในการประกาศคุณงามความดีของผู้ปกครอง และกล่าวถึงความรุ่งเรืองของบ้านเมือง ในขณะเดียวกันราชกวีก็ได้สรรค์สร้างวรรณกรรมประเภทที่มีผลประโยชน์ต่อการควบคุมสังคม (ไตรภูมิพระร่วงและสุภาษิตพระร่วง) เนื่องจากไทยเพิ่งจะสร้างอาณาจักรใหม่ ๆ จึงจำเป็นจะต้องจัดระเบียบของสังคมให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ถึงแม้ว่าระเบียบแบบแผนของการควบคุมสังคมในสมัยนั้นจะมิได้ตราเป็นกฎหมายก็ตาม แต่สถาบันศาสนาได้มีส่วนช่วยในการจัดระเบียบสังคมอยู่ไม่น้อย โดยวิธีเน้นปรัชญาพุทธศาสนาและบาปบุญคุณโทษ เป็นผลให้สังคมอยู่ได้อย่างสงบสุข ฉะนั้นแก่นของเรื่องในวรรณกรรมสุโขทัยจึงเป็นแนวคิดในการเสริมสร้าง และควบคุมสังคมอยู่ค่อนข้างมาก (ถึงแม้จะเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาก็ตามที) กล่าวคือพยายามเสนอความคิดในการเมืองการปกครองแบบธรรมราชา เพื่อให้สังคมเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้ปกครอง ตลอดจนยึดมั่นในกฎแห่งกรรมของปวงประชา ซึ่งจะส่งผลให้สภาวะบ้านเมืองสงบสุขได้อีกโสดหนึ่งด้วย

กลวิธีการประพันธ์วรรณกรรมสุโขทัย ถึงแม้ว่าผู้สรรค์สร้างวรรณกรรมจะเป็นกลุ่มผู้รู้ในราชสำนักก็ตาม แต่การสรรค์สร้างวรรณกรรมยุคสุโขทัยนั้นส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ให้เป็นวรรณกรรมสำหรับปวงประชา (ยกเว้นตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศ) ฉะนั้นรูปแบบ ฉันทลักษณ์จึงมีความงามแบบเรียบง่ายและชัดเจน เพื่อให้ชนส่วนใหญ่ของสังคมอ่านเข้าใจ รู้เรื่องโดยมิยากนัก กวีจึงละเว้นสำนวนโวหาร และคำศัพท์อลังการศาสตร์ทั้งหลายเกือบสิ้นเชิง (เว้นไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาจึงยากที่จะละเว้นศัพท์บัญญัติต่าง ๆ) ฉะนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่าวรรณกรรมสมัยสุโขทัยกวีสรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นวรรณกรรมของชนส่วนข้างมากของสังคม มิได้จำกัดอยู่ในกำแพงวัง และประชาชนมีสิทธิ์มีส่วนในการเป็นเจ้าของวรรณกรรมเหล่านั้นด้วย โดยเฉพาะศิลาจารึกมีลักษณะเช่นเดียวกับประกาศข่าวสาร

วรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น แนวโน้มเริ่มเปลี่ยนไปมาก เนื่องจากการจัดระบบสังคมอย่างมีระเบียบแบบแผนเคร่งครัด โดยตรากฎหมายออกมาควบคุมสังคม ฉะนั้นหน้าที่ที่จะเสนอแนวคิดในการควบคุมสังคมโดยอาศัยปรัชญาพุทธศาสนาจึงหมดความจำเป็นไป อีกประการหนึ่งมีการแบ่งชนชั้นตามกฎหมายเป็น ท้าวไท มูลนาย ไพร่ทาส อย่างชัดเจน วรรณกรรมจึงจำกัดอยู่ในแวดวงผู้รู้นักปราชญ์ราชสำนักและกลุ่มเชื้อพระวงศ์เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นแก่นของเรื่อง คตินิยมในวรรณกรรมจึงตอบสนองความพึงพอใจของกลุ่มชนที่เป็นเจ้าของสิทธิ์วรรณกรรม สารประโยชน์แห่งเรื่องจึงวนเวียนอยู่ในวงจำกัด ภาษาสำนวนโวหาร ฉันทลักษณ์ซับซ้อน เช่น ลิลิตยวนพ่าย และมหาชาติคำหลวง ลิลิตพระลอ เป็นต้น ทัศนะต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบสังคมในวรรณกรรมสมัยนี้เป็นทัศนะแบบผู้มีอภิสิทธิ์เหนือสังคมมองสังคมทั่วไป ค่านิยมเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้นยอมรับว่า กษัตริย์เป็นเทพเจ้ามากกว่าสมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งจะเห็นได้ชัดในลิลิตยวนพ่าย (มีข้อความเฉลิมพระเกียรติจำนวนมาก)

กลวิธีการประพันธ์วรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น มีการพัฒนารูปแบบการประพันธ์ให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น กล่าวคือวรรณกรรมที่สรรค์สร้างในสมัยนี้เป็นร้อยกรอง (ยกเว้นกฎหมาย) เริ่มพัฒนาจากฉันทลักษณ์ของไทยโบราณ (โองการแช่งน้ำ) โคลง เป็นฉันทลักษณ์ที่นิยมมากในสมัยนี้ นอกจากนี้กวียังพยายามนำฉันทลักษณ์แบบอินเดียเข้ามาประพันธ์วรรณกรรมไทย ได้แก่ มหาชาติคำหลวง ซึ่งพบว่ามีการเริ่มนำ ฉันท์ และกาพย์เข้ามาใช้ และฉันทลักษณ์แบบอินเดียนี้มีผลในการพัฒนาวรรณกรรมในสมัยหลังต่อมาอย่างมาก

วรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พบว่าเป็นการสืบทอดแนวคิดในการสรรค์สร้างวรรณกรรมมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และกวีมีความสันทัดในเชิงกวีนิพนธ์มากขึ้น ในด้านมโนทัศน์ต่อสังคมของวรรณกรรมยุคนี้ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากวรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น กล่าวคือวรรณกรรมอยู่ในแวดวงจำกัด สรรค์สร้างวรรณกรรมเพื่อกลุ่มราชสำนักและผู้รู้ แต่อย่างไรก็ตามพบว่าวรรณกรรมในยุคนี้เจริญรุ่งเรืองมากทางด้านฉันทลักษณ์ เช่น เสือโคคำฉันท์ อนิรุทคำฉันท์ รวมถึงวรรณกรรมประเภทโคลงและกลอนอีกด้วย

กลวิธีการประพันธ์วรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พบว่าฉันทลักษณ์ของไทยเจริญทุกรูปแบบ คือ ฉันท์ โคลง กลอน และกาพย์ ส่วนกลอนเป็นฉันทลักษณ์ที่เพิ่งจะเริ่มนิยมในยุคนี้และฉายให้เห็นถึงว่ากวีมีความสันทัดมากแล้ว (กลอนกลบทศิริวิบุลกิตติ) และเป็นผลให้กลอนมาเจริญรุ่งเรืองในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย

วรรณกรรมสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปรากฎว่าโลกทัศน์ของวรรณกรรมในยุคนี้กว้างขึ้น เนื้อเรื่องไม่อยู่ในวงจำกัดเหมือนสมัยอดีต เริ่มสนใจวรรณกรรมพื้นบ้านซึ่งเข้าใจว่าเจริญอยู่ในกลุ่มประชาชนมาก่อนมากขึ้น มีการนำมาชำระปรับปรุง และเจริญรุ่งเรืองในราชสำนัก ซึ่งฉายให้เห็นว่ากลุ่มราชสำนักและปวงประชาเริ่มจะมีแนวร่วมในรสนิยมทางวรรณกรรม อีกประการหนึ่งแก่นของเรื่องของวรรณกรรมยุคนี้มีอยู่หลายเรื่องที่เป็นแบบสมจริงมากขึ้น เช่น ขุนช้างขุนแผน สามก๊ก ราชาธิราช เป็นต้น รวมถึงคตินิยมในเรื่อง ระเด่นลันได และทัศนะทางด้านสังคมของเรื่อง กาพย์พระไชยสุริยาด้วย เหล่านี้เป็นการปูพื้นฐานในการพัฒนาทางด้านวรรณกรรมในยุคต่อมาไม่มากก็น้อย

อีกประการหนึ่งกลวิธีการประพันธ์ในยุคนี้เริ่มนิยมร้อยแก้วบ้างแล้ว ซึ่งเป็นกวีนิพนธ์มีความงามแบบเรียบง่าย และชัดเจน และหลังจากรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา วรรณกรรมประเภทพงศาวดารจีนก็ได้รับความนิยมและมีการแปลติดต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้มของการพัฒนาทางด้านการประพันธ์ที่จะคลี่คลายมาสู่วรรณกรรมปัจจุบันอีกประการหนึ่งด้วย

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ปัจจัยต่าง ๆ ก็สนับสนุนให้แนวการประพันธ์วรรณกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมมากขึ้น ทั้งด้านแนวคิดของกวีและสังคม การแพร่กระจายวรรณกรรม (โรงพิมพ์) รวมถึงแนวโน้มของกลวิธีการประพันธ์ (ร้อยแก้ว) และแนวคิดจากวรรณกรรมตะวันตก (นักศึกษาที่ได้รับการศึกษาจากยุโรป) เหล่านี้มาประจวบเหมาะให้วรรณกรรมไทยได้พัฒนารูปแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งเราเรียกว่า "วรรณกรรมปัจจุบัน" แต่อย่างไรก็ตามมโนทัศน์ของวรรณกรรมปัจจุบันก็เปลี่ยนไปตามระบบของสังคมอีกด้วย ฉะนั้นการที่ระบบสังคมไทยได้เปลี่ยนรุดหน้าไปในสมัย รัชกาลที่ 5 (เลิกทาส) นั้นมีส่วนให้แก่นของเรื่องในวรรณกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยู่มาก (ธวัช บุญโณทก. 2527 : 34-37)





--------------------------------------------------------------------------------



หะ นั่งหา -*- มันดี - -
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 16 ธ.ค. 2550 (15:39)
เจอแต่แบบผู้หญิง ชายยังไม่เจอ งืมๆ อยู่หนาย



ป.ล.รักประวัติศาสตร์ แต่ขี้เกียจเรียน (?)
nicollteri0
ร่วมแบ่งปัน629 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 20 ก.พ. 2551 (19:20)
<P>ต้องทำงานส่งเกี๋ยวกับวรรณคดีในสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ </P>

<P>7-9</P>
อยากทราบวรรณคดีในสมัยรัตนโกสินทร์ ร.7-9 (IP:124.121.47.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 1 ก.ค. 2551 (14:09)
ขอบคุณคับ
pot_futsal_05@hotmail.com (IP:203.144.133.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 5 ก.ค. 2551 (14:23)

ทำรายงานเรื่องนี้พอดี


ploy5879
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 17 ส.ค. 2551 (20:32)

สมัยนี้ถ้าใส่แบบสมัยก่อนคงสวยดี ^ ^


Ploii (IP:118.173.36.228)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 24 ก.ย. 2551 (20:55)

ขอบคุณ.....สำหรับแนวคิดทุกแนวคิดที่นำมาลง มีประโยชน์อย่างมากในการศึกษาค้นคว้า


แตง (IP:119.42.65.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 31 ต.ค. 2551 (14:51)

สาวดี


เบลลี่จัง (IP:125.26.77.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 14 ส.ค. 2552 (14:52)

โยโย่


เก่ง (IP:202.143.159.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 31 ส.ค. 2552 (09:12)

อยากให้ข้อมุลแน่นกว่านี้มีประวัติผู้เเต่ง
ประวัติความเป้นมาของวรรณคดี
ลักษณะคำประพันธ์
จุดมุงหมายในการเเต่ง
เรื่องย่อ
คุณค่าเเละความสำคัญของเรื่อง
ขอร้องนะค่ะช่วยที่
ขอบคุณร่วงหน้าค่ะ


น้องกุ้งนาง (IP:115.67.140.198)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 2 ก.ย. 2552 (11:45)
ขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดี โคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียน ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
aj_auy_pooh@hotmail.com (IP:203.113.115.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 18 พ.ย. 2552 (10:13)

สวัสดีครับผมรบกวนช่วยหาข้อมูลให้ผมหน่อยครับ(ถ้ากรุณา) ผมมีความจำเป็นต้องส่งรายงานครับผมอยากได้ข้อมูลดังนี้ครับ

ผมอยากทราบว่าในสมัยรัชกาลที่ 1-8 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษณาบ้างครับและผมอยากทราบที่ละรัชกาลครับ เช่น ดังนี้ครับ

(1.) รัชกาลที่ 1 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษ   (2.) รัชกาลที่ 2 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษ  

ถ้ากรุณาจะขอบคุณเป็นอย่างสูงมาก ๆ  ครับ


ธนากร (IP:124.120.83.46)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 18 พ.ย. 2552 (10:20)

สวัสดีครับผมรบกวนช่วยหาข้อมูลให้ผมหน่อยครับ(ถ้ากรุณา) ผมมีความจำเป็นต้องส่งรายงานครับผมอยากได้ข้อมูลดังนี้ครับ

ผมอยากทราบว่าในสมัยรัชกาลที่ 1-8 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษณาบ้างครับและผมอยากทราบที่ละรัชกาลครับ เช่น ดังนี้ครับ

(1.) รัชกาลที่ 1 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษ   (2.) รัชกาลที่ 2 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษ  


sangpiem2009@hotmail.com


ถ้ากรุณาจะขอบคุณเป็นอย่างสูงมาก ๆ  ครับ


sangpiem2009@hotmail.com (กรุณาด้วยน่ะ) (IP:124.120.83.46)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 18 พ.ย. 2552 (10:24)

สวัสดีครับผมรบกวนช่วยหาข้อมูลให้ผมหน่อยครับ(ถ้ากรุณา) ผมมีความจำเป็นต้องส่งรายงานครับผมอยากได้ข้อมูลดังนี้ครับ

ผมอยากทราบว่าในสมัยรัชกาลที่ 1-8 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษณาบ้างครับและผมอยากทราบที่ละรัชกาลครับ เช่น ดังนี้ครับ

(1.) รัชกาลที่ 1 ใช้อะไรเป็นสื่อณา  (2.) รัชกาลที่ 2 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษณา  


sangpiem2009@hotmail.com


ถ้ากรุณาจะขอบคุณเป็นอย่างสูงมาก ๆ  ครับ


 


sangpiem2009@hotmail.com (กรุณาด้วยน่ะ) (IP:124.120.83.46)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 18 พ.ย. 2552 (10:28)

สวัสดีครับผมรบกวนช่วยหาข้อมูลให้ผมหน่อยครับ(ถ้ากรุณา) ผมมีความจำเป็นต้องส่งรายงานครับผมอยากได้ข้อมูลดังนี้ครับ

ผมอยากทราบว่าในสมัยรัชกาลที่ 1-8 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษณาบ้างครับ
และผมอยากทราบที่ละรัชกาลครับ เช่น ดังนี้ครับ

(1.) รัชกาลที่ 1 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษณา 

(2.) รัชกาลที่ 2 ใช้อะไรเป็นสื่อโฆษณา  


sangpiem2009@hotmail.com


ถ้ากรุณาจะขอบคุณเป็นอย่างสูงมาก ๆ  ครับ


sangpiem2009@hotmail.com (กรุณาด้วยน่ะ) (IP:124.120.83.46)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 12 ก.ย. 2553 (13:03)
ทำไมไม่เอาเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์ แบบเต็มๆมาให้ดูบ้าง
STU.007@hotmail.com (IP:1.47.221.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 15 พ.ย. 2553 (19:57)
มีสะระมากๆ
ดีๆ (IP:223.206.213.31)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 29 พ.ย. 2553 (15:46)
อยากได้ข้อมูลนิทานทองอิน

ส่ง kun.25412009@hotmail.com
kun.25412009@hotmail.com (IP:182.93.214.102)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 15 ธ.ค. 2553 (13:56)
อยากได้ข้อมูลวิวัฒนาการตั้งเเต่รัชกาลที่ 7-9

ส่ง polly_ploy93@hotmail.com

ด่วนค่ะ
polly_ploy93@hotmail.com (IP:203.172.208.218)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม