|
ปรัชญาว่าด้วยคติและคำสอน
โพสต์เมื่อ:
18:16 วันที่ 9 ก.ย. 2550 ชมแล้ว:
47,249
ตอบแล้ว:
165
ปรัชญาว่าด้วยคติและคำสอน
ใครที่มีปรัชญา ข้อคิด คติ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ร่วมแบ่งปันกันได้ที่นี่นะเจ้าค่ะ เข้ามาเขียนกันนะเจ้าค่ะ เมื่อใดยังรู้ว่าว่าง เมื่อนั้นแสดงว่ายังไม่ว่าง เมื่อใดยังรู้ว่าไม่ว่าง เมื่อนั้นแสดงว่าว่าง ............................................... เมื่อนั้น ผู้นั้นเป็นผู้ฝืน ผกผัน ความรู้สึก เมื่อไร จึงเป็นตัวของตัวเอง อืม....น่ะ "อย่าเพิ่งบอกว่ายาก ถ้ายังไม่ได้ลองทำ" ....................................................... แต่ถ้ายากจริง ก็อย่าไปทำนะ เช่น นั่งกินข้าว คนเดียว ให้หมด 5 กิโลกรัม ภายใน 5 นาที เช่น ปล้นธนาคาร คนเดียว ในเวลาทำงาน (ด้วยมือเปล่า) เช่น เสก คนตาย ที่ตายมาแล้ว 1 ปี ให้ ฟื้นคืนชีพ ...................................................... ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน หากคนเรายังมีความต้องการ โลก ก็จะยังไม่สงบสุข ................................... หากคนเรายังไม่มีความต้องการ โลก ก็ยังไม่สงบสุข เช่นเดิม เพราะมียังมีคนอื่น ต้องการ แม้นเราไม่ต้องการแล้ว ................................. เมื่อไม่มีเรา เราก็ไม่ต้องรับรู้อะไร จาก โลก และหาก เรา ไม่มีคุณค่าอะไร ต่อโลก โลกก็ไม่รับรู้อะไรจากเรา ยังอาลัย อาวรณ์ อยู่ไย ไม่มี คือ ไม่มี จิตว่าง คือ จิตว่าง ![]() ถ้าเบื่อ ก็ให้รีบทำงานให้เสร็จ ด้วยอารมณ์สุข-สนุกสนาน ถ้าไม่เบื่อ ก็ให้รีบทำงานให้เสร็จ ด้วยอารมณ์สุข-สนุกสนาน ............................... เหมือนดังว่า เบื่อ ก็กินเหล้า ไม่เบื่อ ก็กินเหล้า เช่นนั้น ............................... ถ้าเป็นเรื่องไม่สำคัญ ไม่พูด ไม่มีใครว่า เมื่อไม่มีใครเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น สิ่งนั้น ก็ไม่มีความสำคัญต่อผู้นั้น ............................................ เมื่อผู้นั้นไม่ย่อมรับคุณค่าของสิ่งนั้น ผู้นั้นไม่ได้รับคุณค่าจากสิ่งนั้น ผู้นั้นจึงเป็นผู้ด้อยประโยชน์ต่อเรื่องนั้น ผู้นั้น ก็ไม่มีความสำคัญต่อผู้อื่น เทียบเท่ากับ ผู้นั้นไม่เห็นความสำคัญต่อสิ่งนั้น ............................................ นั้นคือ กฎแห่งกรรม นั้นคือ กฎแห่งการเรียนรู้ จงนึกสังหรณ์ใจ และตรวจสอบทานทุกครั้ง ที่เห็นข้อมูลผิดปกติมาก ที่ผู้อื่นเตือน ที่ผู้อื่นทัก ที่ผู้อื่นทำท่าทางผิดพิรุต ถ้าไม่เป็นคนขยันฟัง ขยันอ่าน ขยันตามเขา ก็อย่าถามว่าจะเรียนต่อปริญญาโท ดีไม๊ ที่ใดมีรัก...ที่นั่นมีทุกข์...ใจสุดสมระทมขมขื่น... ที่ใดมีรักแบบ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่นั่นมีความสุข ที่ใดมีรักแบบ รักใคร่ โลภ โทสะ โมหะ ที่นั่นมีทุกข์ ความรัก ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการครอบครอง รักมากก็ทุกข์มาก เกลียดมากก็ทุกข์มาก แม้นไม่มีความรักกับความเกลียด ชีวิตจะไร้ทุกข์ คนเราจะให้ความสำคัญต่อสิ่งใดมากเเค่ไหน สามารถดูได้จาก "การปฏิบัติต่อสิ่งนั้น" แต่แม้นว่าปฏฺบัติดี แต่จิตใจมีแต่การหวังผลประโยชน์ ความดีที่เราสร้าง ก็จะไม่บังเกิดผล
กวีพเนจรและบทกลอนแห่งตำนาน
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1636 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 157 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ท่านกวีพเนจรฯ แม้นว่าปฎิบัติดี จิตใจมีแต่หวังผลประโยชน์ ความดีที่เราสร้าง ก็บังเกิดผล เพียงแต่ ได้น้อย ได้มาก และไม่ได้เลย(ก็มี) เธอดูอย่างเธอซิ ขอร้องขอเงินจากพ่อแม่ ด้วยการทำตัวดี เชื่อฟังพ่อแม่ ให้ความรักต่อพ่อแม่ พ่อแม่ยังใจอ่อนให้เงินแก่เธอ ................................................. เธอดูนักการเมือง ซิ หวังให้เขาเหล่านั้น เลือกตั้งเขา ทำทุกวิถีทาง ที่จะให้ผู้อื่นเลือก ก็ยังมีผู้อื่นที่เห็นความดีของเขาอยู่บ้าง จึงได้เลือกไป ส่วนผู้ที่แย่ที่สุด ทำดีอย่างไรก็ไม่ขึ้น เห็นมีอยู่น้อย ที่จะไม่ได้รับอะไรเลย ส่วนผู้ที่แย่ที่สุด ทำชั่วอยู่มาก เห็นจะมีอยู่มากที่ไม่ได้อะไรจากเขาเหล่านั้น คนกลับมาทำความดี อย่างไรก็ดีกว่า คนทำชั่วตลอดชีวิต ขอบคุณขอรับ
กวีพเนจรและบทกลอนแห่งตำนาน
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1636 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 157 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ผู้ที่ทำดี โดยไม่หวังสิ่งตอบเเทน เเละ (((ไม่ได้อะไรตอบเเทน))) เป็นผู้ที่น่ายกย่อง เขาพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองได้ทำ เเม้ไม่มีใครสนใจ เเม้นเเทบจะไม่มีใครมองเห็นคุณค่าของการทำสิ่งเหล่านั้นเลยก็ตาม..... คนเเบบนี้มักถูกมองจากคนที่ทำอะไรๆ โดยคิดเเต่ว่าต้องได้สิ่งตอบเเทนในเเบบเหมือนๆกันว่า "มันทำหรือมันต้องทำเพื่อจุดประสงค์หรือหวังผลประโยชน์หรือได้ผลประโยชน์บางอย่างตอบเเทนเเน่ๆ" " ไม่งั้นมันจะมาเหนื่อยทำเเบบนี้เพื่ออะไร?" ทั้งๆในความเป็นจริงก็รู้อยู่ว่า "มันไม่ได้อะไร" เเต่ก็ยังไม่สามารถยอมรับได้ เพราะ....... ตัวเองเป็นคนที่ทำอะไรโดยคิดเเต่ว่าต้องมีสิ่งตอบเเทน คือ คิดเเต่ว่าทำเพื่อ....ได้สิ่งตอบเเทน เมื่อเจอคนที่ทำโดยไม่หวังเเละไม่ได้อะไร จึงไม่สามารถรับความจริงได้ เเละคิดเเต่ว่า " มันต้องมีจุดประสงค์ ต้องการอะไรบางอย่าง หวังผลประโยชน์จากการกระทำ " ไม่มีหรอกคนที่พอใจที่จะทำ เพราะ "ชอบ" เพราะ " อยากทำ " โดยไม่ได้ อะไรตอบเเทน เพราะฉะนั้นถ้าเลิกโกหกตัวเอง หันมามอง "ความเป็นจริง" ก็จะพิจารณาได้ เอง...... คนที่คิดเเต่ว่าทำอะไรต้องได้สิ่งตอบเเทนเป็นชิ้นเป็นอันทุกอย่าง ก็มักจะมองคนอื่นว่าทำอะไรๆ ก็เพราะต้องการสิ่งตอบเเทนเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกัน เเละถึงจะรู้ว่าไม่ได้อะไร ก็ยังไม่อาจยอมรับความจริงนั้นได้ ครุ่นคิดฝังหัว ว่าต้องมีจุดประสงค์ ต้องมาเอาประโยชน์ ต้องมาเอาอะไรบางอย่าง ต้องได้อะไรไป ความคิดเเบบนี้จะนำมาสู่อคติ คือ มองว่าผู้อื่นมีจุดประสงค์ มาเบียดเบียนผลประโยชน์ของตนเอง ถ้าอคตินั้นเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายก็จะถูกมองจนกลายเป็น "ศัตรู" ผู้มาเบียดเบียน มาเอา มาเเย่ง ผลประโยชน์ หรือ อะไรสักอย่างไป ดังนั้น จึงขอร้องให้ทุกคนตรองดูด้วยใจเป็นกลาง ว่า "สิ่งที่ตนเองนั้นคิดผิด เข้าใจผิด มาตลอด นั้นเป็นอคติที่เกิดขึ้นจากความคิดที่ว่า " ทำอะไรมันต้องหวังต้องได้อะไรตอบเเทน" อยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ถ้ายังคิดเเละพยายามจะคิดหาว่า "มันต้องได้อะไร ไม่งั้นจะทำทำไม" หาไปเรื่อยๆ ไม่เจอ ก็พยายามจะหาให้เจอ ก็จะเริ่มคิดเข้าหาตัวเอง เมื่อคิดเเบบนี้มากเข้า ประกอบกับ อคติที่เอนเอียง จึงทำให้มองการกระทำของผู้อื่นโดยที่เเท้เป็นกลาง ก็จะพาลกลายเป็นสิ่งที่มาเบียดเบียนผลประโยชน์ของตนเองเสียหมด ทั้งๆที่ "ความจริง" เเล้ว มันไม่ได้มีอะไรเลย คิดไปเอง เดือดร้อนเอง ด้วยอคติของตัวเองทั้งสิ้น...... ..................................................................................................................... "ชั่วดีอยู่ที่คน จะทำตนชั่วดีอยู่ที่ใจ" ค่ำแล้วตะวันลับ ดาวประดับท้องฟ้าแทน แต่ดาวเป็นหมื่นแสน ไม่สว่างเหมือนตะวัน" หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |