วิชาการดอทคอม ptt logo

ขอรูปแบบแผนการสอนยุคปัจจุบัน

โพสต์เมื่อ: 12:04 วันที่ 23 ส.ค. 2544         ชมแล้ว: 14,942 ตอบแล้ว: 42
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
รูปแบบแผนการสอนปัจจุบัน จะมีรูปแบบเป็นอย่างไร ผู้สอนบ้านนอกไม่เข้าใจ เขียนไม่ถูก เขียนหลายครั้งผิดทั้งแผ จะเอาอย่างไร
ขอถามครับ


chupong chupong61@hotmail.com(202.183.145.14)





จำนวน 40 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 29 มิ.ย. 2544 (08:03)
แผนการสอนก็คือโครงคร่าวว่าในภาคเรียน อาจารย์จะสอนเด็กเรื่องอะไร เมื่อไร


อย่างไร มีการนำสื่ออะไรมาใช้บ้าง มีการวัดผลประเมินผลอย่างไร




ถ้าครอบคลุมที่กล่าวมาก็น่าจะผ่านนะครับ




ถ้าคนไหนบอกว่าแผนการสอนของท่านอาจารย์ผิด


ผมคิดว่า อาจารย์น่าจะถามผู้ตัดสินเลยว่า เขียนอย่างไรจึงถูก




ในความเห็นของผม เขียนอย่างไรก็ไม่น่าจะผิด


แต่ก็จะมีผู้ประเมินบางท่าน พยายามทำตัวเองให้เป็นผู้สำคัญล้นฟ้า


ถ้าทำไม่ถูกใจข้าฯ เขียนอย่างไรก็ไม่ถูก ก็มีเหมือนกัน


อย่างนี้ แทนที่ครู อาจารย์จะเอาเวลาไปตรวจการบ้าน เตรียมการสอน


ก็ต้องมานั่งเขียนเอกสารเอาใจคนบางคน ก็เป็นเรื่องน่ารำคาญใจเหมือนกัน




แต่ผมว่า อย่างไรเสีย


อาจารย์น่าจะคุยกับผู้ประเมินแผนฯก่อนว่าที่อาจารย์เขียนผิดตรงไหนนะครับ

นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 29 มิ.ย. 2544 (08:10)
ขอสนับสนุน อ.นิรันดร์ ครับ


แผนการสอนเป็นแนวการสอนของเราครับ เพราะฉะนั้นคนที่จะบอกได้ว่ามันดีหรือไม่ดี(ผมไม่ใช้คำว่าถูกหรือผิด นะครับ) ก็คือนักเรียนที่เราสอนนั่นแหละครับ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ไหนหรอกครับ ถ้าเราสอนแล้วเด็ก ๆ มีความสุข มีความรู้ความเข้าใจ เกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาที่เราสอน ผู้เชี่ยวชาญคนไหนบอกว่าไม่ดีก็ช่างเขาเถอะครับ ถ้าเราสอนห่วย ๆ เด็กเกลียด ไม่มีความสุข ไม่รู้เรื่อง ผู้เชี่ยวชาญเขาบอกว่ามัน(แผนการสอน นะครับ)ดีวิเศษแค่ไหนก็ไม่มีความหมายหรอกครับ

พิทยา (IP:203.107.130.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 29 มิ.ย. 2544 (13:37)
ไม่เห็นด้วยครับ




คือมันใช้ได้ แต่ไม่ทุกกรณีนะครับ นักเรียนชอบไม่ใช่แปลว่าดีเสมอ นักเรียนไม่ชอบ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอ




ถ้าไม่รับความเห็นคนอื่นด้วย โอกาสพัฒนาหลักสูตรก็จะน้อยลง เพราะกลายเป็นคนสอนคิดหัวเดียว แทนที่จะหลายหัว แล้วหลักสูตรมันก็ต้องสัมพันธ์กันด้วย แต่ละวิชาที่เรียน ดูแค่ที่อยู่ตรงหน้าคงไม่ได้มังครับ

Dubber (IP:155.69.1.44)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 29 มิ.ย. 2544 (23:36)
รูปแบบแผนการสอนเดิม จะเน้นกระบวนการ


ถ้าแบบใหม่ ต้องมี1. ขั้นนำ 2.ขั้นปฏิบัติการ


สอน และ3. ขั้นสรุป


1.ขั้นนำ ก็จะเป็นการนำเข้าสู่บทเรียน จะนำอย่างไรก็ว่าไป


2.ขั้นสอน ก็จะเป็นการแบ่งกลุ่ม ด้วยการสอนแบบ Cooperrative จะแบ่งสอนแบบไหนก็ว่าไปเช่น Jigsaw/Learningtogether/ฯลฯ


แล้วก็ แจกใบงาน/ใบกิจกรรมซึ่งในใบงานใบกิจกรรมก็จะมีขั้นตอนต่าง ๆให้เด็กได้ปฏิบัติ


3.ขั้นสรุป ก็แล้วแต่ กิจกรรม


ตัวอย่างรูปแบบทั่วไป


แผนการสอนที่/ เรื่อง/ เวลา..คาบ


สาระสำคัญ......


จุดประสงค์ปลายทาง....


จุดประสงค์นำทาง.....


เนื้อหา.....


วิธีสอน


1. ขั้นนำ...


2. ขั้นปฏิบัติการสอน...


3. ขั้นสรุป....


วิธีการประเมินผล....


สื่อ/อุปกรณ์การสอน


ข้อเสนอแนะ(ถ้ามี)....


---------------------------------------------------


ใบงานที่...หรือใบกิจกรรมที่...


หมายเหตุ นี่เป็นรูปแบบการเขียนแผนแนวปัจจุบันที่เน้นเด็กเป็นสำคัญนะครับ

วินัย (IP:202.183.165.12)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 1 ก.ค. 2544 (09:14)
ท่านครับ..ไม่ต้องคิดมากเอางี้(แนะนำ)


1. รูปแบบคงเป็นตามที่ครูวินัยกล่าวนะ


2.และอย่าลืมคิดต่อไปนะว่าทำไงจะให้เด็กเก่ง.ดี...สุข.....(ทุกเรื่อง) คิดไม่ออกดูที่ตัวท่านเองหรือคนเก่งท่านอื่น ๆ ว่าท่านเก่งอะไรเก่งได้อย่างไร แล้วก็เรียบเรียงความเก่งเป็นลายลักษณ์ลวในแบบที่ทางการกำหนด(ที่เรียกว่า "แผนการสอน"...ก็เท่านั้น


3. อย่าไปคิดมาก...และอย่าไปทุกข์ในเรื่องของคนอื่น(หน้าที่ที่เขาต้องทำ)โดยลืมทำในเรื่องของตนเอง....ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลครับ.


(ข้อมูลมากมาย ยินดีที่Mail)

7203 (IP:202.133.141.144)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 ก.ค. 2544 (08:46)
ผมลองมองดูแล้ว วิธีของคุณครูวินัยก็คล้ายคลึงกับที่มีอยู่ในคู่มือครู


อย่างนี้ จะลอกคู่มือครูไปส่งเลยจะได้ไหมครับ




ผมเห็นด้วยในประเด็นของอาจารย์พิทยา และคุณ dubber ในมุมที่ต่างกัน


เป้าหมายของแต่ละวิชานั้นแตกต่างกัน


เป้าหมายของหลักสูตรโดยรวมก็มี


เช่นจะต้องปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม คุณธรรม พร้อมไปกับเนื้อหาทางวิชาการด้วย


อย่างศูนย์กวดวิชาหลายแห่งที่เปิดสอนอยู่ที่สยามสแควร์


เอาใจเด็กมาก นักเรียน เรียนกันตรึม สอนตลกโปกฮา ไม่ค่อยพ้นเข็มขัดขึ้นมาเท่าไร


ได้เนื้อหา สาระ จริง แต่คุณธรรมจริยธรรม ไม่ค่อยได้ บางแห่งทำคุณธรรมเสื่อมด้วย




แล้วก็เวลาปฏิบัติจริงก็เป็นอีกอย่างหนืึ่ง


บางที่เราวางแผนเอาไว้ว่า จะสอนเรื่องนี้


อยู่ ๆ ก็มีพวก BIG ๆ เขามาในโรงเรียน ผู้บริหารก็เกณฑ์ครู นักเรียนไปให้การ


ต้อนรับ


บางโรงเรียนจัดแข่งกีฬาระหว่างสี ระหว่างโรงเรียน


ก็เอาเวลาเรียนมาจัดซ้อม แผนที่วางไว้ก็พังพินาศหมด


สงสัยท่าจะบ่นนอกเรื่อง พอแค่นี้แล้วกันครับ

นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27103 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 4 ก.ค. 2544 (23:43)
ตามความเห็นของคุณนิรันดร์ ผมเห็นด้วยเป็นบางส่วนที่จะไปลอกคู่มือ ครูมาจัดทำเป็นแผนการสอน อาทิเช่น โครงสร้างรายวิชา/ เนื้อหา/ สาระสำคัญ/ จุดประสงค์การเรียนรู้ /


แต่ในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นผมว่าไม่ควรลอกนะครับ


เพราะคู่มือเป็นแค่แนวทาง กำหนดแนวการสอนเป็นแบบกลาง ๆ ทั่วไปนะครับ


การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนในแต่ละท้องถิ่น จะต้องเป็นผู้จัดทำให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยพยายามสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนให้เน้นเด็กเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะสอนเด็กโดยวิธีใด


โดยเมื่อสอนแล้ว เด็กควรจะต้อง เก่ง/ ดี/มีสุข/


แต่ก็มีปัญหาเพราะ


การสอนปัจจุบัน ครูแต่ละท่านสอนหลายระดับ หลายวิชา ดังนั้นการจัดทำแผนการสอนในแต่ละรายวิชา ย่อมมีความบกพร่องเป็นธรรมดา โดยเฉพาะคุณครู สปช. ขยายโอกาสที่สอนในระดับมัธยมซึ่งหน้าเห็นใจจริง ๆ สอน ม 1- ม 3 แทบทุกรายวิชา ถ้าจะมานั่งจัดทำแผนการสอนให้สมบูรณ์ครบถ้วนทุกรายวิชาก็ดูค่อนข้างยาก ปัจจุบันจึงมีสำนักพิมพ์ หัวใส พิมพ์แผนการสอนออกมาจัดขายวางอยู่เต็มเมือง มีทั้งดีและแย่ ปะปนกัน ครูที่ซื้อไปก็แค่ มีพอให้ผู้ใหญ่ตรวจแค่นั้น






ส่วนวิธีการแก้ปัญหาตามความคิดของผม เห็นว่า โรงเรียนในแต่ละพื้นที่ควรจะมารวมกลุ่มกัน ระดมสมอง จัดทำแผนการสอนในท้องถื่นร่วมกัน ในแต่ละรายวิชา




่ส่วนการสอนพิเศษ ผมว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับการศึกษายุคปฏิรูป ซึ่งส่วนใหญ่เน้นคำตอบสุดท้าย เด็กไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน/ ครูก็มุ่งเน้นสอนแต่เนื้อหาอย่างเดียว มิได้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม/ เด็กก็เรียนรู้แบบตัวใครตัวมัน/


ถ้าเด็กพวกนี้โตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งต่าง ๆเหล่านี้ที่เขาได้รับ จะส่งผลให้เขาเป็นคนเช่นไร


ในอนาคตรลองคิดดู


ผมสอนชนบท เด็กบางคนจนมาก/ แค่เงินค่าอาหารกลางวันก็แทบจะไม่มี นี่ดีมีโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษามาพอช่วยแก้ปัญหาได้/เพราะฉนั้นพวกนี้ไม่มีคำตอบสุดท้ายจากโรงเรียนกวดวิชา/ .....


แค่นี้ก่อนนะครับชักเลอะแล้ว???????????

วินัย (IP:202.183.165.12)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 5 ก.ค. 2544 (13:03)
เห็นด้วยกับการมีและใช้แผนการสอนที่ครูผู้สอนได้ทำโดยมุ่งหมาย เพื่อเป็นแนวทางพัฒนานักเรียนทั้งที่เรียนเก่งและเป็นแนวแก้ไขปรับปรุงนักเรียนที่เรียนได้ช้า รวมทั้งพัฒนาตัวครูเอง


ไม่เห็นด้วย ถ้าจะอาศัยแผนการสอนด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม เพียงเพื่อปรับตำแหน่งของตนโดยมีนักเรียนเป็นเพียงแหล่งอาศัยอ้างอิง หรือมีไว้เพียงเพื่อป้องกันตัวครูเอง


คิดว่าการมีและใช้แผนการสอนไม่ว่าในสมัยก่อนหรือสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องเป็นกฎตายตัวเสมอไปในเรื่องรูปแบบ ผมเข้าใจว่าทฤษฏีการเรียนการสอนที่มีอยู่ในทุกประเทศ ไม่มีของประเทศใดที่จะเคยถูกเรียนว่า เป็นกฎแห่งการเรียนรู้ ได้แท้จริงตลอดไป เพียงแต่ทฤษฏีนั้น ๆ เหมาะที่จะใช้ตามสภาพของผู้เรียน และสภาพของสังคมขณะนั้น


ผมมั่นใจในความเชื่อนี้

บวรวิทย์ ยุทธนากร (IP:203.185.96.178)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 6 ก.ค. 2544 (09:43)
ในทัศนะของดิฉัน


แผนการสอน ก็มีความหมายตรงตัวของมันอยู่แล้ว ว่าเป็นการวางแผนว่าครูจะสอนอย่างไร (ผู้เรียนจะเรียนอย่างไร) เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ตามหลักสูตร ตามปรัชญาการศึกษาของสังคมนั้น ๆ


พิจารณาตามนัยข้างต้นนี้ องค์ประกอบหลักก็ต้องมี จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน การวัดและการประเมินผล


ส่วนในแต่ละองค์ประกอบจะแยกย่อยลงไปอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อ และแนวคิด เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ตามที่สังคมนั้นยึดถืออยู่ในขณะนั้น


ส่วนรูปแบบ (แบบฟอร์ม) ของแผนการสอนนั้นเปรียบเหมือนภาชนะที่เอามาบรรจุองค์ประกอบข้างต้นดังกล่าว


รูปทรงของภาชนะที่บรรจุอาหารก็มีส่วนช่วยให้อาหารน่ารับประทาน หรือรับประทานได้สะดวกขึ้น แต่คุณค่าแท้ของอาหารก็ต้องอยู่ที่ตัวอาหารเอง


ความถูกผิดที่สำคัญจึงต้องพิจารณาที่ความสอดคล้องขององค์ประกอบเหล่านั้น ว่าได้จัดให้สอดรับกันหรือไม่


ผู้จัดทำแผนการสอนต้องศึกษาให้เข้าใจจุดมุ่งหมายหลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ ความเชื่อ แนวคิดหลัก เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในสังคมของตนในขณะนั้น แล้วออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ และการวัดการประเมินผล ที่อธิบายให้ตัวเองและผู้อื่นฟังได้ว่าทำอย่างนั้นเพราะอะไร เพื่ออะไร ขัดแย้งกันในตัวเองหรือไม่




สิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งที่ผู้สอนทั่วไปมักละเลย คือ


การบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างสอน และหลังสอน


จะใช้เครื่องมืออะไรในการบันทึกก็สุดแล้วแต่สภาพความพร้อมที่มีอยู่


บันทึกที่ได้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนำมาปรับปรุงการเรียนการสอนและการวางแผนการสอนต่อ ๆ ไป ให้ดียิ่งขึ้นเป็นลำดับ


แผนการสอนเป็นสิ่งที่เราคาดไว้ว่าทำอย่างนี้แล้วน่าจะดี บันทึกระหว่างสอนและหลังสอนจะช่วยบอกให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราคาดไว้นั้นใช้ได้ดีจริง สำหรับผู้เรียนลักษณะอย่างนี้หรือไม่ ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรต่อไป ข้อค้นพบจากการปฏิบัติจริง จะช่วยให้คนที่สอนอย่างไตร่ตรองได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านการพิสูจน์ในเชิงประจักษ์และปรับปรุงครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในผู้ประกอบวิชาชีพครู

ไพจิตร สดวกการ (IP:203.146.64.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 6 ก.ค. 2544 (19:43)
ครูที่แท้จริง จะพบเห็นจุดที่อยากปรับปรุงในแผนการสอนของตนเองเสมอหลังจากที่ได้สอนไปแล้ว ไม่ต้องนั่งงอมืองอเท้ารอให้คนอื่นมาบอกให้แก้ด้วยซ้ำไป นั่นคือ ครูต้องสอนตนเองได้ ! จึงจะน่าเชื่อว่าจะไปสอนผู้อื่นได้

ไพจิตร สดวกการ (IP:203.146.64.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 6 ก.ค. 2544 (19:47)
เอาอย่างนี้ครับ อ.ชูพงษ์


แผนการสอนที่เขาทำไว้แล้วที่ผ่านการประเมินจนได้ ซี 7 - 8 - 9 มาแล้ว มีเยอะแยะเลยแทบทุกรายวิชา อาจารย์ก็เอามาลอกได้เลยครับ หลักสูตร คำอธิบายรายวิชา จุดประสงค์ ทั่วไป จุดประสงค์เฉพาะ โครงสร้างบทเรียนการแบ่งคาบ การแบ่งจุดประสงค์ เนื่อหาสาระ จุดประสงค์นำทาง-ปลายทาง - อุปกรณ์ การประเมินผล ฯลฯ ลอกไปเลย แต่กิจกรรมการเรียนการสอน อาจารย์ก็ต้องใช้วิธีการของอาจารย์นั่นแหละ ผมคิดว่าคงไม่มีใครสกู้อาจารย์ได้ในการสอนเด็กกลุ่มที่อาจารย์กำลังสอนรายวิชาและเรื่องที่อาจารย์สอนอยู่ ถ้าหากวิธีการสอนของอาจารย์ชูพงษ์ ไปซ้ำกับวิธีการของคนอื่นก็ไม่ต้องซีเรียสครับ หรืออาจดูวิธีการของคนอื่นแล้วเอามาดัดแปลงเป็นวิธีการของเราเองก็ได้ แต่มีข้อที่จะต้องคำนึงเป็นพิเศษก็คือกิจกรรมการเรียนการสอน อย่าให้ตัวเองเป็นพระเอก ให้เด็กได้คิด ได้พูด ได้ลงมือทำ หรือได้ศึกษาค้นคว้าได้แสดงออกให้มากที่สุด


ลองดูนะครับ

เสียงฟ้า (IP:203.146.64.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 6 ก.ค. 2544 (22:05)
ีที่คุณเสียงฟ้าแนะนำให้ไปหาแผนการสอนพวกทำผลงานที่ผ่านมาแล้ว นั้น จะไปหาแหล่งได้ที่ไหน ครับ (ช่วยบอกแหล่งด้วยผมก็สนใจ อยากแลกเปลี่ยนข้อมูล)


เพราะส่วนใหญ่เขาหวงกัน ที่โรงเรียนผมพวกที่ได้ซี 8 ซี 9 เขาเก็บผลงานเงียบเลย ไม่ทราบอายอะไร


จริง ๆ กค. น่าจะจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเป็นแหล่ง แลกเปลี่ยน ข้อมูลค้นคว้า เกี่ยวกับผลงานวิชาการให้ครูทุก คน ได้ศึกษา โดยคัดเลือกผลงานวิชาการที่ ผ่านเกณฑ์ แล้ว


ไม่ต้องมากลัวใครจะนำไปลอกเลียนแบบเพราะผมคิดว่า ของดีที่ผ่านเกณฑ์ กค. แล้วก็น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้นะครับ


หรือจะให้ที่นี่เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลก็ได้นะครับ

เสียงดิน (IP:202.183.165.73)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 7 ก.ค. 2544 (08:24)
คุณเสียงดินขา


คุณนั่นแหละค่ะ ที่อยู่ใกล้แหล่งผลงานมากที่สุด เพราะคุณบอกว่าที่โรงเรียนของคุณมีซี 8 ซี 9 คุณควรจะได้ไต่ถาม ขอดู ขอศึกษา ปรึกษาหารือ กับพวกเขา เพราะตำแหน่งที่เขาได้รับ"ต้อง" มี "หน้าที่" เผยแพร่ ให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนครู ถ้าเขาไม่ยอมให้ ถือว่า "บกพร่อง" ต่อ "หน้าที่" นะคะ ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาได้ นอกเสียจากว่าคุณเองไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา ในเกียรติภูมิของเขา ไม่เคยอยากจะขอคู ขอคุยด้วย อย่างนี้ก็ไปกล่าวโทษเขาไม่ได้ค่ะ ในโลกนี้มีคนจำนวนน้อยมากที่จะเที่ยวไล่แจกโดยคนเขาไม่ได้ขอ


คุณควรจะช่วยเผยแพร่ชื่อคนที่ได้ซี 8 ซี 9 และชื่อโรงเรียนของคุณให้พวกเราได้ทราบด้วย พวกเราจะได้มีแหล่งติดต่อค่ะ

ไพจิตร (IP:203.146.64.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 8 ก.ค. 2544 (14:52)
มีมากมาย ตัวอย่าง เช่น


ห้องสมุดของสสวท.


ห้องสมุด กค.


ห้องสมุดโรงเรียนศรีอยุธยา


ลองระบุรายวิชามาดูซิครับ เผื่อจะมีคนช่วยหาให้

เสียงฟ้า (IP:203.146.64.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 8 ก.ค. 2544 (15:40)
กรณีคุณไพจิตร บอกว่าตัวผมอยู่ใกล้แหล่งค้นคว้า ความจริงก็จริงครับ แต่เป็นผลงานของผู้ร่วมงานที่เขาได้มาหลายปีแล้ว แล้วเขาหวงจริง ๆ นะครับ เขาเผยแพร่ตอนที่เขากำลังทำผลงานพอได้ เขาก็เก็บเงียบเลย ก็เลยเกรงใจไม่อยากไปรบกวนเค้า


จริง ๆอยากได้แหล่งข้อมูลที่สามารถค้นคว้าได้มาก ๆ และหลากหลาย สามารถติดต่อได้จริง จึงอยากเสนอให้ กค. จัดตั้ง เวบบ์ เป็นแหล่งข้อมูลใหญ่ โดยเฉพาะครูต่างจังหวัด ที่อยากค้นข้อมูลผลงานวิชาการทีหนึ่ง ๆ จะได้ไม่ต้องเข้ากรุงเทพ เสียเวลาเป็นวัน ๆ




ไม่รู้นะครับที่นี่น่าจะเปิด เป็นแหล่งค้นคว้าผลงานวิชาการ อีกที่หนึ่งก็ได้นะครับ สมกับ วิชาการดอทคอมม์ กค.

เสียงดิน (IP:202.183.165.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 16 ก.ค. 2544 (23:16)
จากการมี พ.ร.บ.การศึกษา จึงทำให้มีการปฏิรูปการเรียนรู้เกิดขึ้น มีการประกันคุณภาพการศึกษา ดังนั้นโรงเรียนจะต้องมีมาตรฐานการศึกษาซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการประเมินคุณภาพทั้งภายในและภายนอก จากหมวดที่ 4 ของ พ.ร.บ.การศึกษาจะเน้นผู้เรียนสำคัญที่สุดรวมทั้งการจัดกระบวนการเรียนการสอนซึ่งจะต้องมีให้ครบทั้ง 3 ด้านคือด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้และด้านทักษะความสามารถของผู้เรียน การจัดกิจกรรมจะเน้นให้ผู้เรียนรู้จักคิด และคิดแก้ปัญหาได้ แผนการสอนที่เคยทำกันมานั้นจะต้องนำมาปรับแก้ไขใหม่ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนรู้ แผนการสอนจะเรียกใหม่าว่า "แผนการจัดการเรียนรู้" จะมีมาตรฐาน, ตัวบ่งชี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมาตรฐานนี้จะต้องมีให้ครบทั้ง 3 ด้านดังกล่าว นอกจากนี้คำว่าจุดประสงค์นำทางและปลายทางจะหายไป จะมีคำว่า "ผลการเรียนรู้" แทน ซึ่งเป็นการบอกว่าเมื่อผู้เรียนได้เรียนไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมาบ้างหรือเกิดผลอย่างไรนั่นเอง กิจกรรมการเรียนรู้จะดำเนินไปตาม "วงจรการเรียนรู้"เป็นวงจรที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีการประเมินผลขณะปฏิบัติกิจกรรม ทั้งผู้เรียนและผู้สอนจะประเมินไปพร้อมๆกัน ซึ่งจะมีเกณฑ์ในการวัดในแต่ละด้าน ดังนั้นเมื่อสอนเส็จแต่ละแผนแล้วจะทราบได้ทันทีว่าผู้เรียนในมาตรฐานนี้ จะมีคุณภาพในระดับใด (มี 5 ระดับ) แต่ละระดับมีกี่คน ผู้เรียนเมื่อรู้ว่าตนเองอยู่ระดับใดก็ต้องพัฒนาตัวเองให้อยู่ในระดับคุณภาพที่ดีขึ้น โดยมีผู้สอนให้คำปรึกษาชี้แนะ(หรือจะทำการวิจัยในชั้นเรียน) เมื่อทำการสอนสิ้นสุดภาคเรียนก็จะต้องมีการ "รายงานผลการปฏิบัติงาน"ให้แก่ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อผลดีที่จะติดตามมาหลายๆอย่าง


สำหรับการประเมินภายในจะทำการประเมินทุกปีโดยเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าหมวด,หัวหน้างาน,ผู้ช่วยนหรือฝ่ายบริหารในสถานศึกษา เพื่อรองรับการประเมินภายนอก


การประเมินภายนอกเป็นการประเมินโดยองค์กรอิสระภายนอก เพื่อรับใบประกอบวิชาชีพครู เป็นการประเมินเป็นรายบุคคล ใครพร้อมก็ขอรับการประเมินก่อน ประเมิน 5 ปีต่อครั้ง อาจารย์ 3 ระดับ 9 จะถูกประเมินในปี 2545 อ.3 ระดับ 6-8 ประเมินปี 2546 ส่วนครูปฏิบัติการทั่วไปจะประเมินปี 2547


เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้มาจากการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ วิทยากรคือ อ.ชูศรี ตันพงษ์ อาจารย์ 3 ระดับ 9 ครูต้นแบบวิชาภาษาไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ โรงเรียนนวมินทราชูทิศพายัพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000

สุทธิรา (IP:203.185.99.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 16 ก.ค. 2544 (23:30)
ตัวอย่าง "การออกแบบการเรียนรู้"


ตัวอย่าง "แผนการการจัดการเรียนรู้" และมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน" รวมทั้งคำแนะนำในเรื่องของการศึกษา ให้ลองขอจาก อ.ชูศรี ตันพงษ์ โรงเรียนนวมินทราชูทิศพายัพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 56000 ค่ะ

สุทธิรา (IP:203.185.99.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 17 ก.ค. 2544 (07:03)
ขอขอบคุณคุณสุทธิรามากค่ะ


เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนค่ะ


และขอทราบชื่อ สกุล ที่ทำงาน/ที่ติดต่อ ของ


คุณสุทธิรา ไว้เป็นเครือข่ายของสังคมแห่งการเรียนรู้ด้วยค่ะ


ถ้าไม่สมัครใจที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชน ขอความกรุณาให้ดิฉันได้รับทราบข้อมูลทาง e-mail ด้วยนะคะ

ไพจิตร สดวกการ ศูนย์นวัตกรรมและการนิเทศทางไกล หน่ (IP:203.146.57.34)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 18 ก.ค. 2544 (22:22)
คุณสุธิรา ครับ


ผมสอนมา เกือบ 30 ปี


วิชาวิทยาศาสตร์ และ ฟิสิกส์ ม.ต้น และ


ม ปลาย ยังไม่ไว้ใจกันอีกหรือ


สอนหลายระดับ ด้วย ม. 1 / ม.2/ ม.4 และ


ม. 6 (24 คาบ/สัปดาห์) ถ้ามาประเมินแบบคุณ สุธิรา ผมขอลาออกแน่...ยืนยัน


ถ้าจะประเมินแบบที่คุณว่า ..... ครูโรงเรียน ที่ขาดแคลน ก็คงไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินแน่ เพราะมีหลายหน้าที่ อาทิ หัวหน้าพัสดุ หัวหน้างานอาหารกลางวัน งานห้องสมุด งานโสต ฯ คงไม่มีเวลามานั่งประดิษฐ์ประดอย แผนจักการเรียนรู้ อย่างที่คุณว่าได้


OK. ถ้าให้สอนระดับเดียว หรือ คาบน้อย ๆ เช่น 18 /สัปดาห์ ยินดีให้มาประเมินเลย จะทำให้กรรมการที่มาประเมินเคลิ้มไปเลย/ แต่นี่ พอเข้าโรงเรียน ก็ต้องมาเปิดห้องสมุด ก่อนเคารพธงชาติ หลังจากนั้น ก็งานพัสดุ แล้วก็ต้องสอน สี่โมงเช้าก็ เข้าโรงอาหารโครงการอาหารกลางวัน แล้วกลับมาสอน ตรวจงานเด็กวันละ 1 คาบ เสร็จแล้วก็สอน ๆๆๆๆๆ


จะเอาเวลาที่ไหน...มานั่งประดิษฐ์ประดอย


(ห้ามบอกว่าให้ลาออก....นะ.)


แต่อยากให้ผู้เกี่ยวข้องรู้ บ้าง


เด็กจะเก่งดี มี สุข/ ครูต้อง เก่ง ดี มีสุขด้วยนะ


ท่าน รมต. กระทรวงศึกษา ท่านทักษินท่านดูกระทรวงนี้แล้วก็ยัง ไม่กล้าตัดสินใจเลย สั่งลดสาระการเรียนรู้ ไป จาก 12 เหลือ 8 (ถ้าจำๆไม่ผิด ไม่ทราบเรียกถูกหรือไม่)


ผมไม่ใช่ครูนักวิชาการ ซี สูง แต่ก็ตั้งใจสอนศิษย์อย่างเต็มที่ 10 ปีที่ผ่านไม่เคย มาสาย ลาหรือขาด ยอมรับว่าหัวโบราณ แต่ลูกศิษย์ ได้ดีหลายคน อย่าน้อยก็เป็นคนดี อยากให้นักวิชาการที่พยายามปฏิรูประบบการศึกษาไทย กรุณาค่อย ๆเป็นค่อยไป .... อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า... อย่าเน้นรูปแบบการสอน มากเกินไป อย่างจ้องว่าการปฏิรูปการสึกษาจะต้องวัดด้วยการประเมินมากเกินไป......ครูเขาเครียด....มันจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ เหมือนการ สอบเข้ามหาวิทยาลัย


และท้ายสุด กราบขออภัย ท่านนักวิชาที่เกี่ยวข้อง ถ้าครูหัวโบราณ แบบผม ทำให้ท่านไม่สบายใจ

ครู ซี 7 (IP:202.183.179.235)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 19 ก.ค. 2544 (06:31)
การปฏิรูปการศึกษา เป็นการปฏิรูปทั้งระบบ


ถ้าระบบยังไม่พร้อม ก็คงเป็นการโหดร้ายที่จะประเมินรายบุคคล


จากความคิดของนักวิชาการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่ดิฉันสัมผัสมา ท่านมีความพยายามที่จะปฏิรุปให้ครูได้ทำหน้าที่ที่ตรงกับงานในหน้าที่ของครูค่ะ


ดิฉันเข้าใจสภาพของคุณ "ครู ซี 7" ดีค่ะ


เพราะดิฉันบรรจุในโรงเรียนชนบทที่เปิดใหม่มีดิฉันและเพื่อนเป็นครูสองคนแรกของโรงเรียน ต้องสอนทุกวิชา และทำงานทุกอย่างที่นอกเหนืองานครูโดยตรง ตั้งแต่การสร้างเพิงไปจนถึงงานสัมพันธ์ชุมชน

ไพจิตร (IP:203.146.57.85)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 19 ก.ค. 2544 (06:48)
สมัยที่ดิฉันเป็นครูซึ่งต้องสอนทุกวิชานั้น ดิฉันลงมือทำแผนการสอนที่สมบูรณ์แบบเพียง 1 รายวิชาเท่านั้น คือวิชาที่ตรงกับวิชาเอกของดิฉัน ส่วนวิชาอื่น ๆ จะทำแค่เป็นเพียงโครงการสอนตลอดภาคเรียนให้เห็นว่าจะสอนจุดประสงค์/หัวข้อใดในช่วงใด

ไพจิตร (IP:203.146.57.85)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 19 ก.ค. 2544 (07:02)
เวลาใครมาตรวจโรงเรียน เมื่อถามถึงแผนการสอน ดิฉันก็ให้ดูแผนการสอนวิชานั้น ส่วนวิชาอื่น ๆ มีโครงการสอนให้ดูก็บุญแล้ว ดิฉันถือว่าเป็นของแถมให้ค่ะ

ไพจิตร (IP:203.146.57.85)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 19 ก.ค. 2544 (20:12)
หลังจากทบทวนไปมาหลายตลบแล้ว ก็รู้สึกว่าในการประเมินครูเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพนั้น ครูคนใดพร้อมก็น่าจะให้ประเมินไปก่อนได้ เพราะจะมีครูจำนวนหนึ่งที่เขาพัฒนางานและพัฒนาตนอยู่ตลอดเวลา สอนจริง ทำจริง ทุ่มเท อุทิศเวลาให้แก่งานอย่างไม่เกี่ยงงอน กล้าเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ดีงาม ไม่มัวแต่คอยมองว่าคนอื่นจะทำหรือยัง ไม่กลัวเสียเปรียบ ไม่ต้องรอเป็นผู้ตาม ไม่ต้องรอให้คนอื่นทำก่อนแล้วจึงค่อยทำเป็นคนสุดท้ายในโลก คนลักษณะอย่างที่ดิฉันกล่าวนี้มีอยู่จริง ที่ดิฉันรู้จักก็มีหลายคน และที่ดิฉันไม่รู้จักก็ต้องมีอีกหลายคนเช่นกันค่ะ

ไพจิตร (IP:203.146.57.197)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 20 ก.ค. 2544 (23:27)
จากความเห็นเพิ่มเติมข้อที่ 16


ผมลองไปเล่าให้เพื่อนครูที่โรงเรียนฟังเกี่ยวกับ


แผนจัดการเรียนรู้ ที่คุณสุทธีรา อ้างมา


เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่า " พวกนักวิชาการก็มัวแต่เขียน ๆ ๆๆๆ ไม่คำนึงถึงพวกครูที่เขากำลังสอนว่าจะรุ้เรื่องหรือไม่ พยายามคิดเรื่องใหม่ขึ้นมาเรี่อย ๆ เรื่องเก่ายังไม่ทันใช้เลยว่าดีหรือไม่ดี ก็คิดเรื่องใหม่ขึ้นมาให้ครูปวดหัวกันอีกแล้ว วัน ๆ ไม่ต้องเตรียมการสอน ต้องคอยมานั่งเตรียม เอกสารให้พวกที่จะมาประเมิน"




ผมฟังเพื่อนตอบก็คลัอยตามเขาไปด้วย ยกตัวอย่าง ตามปกติโรงเรียนผม ทุก ๆ เทอมต้นจะต้องมีการประกวดสื่อการเรียนการสอน กันทุกปี แต่มาปีนี้งด ครับ ทางโรงเรียนกลับหันมาบังคับให้ครูประกวด Port folio(เฉพาะของครู) แทนการประกวดสื่อ / และจะใช้ข้อมูลจาก Port/ เป็นเกณฑ์พิจารณา ความดีความชอบประจำปี ตอนนี้พวกผมก็ไม่เป็นอันสอนแล้ว ต้องมานั่งเสียเวลาคอยเขียนประวัติ/ยกยอผลงานตัวเอง ดูแล้วก็น่าละอายใจจริง ๆ


จริง ๆ อยากให้โรงเรียนกลับไปประกวดสื่อแบบเดิมดีกว่า เพราะสามารถใช้ได้ประโยชน์กับเด็กนี่ เป็นแค่ผลงานที่บอกว่าตัวเราเองที่ผ่านมาเป็นอย่างไร พัฒนาไปถึงไหน ใครเขียนเก่งก็เข้าตากรรมการ ใครเขียนไม่เก่งปีหน้าขั้นคงไม่ขึ้น คุณไพจิตร ช่วยเสนอแนะหน่อยนะครับ ในฐานะ ศน.

หนามเตย (IP:202.183.165.100)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 21 ก.ค. 2544 (02:13)
สมัยที่ดิฉันฝึกสอน อาจารย์ของดิฉัน อาจารย์เมธี ลิมอักษร ได้แนะนำให้ดิฉันและเพื่อน ๆ ถือสมุดเล่มหนึ่งติดมือไว้ตลอดเวลา บันทึกทุกอย่างที่ทำตลอดระยะเวลาที่ไปฝึกสอน ด้วยภาษาที่ตัวเองอ่านเข้าใจ อะไรที่นึกคำไม่ออกในขณะที่บันทึก ก็เขียนเป็นสัญลักษณ์ หรือวาดเป็นรูปคร่าว ๆ ให้ตัวเองดูรู้เรื่องไว้ก่อนก็ได้ ท่านบอกว่าแล้วจะซาบซึ้งในคุณค่าของมัน ซึ่งเป็นความจริง และติดนิสัยมาจนปัจจุบันนี้ เมื่อมีเวลาว่างก็มาเรียบเรียงให้สละสลวย ใครต้องการให้เรารายงานแบบไหน เราก็ไม่ตื่นเต้นตกใจ เอาแบบฟอร์มมาเราพร้อมที่จะคัดสรรสาระที่เราบันทึกไว้มาเรียบเรียงใส่ลงไปได้ หลากหลายแบบ เพราะเรามีข้มูลการกระทำทุกอย่างอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสื่อ ซึ่งเราได้ผลิตขึ้นมาจริง ๆ และได้บันทึกวิธีทำ รูปร่างหน้าตาของสื่อ วัตถุประสงค์ของการใช้ วิธีใช้ ใช้แล้วดีหรือไม่ดีตรงไหน ได้นำสื่อนั้นมาปรับปรุงอย่างไร ปรับปรุงใหม่แล้วหน้าตาเป็นยังไง ใช้ดีขึ้นหรือไม่ ได้ผลอย่างไร บางครั้งก็มีการถ่ายรูปไว้ด้วย ให้เห็นส่วนประกอบต่าง ๆ มุมมองด้านหน้า ต้านข้าง ด้านบน ด้านล่าง ตามความจำเป็น เพื่อสื่อสารให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสเห็นของจริง สามารถนึกเห็นภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และจากการที่เรานำไปใช้สอน เราก็จะรู้ว่ามีจุดที่ควรระวังตรงไหนบ้าง จะใช้อย่างไรจึงจะได้ผลดี เขียนเป็นคู่มือการใช้สื่อขึ้นมา สิ่งต่าง ๆ ที่เราบันทึกไว้นี้ สามารถนำมาเรียบเรียงให้เป็นระบบระเบียบสวยงามตามแบบฉบับที่โรงเรียนหรือสังคมต้องการ เช่น เรียบเรียงลงใน Port folio หรือนำมาเรียบเรียงตามแบบฟอร์มของการเขียนรายงานการวิจัย ก็จะกลายเป็น "รายงานการวิจัยในชั้นเรียน" ที่แจ๋ว เต็มภาคภูมิ เพราะทำจริง ข้อมูลจริง


นั่นคือ Port folio หรือ รายงานการวิจัยในชั้นเรียน อันนั้น ก็คือสิ่งเดียวกับงานที่เราทำอยู่ ซึ่งมันจะมีประโยชน์ต่อทั้งตนเอง นักเรียน และครูอื่น ๆ ในโรงเรียนตลอดจนถึงนอกโรงเรียน ถ้ามีการเผยแพร่ออกไปสู่โรงเรียนอื่น ๆ ด้วย


สมัยที่ดิฉันเป็นครู ศน. มีโครงการอะไรใหม่ ๆ เขาก็จะเอาไปให้ทำ ซึ่งครูบางแห่งมักพูดกันว่ายุ่ง มาอีกแล้ว มาเพิ่มงาน แต่สำหรับดิฉันกลับดีใจ ที่มีคนมาช่วยเราคิดว่าจะสอนยังไงดี โครงการของ ศน. จะเป็นเรื่องทางวิชาการ ซึ่งสามารถเอาเข้ามาบูรณาการกับแผนการสอนของเราได้ ดิฉันก็จะเอากิจกรรมในโครงการมาผสมผสานเข้าไปในกิจกรรมในแผนการสอนของดิฉัน แหะ ๆ ทำทีเดียวได้สองงาน แบบประเมิน แบบวัดต่าง ๆ ที่ใช้ในโครงการ ดิฉันก็นำมาใช้ หรือปรับใช้ หรือนำมาเป็นตัวอย่างในการสร้างแบบวัด แบบประเมินในแผนการสอนของดิฉัน ฮิ ฮิ สบายกว่าคิดเองทั้งหมด ฮิ ฮิ ทำทีเดียวได้หลายงาน

ไพจิตร (IP:203.146.57.29)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 21 ก.ค. 2544 (02:42)
ถ้าไม่รังเกียจก็เชิญที่เว็บไซต์


http://www.geocities.com/inno_thai

ไพจิตร (IP:203.146.57.29)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 21 ก.ค. 2544 (09:22)
บางครั้งมีคนนำทฤษฎีใหม่ ๆ มาเสนอ หรือไปอ่านพบเอง มีคำบางคำไม่เคยไม่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็จะรีบเปิดไปดูคำอธิบายความหมายของคำ ๆ นั้น อย่างสนใจ แล้วต้องกระโดดตัวลอยด้วยความตื่นเต้น ดีใจ ใช่เลย ! สิ่งนี้แหละที่เคยเกิดขึ้นในระหว่างการทำงานของเรา แต่เรานึกไม่ออก ว่าจะใช้คำอะไรดี ได้แต่ทำสัญลักษณ์และเขียนแบบแก้ขัดตามที่ตัวเองเข้าใจ คราวนี้มีคำที่น่าเชื่อถือ อ้างอิงได้แล้ว ก็รีบกลับไปแก้คำที่ตนเคยเขียนกร้อมแกร้มไว้ ทำให้งานของตัวเองดูดีขึ้นไปอีกมาก ๆ เลย


ดิฉันได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลาเคียงคู่ไปกับการปฏิบัติภาระหน้าที่ ! ทั้ง ๆ ที่สอนอยู่ในโรงเรียนชนบทห่างไกล ด้อยโอกาสในความรู้สึกของคนอื่น ๆ แต่ไม่ด้อยโอกาสในความรู้สึกของคนที่ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน !

ไพจิตร (IP:203.146.57.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 21 ก.ค. 2544 (16:51)
ผมไม่ รุ้จากคุณไพจิตรเป็นการส่วนตัว แต่ยอมรับว่า การตอบแบบสร้างสรรค์ แบบนี้ทำให้ครูแบพวกผมมีกำลังใจ ในการแก้ปัญหาอีกเยอะเลย อยากให้ ศน. ทุกคนเป็นแบบนี้ครับ




ด้วยความเคารพจากใจ

หนามเตย (IP:202.183.165.47)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 21 ก.ค. 2544 (17:30)
ขอบคุณคุณหนามเตยมากค่ะ


ดิฉันตอบบนพื้นฐานความเป็นจริงของคนที่เคยเป็นครู


ศน. ที่สร้างสรรค์กว่าดิฉัน คงไม่ต้องลดตัวลงมาเป็นแบบดิฉันหรอกนะคะ


ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
18789
ไพจิตร (IP:203.146.57.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 25 ก.ค. 2544 (20:03)
เป็นครูมานานพอควร ได้อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องแผนการสอนแล้ว ค่อนข้างประทับใจหลายเรื่อง แต่ยังไม่ค่อยสว่างในความคิดและจิตใจของความเป็นครูของผมสักเท่าใด ว่าความสำคัญของการอบรมสั่งสอนตามความรู้ ความสามารถ และจรรยาบรรณของครูนั้น อยู่ที่แผนการสอนอย่างเดียวหรือเปล่า พวกคุณครูหรือนักวิชาการจึงมักเน้นหรือให้ความสำคัญเี่กี่ยวกับแผนการสอนจนทำให้ครูบางท่านเครียดกับการทำงาน สำหรับผมแล้ว แผนการสอนนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เสมือนเข็มทิศ ที่จะทำให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนไปถูกทางเท่านั้น บางครั้งหากไม่มีเข็มทิศ เราก็น่าจะมีวิธีการอย่างอื่นที่หาทางได้ ไปสู่จุดหมายได้อย่างมั่นใจ ผมคิดอีกอย่างหนึ่งว่า นักเรียนหรือผู้เรียนโดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องแผนการสอนของครูสักเท่าไหร่ แต่สนใจว่า ครูที่มาทำหน้าที่สอนหรืออบรมพวกเขานั้น มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ มีความเมตตา ความรัก และความเข้าใจในวัยของพวกเขาได้ดีเพียงใด หรือพูดง่ายๆ ว่า หากทำให้นักเรียนเกิดความรัก ความศรัทธา และความประทับใจในตัวครูแล้ว เรื่องยากก็กลายเป็นง่าย เรื่องขมก็เปลี่ยนเป็นหวานครับ ผมคิดแบบนี้ครับ อาจไม่ถูกต้องนักสำหรับเพื่อนครูด้วยกัน แต่ที่ผ่านมา 20 ปี ผมใช้วิธีการแบบนี้ และก็ได้ผลเกิน 80 เปอร์เซนต์ แต่สำหรับวิธีการอื่นๆ ที่ท่านได้นำเสนอมานั้น ผมก็ยินดีน้อมรับไว้คิด และจะลองปฏิบัติดูครับ
18790
เสือเหลือง (IP:203.155.35.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 25 ก.ค. 2544 (21:34)
ใดๆ.. ในโลกล้วน อนิจจัง อย่าให้การศึกษาพัง เพราะผู้รู้บ้างไม่ไม่รู้บ้างมากำหนด




ขออภัยครับ คือครูผู้สอนถ้าจะสอนเด็กให้เป็นคนดีมีคุณภาพตามเจตนารมของผู้สอนผมว่าสอนไปเถิดครับ แต่ต้องยอมรับการสอนแบบสมัยใหม่ จะใหม่ตามสมัยนิยมหรือจะใหม่ตามแบบฉบับของเรา(ผู้สอนเอง)ก็เลือกกันเอง...แต่อย่าลีมพรบ.ที่ออกมาก็แล้วกันครับ.....เป็นครูไทยอย่าอ่อนไหวและถ้อแท้ จับตาแลปี45 นะครับ

chupong (IP:202.183.145.48)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 26 ก.ค. 2544 (09:52)
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคุณเสือเหลืองที่ว่า หากทำให้นักเรียนเกิดความรัก ความศรัทธา และความประทับใจในตัวครูแล้ว เรื่องยากก็กลายเป็นง่าย เรื่องขมก็เปลี่ยนเป็นหวานครับ และตลอดเวลาที่ผ่านมา 20 ปี คุณเสือเหลืองใช้วิธีการแบบนี้ และก็ได้ผลเกิน 80 เปอร์เซนต์ แต่สำหรับวิธีการอื่นๆ ที่คนอื่นได้นำเสนอมาคุณเสือเหลืองก็ยินดีน้อมรับไว้คิด และจะลองปฏิบัติดู


วิธีการทั้งหมดที่คุณเสือเหลืองใช้แล้วได้ผล ควรจะได้รับการบันทึกไว้เป็นแผนการสอนด้วย หากมีการบันทึกไว้ และมีการย้อนกลับไปดูบ่อย ๆ จะทำให้มีการพัฒนาปรับปรุงในการสอนปีต่อ ๆ ไปได้มากกว่าที่ไม่ได้บันทึกไว้ เพราะเราจะไม่ทำซ้ำในจุดบกพร่องเดิม การไม่บันทึก ทำให้เราลืม หรือมองข้าม และทำซ้ำในจุดที่บกพร่องปีแล้วปีเล่าโดยไม่รู้ตัว นอกจากเป็นประโยชน์ต่อตนเองแล้ว สิ่งที่สังคมต้องการมากที่สุดคือเป็นแนวทาง หรือแบบอย่างช่วยให้ผู้อื่นได้ระมัดระวังในจุดที่ใช้แล้วไม่ได้ผลดี หรือพิจารณานำส่วนที่ดีไปใช้


และพัฒนาต่อ การทำววิทยาทานคือการทำทานที่เป็นกุศลสูงสุด


คนเอเชียฉลาดกว่าคนแถบอื่น แต่องค์ความรู้ที่สร้างขึ้นจากความฉลาดนั้นมักจะอยู่แต่กับตัวคน ๆ นั้น เพราะไม่ค่อยจะบันทึกและเผยแพร่ ความรู้จำนวนมากจึงตายไปพร้อมกับคนเหล่านั้น อย่างน่าเสียดาย

ไพจิตร (IP:203.146.57.123)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 26 ก.ค. 2544 (20:10)
สนใจ และอ่านข้อคิดเห็นของอาจารย์ แต่ละท่าน มีคุณค่าทั้งนั้น เห็นว่า ทัศนคติของแต่และท่านหากนำมาใช้ให้เหมาะสม จะเป็นประโยชน์มาก ความเห็นบางข้อแม้จะดูรุนแรง หรือเอือมและเหนื่อยหน่ายไปบ้าง นั่นก็คือประสบการณ์ของแต่ละท่านได้สั่งสมมา และถ่ายทอดไปยังเพื่อนครูด้วยกัน


กระนั้นผมยังยืนยันความเห็นเก่าที่เคยนำเสนอไปแล้ว คือ


เห็นด้วยกับการมีและใช้แผนการสอนที่ครูผู้สอนได้ทำโดยมุ่งหมาย เพื่อเป็นแนวทางพัฒนานักเรียนทั้งที่เรียนเก่งและเป็นแนวแก้ไขปรับปรุงนักเรียนที่เรียนได้ช้า รวมทั้งพัฒนาตัวครูเอง


ไม่เห็นด้วย ถ้าจะอาศัยแผนการสอนด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม เพียงเพื่อปรับตำแหน่งของตนโดยมีนักเรียนเป็นเพียงแหล่งอาศัยอ้างอิง หรือมีไว้เพียงเพื่อป้องกันตัวครูเอง


คิดว่าการมีและใช้แผนการสอนไม่ว่าในสมัยก่อนหรือสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องเป็นกฎตายตัวเสมอไปในเรื่องรูปแบบ ผมเข้าใจว่าทฤษฏีการเรียนการสอนที่มีอยู่ในทุกประเทศ ไม่มีของประเทศใดที่จะเคยถูกเรียกว่า เป็นกฎแห่งการเรียนรู้ ได้แท้จริงตลอดไป เพียงแต่ทฤษฏีนั้น ๆ เหมาะที่จะใช้ตามสภาพของผู้เรียน และสภาพของสังคมขณะนั้น


ผมมั่นใจในความเชื่อนี้




ขอเพิ่มเติม การประเมินความก้าวหน้าของครู ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ซึ่งจำเป็นต้องทราบ ผลงานที่ครูได้ช่วยเหลือและพัฒนานักเรียนให้เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม ซึ่งจำเป็นต้องมีวิธีการที่มากขึ้นกว่า จะตรวจเพียงเฉพาะผลงานจากแผนการสอน ที่แม้จำเป็นส่วนหนึ่งก็ตาม กล่าวได้ว่าถ้าผู้บริหารและครูส่วนใหญ่เห็นปัญหาในวงการครูอาจารย์ขณะนี้ แล้วร่วมมีแนวทางที่ดี มีจุดมุ่งหมายต่อเด็กไทยอย่างจริงจังมากกว่า สิ่งอื่นใดจริงแล้ว อนาคตเราคงพูดถึงทฤษฏีการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นและเหมาะสมกับคนไทย และโดยคนไทยอย่างต่อเนื่องตลอดไป

บวรวิทย์ ยุทธนากร (IP:203.146.64.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 24 ส.ค. 2544 (12:04)
พ.ศ. สองห้าสี่ สี่ ครูใหญ่ลีตีระฆังประชุม ครูน้อยต่างมาชุมนุมมาประชุมที่ห้องครูใหญ่ลี ต่อไปนี้ครูใหญ่ลีจะขอกล่าวถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา สปจ. เขาสั่งมาว่าให้คุณครูเขียนแผนการสอน ครูสมศรีหัวคลอนถามว่าแผนการสอนนั้นคืออะไร ครูใหญ่ลี ลุกขึ้นตอบทันใด แผนการสอนนั้นมีไว้ใช้กู้เงินสหกรณ์ธรรมดา

ชงโคแตกหน่อ จากมศว.บางเขน (IP:203.155.46.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 13 พ.ย. 2548 (22:15)
จากครูใหม่หัดสอน

แผนการสอนเป็นเพียงแค่แผนที่วางไว้ล่วงหน้า ว่าจะดำเนินการวันต่อไปให้เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ แต่ท่านลองคิดดูนิดหนึงว่า บางวันที่ครูๆๆๆๆทุกคนเคยสอนไปแล้วนั้น มันเป็นไปตามที่คุณวางไว้กี่% แล้วลองมาคำณวนดูว่า ถ้ามันไม่เป็นตามที่คุณตั้งใจคุณจะ Happy ในการทำงานของคุณหรือเปล่า
ader034@thaimail.com (IP:203.170.228.172,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 5 พ.ค. 2549 (22:44)
แผนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ช้น ม.1 ที่เป็นแผนบูรณาการมีใหมถ้ามีช่วยด้วย
ampol@.com (IP:203.113.67.7,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 29 มิ.ย. 2549 (00:37)
ใครมีปัญหาการเรียนการสอนสังคมศึกษาบ้าง ก้บอกหรือเขีนยมาส่งให้ผมบ้างน่ะครับ พันธ์ ต้องการด่วนมาก
thanaphan_b@hotmail.com (IP:125.25.57.22,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 29 มิ.ย. 2549 (07:35)
มีหลายแบบแตกต่างกันในรายละเอียด แต่หลักการเหมือนกัน ถ้าผิดเพราะคนอื่นที่ใหญ่กว่าบอกว่าผิด ก็ถามจากคนนั้นแหละดีที่สุด ...หรือว่าตัวเองเป็นคนบอกว่าผิดเสียเอง
สุรัชน์ (IP:202.29.77.2,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 17 ก.ค. 2549 (21:09)
เบื่อนักวิชาการมาก ไม่นึกถึงครูขนาดเล็กบ้าง
MubmiB-22@hotmail.com (IP:124.121.153.126,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 9 พ.ค. 2557 (12:42)
ขอบคุณทุกท่านที่ให้ข้อคิดต่างความคิดต่างมุมมอง ความคิด ดิฉันนะคะ แผนการสอน ต้องมีต้องทำทุกคน เพื่อเตรียมตัว รู้ตัว สำหรับคนเป็นครู
เตรียมตัว ว่า จะสอนอะไร สอนใคร สอนที่ใหน ใช้อะไรประกอบการสอนเป้าหมายหรือจุดประสงค์ในการสอนจบการสอนแล้วผู้เรียนได้อะไร
รู้ตัว ว่า สอนแบบใหนเตรียมตัวพร้อมหรือยัง นักเรียนเข้าใจไหม ตรงกับที่ตั้งใจไว้ใหม ถ้าไม่เข้าใจ เกิดจากผู้กำกับ ผู้พูดผู้ให้ หรือผู้แสดง ผู้รับ
การทำแผนเป็นหน้าที่ทุกคน เพราะ ต้องบันทึกกันลืม สิ่งที่จะสอน ขณะสอน ผลการสอน ไม่ใช่ถือความชำนาญการสอนนาน เข้ามาสอนมือเปล่า ก็ได้แต่สัมฤทธิ์ผลไม่ดีชัดเท่ากับครูที่เตรียมตัว มีแผน และได้ลงทือทำตามแผนอย่างแน่นอน ลองคิดและทำดูนะคะ

ข้อคิด ถ้านักเรียไม่เข้าใจ ไม่ใช่โง่ แต่เราคนเป็นครูทำไมจึงไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจได้
สอนนานและบริหารด้วย (IP:1.0.193.198)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม