อยากขอคำชี้แนะวิธีการสอนวิชาบัญชีแบบ child center

เป็นครูสอนบัญชีค่ะ อยากรู้จักครูบัญชีและขอคำชี้แนะวิธีการสอนแบบการใช้ผู้เรียนเป็นสำคัญ


ความคิดเห็นที่ 4 

ครูบัญชี (Guest)
21 ต.ค. 2544 07:55
  1. ขอขอบคุณครูนิรนามและคุณไพจิตรที่ช่วยชี้แนะค่ะ



ความคิดเห็นที่ 9

ไพจิตร (Guest)
31 ต.ค. 2544 19:35
  1. ดิฉันก็ไม่ค่อยรู้เนื้อหาวิชาบัญชีเสียด้วยซิ แล้วก็ไม่รู้ว่าสอนระดับไหนด้วย


    ครูบัญชีเองนั่นแหละ จะรู้ดีที่สุดว่าจะสอนยังไง


    ที่จะฝึกให้เด็กรู้จักคิด วิเคระห์ว่า รายการไหนควรจะใส่หน้าไหน ช่องไหน เพราะอะไร




    ครูอาจจะไปหารายการมาสักชุดหนึ่ง


    แล้วให้เด็กลงรายการตามดุลยพินิจของตัวเองว่ารายการไหนควรลงทางด้านใด แล้วเข้ากลุ่มตรวจสอบกันในกลุ่มย่อย ถ้าพบรายการไหนที่ลงไม่ตรงกัน ก็อภิปรายแสดงความเห็นกันในกลุ่ม ว่าน่าจะลงด้านไหน เพราะอะไร จนเป็นที่ยอมรับกันของทุกคนภายในกลุ่ม ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แต่เด็กกลุ่มนี้คิดว่าถูก




    ให้ตัวแทนกลุ่มแต่ละกลุ่มมานำเสนอการลงรายการของกลุ่มตนต่อกลุ่มใหญ่ กลุ่มอื่น ๆ ช่วยกันค้านรายการที่ไม่เห็นด้วย พร้อมเหตุผล ถ้าเหตุผลของฝ่ายค้านเป็นที่ยอมรับได้ ก็ต้องปรับตามฝ่ายค้าน ถ้าฝ่ายค้านไม่ถูกต้อง ฝ่ายเสนอก็ต้องใช้ความสามารถในการอธิบายให้ฝ่ายค้านเข้าใจ ถ้าของฝ่ายเสนอถูกแต่ฝ่ายเสนอไม่มีคตวามสามารถในการอธิบายให้ฝ่ายค้านเข้าใจ ครูก็จะใช้คำถามนำ ค่อย ๆ ตะล่อมให้ฝ่ายเสนอสามารถพูดต่อไปได้จนเสร็จ เข้าใจเรียบร้อยทั้งสองฝ่าย




    แล้วครูและนักเรียนช่วยกันสรุปเป็นหลักการลงรายการอีกทีหนึ่ง นักเรียนจดหลักการสำคัญไว้นำไปใช้ทำแบบฝึกหัดต่อไป ถ้ามีโอกาส ครูก็ไปรับบัญชีจริง ๆ มาให้เด็กฝึกลงรายการก็ได้ เช่น บัญชีสหกรณ์โรงเรียน หรือช่วยงานบัญชีของกิจกรรมในกลุ่มการงาน--อาชีพ เป็นต้น



ความคิดเห็นที่ 3

ไพจิตร (Guest)
21 ต.ค. 2544 02:14
  1. ในทำนองเดียวกัน


    ผู้สอนก็ต้องสอนอย่างไตร่ตรอง (reflective teaching)


    ดังจะเห็นได้ว่า "การไตร่ตรอง (reflection)" เป็นขั้นตอนสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียนที่ใช้กระบวนการ P (plan) A (action) O (observation) R (reflection)




    คำวว่า reflction ในปรัชญาการศึกษา และจิตวิทยา หมายถึง "การไตร่ตรอง" ค่ะ



ความคิดเห็นที่ 5

ไพจิตร (Guest)
21 ต.ค. 2544 08:09
  1. Dewey กล่าวถึงการเกิดความรู้ในปรัชญาปฏิบัตินิยม โดย แบ่งประสบการณ์ออกเป็นสองประเภท คือ ประสบการณ์แบบไร้ปัญญา กับประสบการณ์แบบปัญญา


    ประสบการณ์แบบไร้ปัญญาในชีวิตของแต่ละบุคคลมีมากมาย ซึ่งยังไม่จัดว่าเป็น "ความรู้" ของบุคคลนั้น ประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง (reflection) แล้วเท่านั้น จึงจะเป็นประสบการณ์แบบปัญญา หรือ "ความรู้" ซึ่งผู้รู้สามารถอธิบายให้ตนเองและผู้อื่นยอมรับได้อย่างสมเหตุสมผลทั้งในเชิงเหตุผลและเชิงประจักษ์




    กลุ่มแนวคิดรังสรรคนิยม (constructivism) ตั้งข้อสมมติฐานการสร้างความรู้ไว้ดังนี้


    1. สถานการณ์ที่เป็นปัญหาและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (cognitive conflict)


    2. ความขัดแย้งทางปัญญาเป็นแรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) ให้เกิดกิจกรรมไตร่ตรอง (reflective activities)


    3. การไตร่ตรอง (reflection) บนฐานแห่งประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมภายใต้การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระตุ้นให้มีการปรับหรือสร้างโครงสร้างทางปัญญาขึ้นใหม่ (cognitive restructuring) หรือเกิดความรู้ใหม่นั่นเอง




    กิจกรรมไตร่ตรอง คือกิจกรรมที่ทำเพื่อตรวจสอบและขจัดความขัดแย้งทางปัญญาระหว่างบุคคล, ภายในตนเอง และระหว่างความเชื่อหรือสมมติฐานกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเชิงประจักษ์




    ในทางจิตวิทยา ได้แบ่งลักษณะการคิดของคนออกเป็นสองลักษณะใหญ่ ๆ คือ แบบ impulsive thinking และแบบ reflective thinking




    แบบ impulsive thinking คือ การคิดแบบไม่ไตร่ตรอง เห็นปุ๊บสรุปปั๊บตามสัญชาติญาณ ถ้าเป็นคนที่ไม่มีพรสวรรค์ มักจะสรุปผิดมากกว่าถูก




    แบบ reflective thinking คือแบบที่คิดอย่างไตร่ตรอง พินิจพิจารณา คิดย้อนกลับไปมาอย่างรอบคอบ หลายตระลบ หลายแง่หลายมุม ทั้งในเชิงเหตุผลและเชิงประจักษ์ ก่อนจะตัดสินใจลงสรุป




    คำว่า reflection ในเรื่องกระบวนการเรียนรู้จึงหมายถึง "การไตร่ตรอง" ไม่ใช่ "การสะท้อน" อย่างที่แปลกันอยู่



ความคิดเห็นที่ 11

ไพจิตร (Guest)
26 พ.ย. 2544 18:39
  1. แก่นแท้ของการสอนแบบ Child Center คือการให้โอกาสเด็กได้คิด สิ่งอื่น ๆ หรือรูปแบบต่าง ๆ เป็นแค่เปลือกนอก


    เช่น อาจให้คิดจากการลงมือกระทำเพื่อจะได้ตรวจสอบการคิดของตนในเชิงประจักษ์


    หรือคิดจากการตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ


    การสอนแบบบรรยายก็สอนให้เด็กคิดได้เหมือนกัน ถ้าผู้บรรยายมีชั้นเชิงในการตั้งคำถาม และให้โอกาสเด็กได้มีเวลาคิดก่อน ถ้าเด็กคิดไม่ออกเลย ก็ค่อย ๆ ให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นทีละนิด บางคนได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นนิดหนึ่งก็คิดออก บางคนต้องให้สองนิด สามนิด สี่นิด หรือต้องให้หมดเลยก็ไม่เป็นไร ในระหว่างที่เราให้ข้อมูลทีละนิดนั้น ก็เท่ากับเป็นการฝึกให้เขาคิดไปทีละขั้น ๆ แต่บางคนอาจจะคิดออกเองโดยเรายังไม่ทันให้ข้อมูลเลย ซึ่งแล้วแต่ความแตกต่างระหว่างบุคคลค่ะ ถ้าเรากลัวเด็กที่คิดช้าจะไม่มีโอกาสคิดเพราะเด็กที่คิดเร็วรีบตอบออกมาเสียหมดเปลือกแล้ว เราก็ให้เด็กที่คิดได้แล้วเขียนลงในสมุดก่อนก็ได้ แล้วค่อยนำเสนอทีหลัง ทั้งนี้เราก็ต้องมีกำหนดเวลาด้วย เพื่อจะได้เรียนเนื้อหาได้ทันตามหลักสูตร เมื่อหมดเวลาที่กำหนดไว้ ก็ให้คนที่คิดได้แล้วนำเสนอคำตอบแล้วช่วยกันตรวจสอบหรือโต้แย้งให้ได้คำตอบที่รัดกุมยิ่งขึ้นค่ะ



ความคิดเห็นที่ 13

tummoo (Guest)
27 มี.ค. 2549 16:13
  1. อย่าได้ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีสหกรณ์โรงเรียน



ความคิดเห็นที่ 10

ครูบัญชีเหมือนกัน (Guest)
26 พ.ย. 2544 14:11
  1. แบบว่า...อยู่ต่างจังหวัด เป็นครูสอนวิชาบัญชีระดับ ปวช. (ยังไม่เปิดปวส. บัญชี ) เคยไปอบรม หรือ ได้รับฟัง เรื่องการจัดการเรียนการสอน แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ต่าง ๆ นา นา เขาบอกว่า ( วิทยากร ) พยายามอย่าพูดหน้าชั้นมาก พยายามให้นักเรียนคิดมาก ๆ อย่าใช้กระดานกับชอล์ก (ปัจจุบันใช้ไวท์บอร์ด แล้ว ) แต่ดิฉัน คิดว่า การเรียนบัญชีหรือการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ คงไม่แตกต่างกันมาก คือครูต้องอธิบาย กฎ หรือสูตร ต่าง ๆ ก่อน และมีการยกตัวอย่างประกอบ แล้วค่อยให้เด็กไปทำแบบฝึกหัด อย่างนี้เรียกว่าศูนย์กลางได้มั้ยคะ ดิฉันเคยลองถามวิทยากรผู้บรรยายให้ยกตัวอย่าง วิชาบัญชี นี่แหละ ก็ปรากฎว่า ไม่ต่างจาก ที่พวกเราปฏิบัติกันอยู่แล้ว เลยคะ สบายใจได้เลย ปล่อยไปตามกระแสเถอะคะ ส่วนวิชาอื่น ๆ เขาอาจจะทำได้ เช่น วิชาสังคมศึกษา พระพุทธศาสนา ........................เป็นไงบ้างคะ อาจไม่มีศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือปรัชญาของนักการศึกษา มาฝากนะคะ แต่ก็เป็นประสบการณ์จริง ๆ จากใจ ครูบัญชีเหมือนกัน ค่ะ



ความคิดเห็นที่ 7

ฟ้าสาง (Guest)
29 ต.ค. 2544 16:32
  1. งาน(เรื่อง)นี้ ฟ้าสางเป็นบัวใต้โคลน



ความคิดเห็นที่ 8

ฟ้าสาง (Guest)
30 ต.ค. 2544 18:36
  1. "อยากขอคำชี้แนะวิธีการสอนวิชาบัญชีแบบ child center "


    ลองกลับไปดูชื่อกระทู้ก็พบว่าเป็นเรื่องที่พอจะแจมได้ แต่ถูกหรือผิด ไม่รับรอง ไม่มีใครห้ามก็แจมไป




    ลองใช้วิธีของปุถุชนดูไหมครับ


    แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อย แล้วให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้และให้เขียนรายงานส่งแล้วอภิปราย - สรุป ทดสอบ อาจใช้วิธีแบ่งกลุ่มหรือไม่แบ่งก็ได้ แบ่งกลุ่มแล้วทุกกลุ่มทำเรื่องเดียวกัน หรือทำคนละเรื่องก็ได้ การทดสอบ อาจจะทดสอบเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนก่อนหรือสอบแล้วสอบเลยก็ตามใจ




    ที่ให้แบ่งเนื้อหาเป็นส่วนย่อยก็เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นจุดจบแม้จะยากก็พยายามทำความเข้าใจให้ได้และครูก็จะได้เติมเต็มได้ง่าย




    ใช้ได้ไหมครับ มีอะไร(ที่ใช้ศัพท์ธรรมดา)จะเพิ่มเติมไหมครับ



ความคิดเห็นที่ 1

ครูนิรนาม (Guest)
18 ต.ค. 2544 12:13
  1. "ครูบัญชี" อย่า ตามนักการศึกษาสมัยใหม่ให้มากนักครับ การเรียนการสอนตั้งแต่อดีต สมัยเรียนกับฤาษี ชีไพร ---> มาจนถึงปัจจุบัน นร. เป็นศูนย์กลางทั้งนั้นแหละครับ ยกตัวอย่าง คนที่ไปเรียนกับวัดหรือหลวงตา ฝึกอะไรให้ลูกศิษย์ ลูกศิษย์เป็นผู้ลงมือฝึก เช่นให้ยืนขาเดียว คนที่ยืนขาเดียวคือ ลูกศิษย์ ไม่ใช่หลวงตาเป็นผู้ยืนขาเดียว.....บัญชีก็เช่นกัน...คนที่ฝึกทำบัญชี....คือนักเรียนลงมือปฏิบัติ.....ไม่ใช่ครูลงมือฝึกหรือทำแทนนักเรียน....เพียงแต่ปัจจุบันโลกมันเจริญไปมากแล้ว เลยมีการใช้คำให้ฟังดูแล้วเกิดความ "ขลัง" พูดง่ายคือ ๆ นร. เป็นศูนย์กลางแห่งการกระทำ (การเรียนรู้) แต่อย่างว่าแหละครับ..กระแสคำนี้มันแรง อย่าไปขวาง เขาว่าอย่างไง ก็อย่างงั้นแหละดีที่สุด ผมคิดว่าวิชาบัญชีนี้เข้าข่ายเป๊ะเลยในเรื่อง นร.เป็นศูนย์กลาง เพราะว่า นร. ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองเสียเป็นส่วนมาก ภายหลังที่ครูชี้แนะวิธีการเล็ก ๆ น้อย ๆ



ความคิดเห็นที่ 6

ครูนิรนาม (Guest)
21 ต.ค. 2544 10:24
  1. เล่นถึง "ปรัชญา"เลยรึครับ....คุณไพจิตร ผมว่างานนี้..คางเหลืองแน่นอน...เอาแค่หลักการพอ..นะครับ



ความคิดเห็นที่ 2

ไพจิตร (Guest)
20 ต.ค. 2544 11:26
  1. ที่ว่า "ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้"


    หรือ "ผู้เรียนสำตัญที่สุด" หรือ "ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง" นั้น ไม่ใช่หวังผลอยู่แค่การปฏิบัติทางกายอย่างเดียว แต่หมายถึงผลทางจิตด้วย นั่นคือ ต้องเกิดความเข้าใจในสิ่งที่ปฏิบัติ ด้วย จึงจะถือว่าเกิดการเรียนรู้ เมื่อเกิดความเข้าใจก็จะสามารถประยุกต์หรือสร้างสรรค์ต่อไปได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะทำได้แค่ปฏิบัติตามเท่านั้น ผลที่เกิดขึ้นจากการเพียงแค่ปฏิบัติตาม จะไม่ดีเท่ากับผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติด้วยความเข้าใจ




    ยกตัวอย่างง่าย ๆ เด็กที่เห็นแม่ซักผ้าโดยวิธีถือผ้าสองมือแล้วขยี้ เด็กก็ทำตาม ด้วยกิริยาท่าทางเดียวกับที่แม่ทำทุกประการ โดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น ผล ผ้าอาจจะสะอาด แต่เมื่อซักหลาย ๆ ตัวเข้า ผิวที่ข้อแขนด้านในถลอกปอกเปิก ปวดแสบปวดร้อนไปหมด




    แต่ถ้าเด็กเข้าใจว่การทำกิริยาอย่างนั้น ที่แท้เป็นการพยายามทำให้เนื้อผ้าเสียดสีกันเอง คนซักก็จะมีวิธีถือและเน้นแรงให้เนื้อผ้าสีกันเอง พยายามไม่ให้เนื้อผ้ามาสีกับเนื้อของตน ผลคือ ผ้าสะอาดกว่า และผิวคนซักไม่ถลอกปอกเปิกด้วย




    ดังนั้น การเรียนรู้จากการกระทำ จึงหมายถึงการปฏิบัติอย่างไตร่ตรอง ให้เข้าใจถึงเหตุและผลของการปฏิบัตินั้น และผลสืบเนื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากผลเบื้องต้น ตลอดจนการประยุกต์สร้างสรรค์ให้เกิดผลงานและการเรียนรู้ที่ซับซ้อนขึ้นไปเป็นลำดับ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น