Dewey กล่าวถึงการเกิดความรู้ในปรัชญาปฏิบัตินิยม โดย แบ่งประสบการณ์ออกเป็นสองประเภท คือ ประสบการณ์แบบไร้ปัญญา กับประสบการณ์แบบปัญญา
ประสบการณ์แบบไร้ปัญญาในชีวิตของแต่ละบุคคลมีมากมาย ซึ่งยังไม่จัดว่าเป็น "ความรู้" ของบุคคลนั้น ประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง (reflection) แล้วเท่านั้น จึงจะเป็นประสบการณ์แบบปัญญา หรือ "ความรู้" ซึ่งผู้รู้สามารถอธิบายให้ตนเองและผู้อื่นยอมรับได้อย่างสมเหตุสมผลทั้งในเชิงเหตุผลและเชิงประจักษ์
กลุ่มแนวคิดสรรคนิยม (constructivism) ตั้งข้อสมมติฐานการสร้างความรู้ไว้ดังนี้
1. สถานการณ์ที่เป็นปัญหาและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (cognitive conflict)
2. ความขัดแย้งทางปัญญาเป็นแรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) ให้เกิดกิจกรรมไตร่ตรอง (reflective activities)
3. การไตร่ตรอง (reflection) บนฐานแห่งประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมภายใต้การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระตุ้นให้มีการปรับหรือสร้างโครงสร้างทางปัญญาขึ้นใหม่ (cognitive restructuring) หรือเกิดความรู้ใหม่นั่นเอง
กิจกรรมไตร่ตรอง คือกิจกรรมที่ทำเพื่อตรวจสอบและขจัดความขัดแย้งทางปัญญาระหว่างบุคคล, ภายในตนเอง และระหว่างความเชื่อหรือสมมติฐานกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเชิงประจักษ์ (ไพจิตร สดวกการ, 2539)
ในทางจิตวิทยา ได้แบ่งลักษณะการคิดของคนออกเป็นสองลักษณะใหญ่ ๆ คือ แบบ impulsive thinking และแบบ reflective thinking
แบบ impulsive thinking คือ การคิดแบบไม่ไตร่ตรอง เห็นปุ๊บสรุปปั๊บตามสัญชาติญาณ ถ้าเป็นคนที่ไม่มีพรสวรรค์ มักจะสรุปผิดมากกว่าถูก
แบบ reflective thinking คือแบบที่คิดอย่างไตร่ตรอง พินิจพิจารณา คิดย้อนกลับไปมาอย่างรอบคอบ หลายตระลบ หลายแง่หลายมุม ทั้งในเชิงเหตุผลและเชิงประจักษ์ ก่อนจะตัดสินใจลงสรุป
คำว่า reflection ในกระบวนการสร้างความรู้จึงหมายถึง "การไตร่ตรอง"