|
ความหมายของ reflection ในกระบวนการสร้างความรู้
โพสต์เมื่อ:
08:09 วันที่ 17 ก.พ. 2545 ชมแล้ว:
4,011
ตอบแล้ว:
26
Dewey กล่าวถึงการเกิดความรู้ในปรัชญาปฏิบัตินิยม โดย แบ่งประสบการณ์ออกเป็นสองประเภท คือ ประสบการณ์แบบไร้ปัญญา กับประสบการณ์แบบปัญญา ไพจิตร สดวกการ phaichitsd@hotmail.com(202.29.46.224) จำนวน 26 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 21 ต.ค. 2544 (08:56) e-mail adress ข้างบนนี้ไม่ได้ใช้นานแล้วค่ะ ไพจิตร (IP:202.29.46.224) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 21 ต.ค. 2544 (12:33) ฟ้าสางอ่านหลายเที่ยว แปลศัพท์ต่าง ๆได้แทบทุกคำ รู้กระทั่งรากศัพท์ อุปสรรค - วิภัติ - ปัจจัย แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี และรู้สึกว่าตัวเองเป็นบัวใต้น้ำ ยอมรัยว่ายากที่จะเรียนรู้ตามทัน ถ้าถามว่าไม่เข้าใจตรงไหน สงสัยอย่างไร ก็ตอบไม่ได้อีก (สำหรับเรื่องนี้) สรุปว่าสติปัญญายังไม่แก้กล้าพอที่จะเข้าใจได้ ฟ้าสาง (IP:203.146.223.83) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 21 ต.ค. 2544 (18:46) ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว ท่านฟ้าสาง ไพจิตร (IP:203.185.80.14) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 22 ต.ค. 2544 (09:23) ปรัชญาคือการค้นหา ให้เข้าไปใกล้ความจริงที่เป็นสามัญ เป็นธรรมดา ของสรรพสิ่ง ให้เห็นภาพ "สูงสุดสู่สามัญ" ไพจิตร (IP:202.29.46.250) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 22 ต.ค. 2544 (15:12) เด็กเล็ก ๆ บางคนเรียนรู้หลักการทางฟิสิกส์บางประการในขณะที่เล่นกระดานหก (ถึงแม้เขาจะยังไม่รู้จักคำว่าฟิสิกส์) เขาเรียนรู้จากประสบการณ์บวกการไตร่ตรองตามธรรมชาติ (ทดสอบเชิงประจักษ์หลาย ๆครั้ง) จนมั่นใจว่า ถ้าเขาเล่นกับเพื่อนที่ตัวเท่า ๆ กัน น้ำหนักพอ ๆ กัน ก็นั่งห่างจากจุดกลางของคานเท่า ๆ กันได้ (ถึงแม้เขาจะยังไม่รู้ว่าจุดนั้นชื่อ "จุดหมุน") แต่ถ้าเขาเล่นกับเด็กที่อ้วนกว่า หนักกว่าเขา เขาจะต้องให้เพื่อนอ้วนคนนั้นนั่งใกล้จุดหมุนมากกว่าหรือน้อยกว่าเขา และถ้าเขาจะแกล้งให้เพื่อนที่ตัวเท่า ๆ กับเขาถูกยกขึ้นไปค้างเติ่งอยู่ เขาจะต้องนั่งตรงไหน และเมื่อต้องการให้เพื่อนลงเขาจะต้องขยับไปยังจุดใด เป็นต้น ไพจิตร (IP:202.29.46.147) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 22 ต.ค. 2544 (15:53) เราสามารถออกแบบของเล่นให้เด็กเรียนรู้ฟิสิกส์ อย่างเป็นธรรมดา สามัญ ให้เด็กคุ้นเคยกับเนื้อหาฟิสิกส์ ที่ซับซ้อนตั้งแต่เล็ก ๆ โตขึ้นจะได้ไม่ตกใจกลัวฟิสิกส์ เช่น ออกแบบกระดานหกให้มีจุดฟัลครัมในตำแหน่งที่ต่าง ๆ กัน ! บางตัวมีจุดฟัลครัมอยู่ตรงกลางคาน บางตัวมีจุดฟัลครัมไม่อยู่ตรงกลางคาน ใครจับคู่เล่นกับใครก็เลือกเล่นตัวที่เหมาะกับคู่ของตน คู่ที่น้ำหนักไม่เท่ากัน เลือกได้ตัวที่จุดฟัลครัมไม่อยู่ตรงกลางคานแล้ว คนที่น้ำหนักมากกว่าควรนั่งขั้วไหนของคาน ? หรือคู่ที่มีน้ำหนักเท่ากัน แต่ตัวที่จุดฟัลครัมอยู่ตรงกลางคานถูกคู่อื่นเล่นอยู่ เหลือตัวที่จุดฟัลครัมไม่อยู่ตรงกลางคาน คนที่นั่งแต่ละขั้วของคานจะต้องนั่งอย่างไรให้เกิดความสมดุล เป็นต้น ไพจิตร (IP:202.29.46.147) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 24 ต.ค. 2544 (10:07) เมื่ออ่านที่ผมเขียนข้างล่างนี้เสร็จแล้ว ท่านไพจิตรไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้นะครับ ท่านฟ้าสางก็อย่าได้สงสัยเลยนะครับว่าพวกนี้กำลังเพ้อเรื่องอะไรกัน ________________________________________ เคยได้ยินหลวงพ่อบางรูปบอกญาติโยมในการปฏิบัติวิปัสสนาฯ ว่า "ให้ลงมือปฏิบัติเอง แล้วจะรู้เอง" บางคนก็ลงมือปฏิบัติเองและก็ได้พบเห็นอะไรที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อาจจะรวมไปถึงความปิติ หรืออะไรที่แล้วแต่จะเรียก จะอธิบายให้คนอื่นได้เข้าใจให้ลึกซึ้งแบบที่ตัวเองได้ประสบมาก็ไม่สามารถหาคำใดๆมาอธิบายได้ นอกจากบอกพรรคพวกว่า "ให้ลงมือปฏิบัติเอง แล้วจะรู้เอง" เหมือนกับท่านหลวงพ่อได้เคยบอกไว้ แล้วอย่างนี้จะถือว่าเป็นอะไรครับ "ประสบการณ์แบบไร้ปัญญา หรือประสบการณ์แบบปัญญา" อีกกรณีหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับท่านหลวงพ่อที่กล่าวถึงข้างบน มีบางสำนักเปิดเผยให้ใครต่อใครรู้หมดว่าพวกเขาได้รู้อะไรบ้างเห็นอะไรบ้าง แล้วผู้คนก็เลื่อมใสศรัทธาอย่างล้นหลาม แล้วอย่างนี้จะถือว่าเป็นอะไรครับ "ประสบการณ์แบบไร้ปัญญา หรือประสบการณ์แบบปัญญา" จากทั้ง 2 อย่างนี้ ท่านเชื่อว่าอันไหนจะช่วยพัฒนาคนและพัฒนาชาติได้มากกว่ากันครับ ________________________________________ p (IP:202.44.130.161) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 24 ต.ค. 2544 (20:35) ถ้า "ปฏิบัติ" แล้ว "รู้จริง" ก็เรียกว่า "ประสบการณ์แบบปัญญาระดับยิ่งยวด" ถ้าปฏิบัติแล้ว "ไม่รู้" หรือ "รู้ผิด ๆ " ก็เรียกว่า ประสบการณ์แบบไร้ปัญญา รู้แบบอธิบายไม่ได้ ก็ได้ประโยชน์เฉพาะตน เป็นประโยชน์ต่อปัจเจกชน รู้แบบอธิบายได้ ถ้าอธิบายด้วยกุศลเจตนา โน้มน้าวให้คนทำความดีได้ จะเป็นประโยชน์ต่อมวลชน ช่วยสังคม และช่วยชาติได้มากกว่า ไพจิตร (IP:202.29.46.233) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 27 ต.ค. 2544 (08:38) การปฏิรูปการศึกษาต้องการให้ครูคิดหาวิธีสอนที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้แตกฉาน แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของจุดมุ่งหมายหลักของการจัดการศึกษาด้วย ความเป็นประชาธิปไตยก็เป็นจุดหมายหลักอันหนึ่งที่เราต้องการสร้างให้เกิดขึ้นกับประชาชนของเราตั้งแต่ยังเล็ก ๆ การสอนให้นักเรียนเป็นประชาธิปไตย ต้องสอนให้ซึมลึกลงไปในวิถีชีวิต ซึ่งครอบคลุมวิธีคิด วิธีปฏิบัติ ไม่ใช่ท่องเนื้อหาของประชาธิปไตยค่ะ เพราะฉะนั้นจึงสามารถสอนประชาธิปไตยได้ในทุกวิชา ทุกกิจกรรมของการดำรงชีวิตประจำวัน มิฉะนั้น เราก็จะได้แต่ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้ปฏิบัติหรือคิดแบบประชาธิปไตยเลย ครูทุกคนไม่ว่าจะสอนวิชาอะไร ก็ต้องปฏิบัติตนและดำรงตนเป็นตัวอย่างของความเป็นประชาธิปไตยให้เด็กได้ซึมซับตลอดระยะเวลาที่อยู่กับเรา ! ในการสอนวิชาอะไรก็ตาม เราสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เด็กคิดและปฏิบัติอย่างเป็นประชาธิปไตย เช่น 1. เริ่มต้นกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ด้วยการให้เด็กคิดแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้เนื้อหาใหม่ 2. ให้เด็กเข้ากลุ่มแสดงวิธีแก้ปัญหาของตนต่อกลุ่มย่อยของตน ในขณะที่เพื่อนคนหนึ่งกำลังแสดงวิธีคิดของเขา เพื่อนคนอื่น ๆ ต้องฟังอย่างตั้งใจ จดสิ่งที่ไม่ถูกต้องไว้ค้านหลังจากที่เขาแสดงจบแล้ว ห้ามแสดงกิริยาวาจาดูถูก จาบจ้วง หรือรบกวนก่อนที่เขาจะพูดจบ (ประชาธิปไตย : ให้เกียรติ ให้ความเคารพในสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่น) 3. เพื่อนในกลุ่มช่วยกันหาเหตุผล หรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาค้านวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง เพื่อนที่ถูกค้านต้องเปิดใจกว้าง รับฟังอย่างสงบ พิจารณาสิ่งที่เพื่อนค้านอย่างตั้งใจ ไม่ดื้อดึงยืนกระต่ายขาเดียว ไม่โกรธ และไม่คิดว่าเป็นเรื่องอับอายที่ถูกค้าน ยอมรับในความผิดพลาดของตน และคิดใหม่ตามที่เพื่อนชี้แนะ แต่ถ้าเพื่อนค้านอย่างไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผล ก็รอให้เพื่อนพูดจบ แล้วค่อย ๆ ชี้แจงอย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่ลุกขึ้นตะเบ็งเสียงใส่หรือต่อยหน้าเพื่อน ทั้งกลุ่มช่วยกันพิจารณาและเลือกหรือปรับวิธีคิดที่กลุ่มคิดว่าดีที่สุดไว้เสนอต่อกลุ่มใหญ่ และช่วยกันทำให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเข้าใจสามารถเป็นผู้นำเสนอได้ ในระหว่างที่นักเรียนเข้ากลุ่ม ครูต้องคอยดูแลแวะเวียนไปช่วยแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามกลุ่มต่าง ๆ ชี้แนะบ้าง เพื่อให้กลุ่มที่ไม่มีแววว่าจะคิดออก สามารถคิดต่อไปได้ 4. ครูสุ่มหรือเลือกนักเรียนเป็นตัวแทนกลุ่ม เฉพาะกลุ่มที่มีวิธีคิดแตกต่างกัน (อาจไม่ต้องเสนอทุกกลุ่ม เพื่อประหยัดเวลา) ให้นำเสนอคำตอบและวิธีคิดต่อกลุ่มใหญ่ กลุ่มอื่น ๆ ยกเหตุผล หรือยกตัวอย่างมาค้าน คำตอบหรือวิธีคิดที่ยังมีช่องโหว่ให้ค้านได้ ถ้าไม่มีกลุ่มใดสามารถค้านได้ ครูจึงจะเป็นผู้ค้านเอง (ประชาธิปไตย : ครูให้เกียรติผู้เรียนในความเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพที่จะคิดเองได้) คำตอบ หรือ วิธีคิดที่ถูกค้านได้ จะตกไป ส่วนคำตอบ หรือวิธีคิด ที่กลุ่มอื่น หรือแม้แต่ครูก็ไม่สามารถหาเหตุผลหรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาค้านได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงกับวิธีคิดของครูก็ตาม ครูก็ต้องยอมรับไว้ก่อน ว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้ (ประชาธิปไตย : ยอมรับความคิดเห็นที่ดี ๆ ของผู้อื่น) แต่ถ้าภายหลังสามารถหาเหตุผลหรือข้อมูลมาล้มล้างได้ เจ้าของความคิดก็ต้องยอมจำนน และไม่โกรธเคือง (ประชาธิปไตย : มีทัศนคติที่ดีต่อการโต้แย้ง (อย่างสุภาพ) เห็นว่าการโต้แย้งนำไปสู่การพัฒนาปัญญา) 5. ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปข้อค้นพบ (นิยาม / สูตร / ทฤษฎี / หลักการ / ขั้นตอนการแก้ปัญหา อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง) ที่เป็นที่ยอมรับได้ แล้วร่วมกันกำหนดงาน กำหนดเกณฑ์การประเมินผลงาน ที่นักเรียนจะนำข้อค้นพบไปใช้ (ประชาธิปไตย : การมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมรับผิดชอบ) เช่น ทำแบบฝึกหัด หรือนำไปแก้ปัญหาในชีวิตจริง ที่สอดคล้องกับเรื่องที่เรียนในครั้งนั้น และอาจต้องใช้ความรู้เก่า หรือความรู้ในวิชาอื่น ๆ มาประกอบด้วย ในลักษณะที่เป็นองค์รวม ที่เสนอมานี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการจัดกิจกรรมให้เรียนรู้เนื้อหาคณิตศาสตร์ พร้อมทั้งปลูกฝังความเป็นประชาธิปไตยในวิถีชีวิตไปด้วย คุณครูท่านอื่นอาจจะคิดกิจกรรมได้ดีกว่านี้ ขอเชิญนำเสนอมาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อเราจะได้มีวิธีจัดกิจกรรมที่หลากหลาย นะคะ ไพจิตร (IP:202.29.46.242) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 27 ต.ค. 2544 (10:11) "นักเรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้" ตามความหมายของ Dewey (ผู้นำแห่งปรัชญาปฏิบัตินิยม) นั้น หมายถึง "นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง" "ความรู้" ในปรัชญาปฏิบัตินิยมหมายถึง "ประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง (reflection) แล้ว" ประสบการณ์ที่ผู้ประสบได้รับจากประสาทสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น หรือ กาย ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง ยังไม่ถือว่าเป็น "ความรู้" แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับนำไปไตร่ตรองให้เกิดเป็น "ความรู้" ต่อไป ดังนั้น ถึงแม้ ครูจะใช้วิธีสอนแบบป้อน นักเรียนก็ต้องเป็นผู้ทำให้เกิดความเข้าใจ (ดำเนินกระบวนการไตร่ตรอง) ในสิ่งที่ครูป้อน จึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ครูป้อนให้นั้น มิฉะนั้น สิ่งที่นักเรียนได้รับจากการป้อนของครู ก็ยังเป็นแค่ "ประสบการณ์แบบไร้ปัญญา" ยังไม่เรียกว่าเป็น "ความรู้" ของนักเรียนคนนั้น ทำนองเดียวกัน การให้นักเรียนไปค้นหาข้อมูลที่เป็นความรู้สำเร็จรูปจากเอกสาร หรือสื่อต่าง ๆ ซึ่งไม่มี "กระบวนการไตร่ตรอง" ประกอบด้วย ก็เป็นแค่การเปลี่ยนผู้ป้อนจากครูป้อนไปเป็นสื่ออื่น ๆ ป้อนเท่านั้น นักเรียนก็ยังไม่ได้เกิด "ความรู้ความเข้าใจ" จากการค้นหานั้น ดังนั้น ไม่ว่าครูจะใช้วิธีสอนแบบใด : แบบป้อน หรือ แบบให้หาเอง นักเรียนก็ต้องเป็นผู้สร้างความรู้ (ดำเนินกระบวนการไตร่ตรองเอง) ทั้งสิ้น โดยนำความรู้ (ของผู้อื่น) ที่ได้รับจากการป้อน หรือสิ่งที่ตนคิดขึ้นเอง มาดำเนินกระบวนการไตร่ตรองให้ตนเองเกิด "ความรู้ความเข้าใจ" ในสิ่งนั้น ! ตัวอย่างที่ยกมาในความเห็นที่ 9 เป็นตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการไตร่ตรอง ซึ่งจัดให้ผู้เรียนคิดเอง/ตรวจสอบเองก่อน แล้วแลกเปลี่ยนผลการคิด/ผลการตรวจสอบ กับผู้อื่น โดยที่ในการตรวจสอบนั้น ถ้าสามารถตรวจสอบผลในเชิงประจักษ์ได้ก็จะยิ่งดี (สำหรับสิ่งที่ไม่เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน) ไพจิตร (IP:202.29.46.242) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 27 ต.ค. 2544 (15:16) ดร.ไพจิตรกรุณาอย่าผูกขาดแนวความคิดหรืออะไรทั้งหมดสิครับ ฟังคนอื่นเขาคุยบ้างครับ ไม่ใช่ให้คนอื่นเขาฟังท่านคนเดียว ที่นี่ไม่ใช่หน่วยงานที่ท่านรับผิดชอบนะครับ จะไปทำให้คนอื่นเขาทำตามหรือคล้อยตามทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ตอนแรกก็นึกว่าครูใส้กรอกพูดอะไรไร้สาระ (ดู ครูต้นแบบ ความเห็นที่10) ตอนนี้ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้วแล้ว ครูเอ (IP:202.44.130.163) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 27 ต.ค. 2544 (18:11) เอ ดิฉันงงมากนะคะนี่ ดิฉันถูกกล่าวหาว่าผูกขาดแนวความคิดได้อย่างไรกัน ดิฉันอยากให้คนอื่นเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นจะตาย แล้วไหนล่ะ ความคิดเห็นของคุณครูเอ ดิฉันอยากอ่านนะ และดิฉันก็อ่านทุกความเห็นในกระทู้อื่นที่ดิฉันได้เข้าไป ส่วนอ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นสิทธิของดิฉันนะคะ ท่านจะเชื่อดิฉันหรือจะเชื่อใครก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน และดิฉันก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามใครเข้าเว็บบอร์ดด้วย งงจริง ๆ นะเนี่ย ไพจิตร (IP:202.29.46.250) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 27 ต.ค. 2544 (18:58) กระทู้ "ครูต้นแบบ" http://www.vcharkarn.com/vcafe/12070 ความเห็นที่ 10 เขาเล่น "ขากถุย" กัน และด่าด้วยคำว่า "...." ดิฉันจำเป็นต้องชอบเล่นกับเขาด้วยหรือคะ ??? ไพจิตร (IP:202.29.46.250) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 28 ต.ค. 2544 (08:57) การแสดงความคิดเห็นด้วยกิริยาวาจาที่หยาบคาย เป็นการไม่ให้เกียรติแก่ผู้ฟัง/ผู้อ่าน ผู้ฟัง/ผู้อ่าน ไม่ได้มารู้อิโหน่อิเหน่กับความโกรธเคืองส่วนตัวระหว่างใครกับใคร ทำไมผู้ฟัง/ผู้อ่าน จะต้องมารองรับอารมณ์ (บูดเหม็น) ของเขาด้วย ถ้าใช้ถ้อยคำที่สุภาพจะได้รับความเชื่อถือมากกว่าว่าเป็นคนมีคุณภาพ การใช้กิริยาหยาบคายเท่ากับเป็นการยอมรับว่าตัวเองมีคุณภาพต่ำจริง ไพจิตร (IP:202.29.46.187) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 29 ต.ค. 2544 (12:22) จากที่เคยศึกษางานของ อ.ไพจิตร ในเรื่องของการสอนตามแนวConstructivism แล้ว พบว่าเป็นงานที่ดีมาก และได้พบชื่อนี้ในการอ้างอิงของวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับการสอนตามแนว Constructivism และดิฉันก็ได้ใช้การสอนนี้เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนองานออกแบบการสอนในวิชาที่เรียน แต่ก็พบปัญหาว่าในขั้นตอนของการสร้างสถาณการณ์ที่ขั้นแย้งในข้น การสร้างความขัดแย้งทางปัญญา นั้นค่อนข้างจะทำได้ยากอยู่ซักหน่อย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าดิฉันยังไม่เข้าใจเพียงพอ ดังนั้น เลยอยากขอให้ ท่าน อ.ไพจิตร ช่วยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วย เพื่อเป็นวิทยาทานแดฉันและผู้ที่ต้องการค้นคว้าทางด้าน Constructivism ทุกท่าน อ้อ! ลืมบอกไปค่ะดิฉันสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นค่ะ ต้นฟ้า (IP:202.28.92.3) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 29 ต.ค. 2544 (22:47) สภาวะขัดแย้งทางปัญญาเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ต่อไปนี้ 1. มีความเห็นหรือข้อสรุปที่ต่างกันระหว่างบุคคล เรียกว่าเกิดความขัดแย้งทางปัญญาระหว่างบุคคล 2. ข้อสรุปของตนเองในกรณีตัวอย่างหนึ่ง ขัดแย้งกับประสบการณ์ที่มีเงื่อนไขเดียวกันในอีกกรณีตัวอย่างหนึ่ง เรียกว่าเกิดความขัดแย้งทางปัญญาภายในตนเอง 3. ข้อสรุปของตนขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเชิงประจักษ์ เกิดความขัดแย้งระหว่างความเชื่อกับการประจักษ์ การขัดแย้งในข้อ 1 สร้างได้โดยการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น เข้ากลุ่มร่วมแก้ปัญหาเดียวกัน การขัดแย้งในข้อ 2 สร้างได้โดยการเตรียมกรณีตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่างไว้แย้งข้อสรุปที่ยังไม่ถูกต้องของนักเรียน การขัดแย้งในข้อ 3 สร้างได้โดยการให้ผู้เรียนตั้งสมมติฐานเองก่อน แล้วจึงตรวจสอบสมมติฐานด้วยการทดลองในเชิงประจักษ์ หรือให้แก้ปัญหาที่ดูคล้ายกับจะแก้ด้วยความรู้เดิม (โครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม) ได้สำเร็จ แต่พอทดลองแก้ตามนั้น กลับแก้ไม่ได้หมด ยังติดอยู่นิดหนึ่ง ส่วนที่ติดอยู่นิดหนึ่งนี้ ทำให้นักเรียนต้องปรับโครงสร้างทางปัญญา (ความรู้) ที่มีอยู่เดิม จึงจะแก้ได้สำเร็จ เกิดข้อค้นพบ (ความรู้) ใหม่ เพิ่มขึ้น ลองยกตัวอย่างเนื่อหาหรือหลักการที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มาสักหลักการหนึ่งสิคะ แล้วเรามาช่วยกันพิจารณาว่าจะจัดกิจกรรมที่สร้าง ความขัดแย้งทางปัญญาได้อย่างไรบ้าง ไพจิตร (IP:202.29.46.71) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 3 พ.ย. 2544 (11:00) คุณต้นฟ้าในความเห็นที่ 15 (".......ดังนั้น เลยอยากขอให้ ท่าน อ.ไพจิตร ช่วยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วย เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ดิฉันและผู้ที่ต้องการค้นคว้าทางด้าน Constructivism ....") มาขอให้ดิฉันสาธยายเสียเหน็ดเหนื่อย (ความเห็นที่ 16) แล้วหายต๋อมไปเลยหรือคะ ? ไพจิตร (IP:202.29.46.54) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 16 พ.ย. 2544 (15:32) คุณครูไพจิตร ครับ ทีเล่ามานั้นคนมาทีหลังอ่านแล้วมีประโยชน์ดีนะครับ c664 (IP:202.22.53.193) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 22 ธ.ค. 2544 (21:22) ขอโทษ อาจารย์ไพจิตรด้วยนะค่ะที่หายไปนาน พอดีกำลังยุ่งกับการทำวิทยานิพนธ์ค่ะ และงานที่ต้องส่งอาจารย์นั้นได้ทำส่งไปแล้ว เนื้อหาที่ทำเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการลอยของวัตถุที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ (ในหัวข้อ การขนส่งทางน้ำ) ซึ่งดิฉันได้ทำส่งอาจารย์ไปครั้งแรกแต่ อาจารย์ได้วิจารณ์ว่ามันไม่ใช่ โดยในช่วงของการสร้างสถานการณ์ปัญหานั้น ได้ทำโดยการนำลูกเหล็กมาวางลงในน้ำให้นักเรียนดู คือจากความเข้าใจเดิมที่เราทราบว่าเหล็กไม่สามารถลอนน้ำได้ แต่ดิฉันก็สร้างสถานการณ์เพื่อให้เดิกคิดว่าแล้วทำไมเรือเหล็กถึงลอยน้ำได้ ก็คิดว่าการสร้างสถานการณ์ของตนเองนั้นถูกต้องแล้วแต่พอนำงานไปพรีเซนต์กับอาจารย์ ก็โดนยำเลยว่าไม่ใช่ ตกลงงานออกแบบการสอนนั้นดิฉันก็ได้เอากลับมาทำใหม่ แต่ก็ใช้วิธีเดิมคือ Constructivism ของ Underhill (1991) แต่ได้เปลี่ยนเนื้อหาใหม่ เป็นเรื่องของการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรแทน ก็ขอโทษนะค่ะที่หายไป ซึ่งตอนนี้กำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่อง Scientific Literacy อยู่ถ้าอาจารย์ไพจิตรมีความรู้ เรื่องนี้ก็ช่วยกรุณานำความรู้เผยแพร่บ้างนะค่ะ คงได้คุยกับอาจารย์อีกนะค่ะ ขอบคุณค่ะ ต้นฟ้า (IP:203.107.172.130) ได้อ่านงานของอาจารย์แล้วครับ และก็เห็นว่า นักเรียนควรจะสร้างความรู้ให้ด้วยตนเองจึงจะมีความหมายสำหรับเขา หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |