|
วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนา ขัดแย้งกันหรือไม่?
โพสต์เมื่อ:
15:44 วันที่ 3 ต.ค. 2550 ชมแล้ว:
12,013
ตอบแล้ว:
63
ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่แวดล้อมไปด้วยผลงานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนคนรุ่นใหม่ๆจำนวนมากจะยึดถือเอาวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องต่างๆ
รวมไปถึงการนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาเปรียบเทียบกับศาสนา เช่น พุทธศาสนา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา
ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอสไตน์ ที่ชื่นชมและศรัทธาในพุทธศานา
อย่างไรก็ตาม หลายๆคนก็ยังมองไม่เห็นว่า พุทธศานานั้น เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ และเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร
กระทู้นี้จึงต้องการให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนานั้น มีความขัดแย้งกัน ที่จะปฏิเสธแนวคิดของกันและกันเช่นนั้นหรือไม่
![]() อนุโมทนา สาธุครับ ต้องขอโทษทุกคนด้วย ถ้ารู้สึกขัดเคืองเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนโชคดี มีความสุขจากความดี ตลอดปี และ ตลอดไป ครับ ดิฉันก็ยังมีความยินดีที่จะคุยต่อค่ะ คุยเพื่อไตร่ตรองและพัฒนาตนเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตัวดิฉันเอง มักจะมองเห็นความเป็นทำนองเดียวกันจากสิ่งที่แตกต่างกัน ดังนั้น สำหรับดิฉันแล้ว ศาสตร์ต่าง ๆ ดูเหมือนจะเป็นศาสตร์เดียวกัน เช่น ตัวอย่างหนึ่งที่เล่าไว้ในกระทู้ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=39240 รายละเอียดต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในแต่ละศาสตร์แตกต่างกันตามระดับความรู้ ความเข้าใจของผู้บัญญัติ ซึ่งถ้ามีการพัฒนาต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ... ในที่สุดอาจพบกันที่ปลายทางอันเป็นหลักการใหญ่เดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าพบ ซึ่งคงต้องใช้เวลาที่แตกต่างกันตามความแตกต่างระหว่างบุคคล อาจมีบางคนพบในวัยเยาว์ บางคนพบในวัยชรา บางคนพบก่อนสิ้นชีวิต บางคนสิ้นชีวิตไปแล้วก็ยังไม่พบ อาจมีคนจำนวนหนึ่งพบตอนที่กำลังจะสิ้นชีวิต จึงไม่สามารถแสดงให้เราทราบว่าเขาพบอะไร ![]() มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein) "ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ ....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา" อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี [1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press] http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein http://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html ศาสนาพุทธ เเละ วิทยาศาสตร์ อยู่บนวิถีทางเดียวกัน คือ เรื่องของความจริง เเต่ศาสนาพุทธนอกจากจะ "ความจริงเเล้ว" ยังสอนให้เราหลุดพ้นไปจากความจริงนั้นได้ด้วย ขณะที่วิทยาศาสตร์จะหยุดอยู่เเค่ "ความจริง" เท่านั้น ก่อนอื่นขอขอบคุณผู้ที่เข้าใจค่ะ ไม่ได้มีเจตนาจะล้มโต๊ะสนทนาแต่อย่างใด คำว่า" นานาจิตตัง " = อืม คนเราอาจคิดไม่เหมือนกันได้ คือเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่ ไม่ได้โต้แย้งความเห็นของผู้ใด ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนต้องคิดเหมือน-ตั-ว-เอ-ง-เสมอ ที่พูดสั้นๆว่า ok เพราะไม่อยากชักแม่น้ำทั้ง5มา จนหา main idea ไม่ได้ค่ะ ขอโทษหากทำให้ทุกท่านไม่สบายใจ ท่านเจ้าของกระทู้บอกว่า " กระทู้นี้จึงต้องการให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนานั้น มีความขัดแย้งกัน ที่จะปฏิเสธแนวคิดของกันและกันเช่นนั้นหรือไม่ " ผมเข้าใจตามตัวหนังสือข้างบนนี้ว่า พุทธศาสนา คือ แนวคิดอันหนึ่งด้วย ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องมั๊ญครับ ? "คือเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่ ไม่ได้โต้แย้งความเห็นของผู้ใด ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนต้องคิดเหมือน-ตั-ว-เอ-ง-เสมอ" ถ้าทุกคนคิดได้เเบบนี้โลกก็จะสงบสุข "ผมคิดว่า......อย่างงี้....อย่างงี้" อีกคนก็บอกว่า " ส่วนผมคิดว่า.....อย่างงี้....อย่างงี้......." มันก็ไม่เห็นมีอะไร? คนที่เข้ามาอ่าน เขาก็คงเลือกเองว่าชอบสไตล์การคิด การเขียน ของกระทู้ใด ความเห็นไหน เรื่องเเบบนี้บางทีก็เหมือนความคึกคะนองของเด็กวัยรุ่นที่ทำอะไรโดยขาดสติไร้ซึ่งวุฒิภาวะ.......สอนเป็นอุปมาอุปมัย สอนเป็นนามธรรมยาก จะไม่ค่อยเข้าใจ.....เลยต้องออกมาเป็นรูปธรรมให้เห็นชัดๆ กว่าจะเริ่มรู้ตัวเริ่มมองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ชัดเจนขึ้น ก็นานโข...... อีกอย่างเด็กวัยรุ่น ที่ไม่ได้เห็นคุณค่าของปรัชญา ก็มักไม่ต้องรู้สึกผิด หรือต้องมารับผิดชอบอะไร เพราะเขามิเคยใส่ใจอะไรกับมัน ต่างกับคนอื่นยิ่งนัก.....เหมือน คนหนึ่งใส่ใจให้ความสำคัญกับบางสิ่ง ทั้งๆที่ไม่ใช่ของตัวเอง ขณะที่คนอื่นๆที่เป็นเจ้าของกลับเห็นสิ่งเดียวกันนี้เป็นเเค่ กรวด ทราย จะทิ้งขว้าง ไร้สาระอย่างไร ก็ได้... บางที ถ้าไม่ได้สนใจ ไม่ได้ใส่ใจจริง ก็ควรพิจารณาตัวเอง ก่อนจะทำอะไรลงไป ว่ามีความตั้งใจ ที่จะไปข้างหน้า ไม่ใช่ มาสนุกๆ มากวนๆ มาทำไร้สาระ เพราะไม่เคารพในที่ๆตัวเองอยู่ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำ คิดว่าเป็นเเค่......บางสิ่ง ที่ " ปลอมๆ" ไม่สำคัญ ไม่ต้องจริงจัง กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ ระบายนิสัย เรื่องพวกนี้ถ้าย้อนกลับไปดู ก็จะ้รู้ว่า คนที่เห็นความสำคัญ เขาจะทำอะไรบ้าง มันช่างตรงข้ามกันเหลือเกิน....อันนี้ก็บ่นๆไป ระหว่างที่กำลังหาเรื่องใหม่ๆมาคิดอยู่..... ที่คุณ yoshi กล่าวถูกต้องแล้วครับ เราแต่ละคนที่เข้ามาพูดคุยกันนี้ มีเหตุปัจจัยที่ต่างกัน แต่ต้องนับว่าเรามีกรรมร่วมกันที่ได้มีโอกาส ได้รู้จักกันบ้าง โดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก ในเรื่องที่อาจจะมีความสนใจร่วมกัน ถ้าเราทำตัวเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ได้รู้จักกับเพื่อน กับกัลยาณมิตรที่ดี อันนี้นับได้ว่า ได้ประโยชน์มาก แต่หากเราเข้ามาพูดคุยแบบคนพาล และมาเจอกับคนพาลเข้า อันนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์น้อย พลอยได้โทษไปเสียมากกว่า (แต่หากเรารู้ทัน วางตัวถูกต้อง ... เราก็ทำให้ได้ประโยชน์ได้เช่นกัน และเป็นประโยชน์ที่ทำได้ยากทีเดียว ... ต้องค่อยๆฝึก) ทุกๆอย่างนั้น ว่าไปตามจริง อยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ อยู่ที่จิตใจของเราที่เป็นประธาน การพูดคุยกันนี้ เราอาจจะทำด้วยเจตตนาที่เป็นกุศล โดยทำความเข้าใจดังนี้ - เป็นการฝึกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - ฝึกรับฟังคนอื่น รับฟังตัวเราเอง ให้สะท้อนให้เห็นตัวเราเอง - ถ้าทำให้เป็นการสนทนาธรรมได้ อย่างถูกต้อง จะได้บุญกุศลมาก เป็นการทำความคิดให้ตรงให้ชอบ นำไปสู่ การฝึกสติ สมาธิ ปัญญา ต่อไป คุณ yoshi เป็นคนที่ช่างคิด ช่างสังเกตดีมากครับ ขึ้นปีใหม่แล้ว ขอให้ความคิดความอ่าน(ที่ชอบ)ของเรา นำกุศล นำสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง และคนอื่นๆ นำไปสู่การกระทำ การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง สวัสดีปีใหม่ครับ จากความเห็นที่49 ของท่านMathGuy การพูดคุยกันนี้ เราอาจจะทำด้วยเจตตนาที่เป็นกุศล โดยทำความเข้าใจดังนี้ - เป็นการฝึกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น - ฝึกรับฟังคนอื่น รับฟังตัวเราเอง ให้สะท้อนให้เห็นตัวเราเอง - ถ้าทำให้เป็นการสนทนาธรรมได้ อย่างถูกต้อง จะได้บุญกุศลมาก เป็นการทำความคิดให้ตรงให้ชอบ นำไปสู่ การฝึกสติ สามธิ ปัญญา ต่อไป ........................................................... ข้าพเจ้าขอเสริมอีกนิด -เป้าหมายสุดท้าย คือ ตนเอง เป็นผู้ตัดสินใจ ที่จะเลือกใช้หลักการดำเนินชีวิตอย่างไร ไม่ว่าเป็นความคิดเห็นของผู้อื่น หรือของตนเอง (ตามความคิดเห็นที่เห็นว่าดี) หากเป็นเพียงบทความเพื่อแสดงความดี ความงาม ตามอุดมคติ ตามจินตนาการ และผู้แสดงความคิดเห็นนั้นยังคงปฎิบัติในทางตรงข้าม หรือไม่ได้ปฎิบัติ บทความนั้น ความเห็นนั้น ก็ไม่มีความหมายอะไรต่อเจ้าของ-ผู้แสดงความเห็น ............................................................ คงมีความหมายต่อ ผู้ที่ พูดดี ทำดี คิดดี เท่านั้น สวัสดีปีใหม่ครับ คุณ bad&good ...................................................... น่ายินดีนะครับ ที่ห้องสนทนาปรัชญา(และศาสนา) เติบโตมาได้อีก 1 ขวบวัย จำได้ว่า ตอนแรกๆที่เข้ามา ก็มีคุณ bad&good นี่แหละเป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญ ขอให้มีความสุข เบิกบานใจ สำหรับปีใหม่ 2551 และต่อๆไป นะครับ สวัสดีปีใหม่คุณ kamsuk ด้วยเช่นกันครับ .............................................................................................................. จากคำถามในคหพ#47 ผมเข้าใจตามตัวหนังสือข้างบนนี้ว่า พุทธศาสนา คือ แนวคิดอันหนึ่งด้วย ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องมั๊ญครับ ? .............................................................................................................. น่าจะมีคนช่วยตอบได้ดีกว่าผมว่า พุทธศาสนา เป็นอะไรได้บ้าง ? ที่ผมใช้คำว่า "แนวคิด" ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเจตนา ให้แสดงความคิดเห็น แนวคิด จึงมาจากความคิดเห็นที่เรามีต่อเรื่องหนึ่งๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะที่มีสาระ มีความสำคัญ เวลาพูดถึงความคิดเห็น ก็โยงไปยังความรู้สึก ที่เราเรียกว่า ความรู้สึกนึกคิด โยงเข้าไปยังประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งก็จะมีทั้งส่วนที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้คิดพิจารณา ได้ฝึกอบรม ได้ลงมือปฏิบัติ โยงลงไปเช่นนี้ ก็จะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของแต่ละคนเลยทีเดียว จำได้ว่า ตนเองต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับ วิชาการจัดการ เลยใช้ Google ค้นหา มาพบที่นี่ www.vcharkarn.com ตอนแรกไม่ได้ใช้ชื่อ bad&good นี้ เพราะต้องการถาม-ตอบ กระทู้ห้องอื่น แต่ก็ไม่ได้ดั่งใจ ....................................... บังเอิญชอบเรื่องศาสนาพุทธ ชอบปรัชญา(แต่ไม่ลึกมาก คือชอบคิด) จึงเปลี่ยนชื่อสมาชิกใหม่ พยายามถาม-ตอบห้อง ปรัชญา นี้ รู้สึกว่า น่าจะพบท่านMathGuy ที่ กระทู้แรกว่า "อยากทราบประโยชน์ของปรัชญาครับ" ตอนนั้นรู้สึกว่า ทิฐิของข้าพเจ้ายังมีอยู่มาก และสลับไปถาม-ตอบกระทู้ www.dhammajak.net ก็ทำให้รู้สึก ดีขึ้น อย่างมาก คือ กลุ่มสมาชิก ค่อนข้างอยู่ในขอบเขตเดียวกัน ทำให้ทิฐของตนเองดีขึ้น เข้าใจกิเลส มากขึ้น ตัดสินใจได้เลือกทางเดิน ได้ดีขึ้น .......................................................... ก็ดีใจครับที่ได้ระบายอารมณ์ไว้ ณ ที่นี้บ้าง ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ครบ 1 ปี แล้ว ความจริงได้เขียนบทความไว้ที่เว็บนี้(แต่เป็นชื่อสมาชิกอื่น เปลี่ยนแนวอื่น กลัวจะรับไม่ได้) ............................................. สำหรับปรัชญาห้องนี้ ข้าพเจ้าก็เลือกที่จะตอบ เป็นบางกระทู้ เพราะบางครั้ง การไม่ตอบทุกกระทู้ เกี่ยวกับเรื่องไม่ถนัด เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่เห็นด้วยอย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่อยากแสดงความคิดเห็น เพราะด้วยความกลัวอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ 1.ไม่อยากให้ใครอารมณ์เสีย บานปลายไปถึงระดับกลุ่ม ระดับฝูงชน ระดับชาติ ระดับโลก (โต้เถียงกันไม่จบด้วย เงินก็ไม่ได้ เสียเวลาไปมาก) 2.กลัวชื้ทางผิด แนะนำผิด ทำให้บุคคลนั้น มีความเห็นผิดก็ได้ รวมไปถึงการตั้งกระทู้ที่ทำให้คนมีความคิดเห็นที่ไม่ดี บาปกรรมจะเป็นผู้ตั้งกระทู้เริ่มต้น แม้นไม่ผิดกฎหมาย แต่ปรัชญาของชีวิต อาจเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี (ก็ได้) ส่งผลให้ผู้อื่นเมื่อกระทำเรียนแบบ หรือตั้งใจกระทำตามอย่าง คล้ายกับว่า เขาคิดไม่ได้ แต่ตนเองเป็นผู้จุดประกาย 3.กลัวเป็นเตี้ยอุ้มค่อม คือ ไม่รู้เรื่อง แล้วทำให้หลงทาง ไปกันใหญ่ (นั่งรออ่านผู้อื่น ดีกว่า) 4.กลัวไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย และกลายเป็นผลเสียทางด้านจิตใจของผู้อื่น (แม้นตนเองไม่ได้ตอบ หรือตอบไปแล้ว ซึ่งตนเองยืนยันหนักแน่นว่า ตนเองถูกต้อง) ............................................................................ การถาม-ตอบกระทู้ การทำให้สร้างนิสัย ข้าพเจ้า ได้อย่างหนึ่ง คือ ถามก็ต้องมีสติ ตอบก็ต้องมีสติ มีสติให้นึกถึง เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ว่าจะดี หรือ ร้าย อย่างไร ถ้าร้าย ไม่คุยเลยดีกว่า เงียบ หรือ ไม่ก็ ขอยอมแพ้ มาช้าไปหน่อยโทษที.. ขอบคุณคุณ mathguy มาก ก็ขอให้คุณ mathguy ได้รับสิ่งดีๆ ที่อยู่ในคำอวยพรที่ให้เเก่ผม กลับไปเฉกเช่นเดียวกันครับ รวมถึงท่านอื่นๆด้วย สวัสดีปีใหม่ เช่นเดียวกันครับ.. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 23 มิ.ย. 2551 (20:37) ขออนุโมทนาในความคิดเห็นของทุกคนที่มีความคิดเห็นที่มีต่อศาสนากับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งปัจจุบันเป็นยุคเทคโนโลยีแก็มีบางกลุ่มที่สวนกระแสเห็นในความรู้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสรู้สอนให้รู้แล้วปฏิบัติเพื่อให้ถึงโมกษะ(ความสุข)ต่างจากวิทยาศาสตร์รู้แต่ไม่ปฏิบัติเป็นแต่เพียงทฤษฎีเท่านั้นไม่เป็นไปเพื่อความสุข สามเณร (IP:202.91.19.206) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 23 มิ.ย. 2551 (21:47) สวัสดีครับ คุณสามเณร (หากเป็นสามเณรจริงๆ ผมต้องขอกราบนมัสการครับ) วิทยาศาสตร์จริงๆแล้ว เข้มแข็งทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ข้อพิดพลาด หรือข้อคลาดเคลื่อนอันเกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ 1) วิทยาศาสตร์เข้าถึงได้เฉพาะส่วนที่เป็นกายภาพ หรือชีวภาพในระดับที่ยังเป็นสสาร เป็นพลังงานที่วัดได้ ... แต่ยังรู้เรื่องจิตใจของคนเราเอง ของตัวนักวิทยาศาสตร์เองน้อยมาก 2) วิทยาศาสตร์เมื่อถูกใช้เป็นอำนาจ ในการผลิตสินค้าที่ทำให้คนต้องพึ่งพา ความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ก็ค่อยๆเลือนหายไป กลายเป็นวิทยาศาสตร์เพื่ออำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจทางการค้า อำนาจทางการทหาร และเร็วๆนี้ ได้กลายเป็นอำนาจทางการผลิตอาหาร การผลิตปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญของประชากรโลก ความโลภ อำนาจการครอบครอง การครอบงำหรือการผูกขาด กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ธรรมชาติ คุณธรรม ความมีน้ำใจ ได้ถูกทำลายลงไป 3) การศึกษาทางด้านจิตใจตามแนวทางพุทธนั้น เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เป็นวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องลงทุนอะไรด้านวัสดุหรืออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆเลย และสามารถได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ... แต่กลับมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนน้อยมากๆ ที่จะสนใจศึกษาอย่างจริงจัง ความไม่เห็นทุกข์ ไม่เข้าใจทุกข์ ไม่ได้ใส่ใจที่จะเรียนรู้จักตัวเอง เป็นอุปสรรคสำคัญ ที่คนจำนวนมากได้พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านจิตใจ อันเป็นสมบัติของทุกๆคน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 25 มิ.ย. 2551 (10:57) <P>พุทธศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์ด้านจิตใจ</P> <P>ปฐมฌาน ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุถฌาน มีศีลเป็นตัวส่งเสริม มีนิวรณ์๕เป็นตัวขัดขวาง นี้ยังเป็นหลักที่เป็นจริงมาถึง 2500 กว่าปีแล้ว ก็ยังคงเป็นจริงอยู่ </P> <P>และยังปฏิบัติได้จริงอยู่ ถ้าท่านได้ลองปฏิบัติ.</P> นาคราช (IP:58.10.128.26) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 30 มิ.ย. 2551 (20:40) จะขอกล่าวถึงส่วนที่จะทำให้เกิดปัญญา เท่านั้น พุทธศาสนา แบ่งลักษณะก่อให้เกิดความรู้ ๓ ระดับ คือ ระดับที่ ๑ เรียกว่า จินตามยปัญญา ได้แก่ ความรู้อันเกิดจากความคิด ใช้ความคิดเป็นเครื่องแสวงหาความรู้ ในการนำทางเดิน เช่น การเล่าเรียนหนังสือต่างๆ เป็นต้น ปัญญาระดับนี้จะพาให้พ้นทุกข์ คือ เกิด ตาย ไม่ได้ ระดับที่ ๒ เรียกว่า สุตามยปัญญา ได้แก่ ความรู้อันเกิดจากการฟัง แล้วนำไปคิดต่อจนเกิดปัญญา ขจัดความไม่รู้ ทำให้เกิดปัญญา ศรัทธา มีความเชื่อถือ ในความรู้นั่นๆ เป็นต้น แต่ไม่อาจพาให้พ้นทุกข์ คือเกิด ตาย ไม่ได้ เช่นกัน ระดับที่ ๓ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ได้แก่ ความรู้อันเกิดจากภาวนา โดยนำสิ่งใด สิ่งหนึ่งมาเป็นอุบายกำหนดรู้ อย่างที่พระพุทธเจ้าใช้ในครั้งตรัสรู้คือ อานาปานสติ กำหนดูลมหายใจ เข้า ออกเป็นต้น คือการมากำหนดดูจิต ตามดูจิต ดูความคิดของตนๆ ไม่ใช่ไปบังคับจิต ดูอาการจิต เกิด ดับ อยู่อย่างต่อเนื่อง เรียกว่า การมีสติ สัมปชัญญะแนบแน่นกับจิต หรือทางพระเรียกว่า อาตาปี สติมา สัมปชาโน มีความเพียร มีสติ สัมปชัญญะ ไปพร้อมๆ กัน จะขาดองค์ธรรมใด องค์ธรรมหนึ่งไม่ได้ หรือจะ ใช่หลักยุบ หนอ พอง หนอ ก็ได้เช่นกัน เพียรแต่รู้อาการพองของท้อง ยุบของท้อง ไม่แกร่ง ไม่บังคับ ตลอดถึงตามรู้อิริยาบถย่อย ๆ เช่น ยกมือ ยกขา กินข้าว ตักข้าว เคี้ยว กลื่น รู้รสชาด แต่ไม่ติดไปความอร่อย หรือไม่อร่อย หอม หรือเหม็น เพียงแต่รู้ อาการเหล่านี้มากระทบเท่านั้น ทำอยู่เช่นนี้จนสติ สัมปชัญญะ ตามอาการทันอาการที่ว่าดังกล่าวแล้ว แต่อิริยาบถใหญ่ มี 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ทำไมต้องดู ต้องฝึกดูตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่ควรดู เรียกว่า มาดูแลตัวเอง รักตัวเอง การพัฒนาระดับจิตนี้จะเกิดจากการฝึกตน และจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับกำลังของ อาตาปี สติมา สัมปชาโน ของท่านๆ ไม่ท้อ ไม่เลิก มีศรัทธาต่อเนื่องทำต่อเนื่อง จนถึงที่สุด..
เมื่อสรุปแล้ว คือเหตุกับผลนั่นเอง ...ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ ดับไปก็เพราะเหตุดับ SOMPONG (IP:125.25.153.229) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 1 ก.ค. 2551 (08:56) ขอบคุณ คุณ sompong ครับ ภาวนามยปัญญา นี่แหละที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไปไม่ถึง ยกเว้นแต่นักวิทยาศาสตร์บางท่านเท่านั้น เรื่องการพัฒนาสติ สมาธิ ปัญญา ชนิดที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เรารู้จักตัวเอง เห็นธาตุแท้ของจิตใจของเรา ... ไม่มีสอนกันที่ไหน ในวิชาการทางโลกเลย ... ช่างเป็นเรื่องที่น่าสังเวช และน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 18 ก.ค. 2551 (18:17) คุณ ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ ผมสงสัยว่า ถ้าไอน์สไตน์ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจริง ทำไมถึงไม่หันมานับถือพุทธศาสนาครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 19 ก.ค. 2551 (23:19) การนับถือศาสนานั้น อยู่ที่ใจ อยู่ที่การศึกษา อยู่ที่การปฏิบัติ ดำเนินชีวิตของเรา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 22 ก.ค. 2551 (16:06) คุณ สมชายเข็มขัด ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ ขอเรียนถาม คุณ MathGuy จากประโยคที่ว่า "ไอสไตน์ ที่ชื่นชมและศรัทธาในพุทธศานา" ไม่ทราบว่า มีอะไรเป็นข้อมูลถึงสรุปได้เช่นนี้ครับ เพราะผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมถึงบอกว่า ไอน์สไตน์นั้น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะ ที่ผ่านมาก็ได้เห็นเพียงแต่ ประโยคสั้นๆที่ไอน์สไตน์ กล่าวถึงพุทธศาสนา และผมเองก็พยายามหาข้อมูล ก็พบเพียง สองประโยคที่ไอน์สไตน์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ พุทธศาสนา ก็คือ Buddhism has the characteristics of what would be expected in a cosmic religion for the future: It transcends a personal God, avoids dogmas and theology; it covers both the natural and spritual; and it is based on a religious sense aspiring from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity. -Albert Einstein If there is any religion that would cope with modern scientific needs it would be Buddhism. -Albert Einstein ผมพยายามค้นหาบทความที่ ไอน์สไตน์เขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรงก็ไม่เจอ มีเพียงแต่บทความสั้นๆที่ เขียนเกี่ยวกับ วิทยาศาสน์ และศาสนา เท่านั้นเอง ซึ่งไม่ได้เป็นบทความที่แสดงให้เห็นว่า ถึงว่า ไอน์สไตน์นั้นมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด และถ้ามีเพียงแค่นี้ผมคิดว่า คงไม่สามารถสรุปได้ว่า ไอน์สไตน์ ศรัทธาในพุทธศาสนาได้ ถ้าคุณ MathGuy มีข้อมูลอื่นที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไอน์สไตน์ นั้นศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็ได้โปรดแนะนำด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ |