วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนา ขัดแย้งกันหรือไม่?
โพสต์เมื่อ: 15:44 วันที่ 3 ต.ค. 2550         ชมแล้ว: 27,303 ตอบแล้ว: 88
ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่แวดล้อมไปด้วยผลงานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนคนรุ่นใหม่ๆจำนวนมากจะยึดถือเอาวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาเปรียบเทียบกับศาสนา เช่น พุทธศาสนา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอสไตน์ ที่ชื่นชมและศรัทธาในพุทธศานา อย่างไรก็ตาม หลายๆคนก็ยังมองไม่เห็นว่า พุทธศานานั้น เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ และเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร กระทู้นี้จึงต้องการให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนานั้น มีความขัดแย้งกัน ที่จะปฏิเสธแนวคิดของกันและกันเช่นนั้นหรือไม่

55549


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 86 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| 3| 4| 5|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 3 ต.ค. 2550 (16:14)
โดยส่วนตัว ผมคิดว่าศาสนาพุทธมิได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ เพียงแต่เด็กรุ่นใหม่ศึกษาทั้งวิทยาศาสตร์และศาสนาพุทธอย่างฉาบฉวยจึงโมเมว่ามันขัดแย้งกัน ศาสนาพุทธสอนว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าจะพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติ อันนี้ตรงกับวิชาวิทยาศาสตร์ที่สอนในโลกตะวันตกที่เน้นการทดลองให้เห็นจริงกับตา หรือกรณีศาสนาพุทธสอนไม่ให้ยึดถืออะไรอย่างตายตัว ซึ่งวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์แล้วว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้แต่ตัวของเราเอง เซล์ลทุกเซล์ลก็มีการแบ่งตัวตลอดเวลา เคยอ่านเจอในรายงานการวิจัยของฝรั่ง เขาว่าประมาณ 7 ปีเซล์ลทุกเซล์ลในร่างกายได้ผัดเป็นเซล์ลใหม่ หมายความว่าร่างกายเราในวันนี้กับเมื่อ 7 ปีที่แล้วเป็นเซล์ลคนละชุดกัน ซึ่งสอดคล้องกับภาษิตโบราณที่ว่า ชั่ว 7 ที ดี 7 หน ศาสนาพุทธสอนว่าสรรพสิ่งมิได้หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอะไรแบบตายตัว แม้แต่กฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกต้องในอดีตแต่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าผิดอย่างจัง เช่น กฏที่ว่า สสารย่อมไม่สูญหายไปจากโลก แต่จะเปลี่ยนสภาวะเท่านั้น แต่ปัจจุบันทั้ง เมกา รัสเซีย จีน อินเดีย ขนสสารไปทิ้งนอกโลกในอวกาศมากมาย ที่เห็นชัดก็ที่ดวงจันทร์ เมกาขนสสารหลายพันตันเอาไปทิ้งบนนั้น รวมทั้งกากนิวเคลียร์
TM เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 296 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 168 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 3 ต.ค. 2550 (22:10)
ในความเห็นของข้าพเจ้า เห็นว่า
พุทธศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์
มีทั้งขัดแย้ง และสอดคล้องกัน
.............................................
มันเหมือน นำเรื่องยุคสมัย ก่อน พ.ศ. 2500 กับ ยุคหลัง พ.ศ.2200 มาเปรียบเทียบกัน
ความคิดเห็นก็จะต่างกันมาก ความคิดเห็น ฟุ้งไปมาก อ้างว่า แล้วทำไม ไม่เปรียบใน พศ.เดียวกัน (ก่อน พศ. 2500 หรือ หลัง พศ. 2500 ดีล่ะ) เรื่องแบบนี้ จะเสียเวลามากต่อพุทธศาสตร์ (เพราะเกิดโมหะ เกิดความหลงใหล หรือ หลงทางเป้าหมายแห่งพุทธะ เพราะหลงไปเปรียบเทียบ เรื่องเช่นนี้ กิเลสมันไม่ได้ลดลงเลย แม้นแต่น้อย)
..........................................
ท่านMahtGuy
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เจตนาดีของท่าน ต้องการให้ผู้คนหันมานับถือศาสนาพุทธให้มาก ให้เกิดภูมิความรู้แห่งพุทธธรรม
หาก ศาสนาพุทธ สอดคล้องต่อวิทยาศาสตร์ ทำไม ไม่...........................(คือมันคิดต่อ)
หาก ศาสนาพุทธ ขัดแย้งต่อวิทยาศาสตร์ ทำไม ไม่..............................(คือมันคิดต่อ)
การคิดต่อไป มันไม่ใช่เป้าหมายแห่งพุทธ คือ กิเลสมันไม่เลิก โหยหาแต่ ที่มา และ เหตุผล
หลัก"การคิดต่อไป" มันใช้สำหรับวิทยาศาสตร์ เพราะมันเป็นศาสตร์ข้าง "วัตถุนิยม"
ความหมายของคำว่า ต้องไฮเทคกว่าเก่า จึงเหมาะกับปรัชญาทางด้านวิทยาศาสตร์
"จิตนิยม" หรือ "พุทธธรรม"(ซึ่งเหนือจิตนิยม) นั้น มีปรัชญาตรงข้ามกับ "วัตถุนิยม" เช่น วิทยาศาสตร์
............................................
พุทธธรรม เป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ได้จบ เมื่อ"บรรลุธรรมขั้น พระอรหันต์" เมื่อบรรลุแล้ว ดำรค์ต่อจิตว่างจากกิเลส ทุกเมื่อแล้ว ต่อไปไม่ต้องค้นคว้า พัฒนาหาความรู้อื่นเพิ่มอีกต่อไป
ซึ่งต่างจากวิทยาศาสตร์มาก ต้อง ไฮ ไฮ ไปให้ถึงที่สุด ไม่มีวันจบ
...........................................

ถ้ากลับไปอ่าน พุทธประวัติ พระพุทธเจ้าในสมัยที่เป็นกษัตริย์ มีบุญวาสนา ได้เรียนวิชาความรู้ หลายสาขา เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ในการเป็นกษัตริย์ต่อไป ซึ่งสิ่งที่เรียนทั้งสิ้น ไม่ใช่ศาสนาพุทธ

หลับตา แล้วลองนึกภาพ ก่อน ปี พศ.2500 โรงเรียนมีกี่มากน้อย ความรู้ก้าวหน้าระดับใด แต่เท่าที่จะเปรียบเทียบได้ คือ เจ้าชายสิทธัตถะ มีความรู้เหนือกว่าผู้อื่น อยู่มาก

หลังจากออกบวชแล้ว พระองค์ก็ไปร่ำเรียนอยู่หลายสำนัก เพื่อความรู้ทางด้าน จิตนิยม เพื่อค้นหาคำตอบ การพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง นั่นเอง

สุดท้ายแล้ว ก็หมดภูมิปัญญาจากผู้อื่น ที่จะสอนให้พระองค์ บรรลุเป้าหมายที่พระองค์ต้องการได้ พระองค์จึงตัดสินใจ พัฒนา วิจัย ค้นคว้า ด้วยตนเอง จนบรรลุผล ตรัสรู้ ด้วยพระองค์เอง
...............................................
สิ่งเหล่านี้ เราทราบกันดี
แต่เมื่ออ่านย้อนกลับไป จะเห็นว่า พื้นฐานความรู้จากศาสตร์อื่น ที่พระองค์ร่ำเรียนมาทั้งหมด บางสิ่งบางอย่าง อาจถูกหยิบมานำใช้ประโยชน์ต่อการปฎิธรรมครั้งนี้ ก็เป็นได้
อีกทั้ง ศีล 227 ข้อ 331 ข้อ เป็นกฎระเบียบ ที่พระองค์คำนึงถึง หลักสังคมศาสตร์ หลักวิทยาศาสตร์ พุทธศาสตร์ นำมาผสมผสานกันอย่างลงตัว
................................................
พระองค์นำศาสตร์ทั้งหลาย มาสังเคราะห์ใหม่ เพื่อให้ท่านทั้งหลาย ได้รู้และเข้าใจว่า ทำอย่างไร กิเลสทั้งปวงจึงหมดทุกข์สิ้นเชิง

พระองค์ไม่ได้เปรียบเทียบ ศาสตร์ใด ดีกว่า ศาสตร์ใด
พระองค์มีแต่เปรียบเทียบว่า ทำดี ดีกว่า ทำชั่ว จงละทำชั่วเสีย
พระองค์มีแต่ตรัสว่า จงหยุดเถิด หยุดกิเลสของตนเองให้หมดสิ้นเถิด (ซึ่งมีความหมาย มากกว่าการทำดี ทำชั่ว ตามลำดับ)

bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 ต.ค. 2550 (22:38)
ขอบคุณ คุณ TM และคุณ bad&good ที่ช่วยร่วมแสดงความคิดเห็น



เจตนาของผมเพียงต้องการให้มีการฝึกคิดแบบโยโสมนสิการเท่านั้น เจตนาต้องการสิ่งที่เป็นกุศล (ยังไม่ไปถึงขั้น จัดการกับกิเลสให้ได้อย่างถอนรากถอนโคน ขอบคุณคุณ bad&good ที่ช่วยเตือนระวังในข้อนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า ... แต่กระทู้นี้ เอาเพียงว่ากระตุ้นให้ช่วยกันคิด เท่านั้นเองครับ)
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 4 ต.ค. 2550 (12:06)
คำว่า โยโสมนสิการ คือ ใคร่ครวญอย่างมีสติและปัญญา ขณะเดียวกันก็ไม่พยายามสร้างปัญหาให้สังคมด้วยการพยายามทำตัวเองกับครอบครัวไม่ให้เพิ่มปัญหาและเป็นภาระสังคม
.........................................
คำว่า โยโสมมนสิการ
ข้าพเจ้าถือ เป็น คำเฉพาะทางวิชาพุทธศาสตร์
ข้าพเจ้าถือเป็น คำสงวน
...................................
ข้าพเจ้าเห็นว่า ไม่ควรใช้คำนี้
เพราะพระพุทธเจ้า มุ่งหวังให้คิด ใคร่ครวญ ในทางลดละกิเลส
มิได้ให้ใคร่ครวญ ศาสตร์อื่น

..................................
ส่วนเรื่อง การคิดเปรียบเทียบ เช่นนั้น ข้าพเจ้า เข้าใจ แต่ ไม่อยากคิดแบบ โลกียธรรม
การโน้มน้าว โน้มนำ ชี้ทาง จะเพี้ยนไป
...................................
ตอนนี้ขอไปทานข้าว ก่อน เที่ยงแล้ว
เดี๋ยวค่อยมาคุยต่อไป
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 4 ต.ค. 2550 (13:49)
ขอเเสดงความคิดเห็น
"จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนานั้น มีความขัดแย้งกัน ที่จะปฏิเสธแนวคิดของกันและกันเช่นนั้นหรือไม่"

อืม..จริงๆก็ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับศาสนา มากมายนัก
เเต่เท่าที่พอรู้ คำสอนในทางศาสนาพุทธ น่าจะเเบ่งออก 3 ระดับ

1. ระดับเเก่นเเท้ อันนี้คือ คำสอนที่มีเหตุ-ผล ระดับที่สอดคล้องกับความเป็นจริงเเละความคิดทางวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมาก มักจะเป็นข้อสั้นๆ ใช้ภาษา เเละการอธิบาย ได้ชัดเจน
2. ระดับกลาง เป็นคำสอน สำหรับผู้เป็นพระ มักประกอบด้วย คำสอน จากเเก่นเเท้ เเต่มีการ เเตกออกมา เป็นข้อย่อยๆมากมาย เเละข้อย่อยเหล่านี้ มักจะเป็นศัพท์ทางศาสนาเสียเป็นส่วนใหญ่ (ภาษาบาลี-สันสกฤต) ในส่วนย่อยที่เเตกออกไปนี้เอง ที่บางข้อก็เริ่ม ขัดเเย้งกับทางวิทยาศาสตร์ เพราะเน้นไปในเรื่อง ของความเชื่อ ที่อิงกับ เรื่องความดี ความชั่ว นรก สวรรค์ กระจายไปมากมาย
3. คำสอนระดับล่าง เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างเเก่นหลัก กับ คำสอนระดับกลาง
ออกมาเป็นลักษณะที่สั้นๆ เข้าใจง่าย เเบบเเก่นเเท้ ปฏิบัติได้ง่าย กว่าคำสอนระดับกลาง เช่น ศีล 5 ที่คนทั่วไปสามารถ เข้าใจได้ง่าย ระดับพื้นฐาน ปฏิบัติได้ง่าย ไม่เหมือนเเก่นเเท้ เช่น การมุ่งสู่นิพพาน ที่ยากสำหรับคนธรรมดา เเละขณะเดียวกันก็ไม่ได้ซับซ้อน เเยกรายละเอียดออกไปมากมาย การปฏิบัติที่มาก ขั้นตอน จนจำไม่ได้ เหมือนคำสอนระดับกลาง

เท่าที่ผมคาดเดามาจึงคิดว่า คำสอนระดับเเก่นเเท้ของศาสนาพุทธนั้น มีความสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สูงมาก เเต่พอมันถูกเเตกย่อยซอยกระจายออกมา ออกมา ในคำสอนระดับกลาง มันจะเริ่มกว้าง เเละมีเรื่อง ของความเชื่อ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่คำสอนระดับล่าง ที่เป็นการผสมระหว่าง ทั้งระดับบน เเละ ระดับกลาง ก็เป็นอะไร ที่มี เหตุ-ผล สำหรับการปฏิบัติได้ง่าย ได้จริง เเต่ก็ยังเเฝงความเชื่อไว้เป็นส่วนมาก เพราะทำให้ "กลัว" ย่อมมีผลในทางปฏิบัติ ได้ง่ายกว่า จะทำให้ "เข้าใจ"
ส่วนที่ขัดเเย้งก็คือ คนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ มักให้ความสำคัญกับ(ความเชื่อ)ที่เเฝงอยู่ในคำสอน ในระดับกลาง เเละ ล่าง มากกว่า ที่จะ ให้ความสำคัญกับคำสอน ที่นำเสนอ ความมี เหตุ-ผล
ส่วนหนึ่งก็เพราะ คำสอนของศาสนาพุทธถูกเผยเเพร่คำ ไปในทางให้ ประชาชนทั่วไป เชื่อในเรื่อง นรก สวรรค์ เทวดา ไสยศาสตร์(ที่จริงๆไม่เกี่ยวอะไรเลย)
ภูมิ เรื่องที่อิงกับความเชื่อ คือ เชื่อว่า มีนรก มีสวรรค์ ก็เพียงพอ โดยไม่ต้องมี เหตุ-ผล ที่จะเข้าใจเรื่อง เช่น การใช้ เหตุ-ผล ในการอธิบาย เรื่อง อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา ในเเบบที่เป็นสากล
เเต่จริงๆเราควรจะสอนในหลักที่สอดคล้องกับวิถีทาง
(เหตุ-ผล) เเละ วิทยาศาสตร์
เช่น ทุกสิ่งล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลง อนิจจัง คือ ไม่มีสิ่งใด จะอยู่คงที่ในรูปเดิม ได้ตลอดไป ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเเต่ ต้องเกิด เเละ ดับ ไป เราไม่สามารถ "ยึด" อะไรเป็นหลักได้ เป็นของเราได้ เมื่อสุดท้านมันก็ต้องเปลี่ยนเเปลงไป
อย่างตรงนี้ ก็ชี้ชัดได้ว่า คำสอน ของศาสนาพุทธนั้นสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ เเค่ไหน เมื่อนักปรัชญา ฝ่ายสสารนิยม พยายามหาเเก่นเเท้ของสสาร จนปัจจุบันวิทยาศษสตร์สามารถ รู้ถึง อะตอม รวมถึง สิ่งที่เล็กกว่านั้น เเม้จะมีสิ่งที่เล็กกว่านั้น เเต่สิ่งหนึ่ง ที่วิทยาศาสตร์บอกได้เเล้วเเน่นอนคือ เเม้เเต่ส่วนที่เล็กที่สุด ก็ยังมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยน จนเเม้กระทั่งอวกาศก็ยังมีความคลาดเคลื่อน มีความไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้อยู่ในลักษณะคงที่

ส่วนย่อยที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลง
ย่อมนำมาสู่
ส่วนรวมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลงเช่นกัน
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 4 ต.ค. 2550 (17:35)
ขอแลกเปลี่ยนกับคุณ good&bad ในคหพ#4

เรื่องการลดละกิเลสนั้น ...บางทีก็ขึ้นอยู่กับการนำเอาไปใช้จริงๆ และขึ้นอยู่กับคนใช้คนนั้นๆ
ถ้าเขาใช้แล้ว ทำให้เกิดกุศล ก็นับได้ผล แต่ถ้าใช้แล้วก่อให้เกิดกิเลสหรืออกุศล ก็ย่อมเป็นไปในทิศทางที่คลาดเคลื่อน

ความคิดความเข้าใจต่างๆที่เรามีอยู่ จึงควรเรียกว่าเป็น "อุบาย" เท่านั้น ไม่ควรเข้าไปจับยึด ในเรื่องของอรรถะ พยัญชนะจนเกินไป เพราะขณะนี้เราเองก็มีโมหะหรืออวิชาอยู่ ซึ่งเราเองไม่รู้ตัว

อุบายนั้น เมื่อใช้ได้ผล ก็จะกลายเป็นปัญญา ทำให้เห็นจริงขึ้นในจิต และถอดถอนกิเลสในส่วนนั้นๆ

แต่หากอุบายใช้ไม่ได้ผล เราก็ต้องพิจาณาใช้อุบายใหม่ ... ซึ่งกิเลสเองก็ฉลาดไม่แพ้เช่นกัน

ในขณะที่เราพัฒนาปัญญาให้ละเอียดขึ้นนั้น กิเลสอย่างหยาบจะเห็นได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกิเลสอย่างละเอียดก็จะผุดขึ้นมาท้าทายเราแทน ... เมื่อเรายังพัฒนาจิตได้ไม่บริบูรณ์ ... จิตเราจะเข้าไปจับยึดกุมอะไรไว้เสมอ สิ่งที่เราจับยึดจะค่อยๆละเอียดขึ้น และเราเองก็ต้องทำวิปัสสนาให้ละเอียดขึ้น

การใช้คำต่างๆ ของแต่ละคนนั้น มีข้อจำกัดโดยความเข้าใจในหลักภาษาของคนนั้น ในขณะนั้นๆ

เพราะถ้าหากดูจากตำรา จะพบว่าการให้ความหมายเป็นในเชิงอธิบาย เทียบเคียง และมีความหมายแตกต่างกันไปได้หลายนัย ขึ้นอยู่กับการใช้

โยโสมนสิการ น่าจะใช้ได้กับการคิดพิจารณา ด้วยเหตุผล ด้วยสติ ด้วยจิตที่เป็นกุศล

พบบ่อยครั้งที่ โยโสมนสิการ จะใช้ในความหมายว่า "คิดอย่างแยบคาย"

............................................................................................................
การที่เราอยู่ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็มีอิทธิพลอย่างมาก
โดยเฉพาะในวงวิชาการต่างๆ ที่พยายามใช้ทฤษฏีต่างๆ ที่อิงจากหลักการคิดการค้นหาความจริงเชิงวิทยาศาสตร์

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ได้เข้าไปอยู่ในสัญญาของเรา ซึ่งอาจจะมีทั้งส่วนที่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ถูกต้อง

จริงๆ แล้วแนวคิดของศาสตร์ต่างๆ ที่เราได้เรียนรู้มา ได้เข้าไปอยู่ในสัญญาของเราทั้งสิ้น

ในสมัยของพระพุทธองค์เอง ท่านจึงต้องนำเอาคำเดิมๆที่มีความหมายที่ผิด เป็นไปในทางส่งเสริมกิเลสนั้น มาปรับแก้ให้ความหมายใหม่ และมีอยู่หลายคำมาก ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้บัญญัติคำขึ้นใหม่

การพิจารณาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งฝังเข้าไปในสัญญาของเราแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลดละกิเลส ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ... สำหรับบางคนอาจจะไม่สำคัญ แต่สำคัญสำหรับคนที่ยึดถือแนวคิดของวิทยาศาสตร์อย่างคลาดเคลื่อน จนเป็นกำแพงปิดกั้นการเข้าถึงแนวคิดของพุทธศาสนา

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 4 ต.ค. 2550 (18:32)
ข้าพเจ้าเข้าใจ ในความเห็นของท่าน ต่อ "คำสงวน" หรือ "คำเฉพาะ" ที่ข้าพเจ้าได้ขอร้องท่านไว้ ว่า อย่าได้ กล่าวอ้าง
ว่า อย่าถือ "คำเฉพาะ" ตามตัวอักษร (อรรถะ พยัญชนะ)
...............................................
เพราะ การอ้างอิงถึง คำศัพท์นี้ จะทำให้ผู้คนบางส่วน เข้าใจผิด คิดว่า มันเป็นเรื่องของวิชาการใดก็ได้

ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัด คือ คำว่า "อริยสัจ 4 " ทุกคนที่เริ่มเข้าใจคำแปล ว่า คืออะไร
แต่กลับแปลผิด เพี้ยนไปจาก ความหมายเดิม ที่พระพุทธเจ้า ชี้เป้าหมายไว้

ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า ต้องการให้รู้จัก แก้ปัญหาของกิเลส ทุกชนิด ที่เกิดขึ้นกับตนเอง และพยายาม ให้ใช้หลัก อริยสัจ 4 เป็นตัวแก้ปัญหา กิเลส เพื่อให้มันลดลง จนหมดสิ้นลงในที่สุด

แต่ปัจจุบัน เด็กนักเรียน คุณครู นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ฯลฯ เข้าใจว่า นี้คือ หลักการแก้ปัญหาทุกชนิด
อาจารย์สัมมนา อบรม ก็สอนเช่นนั้น

การแก้ปัญหา ของโลกียธรรม (บางเรื่อง) มักแก้ไป กิเลสพองตัว มากขึ้น
จนไม่เข้าใจตนเองว่า เอ ทำไมปัญหาอื่น ที่ไม่คาดคิด เกิดตามมาอีก
เอ ทำไม ทำเช่นนี้ เกิดเช่นนั้น อีก ต้องแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาใหม่ (ซึ่งกิเลสตัวอื่น ก็เกิดอีก) ปัญหาจึงไม่จบสิ้น แถมนักวิชาการบางท่าน บอกว่า "ไม่มีที่ใดไม่มีปัญหา ที่ที่ไม่มีปัญหา คือ ที่ไม่มีการปรับปรุงพัฒนา" (ข้าพเจ้าขอตอบว่า ใช่ แต่ในแง่ของ พุทธศาสตร์ ต้องตอบว่า ไม่ใช่ เพราะเมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว จนตายจากไปแล้วพร้อมกับนิพพาน สิ่งนั้นไม่ต้องปรับปรุงพัฒนาอีกแล้ว ตั้งแต่ผู้นั้นได้บรรลุธรรม ความแตกต่างจึงเป็นเช่นนี้ มิได้เห็นว่า ถึงที่หมายแล้ว ยังต้องปรับปรุงให้ไฮเทค ไปเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระพุทธเจ้าคงไม่ได้หมายความเช่นนั้น)
....................................................
สิ่งนี้แล ที่ข้าพเจ้าเป็นห่วง
ใช้ศัพท์เฉพาะ ผิดเรื่อง แล้วยังกล่าวตู่ว่า คำว่า"อริยสัจ 4" นี้แหละ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็กล่าวโทษหลัก "อริยสัจ 4 " ใช้ไม่ได้ผล (ก็เพราะใช้ผิดเรื่อง ผลที่ได้รับ จึงไม่ได้)
บางท่าน บางคน ก็ไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งกับความหมายของคำนี้ ก็แปลเอาง่าย ๆ แถมยังโอ้อวดอีกว่า คำสอนแบบนี้ ใครเขาก็คิดได้ เป็นเรื่องธรรมชาติเป็นตัวสอน แถมยังแต่งเติม ต่อเติม ให้อีก 7-8 ข้อ เพื่อให้การแก้ปัญหา มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
..........................
ความไม่รู้ที่ไป ที่มา ยิ่งบอกต่อ ๆ กัน ไป แต่งเติมกันไป งานนี้สนุกจริง ๆ
..........................
แล้วก็มา งง กันว่า ทำไม คนทำดี ไม่ได้ดี (ดีแบบต้องการ โลกธรรม 4 เพิ่มมากขึ้น คือ "ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข" ซึ่งล้วนแต่เป็นกิเลส)
แล้ว งง อีกว่า ทำไมนะ คนทำชั่ว กลับได้ดี (ดีที่ว่า คือ ได้รับ โลกธรรม 4 เพิ่มมากขึ้น คือ "ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข" ซึ่งล้วนแต่เป็นกิเลส)
คำว่า "ทำดี" ในความหมายของพระพุทธเจ้า ลึกซึ้งกว่านั้น คือ ทำอย่างไรให้หมดกิเลส
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 4 ต.ค. 2550 (19:39)
มาถึงตรงนี้แล้ว
จึงรู้สึกหมดอารมณ์ตอบกระทู้หลัก นี้
..........................................
ความจริง ความคิดเห็น ผสมผสาน อยู่ในความคิดเห็นที่แล้ว
..........................................
น่าจะสรุปได้ว่า พุทธศาสตร์ มีความขัดแย้งกับ วิทยาศาสตร์ (ทนฟังข้าพเจ้าหน่อยนะ มันวนมาแถว ๆ กิเลส เพราะแก่นแท้ของพุทธที่ชัดเจนที่สุด คือ การดับทุกข์สิ้นเชิง) คือ
1.พุทธศาสตร์พยายามที่จะลดกิเลส วิทยาศาสตร์พยายามเพิ่มกิเลส
แต่ถ้าผู้บรรลุธรรม รู้จักใช้หลักวิทยาสตร์ กิเลสของผู้นั้น ไม่เกิด (แปลกดีนะ คือ แยกมุมกิเลส และมุมวิทยาศาสตร์ได้) แต่โดยมาก มักไม่พึ่งพา สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาสตร์ สักเท่าไร (เกรงว่า กิเลสจะเพิ่มขึ้น)
2.พุทธศาสตร์ พัฒนา จิต จนถึงขั้นสุด คือ หมดทุกข์สิ้นเชิง ไม่วนเวียนเกิดใหม่ในวัฎฎะ
วิทยาศาสตร์ พัฒนา วัตถุ ความสะดวกสบาย ความมีอายุยืนของมนุษย์ และ ความอมตะของชีวิต (และพยายามหาทางเกิดใหม่ ในจิตเดิม ไม่ทราบเคยดูทีวีหรือใหม่ ที่นักวิทยาศาสตร์ ตัดศรีษะของผู้ตาย แช่แข็งไว้ เพื่อไว้ยุคสมัยหน้า ที่ไฮเทคแล้ว นำศรีษะนี้ ไปต่อกับร่างกายอื่น เพื่อพบโลกใหม่ในอนาคต คือ มันบ้าจริง ๆ กิเลสมาก ๆ )
หมายเหตุ วัตถุ ในที่นี้ หมายถึง สิ่งของทุกชนิด ไม่ว่า จะประกอบผสมผสานไปด้วย จักรกล , อิเลคโทรนิค , สิ่งอื่นเพื่อความสมบูรณ์ของสิ่งของ หรือไม่ ก็ตาม

3.พุทธศาสตร์ พยายามชี้ให้ทราบ ไม่มีสุขเลยในโลก อย่าวนเวียน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกเลย
วิทยาศาสตร์ พยายาม จะบอกว่า ความสุข มีอยู่มากมายเลย ทำไม ไม่สร้างขึ้น ทำให้สะดวกสบายขึ้น ทำให้ร่างกายดำรงค์อยู่ได้ ยาวนานที่สุด เท่าที่ปัจจัยต่าง ๆ จะอำนวย (ใช้ต้นทุนเท่าไร ไม่ต้องสนใจ เดี๋ยวต้นทุนต่ำลงไปเอง)
4.พุทธศาสตร์ พยายามลด การยึดติด ฐานะ และ อำนาจ ของ มนุษย์
วิทยาศาสตร์ พยายาม(บางอย่าง) เป็นปัจจัยในการเพิ่ม ยศศักดิ์ ฐานะ และ อำนาจ ของมนุษย์ เช่น มหาอำนาจทางสงคราม ของประเทศ ขึ้นอยู่กับ.................. คนรวยดูถูกคนจน เพราะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ได้แก่.........................
5.พุทธศาสตร์ อยู่บนโลกแห่งความสงบสันติ
วิทยาศาสตร์ สามารถใช้ในทางที่ผิดได้ โดยเป็นตัวสนับสนุน ส่งเสริม การเบียดเบียนผู้อื่น ผู้ใดที่มีความก้าวหน้าทางเทคโลยี่กว่า ก็ได้เปรียบทางสังคมอื่น มากกว่า
6.พุทธศาสตร์ ทำให้มนุษย์รู้จัก เบื่อหน่าย ละจาง คลาย กิเลส
วิทยาศาสตร์ ทำให้มนุษย์ ใฝ่หา ความสุข ความบันเทิงใจ
7.พุทธศาสตร์ โดยแท้แล้ว ไม่ก่อให้เกิด ลาภ
วิทยาศาสตร์ (ตัวแทน ฝ่ายผลิต ฝ่ายให้บริการ) จุดเริ่มต้น ทำให้ขายได้ เกิดลาภอันพึงได้
..............................................................................
มาถึงตรงนี้ แล้ว
เมื่ออ่านบทความ ข้างต้น นี้ ซ้ำไป ซ้ำมา

ผู้ที่มีกิเลส ย่อมเลือก อยู่ข้าง วิทยาศาสตร์ (อย่าโกรธกันนะ)

ผู้ที่เบื่อหน่ายทางโลก ทราบดีแล้วว่า ทางแห่งการดับกิเลส ต้องอยู่ข้าง พุทธศาสตร์ เป็นที่พึ่งอันเกษม การจะเลือกหยิบใช้วิทยาศาสตร์ (ก็คงเลือกใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ได้มีสิ่งของ เครื่องใช้มากมาย ) ดูเหมือนจะมีกิเลส แต่ไม่มี ด้วยว่าควบคุมสติของตนเองได้ คือ ไม่ได้ยึดติดสิ่งเล็กน้อย เช่นนั้น (อ่านแล้ว ดูเหมือน จะเข้าข้างพุทธ เล็ก ๆ )

ผู้ที่เลือกทั้งสองอย่าง ก็มีมากที่สุด เพราะไม่รู้อะไร เลือกเอาทุกอย่าง เพราะไม่สนใจว่า อะไรคือ กิเลส (ไม่ใช่ศาสนาของเขาด้วย เอาเข้าไป)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 4 ต.ค. 2550 (20:33)
คุณ good&bad อาจจะหมดอารมณ์ที่จะตอบ

จริงๆ เมื่อผมเขียนตอบในคหพ#6 ก็ให้รู้สึกแปลกๆในจิตใจว่า ผมกำลังทำอะไรอยู่
ไปพักทานข้าวเย็น คุยกับ roomate ว่า ผู้ที่ลงมือปฏิบัติแล้ว เมื่อพอจะรู้เห็นอะไรตามจริง เห็นกิเลสได้บ้าง ... โดยมากจะไม่มาเสียเวลา ในสิ่งที่ล่าช้า เนิ่นนาน

ลองวิเคราะห์ทบทวนดู ที่ได้พยายามทำนั้น มุ่งที่กุศลจิตอยู่เสมอ ทำด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ

แต่ดูเหมือนว่า เราจะเลี่ยงการกระทบเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้เลย ... หรือนี่จะเป็นธรรมชาติ ของการแสดงความคิดเห็นร่วมกันเช่นนี้


ขอยืนยันว่า ผมได้พยายามฝึกใช้โยโสมนสิการมาโดยตลอด เรียนรู้จากหนังสือหลักการคิดของพระประยุตท์ พยายามฝึกคิด ด้วยกุศลจิต ด้วยเมตตา กรุณา ...



เจตนาผมพยายามนำส่วนที่ดีของทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนามาพิจารณาร่วมกัน ไม่ได้มองลึกไปถึงส่วนของกิเลสของมนุษย์ที่ดึงวิทยาศาสตร์ให้หมองเศร้าไป

ผมมองวิทยาศาสตร์ในส่วนของการแสวงหาความจริงเท่านั้น ส่วนพอได้ความจริงอันนั้น ใครจะนำไปใช้ต่อด้วยอำนาจกิเลสต่างๆ เช่น สร้างความร่ำรวย สร้างการครอบงำทางเทคโนโลยี การแข่งขัน ความเหนือกว่า ... ผมไม่ได้มองไปถึงส่วนนั้น

เพียงเทียบเคียงส่วนที่ดีงามของวิทยาศาสตร์กับแนวทางของพุทธธรรม

วิทยาศาสตร์มีส่วนที่สร้างคุณประโยชน์กับมนุษยชาติมากมาย อันนี้เราก็ต้องรู้สึกสำนึกในบุญคุณของนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้เสียสละทำคุณประโยชน์ไว้

ส่วนของวิทยาศาสตร์ที่ถูกนำไปใช้ในการส่งเสริมเพิ่มพูนกิเลส ตัณหาต่างๆ เราก็ควรแยกพิจารณา


.................................................................................................................

การที่มีคนจำนวนหนึ่ง ใช้คำหรือแนวคิดหนึ่งผิดเพี้ยนคลาดเคลื่อน ไม่ควรเป็นมูลเหตุที่เรา จะเข้าใจว่าทุกคนอื่นๆนั้น จะใช้คำนั้นคลาดเคลื่อน

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 5 ต.ค. 2550 (19:28)
ข้าพเจ้าก็เรียนวิทย์-คณิต ม.6 มาก่อน
ทีแรกข้าพเจ้ามีความรู้สึกแบบนั้น ว่าวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องมีเหตุผล เกี่ยวกับ ติดตามเฝ้าสังเกตุ ธรรมชาติ อธิบายได้ และล้อเล่น ผกผันธรรมชาติได้ในระดับเงื่อนไขหนึ่ง
ตอนหนุ่ม ๆ จึงเชื่อมั่นว่า สายวิชาการด้านวิทย์-คณิต เป็นให้ข้าพเจ้า ฉลาด กว่าสายวิชาอื่น
....................................................
อ้างอิงพระพุทธทาส สักนิดหนึ่ง
ท่านเคยสอนให้ วิเคราะห์พิจารณา"ของเป็นคู่" หรืออีกความหมายหนึ่ง ข้าพเจ้าขอเรียกว่า "รูป 2 สิ่ง หรือ นาม 2 เรื่อง ซึ่งมีความเป็นตรงกันข้ามกัน" หรือ "หยิน-หยาง" หรือ "ขั้วบวกขั้วลบ"
เข้าใจว่า ท่านต้องการให้เปรียบเทียบ สิ่งตรงกันข้ามกัน เช่น
1.รวยสุด ยากจนสุด
2.มีอำนาจบารมี มีแต่ถูกตำหนิติเดียน
3.มีสุขมาก มีทุกข์มาก
4.สวย น่าเกลียดน่ากลัว
5.เก่ง โง่

เปรียบเทียบ เพื่อให้ทราบว่า คนเรามีกิเลส เพราะเปรียบเทียบ สองสิ่งนี้ จึงไม่พอดี ไม่พอเพียง ไม่พอใจ ต้องปรับปรุงกิเลส ของตนเองให้ไปจุดที่ต้องการ

ที่แปลกก็คือ พระท่านไม่ได้แจ้งว่า อยู่ตรงกลาง ทางสายกลาง ดีที่สุด
กลับกล่าวว่า อยู่เหนือทั้งสองสิ่ง จะเป็น นิพพาน (คือ อยู่เหนือกิเลส ไม่ข้องแวะกิเลส)
........................................................
ที่ข้าพเจ้า เคยอธิบาย สองขั้วมาก่อน คือ "พุทธฯ กับ วิทย์ฯ"
ก็ยังหลงประเด็น อยู่นิด ๆ เพราะเมื่ออ่านแล้ว ชาวพุทธ ก็เข้าใจว่าอยู่ขั้วดี วิทย์อยู่ขั้วไม่ดี
แต่พระพุทธทาสกล่าวว่า ไม่ติดดี ไม่ติดชั่ว นั่นแล นิพพาน
(แต่อ่านสรุป จากข้าพเจ้า เช่นนี้ ผู้อ่าน บรรลุธรรม เลย ก็ไม่ใช่ ต้องไปศึกษาธรรมอีกเยอะเลย กว่าจะเข้าใจว่า อะไร เป็นอะไร นี้เป็นเพียงตัวอย่าง นิพพาน เท่านั้น)
.......................................................
ถ้าข้าพเจ้า แสดงความเห็น สองขั้วนี้ คือ "วิทย์ขั้วบวก กับ วิทย์ขั้วลบ"
วิทย์ขั้วลบ แสดงความเห็นไปมากแล้ว
วิทย์ขั้วบวก จะแสดงอย่างไรดี ชื่นชมคนไม่ค่อยเป็น
และข้าพเจ้าจบบัญชี ก็เลยไม่เข้าใจมากไปกว่า วิทย์-คณิต ม.6

วิทย์ขั้วบวก ก็มีอยู่มากนะครับ
1.วิทย์ศาสตร์ ตอนแรกเรียน สิ่งหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดมาก คือ สังเกตุธรรมชาติ และ พยายามอธิบายธรรมชาติว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร จนเกิดเป็น "ทฤษฎี" "กฎ" เต็มไปหมด
โดยสรุป "มีเหตุมีผลในการอธิบาย" "เด็กวิทย์จึงมีความรอบรู้ในธรรมชาติ(ของสิ่งมีชีวิต แบะสิ่งไม่มีชีวิต) และสามารถพยากรณ์ได้บ้างว่า ถ้าทำแบบนี้ จะเกิดแบบนั้นได้อย่างไร"
ดังนั้น ถ้าเรื่องสรีระร่างกายคน พุทธะไม่ต้องอธิบายมาก วิทย์ทราบดี
การผลิตสิ่งใด ทำอย่างไร วิทย์ทราบดี ทราบถึงวิธี ทำให้เครืองเสีย ทำให้เครืองดี
ดังนั้น ทุกสิ่ง เกิดขึ้นจากการรวมตัวได้อย่างไร วิทย์ทราบดี พุทธไม่ต้องฺอธิบายมาก
ทราบดีว่า คนประกอบด้วยอะไร ขาดอะไร จะอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้เพราะอะไร ซ่อมร่างกายได้อย่างไร ก็ทราบดี
ดังนั้น วิทย์ทราบดีว่า จะทำอย่างไรกับตนเอง เพื่อให้มีอายุยืนยาว หรือ ทำให้อายุสั้นลง ก็ทราบดี พุทธไม่ต้องอธิบายมาก
พุทธ ก็สอน วิทย์อีกว่า "การทำเหตุดี ผลจึงดี"
วิทย์ก็เข้าใจว่าใช่ และถ้าทำอะไรเสริม สนับสนุน สิ่งนั้นก็จะดีขึ้นมากว่าคนปกติ เช่น
ถ้าบำรุงผิวพรรณ ด้วยเครื่องบำรุง ผู้นั้นก็มีผิวพรรณดีกว่าผู้อื่น
ถ้าออกกำลังกาย ก็จะแข็งแรงกว่าคนปกติ อายุจะยืนยาวกว่าปกติ
ถ้ารู้จัก ป้องกัน ดูแลรักษาร่างกาย ในอวัยวะต่าง ๆ อวัยวะเฉพาะที่เริ่มเสื่อม ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าผู้อื่น อายุยืนยาวกว่าผู้อื่น
ดังนั้น พุทธสอนห้ามทะเลาะวิวาท สอนห้ามร่วมเพศ(ศีลขั้นสูง) ห้ามดื่มเหล้าห้ามเสพยาหรือสิ่งที่ทำให้สมองเสื่อม เรื่องแบบนี้วิทย์เข้าใจดี ผลจะเป็นอย่างไร
เรื่องพฤติกรรมคน หลักจิตวิทยา โดยรวม วิทย์ก็พอจะเข้าใจได้ดี พุทธไม่ต้องสอนมาก
โดยรวมแล้ว พุทธ สอนเด็กวิทย์ได้ง่าย(ถ้าเป็นเด็กเรียนนะ) ในเรื่อง พื้นฐานง่าย ๆ แบบนี้ ว่าสาเหตุใด(โดยละเอียด) จึงเกิด แก่ เจ็บ ตาย และทราบดีว่า จะยืดอายุให้ยาวกว่าเพื่อนได้อย่างไร (ถ้าปัจจัยแวดล้อมอำนวยและมีสติควบคุมดูแลตนเองได้)
แต่การทำให้อายุยืนยาวได้ ก็ไม่ใช่เป้าหมายแห่งพุทธ
2.ข้อความที่ว่า "สามารถทำพิสูจน์ให้เห็นได้ทุกครั้ง (ตามเงื่อนไข ปัจจัยแวดล้อมที่กำหนด)"
ซึ่งต่างจากไสยศาสตร์ หรือ ความเชื่ออย่างงมงาย
บางครั้งบางตอนก็อาจจะไม่เชื่อพุทธเลยก็ได้ เช่น เชื่อว่าในโลกนี้มีเทพ เทวดา มาร เปรต อสูรกาย นรก สวรรค์ (เพราะพุทธ พิสูจน์ให้เห็นต่อชาวบ้านไม่ได้)
เรื่องชาตินี้ และชาติหน้า วิทย์หลายแขนง ก็ไม่เชื่อพุทธ
เรื่องเพราะ เวรกรรม กุศลกรรม ชาติที่แล้ว ส่งผลมาถึงชาตินี้ วิทย์ ก็ไม่เชื่อ
เพราะพิสูจน์ไม่ได้ มีแต่คำบอกเล่า
3.วิทย์สามารถ เปลียนแปลงโลกได้ (เหมือน เป็นพระพรหม พระเจ้า สร้างโลก เลยทีเดียว จึงมีบางลัทธิ กล่าวว่า ตนนี่แหละคือพระเจ้า )
ถ้าเปรียบเมื่อก่อน พ.ศ.2500 คนในยุคนั้น ไม่รู้จักคำว่า โทรศัพท์ ทีวี วิทยุ แอร์ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ ดาวเทียม ยานอวกาศ การตัดต่อพันธุกรรมเพื่อเลือกสิ่งมีชีวิตที่ดีที่สุด การตัดต่ออวัยวะ การเปลี่ยนอวัยวะด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่น สิ่งอำนวยความสะดวก ที่ยุคนั้น ไม่มี

งานนี้พุทธ ก็แย่ วัตถุนิยมเหล่านี้ ปิดทับจิตนิยม จนหมดสิ้น ความวนเวียน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องไม่มีใครสนใจ เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรก็ตาย ช่วงนี้มีเวลาอีกหลายปี ขอรับ "โลกธรรม 4" ก่อนก็แล้วกัน
................................................
เรื่องของวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับพุทธ ในส่วนการอธิบายธรรมชาติของ คน สัตว์ พืช และเหตุปัจจัยอื่นที่ทำให้ดีขึ้นและเลวลง วิทยาศาสตร์ทราบคำตอบเหล่านี้ดีกว่า สายวิชาอื่น อย่างมากมาย
...............................................
แต่ทางตรงข้าม วิทย์หัวดื้อรั้น ก็เป็นผู้ที่สอนได้ยาก เพราะพุทธก็ตอบคำถามให้วิทย์ไม่ได้เหมือนกัน วิทย์จะเป็นเจ้าหนูจำไม มากกว่ากลุ่มอื่น พระสงฆ์ต้องเหนื่อยตอบเหตุผลอยู่มากมาย ซึ่งวิทย์อาจเสียเวลามากในการค้นพบคำตอบของพระพุทธเจ้า (ความรู้แจ้ง ซึ่งไม่ใช่ตัวอักษรที่เป็นคำตอบในพระธรรม) เนื่องจากวิทย์ หลงประเด็น หลักของพุทธ คือ การทำอย่างไร ให้กิเลส หมดทุกข์สิ้นเชิง
............................................
ความศรัทธา เชื่อเลย ทำเลย ในพุทธ จึงเรื่องที่บังคับกันไม่ได้
ความลังเลสงสัย ความต้องการทราบรายละเอียดมาก ๆ ความเป็นนิวรณ์ 5 เป็นเครื่องกั้น สำหรับ ผู้ใฝ่ธรรม
จนบางครั้งท่านเดินมาถึงเส้นชัยแล้ว(บรรลุธรรม) กลับเดินย้อนกลับไประหว่างทางลู่วิ่ง ปะหนึ่งว่า บรรลุธรรม แล้วไม่รู้จะทำอะไรต่อดี
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 5 ต.ค. 2550 (20:32)
เห็นชื่อของห้องสนทนานี้เปลี่ยนจาก ปรัชญาและศาสนา เป็น "ปรัชญา" โดยตัดคำว่า ศาสนาออกไป

ก็ให้ได้คิด ได้สติพิจารณาขึ้นว่า เป็นการดีหรือไม่ดีมากน้อยแตกต่างกันเพียงใด ในการสนทนาธรรมในรูปแบบนี้

ผมขออนุญาต เอาบางส่วนในบทความเรื่องการปฏิบัติธรรม ที่ผมนำเสนอบนวิชาการดอทคอมในส่วนของเนื้อหา วิทยาศาสตร์ VS พุทธธรรม มาลงไว้ตรงนี้ด้วย

...............................................................................................................

นักวิทยาศาสตร์ใช้อายตนะ 5 อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใช้อายตนะที่ 6 คือ ใจ โดยใช้ในการคิดให้เหตุผลเชิงตรรกศาสตร์ และที่วิทยาศาสตร์มีความสามารถสูงก็ด้วยการสร้างเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆขึ้นมา เพื่อขยายอำนาจในการรับรู้ของอายตนะทั้ง 5 อย่างนั้น ผนวกกับการวัดเชิงตัวเลข การใช้ตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ การใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติด้วยหลักของความน่าจะเป็น ออกแบบการทดลองเพื่อตอบข้อสมมติฐาน ตรวจวัด เก็บข้อมูล และทำการวิเคราะห์ สรุปผล


เมื่อเทียบกัน หลักพุทธธรรมก็มีแนวคิดของอายตนะหรือประตูรับรู้การกระทบทั้ง 6 นี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญเช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันตรงที่ การเน้นความสำคัญสูงสุดไปที่ใจ หรือจิต ซึ่งเป็นตัวผู้รู้ หรือสภาวะที่ทำหน้าที่รู้


จิตนี้สามารถฝึกอบรมให้มีคุณภาพสูงสุดได้ ด้วยตัวของเราเอง กล่าวคือ นักปฏิบัติธรรมแต่ละคน สามารถทำการพิสูจน์สิ่งที่พระพุทธองค์ค้นพบได้ ให้เห็นจริงได้ด้วยตัวของเราแต่ละคนเอง เห็นและรู้ได้เฉพาะตน ในหลักธรรมะสูงสุดอันเดียวกัน ไม่ได้เลือกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่ได้เลือกว่าจะเป็นคนเชื้อชาติอะไร เมื่อเจริญมรรคอย่างถูกต้อง ทำเหตุให้ถูกต้อง ย่อมเกิดผลขึ้นอย่างแน่นอน


จะเห็นได้ชัดว่า การปฏิบัติธรรมนี้ เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง จำกัดอยู่เพียงว่า เราพิสูจน์ให้คนอื่นรู้เห็นในใจของเขาไม่ได้ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ชัดเจนอยู่แล้ว จิตของใคร คนผู้นั้นก็ต้องฝึกอบรมจิตของเขาเอง ทำให้เกิดขึ้น ประจักษ์แจ้ง พิสูจน์ให้เห็นจริงขึ้นในใจของเขาเองเท่านั้น จะทำแทนกันไม่ได้ เมื่อเห็นแล้ว รู้แล้ว ก็ทำได้เพียงกล่าวเชิญชวนว่า จงมาดูเถิด จงมาทดลองปฏิบัติดูเองเถิด


เมื่อพิจารณาเช่นนี้ ควรจะจัดว่า แนวทางของพุทธศาสนานั้น เป็นวิทยาศาสตร์เฉพาะด้าน เป็นวิทยาศาสตร์ชนิดพิเศษ ที่ทำการปฏิบัติธรรม ทดลองคิดค้น ลงไปที่จิตของแต่ละคน ด้วยตัวของเขาเอง และพัฒนาจิตให้มีคุณภาพสูงสุดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อชีวิตของมนุษยชาติ

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 5 ต.ค. 2550 (22:20)
ภาษาท่านMathGuy จบลงด้วยบทความ อันงดงาม
ข้าพเจ้าอฺธิบาย ต้องใช้เวลาในการเขียนเป็นชั่วโมงทีเดียว
มาอ่านเรียงความของท่าน ข้าพเจ้านี้อายจริง ๆ
...............................................
ความมหัศจรรย์ของพุทธศาสตร์ มีมาก เมื่อมานั่งอ่านพุทธประวัติ บางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เหนือคำบรรยาย เหนือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถขยายอำนาจการรับรู้ทางอายตนะทั้ง 5 (เพราะทราบดีว่า เครื่องมือทั้งหลายไม่ใช่คน และจับสิ่งสัมผัสสิ่งหนึ่ง โดยผ่านอุปกรณ์หรือสารเคมีหรือสิ่งอื่น และให้เครื่อง ตีความหมายสื่อสิ่งนั้น เป็นสี เป็นแสง เป็นสเกลชี้ตัวเลข เป็นดิจิตอล ฯลฯ เช่น เครื่องจับเท็จ หากมีผู้รู้ ทราบหลักการ การทำงานของเครื่อง เป็นอย่างไร ตัวผู้รู้เองก็สามารถทำพฤติกรรมหนึ่ง ซึ่งเครื่องไม่สามารถทราบเรื่อง ผู้นี้กำลังโกหก)

ข้าพเจ้าอ่านข้อมูล จากเว็บ "ธรรมจักร" มีเรื่องราว มากมายที่ต้องการอ่าน แต่ข้าพเจ้าก็ขี้เกียจอ่าน เพราะมันวนเวียนอยู่แต่เป้าหมายเดียวเท่านั้น คือ จิตว่างกิเลสทั้งมวล
เรื่องบางเรื่อง เป็นเรื่องแปลก ซึ่งเครื่องมืออายตนะทางวิทยาศาสตร์ ยังคงหาตอบคำถามไม่ได้ เช่น
1.มีเทวดา มาช่วยสอนธรรมะ
2.เทวดาไม่ขยับปาก แต่สอนธรรมได้ ใช้จิตของผู้ปฎิบัติธรรม พูดคุยกันได้
3.พระสงฆ์เหาะได้
4.พระสงฆ์มีตาทิพย์
6.พระสงฆ์เหยียบน้ำทะเลเค็ม กลายเป็นน้ำจืด
5.พระพุทธเจ้าสามารถระลึกชาติได้หลายชาติ
6.พระพุทธเจ้าตรวจตรา ค้นหา ผู้ที่มีทุกข์ที่ต้องช่วยเหลือ โดยไม่ต้องเดินไปค้นหาด้วยตนเอง
7.พระสงฆ์เดินผ่านทะลุฝาผนังได้
8.บาตรและจีวรของพระสังฆปรินายก องค์ที่6 ชื่อ เว่ยหลาง ของจีน ไม่มีผู้ใดหยิบ ถือ ยก เอาเป็นส่วนตัวเองได้ (ยกไม่ขึ้น)
9.พรานป่า ลอบยิง พระพุทธเจ้า หลายหน ในครั้งเดียวกัน แต่ก็ยังไม่ถูกพระองค์
11.พระเทวทัต ถูกธรณีสูบ (หนักแผ่นดิน)
12.พระสงฆ์ลงไปช่วยโยมแม่ในนรก
13.พระตักม๊อ วัดเส้าหลิน ไม่ฉันข้าว หลายเดือน แต่ก็ไม่ตาย
14.พระสงฆ์เดินบนน้ำได้
15.พระอริยสงฆ์ ถูกฆ่าตาย ถูกสับละเอียด ไม่มีชิ้นดี ยังพยายามรวมตัวประกอบร่างและจิต เพื่อขอลาต่อพระพุทธเจ้า ก่อนจะดับขันธ์นิพพาน
15.ในศาสนาอื่น ก็มีเรื่องแปลก เรื่องเหนือโลก ทำนองนี้ เหมือนกัน (ซึ่งไม่ใช่มายากล)
(สิ่งเหล่านี้ กล่าวไว้เพื่อเป็นตัวอย่าง มิได้ให้ท่านเรียนพุทธะ เพื่อได้รับ อิทธิฤทธิ์ ปาติหารย์)
..............................................
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็ไม่ได้กังวล อะไรกับการเปรียบเทียบศาสตร์ สองศาสตร์ ว่าศาสตร์ใดเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ใด หากศาสตร์ที่เกิดก่อน เกิดเป็นความรู้ที่สงบเย็นแล้ว และถูกอนุรักษ์ไว้(คือ ไม่เปลี่ยนสูตร อีกแล้ว) ไม่อาจมีสิทธิ์โต้ตอบอะไรได้ อีกทั้งพระสงฆ์เคารพ และอภิวาทต่อพระพุทธเจ้า(ผู้ตรัสรู้ได้เอง) จึงไม่มีผู้ใด กล้าเปลี่ยนแปลงคำสอนของพระองค์ เว้นแต่จะกล่าวว่า ตนเป็นพุทธ นิกายใหม่
.............................................
หนังสือนิตยสาร สารคดี รายงานใด ก็แล้วแต่ มักนำ ศาสนาพุทธ มาเปรียบเทียบกับศาสตร์อื่น และนำ พุทธ จัดกลุ่มเป็น ประเภทใด ก็แล้ว เพื่อง่ายต่อการอธิบายวิชาการนั้น สารคดีนั้น รายงานนั้น
...........................................
เหมือนเมืองฝรั่ง เวลาชูเรื่องดีเด่นของชาติ เรื่องหนึ่ง ก็จะถือว่า เป็นเอก เป็นหนึ่งเดียวในโลก ผู้คนชาวโลกก็เห็นด้วย

ข้าพเจ้าในฐานะ ชาวพุทธ ก็ขอยกย่อง ศาสนาพุทธ เป็น ศาสตร์เอกของโลก ศาสตร์เดียวในโลกที่ไม่เหมือนใคร ที่ไม่จำเป็นต้องเรียนสายวิทย์-คณิต หรือสายศิลป์ภาษา ก่อน จึงมาเรียนพุทธศาสตร์ ที่สามารถทำให้ท่านทั้งหลาย หมดทุกข์สิ้นเชิงได้ โดยไม่ต้องมาโศกเศร้า ทนลำบาก ในวัฎฎสงสารนี้อีก (แม้น กิเลส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จะพัฒนา เจริญงอกงาม อย่างไม่หยุดยั้งก็ตาม)
.........................................
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 5 ต.ค. 2550 (23:28)
ถ้าให้ข้อคิดที่เด่นชัด เเบบว่าฟันธง ผมคิดว่า พระพุทธเจ้านั้น ได้รู้ถึงเเก่นเเท้ ของทุกสรรพสิ่ง ซึ่งเเม้เเต่วิทยาศาสตร์ ยังต้องทึ่ง เพราะบางเรื่อง พระพุทธเจ้ารู้มาก่อนเป็นพันปี กว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะพิสูจน์ได้ว่าจริง

เหตุ-ผล ก็คือ วิทยาศาสตร์ จะเชื่อในสิ่งที่เป็นจริง พิสูจน์ได้ ทดลองได้ เเละผลของมันต้องรับรู้ได้ ด้วยประสาทสัมผัส เเต่ ประสาทสัมผัสของมนุษย์เองก็มีขีดจำกัด เช่น การที่จะมองเห็นส่วนย่อยที่เล็กมากๆของสสาร มนุษย์จึงพยายามสร้างเครื่องมือ เช่น กล้องจุลทรรศ์อิเล็กตรอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นตัวกลาง ที่ช่วยในการเเปลงข้อมูลให้ออกมาในรูปเเบบที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์สามารถรับรู้ได้อีกที
เช่น ฉายเป็นภาพออกมาอีกที เเล้วค่อยใช้ประสาทคือตา ในการรับรู้ผลที่ได้นั้น

เเต่พระพุทธเจ้าสามารถรู้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งการพิสูจน์ผ่านทางประสาทสัมผัสปกติของมนุษย์ สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้วิทยาศาสตร์ต้องฉงน ในสมัยเป็นพันปีก่อน วิทยาศาสตร์ยังไม่มี คนๆหนึ่งสามารถมองเห็นความจริงของทุกสิ่ง โดยไม่ต้องพึ่ง อุปกรณ์ใดๆ นั่น หมายถึง พระพุทธเจ้า ไม่ได้รู้ เพราะ ดวงตาเห็น หูได้ยิน หรือจมูกได้กลิ่น เเต่เป็นการ "รู้" ด้วยอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือ ประสาทสัมผัสโดยทั่วไปของมนุษย์....
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 6 ต.ค. 2550 (10:34)
ผมมองว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าฉงนเท่าใดนัก ถ้าหากเราค่อยๆเข้ามาศึกษาปฏิบัติและดูด้วยใจของเรา (ที่เริ่มสงบ สะอาดมากขึ้น)

ภาษาอภิธรรมกล่าวว่า จิตนี้วิจิตรนัก

วิจิตรทั้งในเรื่องกุศลเช่นเรื่องปัญญาหรือการหยั่งรู้ วิจิตรทั้งในเรื่องอกุศล กิเลสที่เป็นส่วนละเอียดเป็นอนุสัยนอนเนื่องผนวกกับโมหะหรืออวิชชา ซึ่งจะกลายเป็นคู่ปรับกับปัญญาไปโดยตลอด


การคดโกง คอรัปชั่น ในสมัยนี้ จึงวิจิตรพิสดารมาก

ในทำนองเดียวกัน ผลงานศิลปะที่วัดร่องขุ่น จ.เชียงราย ของ อ.เฉลิมชัย ก็วิจิตรพิสดารมาก


พลังอานุภาพของจิตที่ฝึกอบรมดีแล้ว บริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา จึงเป็นจิตที่เราคนธรรมดา ที่แม้สติก็ครองให้อยู่ได้ไม่นานนั้น จะสามารถคาดคะเน คำนวณ ประมาณได้

และพลังอานุภาพสูงสุด ก็คือความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พ้นไปจากกิเลสอาสวะ ดับอวิชชา และตัณหาอย่างสิ้นเชิง



ส่วนพลังอานุภาพอื่นๆนั้น เป็นเพียงของแถม เป็นของข้างเคียงเท่านั้น และไม่เกิดได้ในทุกคน
หากใช้เป็นประโยชน์ก็ดีมาก แม้แต่พระพุทธองค์ก็เลือกใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น เพราะการใช้ในทางที่ผิด จะทำให้จิตเสื่อม และเป็นหมันจากเป้าหมายสูงสุดได้ง่ายๆ อย่าลืมว่า เพื่อนๆวัยเด็กของพระพุทธองค์เมื่อบวชแล้วต่างบรรลุตั้งแต่โสดาบัน ไปจนถึงอรหันต์ ในขณะที่พระเทวทัตนั้นได้ณาณวิเศษแต่ยังคงเป็นปถุชน หาได้บรรลุธรรมไม่ เพราะยังมีมิจฉาทิฏฐิ และความอิจฉาริษยา และคิดร้ายต่อพระพุทธองค์ ... ตรงนี้ชี้ให้เห็นตัวอย่าง ของการได้ ฌาณ เพราะการฝึกสมาธิด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว ... แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อด้วยวิปัสสนา คือการเจริญปัญญา จึงจะเอาชนะกิเลสในส่วนละเอียดได้

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 6 ต.ค. 2550 (12:57)
ข้าพเจ้า เข้าใจดีว่า ท่านMahtGuy เข้าใจแล้วว่า พลังอานุภาพเป็นของแถม
..................................
แต่เรื่องที่แสดงความเห็น ที่ผ่านมานั้น ข้าพเจ้ากำลังสรุปให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นด้วยกับท่านMathGuy วรรคนี้ที่ว่า

เมื่อพิจารณาเช่นนี้ ควรจะจัดว่า แนวทางของพุทธศาสนานั้น เป็นวิทยาศาสตร์เฉพาะด้าน เป็นวิทยาศาสตร์ชนิดพิเศษ ที่ทำการปฏิบัติธรรม ทดลองคิดค้น ลงไปที่จิตของแต่ละคน ด้วยตัวของเขาเอง และพัฒนาจิตให้มีคุณภาพสูงสุดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อชีวิตของมนุษยชาติ

เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า วิทยาศาสตร์ คือ วิทยาศาสตร์ พุทธศาสตร์ คือ พุทธศาสตร์
และข้าพเจ้ากล่าวต่อไปอีกว่า
การเปรียบเทียบศาสตร์ สองศาสตร์ และยังสรุปอีกว่า พุทธศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ หากพุทธศาสตร์ที่เกิดก่อน ศาสตร์ซึ่งเป็นความรู้ที่สงบเย็นแล้ว และถูกอนุรักษ์ไว้(คือ ไม่เปลี่ยนสูตร อีกแล้ว) ไม่อาจมีสิทธิ์โต้ตอบอะไรได้ อีกทั้งพระสงฆ์เคารพ และอภิวาทต่อพระพุทธเจ้า(ผู้ตรัสรู้ได้เอง) จึงไม่มีผู้ใด กล้าเปลี่ยนแปลงคำสอนของพระองค์ เว้นแต่จะกล่าวว่า ตนเป็นพุทธ นิกายใหม่

นั้น เพราะเห็นว่า เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ตัวช่วย(หรืออายตนะทั้ง 5)ของพุทธศาสตร์ จึงแสดงตัวอย่าง เรื่อง ให้เห็นว่า มีอีกมากมาย ที่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ทำแทนอายตนะของคน ไม่ได้

บางเรื่อง คนจึงยังมีความพิเศษกว่า เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เช่น

ถ้าใครบอกว่า คอมพิวเตอร์(อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์) มีความจำเก่ง มากกว่า คน ดังนั้น คอมพิวเตอร์ที่มีHard Disk บรรจุข้อมูลด้านพุทธศาสตร์ทั้งหมด ถือเป็น คอมพิวเตอร์ที่"บรรลุธรรม"แล้ว เช่นนี้ ข้าพเจ้าคงต้องเลิกคุย เพราะมันคนละเรื่อง

คนจำความรู้ใหม่ได้ แต่VCD แค่เป็นภาพยนตร์ ที่เล่าเรื่องแทนเรื่องราวทั้งหมดได้ แต่เครื่องฉายไม่ได้เป็นครูจำความรู้ โต้ตอบ ตรวจสอบ ความรู้ ของนักเรียนได้ สรุปเครื่องฉายไม่ได้จำอะไร มีหน้าที่เหมือนหุ่นยนต์คือ แสดงผลได้เท่านั้น เครื่องฉายไม่ได้มีภูมิความรู้ถ่ายทอดต่อผู้อื่นได้ตามความประสงค์

อีกทั้ง ศาสนาพุทธ ไม่ค่อยได้พึ่ง ของใช้ทางวิทยาศาสตร์ มาก ใช้เพียงสิ่งของ 8 อย่างเท่านั้น(ย้ำว่า 8 อย่าง เท่านั้น) เพราะเหตุแห่งการลดละเลิก กิเลส การใช้ของมีค่า จึงใช้เท่าที่จำเป็นมากที่สุด

เรื่องของ วิทยาศาสตร์ เรื่องของ สุขอนามัย พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้เน้นอะไร

.................................................
ขอยกพระอริยสงฆ์ องค์หนึ่ง นามว่า พระอานนท์ ท่านเป็นเอกทางด้าน พหูสูตร (คือ เป็นผู้ตั้งใจฟังความรู้ และจดจำคำสอนได้มาก) อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า มากกว่าพระสงฆ์รูปอื่น
แต่กลับไม่บรรลุธรรม ไม่ได้ขั้นพระอรหันต์ ในช่วงที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่
แต่เมื่อผ่านไป หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระอานนท์ ก็บรรลุเป็น พระอรหันต์ เช่นกัน ตามการรับรองของพระพุทธเจ้าว่า อีกหน่อย ท่านก็จะบรรลุธรรม อย่าได้ ร้องไห้เสียใจไปเลย ตั้งใจทำให้สำเร็จเถิด

การเป็น พหูสูตร ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เป็นเครื่องกั้นต่อคนเช่นกัน ทำให้เสียเวลาไปมากต้องการคิด วิเคราะห์ หาความจริง และสรุปผล
ซึ่งต่างจาก พระอริยสงฆ์ องค์อื่นบางรูป ที่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เพียงครั้งเดียว ก็บรรลุธรรมทันที
.........................................................
การฟังธรรมและบรรลุธรรม แบบนี้ ไม่ได้อิงหลักวิทยาศาสตร์ แต่อย่างใด
และข้าพเจ้าเชื่อว่า พระอริยสงฆ์ หลายรูป ไม่ได้จบเอกทางวิทยาศาสตร์
ดังนั้น พุทธศาสตร์ จึงไม่ใช่เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของ วิทยาศาสตร์

........................................................
ท้ายนี้ ข้าพเจ้าต้องขออภัย ที่กล่าวถึงพระอริยสงฆ์ พระอานนท์
ความดีงามของพระสงฆ์ที่เป็นพหูสูตร ก็มีข้อดี อย่างมากมาย ต่อท่านทั้งหลาย
คือ พระท่านได้ ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ ประวัติพฤติกรรม จากการดู ฟังธรรม จากพระพุทธเจ้า แล้วนำจดบันทึก เผยแผ่ต่อผู้อ่านธรรมะ รุ่นหลังต่อไป

ความรู้ทางธรรม จึงได้รับรายละเอียดมากขึ้น ทำให้เป็นคำขยาย ความหมายของ พุทธะ มากขึ้นไปด้วย

ดังนั้น อยากขอฝาก ผู้เป็นพหูสูตร ในประเทศไทย พึงระวังเรื่องดังกล่าวให้มาก เพราะบางครั้งท่านมาถึงฝั่งแล้ว แต่กลับไม่ขึ้นบก กลับไปแวก ว่ายน้ำ ริมฝั่ง ใจก็คิดอยู่ว่า ฝั่งอยู่ไหน
เพราะเสียเวลาไปกลับเรื่องอื่น ที่ไม่ใช่เส้นทางเดิน
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 6 ต.ค. 2550 (15:27)
ข้อเสนอเป็นเพียงการให้คิดเชิงเปรียบเทียบ(ด้วยกุศลจิต)เท่านั้น ไม่ได้ให้ไปยึดอะไรเป็นจริงจัง เพระเมื่อศรัทธาเข้ามาปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้ปฏิบัติก็จะเข้าใจได้ดีขึ้นเองโดยลำดับ

............................................................................................
บุณคุณของพระอานนท์นั้น ที่สำคัญมากสิ่งหนึ่งก็คือ ทำให้เรามีการบันทึกคำสอนของพระพุทธองค์โดยอาศัยความจำ(ด้วยความรู้ ความเข้าใจ)ของพระอานนท์ และการตรวจสอบตรวจทานกันด้วยพระอรหันต์อีกจำนวนมาก ทำให้เรามีพระไตรฏิปกจนถึงทุกวันนี้

ผมเชื่อว่าการเป็นพหูสูตรเป็นไปเพราะบารมีเพราะการฝึกฝนตนของบุคคลนั้นๆ

สาวกคนสำคัญๆต่างๆก็มีความสามารถเด่นไปคนละเรื่อง ตามกุศลกรรม ตามบุญบารมีของท่านนั้นๆ

จึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะเลือก หรือไม่เลือกเอาได้เช่นนั้น

เรื่องอุปสรรคในการบรรลุเป็นอรหันต์ของพระอานนท์ พิจารณาดูแล้ว เหตุไม่ใช่เพราะความเป็นพหูสูตรของท่าน แต่น่าจะเป็นเพราะความห่วง ความกังวล ความไม่ปล่อยวางได้ เพราะท่านต้องมีจิตผูกพันกับภาระงานที่สำคัญมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นมหากุศลทั้งนั้น

และที่ท่านบรรลุนั้นก็น่าจะมาจากความเป็นพหูสูตรของท่านเป็นส่วนสำคัญ ที่ได้หยั่งรู้ทุกอย่างที่จำเป็นแทบทั้งหมดแล้ว ยังเหลืออยู่แค่เปลาะดียวเท่านนั้น ที่ท่านเพียงวาง ก็เข้าถึงได้

ที่สำคัญ พหูสูตรของพระอานนท์นี้ ไม่ใช่การรู้จำ รู้คิดแบบธรรมดา เพราะท่านบรรลุโสดาบันแล้ว ดังนั้นท่านมีญาณหยั่งรู้ มีภูมิธรรมที่ละเอียดที่ถึงพร้อมอยู่แล้ว
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 6 ต.ค. 2550 (15:40)
หมายเหตุ : การบรรลุธรรมของพระอริยะมีระดับขั้นดังนี้

1) พระโสดาบัน

2) พระสกิทาคามี

3) พระอนาคามี

และ

4) พระอรหันต์

ถ้าเราใช้คำว่าบรรลุธรรมนั้น หมายถึง ต้องเป็นพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ จนถึงขั้นสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 6 ต.ค. 2550 (17:29)
วิทยาศาสตร์ทุกแขนงล้วนเป็นความจริง
พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนคนให้เห็นความจริง
ผมว่ามาคิดดูแล้วทั้งสองสิ่งไม่ขัดต่อกันเลยแต่ไปด้วยกันมากกว่าไม่เชื่อนะครับหากได้ลอง
ศึกษาธรรมให้ดีแล้วจะพบว่านั้นคือความจริง
เช่นเดียวกันเมื่อลองศึกษาวิทยาศาสตร์ก็จะพบว่ามันเป็นความจริงเช่นกัน
แม้สังคมเราจะเห็นในแง่ที่ต่างกันแต่แก่นมันไม่ต่างกันเลยนะครับ_^v^_
คิระซา~ง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 52 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 6 ต.ค. 2550 (22:15)
แท้จริงแล้วพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์
แต่เรามานับถือให้เป็นไสยศาสตร์กันเอง
ลองไปศึกษาพุทะศาสนาแนววิทยาศาสตร์จากเวปนี้ดู
www.whatami123.com
แล้วจะพบว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร
kaw_47 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 115 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 9 ต.ค. 2550 (18:09)
โดยพื้นฐานแล้วพระพุทธศาสนามีเหตุและผลนี่ มีที่มาและที่ไปของเรื่องราวที่นำมาสอนชาวพุทธ ส่วนไสยศาสตร์ที่ว่าน่ะเป็นการแปลความผิดจากการทำสมาธิและการฝึกตนให้คิดและสำนึกเรียนรู้ในหลักของพระพุทธศาสนา ฝึกแล้วได้ปัญญาและสามารถเชื่อมโยงพุทธกับชีวิตมนุษย์ได้ทั้งตนเองและคนทั่วไปที่ซับซ้อนได้ถือว่าเป็นผู้ที่เห็นความจริง แต่ถ้าฝึกแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษแล้วล่ะก็ ก็เป็นไสยศาสตร์ ในเรื่องราวเดียวกันคนสองคนเปรียบเที่ยบกันคือผู้สำเร็จการศึกษา อีกคนคือผู้มีเวทมนต์ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือไม่เข้าใจธรรมชาติเห็นอะไรแปลกๆก็สมมุติว่าเป็นอะไรไป
scibottle เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.