วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนา ขัดแย้งกันหรือไม่?
โพสต์เมื่อ: 15:44 วันที่ 3 ต.ค. 2550         ชมแล้ว: 27,302 ตอบแล้ว: 88
ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่แวดล้อมไปด้วยผลงานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนคนรุ่นใหม่ๆจำนวนมากจะยึดถือเอาวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาเปรียบเทียบกับศาสนา เช่น พุทธศาสนา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอสไตน์ ที่ชื่นชมและศรัทธาในพุทธศานา อย่างไรก็ตาม หลายๆคนก็ยังมองไม่เห็นว่า พุทธศานานั้น เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ และเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร กระทู้นี้จึงต้องการให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนานั้น มีความขัดแย้งกัน ที่จะปฏิเสธแนวคิดของกันและกันเช่นนั้นหรือไม่

55549


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 86 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3- 4| 5|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 31 ต.ค. 2550 (12:59)
จุดหนึ่งที่สำคัญคือ ความรู้ทางโลก ทำให้เกิดอำนาจ ทำให้เกิดโอกาส ทำให้เกิดการได้เปรียบหรือเหนือกว่า

อำนาจของความรู้ และอำนาจของเงิน จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของปัญหาต่างๆในสังคม ในโลกของเรา

วิทยาศาสตร์เอง จึงกลายเป็นเครื่องมือ ของอำนาจทางความรู้และอำนาจเงินไปโดยปริยาย

การที่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงเป็นอำนาจอันหนึ่งที่สำคัญมากๆ
ในการแข่งขัน ที่จะอยู่บนเวทีโลก ที่เกี่ยวเนื่องมีอิทธิพลต่อกัน

แต่จุดที่เป็นแก่นแท้ของเรื่อง ก็หนีไปไม่พ้นเรื่องจิตใจ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความดีของมนุษย์ ... น่าเสียดายก็แต่ว่า โลกและสังคมมนุษย์โดยภาพรวม ยังมัวหลงที่จะมุ่งไปในทิศทางของการพัฒนาด้านวัตถุ พัฒนาด้านอำนาจกิเลสต่างๆ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 1 พ.ย. 2550 (18:52)
อืม...จริงๆเเล้วจุดเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์ มาจากความสงสัยใคร่รู้ ในสิ่งต่างๆ อันนำมาสู่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกมากมาย ซึ่งเเต่ละคน มีใจที่อยากจะค้นคว้า เพื่อตอบสนองความต้องการรู้ของตนเอง เเละ อยากจะคิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติ ส่วนชื่อเสียง เงินทอง นั้นเป็นเรื่องรอง

เเต่ในปัจจุบัน วิทยาศษสตร์ถูกผลักดัน จากกิเลส ของมนุษย์จนกลายเป็นเพียง "เครื่องมือ" ไว้ตอบสนองต่อกระเเสบริโภคนิยมไป คือ กลายเป็นเเค่เครื่องมือไว้ตอบสนองกิเลสของคน เช่น ทุกคนอยากให้มี A ขึ้นมา ชีวิตจะได้สะดวกสบาย นักวิทยาศาสตร์ก็ พยายามคิดค้น A เพราะมีเเต่คนต้องการ ถ้าทำได้ก็จะมีชื่อเสียงโด่งดัง เเละได้รายได้ จากค่าลิขสิทธิ์ มหาศาล ซึ่งค้านกับความคิดเดิม ที่นักวิทยาศษสตร์มักมีอุดมการณ์ที่ทำเพื่อส่วนรวม

เเละเดี๋ยวนี้ถ้ามีเงินให้ นักวิทยาศาสตร์บางคน บางกลุ่มนั้น ก็ยินดี จะคิดค้นทุกอย่าง โดยไม่คำนึง ถึงผลของสิ่งที่ตนเองคิดค้นขึ้นมา เช่น สารเคมีพิษ อาวุธชีวภาพ เเละอื่นๆ ที่เป็นอันตรายเเก่มนุษย์เเละโลก
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 2 พ.ย. 2550 (15:21)
เราต้องปลูกข้าวสักเท่าไหร่ จึงจะซื้อมือถือรุ่นล่าสุดได้ จึงจะซื้อ notebook ได้

แล้วเจ้ามือถือ หรือ notebook เหล่านี้เราก็ไม่ได้ทำเองอีกต่างหาก นำเข้ามาซะเกือบทั้งหมด
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 26 ธ.ค. 2550 (23:38)
เพิ่งมาเจอกระทู้นี้ขอแสดงความคิดเห็นด้วยนะคะ
**วิทยาศาสตร์และพุทธศาสนา ล้วนมุ่งศึกษาเรื่องราวของ"ธรรมชาติและความจริง"
โดยใช้เหตุผล นี่คือข้อที่เหมือนกัน
จุดที่ขัดแย้งกันคือ วิ-ท-ย-า-ศ-า-ส-ต-ร์จะมุ่งเน้นด้านวัตถุนิยม ซึ่งยอมรับเพียงสิ่งที่สัมผัสได้ รับรู้ได้จากประสาทสัมผัส รวมๆแล้วคือยอมรับในสิ่งที่เป็น* รูปธรรม*
พ-ระ-พุ-ท-ธ-ศ-า-ส-น-า ยอมรับทั้งความจริงที่เป็นรูปธรรมแบบวิทยาศาสตร์แต่
พระพุทธศาสนาเชื่อว่ามีความจริงนอกเหนือจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม นั่นก็คือความจริงในรูปแบบนามธรรม
*นามธรรม* ที่ว่านี้ ก็เป็นสิ่งมีเหตุมีผลเช่น ความชั่ว/ดี/สติ/ปัญญา/กรรม
และอีกมากมาย ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างมีเหตุมีผลเช่นเดียวกันกับวิทยาศาสตร์ แต่ต้องใช้กระบวนการพิสูจน์ที่ลึกซึ้งกว่า

ดิฉันไม่เข้าใจว่า คุณbad&goodมีแนวคิดเกี่ยวกับพุทธศาสนาอย่างไรกันแน่?
ma_meaw1599 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 75 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 27 ธ.ค. 2550 (08:26)
คุณมะเหมี่ยวอธิบายได้กระชับดีมากค่ะ
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2372 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 216 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 27 ธ.ค. 2550 (09:39)
โลกวิทยาศาสตร์มีหลามิตินะครับ ปลาอยู่ในน้ำถือว่าเป็นมิติหนึ่ง เต่าอย฿ในน้ำบ้างบกบ้างแสดงว่าอยู่ได้สองมิติ ส่วนนกอยู่บนบกอย่างเต่าก็ได้บนฟ้าก็ได้

คงยากนะครับถ้าจะให้ปลารู้เรื่องบนบก ยิ่งเรื่องบนฟ้าคงไม่ต้องพูดถึง

ถามว่าทั้งในน้ำ บนบก และในอากาศ เป็นวิทยาศาสตร์ไหม คนเรามีกายกับใจใช่ไหม ถ้าเราคิดว่ากายเราเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วใจเราจะเป็นอะไร แล้วพุทธศาสนาสอนอะไร
tkesmala@yahoo.com (IP:202.28.117.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 27 ธ.ค. 2550 (13:52)
ความจริงวิทยาศาสตร์ก็มีความพยายามที่จะค้นหาความจริงที่ยังไม่รู้ โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มที่จะสรุปให้เป็นนามธรรมยิ่ง ๆ ขึ้น
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2372 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 216 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 27 ธ.ค. 2550 (15:08)
รูปธรรม กับ นามธรรม มักจะเกิดขึ้นควบคู่กันเสมอครับ

เมื่อเรามองดูดอกไม้ ตัวดอกไม้นั้นเป็นรูปธรรม แสงต่างๆ ดวงตา และประสาทรับรู้ที่ทำงานร่วมกับตาของเรา ก็เป็นรูปธรรม

แต่เมื่อเราเห็น ... จะทำให้เกิด "การเห็น"

สภาวะการเห็นนี้จะเป็น "นามธรรม"

จากการกระทบทางตา ... เมื่อไปถึงใจ หรือมโนของเรา ตรงนี้จะเป็น "นามธรรม"


เมื่อเราพูดถึง "ดอกกุหลาบ" นามธรรมของกุหลาบที่เก็บไว้ในจิต(โดยใช้สมอง) ก็จะผุดขึ้นมา เราก็จะมองเห็นภาพดอกกุหลาบโดยการนึกคิด จากการความทรงจำของเรา และยังทำให้เกิดเวทนา หรือความรู้สึกเกิดขึ้น เช่น นึกไปถึงดอกกุหลาบดอกแรก ที่เราเคยได้รับจากใคร หรือเคยให้ใคร เป็นต้น

............................................


รูปธรรม กับ นามธรรมจึงเกิดขึ้นกับจิตใจเราตลอดเวลา

พุทธศาสนามุ่งเน้นให้เราศึกษาให้เข้าไปถึงนามธรรม ถึงสภาวะที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเรา

ซึ่งในอาณาบริเวณนี้ วิทยาศาสตร์ยังไม่ได้เข้ามาศึกษาอย่างเป็นระบบ

หรือเป็นไปได้ว่า วิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ ไม่อาจเข้ามาศึกษาได้อย่างรู้จริง

เหตุผลก็คือ จิตใจเป็นเรื่องของเฉพาะตน รู้ได้เฉพาะตน ใครฝึก ก็ได้เฉพาะคนนั้นๆ ทำแทนกันไม่ได้ ... ทำได้แล้วบางทีก็บอกให้เข้าใจตามไม่ได้ ... เพราะต้องทำเอง จึงจะเข้าใจเอง
พิสูจน์แทนกันไม่ได้

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 27 ธ.ค. 2550 (18:24)
ตอบคำถาม 30
ข้าพเจ้าก็ไม่อยากจะตอบย้ำว่า ขอให้เธอทั้งหลาย แยกเป็นคนละมุม

วิชาพุทธศาสตร์ คือ วิชาพุทธศาสตร์
วิชาวิทยาศาสตร์ คือ วิชาวิทยาศาสตร์

เหตุที่ให้แยก เพื่อให้เธอทั้งหลาย อ่านตาม คิดตาม ทำตาม วิชานั้น ๆ ได้โดยง่าย
...............................................................
การพยายาม เปรียบเทียบ แล้ว เธอทั้งหลาย จะมึน จะไม่ได้อะไร จะได้คำว่า จำไม จำไม จำไม เจ้าหนูจำไม เอ้อ

ความจริง ให้ความคิดเห็นไปมากแล้ว ไม่อยากเล่าอีก
เพียงแค่คำว่า ความจริงทางพุทธ (สัจจธรรม) กับ ความจริงทางวิทยาศาสตร์ บางครั้งเหมือนกัน บางครั้งต่างกันมาก จนมนุษย์ปกติธรรมดา ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะเหตุว่ามนุษย์ผู้นั้นติดอยู่กับความจริงในด้านวิทยาศาสตร์
ที่ทำให้ยุ่งขึ้นไปอีก คือ มนุษย์กลุ่มนี้อาจไม่ยอมรับศาสนาพุทธ แต่ยอมรับศาสนาอื่น การอธิบาย ความจริงของเขาเหล่านั้น ก็จะแตกต่างไปอีกมาก ตามความเชื่อ ความเข้าใจของเขาเหล่านั้น

เมื่อก่อน เราคิดว่า 200+200 ต้องเท่ากับ 400
ท่านเคยเห็นหรือไม่ 200+200 ไม่ได้เท่ากับ 400
ท่านเคยเห็นหรือไม่ 200+200 ได้เท่ากับ 0

เคยเห็นหรือไม่ว่า พรรคการเมือง บางพรรคลงสมัครเลือกตั้ง 400 คน กลับไม่ได้เลยสักคน
..............................................................
ถ้า 100 หารด้วย 0 คำตอบคือ มันอินฟีนิตึ้ (หาค่าไม่ได้โว้ย)
แต่ถ้าเธอให้ห้องน้ำ 100 ห้องแก่ประชาชน เพื่อให้ใช้ฟรี(ทำความสะอาด ทุกวัน ด้วยนะ) เธอคิดว่า คนจะมีคนใช้บริการ ทั้งหมดสักกี่คน เอ้อ
............................................................
วิทย์ กับ พุทธ มันมองคนละมุม
และมีอีกหลายอย่าง ที่มองคนละมุม ไม่ขอกล่าวอีก
..........................................................
หากแม้นเธอไปพบคำว่า ที่สุดของพุทธแล้ว คือ บรรลุธรรมแล้ว
เมื่อนั้น คำว่า รูปธรรม ไม่มี นามธรรม ไม่มี
ประโยคเช่นนี้ วิทยาศาสตร์ ก็มึน พุทธศาสตร์ ก็มึน
เพราะอะไร
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
เธอยังไม่ได้อ่านธรรม เธอยังไม่ได้ประพฤติธรรม เธอยังไม่ได้ดื่มด่ำกับพระธรรม
เธอจะรู้ได้อย่างไรว่ารสพระธรรมเป็นเช่นไร
(เล่นแต่เกมส์ เลยรู้แต่รสแห่งเกมส์ ทำแต่งาน จึงรู้รสแห่งงาน)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 27 ธ.ค. 2550 (18:55)
ในทัศนะของดิฉัน
พุทธศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ระดับสุดยอดที่วิทยาศาสตร์ตามแบบแผนที่คนทั่วไปเรียนกันอยู่ยังไปไม่ถึง
คนทั่วไปยังต้องคล้อยตาม เชื่อตามความคิดของคนที่มีอิทธิพลเหนือกว่า
เช่น คนในประเทศด้อยพัฒนา ต้องคอยรับความรู้ ความคิดของคนในประเทศมหาอำนาจ

แต่พุทธศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ต้องประจักษ์ด้วยตนเอง ให้ใครมาประจักษ์แทนไม่ได้ จึงน่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่าความรู้ที่ไม่ได้ประจักษ์ด้วยตนเองต้องคอยรอรับและเชื่อตามผู้ที่มีอิทธิพลเหนือกว่าค่ะ

ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะนิยามความหมายของ "วิทยาศาสตร์" ว่าอย่างไร
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2372 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 216 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 27 ธ.ค. 2550 (19:08)
นิยามตามแนวทางทัศนะของครูไผ่ น่าจะทำให้เราคุยกันได้อย่างมีบรรยากาศที่ดีขึ้นนะครับ

วิทยาศาสตร์มีคุณต่อโลกอย่างมหาศาล อันนี้เราต้องไม่ลืมบุญคุณ

แต่ในขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์ ก็ทำให้เกิดจิตใจที่เป็นอกุศลในหลายๆด้านเช่นเดียวกัน เช่นการติดยึดในความสะดวกสบาย การพึ่งพิงความสุขจากปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่แท้จริง

ตัวความรู้วิทยาศาสตร์จริงๆ ว่าไปแล้วก็ไม่ได้เป็นไปในทางอกุศลเลย

แต่คนเราเองต่างหาก ที่ละเลยคุณภาพที่ดีของจิตใจ ไม่ได้อบรมศึกษาวิชาการทางด้านจิตใจอย่างเพียงพอ เราจึงขาดที่พึ่งที่แท้จริง

ก็เลยหันไปพึ่งวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการทางตะวันตก ... การแก้ปัญหา จึงกลายเป็นการทับถมปัญหา หรือสร้างปัญหาใหม่ๆ ไปไม่รู้จบสิ้น ... รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเห็นแก่ตัวกัน เป็นเพียงความสุขของตัวเอง หรือของกลุ่มคนจำนวนน้อยในช่วงชิวิตสั้นๆเท่านั้น
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 27 ธ.ค. 2550 (19:15)
ok....นานาจิตตังค่ะ
ma_meaw1599 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 75 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 27 ธ.ค. 2550 (21:12)
ตอบ ความเห็นที่ 38
คำตอบ เช่นนั้น ดูเป็นคำตอบที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง
คำตอบ เป็นคำตอบ ที่คำตอบที่ยืนยัน ยืนหยัด ว่า ความคิดเห็นของตนเอง เป็นฝ่ายถูกต้องที่สุด
..........................................
ในคำตอบที่ 37 เมื่ออ่านแล้ว รู้สึกสบายใจ รู้สึกว่า ท่านMathGuy เข้าใจอะไรจากข้าพเจ้าอยู่บ้าง เนื่องจากคุยกันมาแล้ว หลายกระทู้
.........................................
การยอมรับ หรือ ไม่ยอมรับ เป็นสิทธิครับ (ตอบแทนท่าน ma_meaw)
.........................................
ในคำตอบที่ 36
ถ้าข้าพเจ้าบอกว่า วิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ต้อง "ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน" ล่ะ ท่านจะว่าอย่างไร

ในแง่วิทยาศาสตร์ ก็เช่นเดียวกัน กว่าจะบอกได้ว่า
คอมพิวเตอร์ มันสร้างด้วยอะไรบ้าง มันสร้างด้วยหลักการทางวิทย์อย่างไร
เครื่องบิน มันสร้างด้วยอะไรบ้าง มันสร้างด้วยหลักการทางวิทย์อย่างไร
รถยนต์ มันสร้างด้วยอะไรบ้าง มันสร้างด้วยหลักการทางวิทย์อย่างไร
เรียนเป็นชาติ เลยทีเดียว ทำเองคนเดียวก็ทำไม่เป็น บางอย่างต้องทำเป็นหมู่คณะ

และโดยความจริงแล้ว ทุกอาชีพ เป็นเรื่องของการประจักษ์ต่อตนเองทั้งสิ้น
ไม่ลองไม่รู้ ว่างั้นเถอะ
ทุกอาชีพ ยาก และข่มขึน ทั้งนั้น บ่นกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีอะไรง่าย ที่หาเงินได้ใช้จ่าย
พูดอย่างไร ก็ไม่เข้าใจผู้อื่นได้ มากกว่าลองไปทำตามแบบอย่างเขา
หลักวิชาการ ถ้าไม่มี ก็ไม่รู้จะเริ่มขั้นตอนการทำงานอย่างไร

ดังนั้น วิชาวิทยาศาสตร์ ก็เป็นที่คนทั่วไป(โดยส่วนใหญ่)เรียนกันอยู่ยังไปไม่ถึง เช่นกัน
แต่ ไม่ได้บอกว่า วิทย์ กับ พุทธ เหมือนกัน
เพียงแต่ วันนี้ ท่านจะกินอะไร ข้าวผัด ข้าวขาหมู วิทยาศาสตร์ หรือ พุทธศาสตร์
ดีล่ะครับ
คนที่ชี้จะกินไอ้สิ่งนั้น จิตมันบอกว่า มันได้อะไร
เพียงแค่นั้นเอง
ถ้าสิ่งนั้น เขาไม่เห็นประโยชน์ หรือไม่อร่อย เช่น ลาภเลือด โอ้ ฉันไม่กิน
ส่วนคนที่ชอบกินอย่างอื่น แล้วบอกว่า คนอื่นที่กินไม่เหมือนฉัน มัน....................
ก็ไม่ได้ว่าอะไร
เพราะสิ่งนั้น คือความคิดเห็น คือ สิทธิ
คือ ไม่ผิดกฎหมาย ตำรวจไม่จับ
เว้นแต่การใช้วิชานั้น โดยผิดกฎหมาย อย่างนี้ ตำรวจจับ

.................................................
ส่วนคำว่า ประเทศด้อยพัฒนา ยังมีความเห็นคล้อยตาม ประเทศมหาอำนาจ นั้น
ปัจจุบัน ถ้าทำใจเป็นกลางนะครับ
มีคนหลายคนในประเทศ ไม่ได้เป็นแบบนั้น
บางคน ในกลุ่มรัฐศาสตร์ ในกลุ่มจริยธรรม-วัฒนธรรม ในกลุ่มศาสนา ในกลุ่มการเมือง ในกลุ่มคนมีความรู้-พอจะมีกินมีใช้มีเงินเหลือ กลับไม่ได้คิดมาก ถึงขนาดนั้น
บางกลุ่มยังรู้สึกว่า โลกมหาอำนาจ-สังคมกำลังเสื่อม บ้างก็สนใจว่าทำไม ธิเบต ถึงไม่ค่อยได้สนใจ ความร่ำรวย ไม่ได้สนใจการแต่งหน้าทาปากเลย มันก็ยังอยู่ได้
ภูฏาน ก็แปลก กลับมองเรื่องของจิตใจ มากกว่าGDPทางเศรษฐกิจ มันก็อยู่ได้ ไม่ได้พึ่งวิทยาศาสตร์มาก ค่าครองชีพสูง แต่ก็ไม่ได้ใช้จ่ายสูง มันอะไร ทำไมคนส่วนใหญ่ ความคิดต่างไปจากฝรั่ง อืม
แม้นแต่ท่านเอง ก็ไม่ได้สนใจกับคำนั้นมาก ไม่เก่งวิทย์ เก่งผลิตกว่าเขา ก็ไม่รู้สึกอะไรมาก(โดยรวม) ยังคงดำเนินชึวิตอย่างเป็นสุข

คำว่า ด้อยพัฒนา ในความหมายของข้าพเจ้าแล้ว คือ บ้านเมืองมันแร้งแค้น มันมีแต่อดอยาก มันไม่สบาย ก็เป็นได้
ไม่จำเป็นต้องมี รถไฟที่ดีที่สุด รถยนต์ที่ดีที่สุด เครื่องบินที่ดีที่สุด ทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวในโลก (ค่าใช้จ่าย ต้นทุนการดำเนินชีวิตก็มากขึ้น ทำมาหาได้สักเท่าไรจึงจะเพียงพอ)

ดังนั้น คนไม่พอกิน กับคนพอกิน (เงินเดือนเท่ากัน) ก็อาจเป็นได้ที่อยู่ที่ ที่ เดียวกัน แต่ใช้เงินไม่เป็น มีตู้เย็นแต่มีแต่น้ำเย็น มีคอมพิวเตอร์แต่เอามาเล่นเกมส์ ร้องเพลงคาราโอเก๊ะ
คุณภาพชีวิตของเขา เหล่านั้น คืออะไร
ความด้อยพัฒนาในชีวิตของแต่ละคน คืออะไร
....................................................
ก็อยากจะบอกว่า อย่าเลยครับ อย่าได้ให้นิยาม ความหมายของ วิทยาศาสตร์ เลย
มันไม่ต่างจาก นักการเมือง ให้ความหมาย คำว่า "ประชาชน" อย่างไร
ความหมาย กิน ไม่ได้ มันโดนตัวหนังสือหลอกตนเองทั้งชีวิต
การทำให้ประเทศ การทำให้ตนเอง มีคุณภาพ มีระเบียบ มีความรู้ มีความสุข หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นเป้าหมายของท่าน ทำให้สำเร็จได้นั้น คำว่า ด้อยพัฒนา คงไม่มีอยู่ในความคิดของคน ๆ นั้น
.......................................................
การรู้จักใช้ความรู้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ พุทธศาสตร์ ศาสตร์อื่น ๆ มาคลุกเคล้ากัน ให้อร่อย ๆ คุณภาพชีวิตของท่านทั้งหลาย ก็จะดีขึ้น

แต่ถ้าหากชีวิตเริ่มเข้าใจแล้ว ว่า ทุกสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีวันหมดปัญหา ทำแบบนี้จะเกิดปัญหาอย่างโน้น ทำอย่างโน้นจะเกิดปัญหาอย่างนี้
ศาสนาพุทธ เพียว ๆ นี่แหละครับ คือ ทางแก้ปัญหา
ขอเถอะนะครับ อย่ามาให้นิยาม พุทธศาสตร์ ว่าคืออะไร
กินเข้าไปก่อน สัก 60% ท่านทั้งหลายก็จะเข้าใจเองว่า มันจำเป็นหรือไม่ ต่อการเปรียบเทียบ
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 28 ธ.ค. 2550 (06:05)


ดิฉันกลับไปอ่านความเห็นที่ 30 ของคุณมะเหมี่ยว อีกที
ก็เห็นว่า สาระสำคัญ ที่คุณมะเหมี่ยวแสดงไว้ ไม่ได้ขัดแย้งกับ สาระสำคัญ ของคุณ bad&good

ต่างกันที่ลีลาสำนวนการใช้ภาษาเท่านั้นเอง

ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่คนสองคนจะพูดเหมือนกันทุกคำไม่ได้


แม้แต่ดิฉันกับครูไผ่ซึ่งเป็นคนคนเดียวกัน
ให้พูดสาระเดิมสองครั้งโดยไม่อนุญาตให้ copy และ paste ก็ยังใช้คำพูดไม่เหมือนกันค่ะ
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2372 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 216 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 28 ธ.ค. 2550 (11:02)
ตอบความเห็น 40
............................
อ่านความเห็น 30 ก็มีทั้งเหมือนกัน และต่างกัน
แต่ลงท้ายด้วย ความเห็นที่ฉงน .............อย่างไร กันแน่
ถ้าให้แปล แปลโดยรวม คือ มีความเห็นค่อนข้างต่างกัน
.............................
เมื่อผ่านความเห็น อีกรอบ
เกิดความเห็นที่ 38
ซึ่งแปลได้สองความหมาย คือ
1.ล้มโต๊ะสนทนาเลย โอย นานาจิตตัง จริง ๆ นะ
2.เอ้อ ความคิดของคนเรา มันยุ่งเหยิง จริง ๆ นะ
.............................
อย่างไรก็ตาม คำตอบจากปากของเจ้าตัว เป็นคำตอบสุดท้าย(หลังจากความเห็นนี้)
ว่าใช่ หรือไม่ และอย่างไร
.............................
ข้าพเจ้า ก็ไม่ได้โกรธอะไร
ก็นั่งเล่นอยู่ที่ห้องนี้ เป็น ส่วนใหญ่
ได้ความรู้สึกหลายหลากอารมณ์จาก คนตั้งกระทู้ คนตอบกระทู้
บางครั้งจริงจัง
บางครั้งอยากรู้อยากเห็น
บางครั้ง ไม่รู้เรื่อง แต่อยากแสดงออก
บางครั้งไร้สาระ
บางครั้งก็ติว่า ประณาม
บางครั้งอยากจะตอบ แต่ตอบไม่ได้
บางครั้งอยากจะตอบ และอยากให้ผู้อื่น เห็นด้วยกับตน
บางครั้งไม่ได้ระวังตัวอะไร
โชคดี ที่มีกฎหมาย เรื่องนี้ มาปรามบ้าง เขียนเกินสิทธิเสรีภาพ อาจมีโทษทางกฎหมาย

ทำให้เตือนตนเองเหมือนกันว่า
1.อ่านความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว ถ้าไม่อยากเข้าร่วม ก็อย่าแสดงความคิดเห็น
2.ตอบเมื่อ อยากจะตอบต่อเมื่อ
อยากตอบอย่างรู้จบ (เว้นแต่ ตอบไปแล้ว มันดันไม่รู้จบ จะเลิกตอบ)
อยากตอบ เพราะทนไม่ได้ จึงตอบ (อันนี้ ก็จะตอบเกือบจะเป็นเพียงครั้งเดียว)

ไม่อยากตอบอย่างไม่รู้จบ (คือรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีวันจบ)
ไม่อยากตอบเลย คือ เรื่องต่างศาสนา (คนดีแต่ละศาสนา มาโต้กัน ให้คนไม่ดี ดู)
ไม่เคยตอบเลย คือ พวกที่เห็นว่า เรื่องมันจบโดยดีอยู่แล้ว , เรื่องไร้สาระมาก , เรื่องที่ไม่มีความรู้เลย (อย่าได้ตอบมั่ว ๆ)
..........................................
ส่วนเรื่องของอารมณ์นั้น บางครั้งก็ผูกพัน บางครั้งก็ไม่ผูกพัน เพราะ
1.ผู้ที่น่าคบหา อาจคบหาได้เพียงการChat ตัวเป็น ๆ อาจไม่น่าคบหา
2.ผู้ที่น่าคบหา คบหาได้การChat คบหาได้เมื่อพบตัวเป็น ๆ
3.ผู้ที่ไม่น่าคบหา เพราะไม่น่าคบหาจากการChat แต่ตัวเป็น ๆ อาจน่าคบหา
4.ผู้ที่ไม่น่าคบหา เพราะไม่น่าคบหาทั้งสองสิ่ง (ต่อไปก็ไม่คุยด้วย เพราะทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียอารมณ์ เปล่า ๆ แต่ที่เว็บอื่น ไม่อยากคุยด้วย แต่เขาก็อยากจะคุย อยากจะจิก
ทางออกที่ดี ไม่แสดงความเห็นใด ๆ มันก็จบ ไม่ต้องกระทบต่ออารมณ์ต่อไป)
.........................................
หากข้าพเจ้านั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปคบหากับใคร ก็คงไม่ได้คบหากับใคร
คงคบหา กับ โต้ตอบจดหมาย กัน
การยอมรับ หรือ ไม่ยอมรับ จึงเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของสิทธิ เป็นเรื่องของประโยชน์ เป็นเรื่องวุฒิ เป็นเรื่องของวัย และเป็นเรื่องที่จะใส่ใจหรือไม่ ก็ตาม
ทั้งหมดก็จะอยู่กับเขาผู้นั้น
ข้าพเจ้าไม่สามารถ บังคับความคิดเห็นของใครไม่ได้
จะไม่เห็นด้วย
จะเห็นดี เห็นงามด้วย
ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ความรู้ค่า ของมัน เท่านั้นเอง
.......................................
ส่วนเรื่องของ คน คนเดียวกัน พูดสาระเดิม 2 ครั้งไม่เหมือนกัน นั้น
ถือเป็นเรื่องที่ ใช่เลย
คนนะ ไม่ใช่หุ่นยนต์ หรือคอมพิวเตอร์
แต่ความคิดเห็นโดยรวมของคนนั้น ย่อมเหมือนเดิม (ในเวลาช่วงหนึ่ง)
..........................................
เมื่อคนเดิมนั้น มีอายุมากขึ้น ผ่านประสบการณ์ ผ่านการอ่านเรื่องราว อะไรมากขึ้น
ความคิดเห็นโดยรวม เดิม อาจเปลี่ยนใหม่ ก็ได้
การเปลี่ยนความคิดเห็น ส่งผลต่อคำพูด การพูดแบบนี้ ข้าพเจ้าจึงถือว่า "พูดไม่เหมือนเดิม"
........................................
สำหรับ ความเห็นที่ 30 ข้าพเจ้าไม่อยากตอบอะไรมาก
เมื่อไร ที่ทุกคน เข้าใจว่า ช้อน คือ ช้อน ตะเกียบ คือ ตะเกียบ
(ทุกคน คงทราบดีว่า ช้อน กับ ตะเกียบ ต่างประโยชน์อย่างไร)
(มีแต่ตะเกียบ ก็ยก ซดน้ำ เอา)
เมื่อนั้น ทุกคน ก็จะเข้าใจว่า ข้าพเจ้าคิดอะไรอยู่กับ
วิทยาศาสตร์ คือ วิทยาศาสตร์
สังคมศาสตร์ คือ สังคมศาสตร์
พุทธศาสตร์ คือ พุทธศาสตร์
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 28 ธ.ค. 2550 (14:13)
การพูดคุย การแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ความรู้สึกเช่นนี้

การกระทบกัน ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ (อยู่เสมอๆ หากไม่ระมัดระวังเพียงพอ)

ส่วนที่เป็นอกุศล อาจจะเล็ดลอดออกไป โดยเราไม่รู้ตัว รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

หากเราไปมุ่งประเด็นนั้นๆมาก เราก็จะเผลอเข้าไปจับยึด จนมากเกินไป ซึ่งจะทำให้บรรยากาศดูจริงจัง เครียดจนเกินไปด้วย ... เมื่อบรรยากาศไม่อำนวยแล้ว การสื่อความคิดเห็นก็จะเป็นไปไม่ได้เลย ... เพราะจิตของผู้รับไม่อยากจะรับเสียแล้ว

............................................................................................................

การขอโทษ การขออภัย การไม่คิดโทษ และให้อภัย ... จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทำด้วยความรู้สึกที่เป็นกุศลเช่นนั้นจริงๆ

ผมขอให้เราอย่าได้มีความข้องใจ ขุ่นเคืองกันเลยนะครับ

ตรงนี้แหละครับ ที่วิทยาศาสรตร์ทำไม่ได้ แต่ธรรมะในจิตใจของเราสามารถเป็นที่พึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง และก็ทำง่ายๆที่ใจของเราเอง(ก่อน)

.............................................................................................................

หากเป็นการทำให้เกิดความไม่สบายใจ ผมต้องขออภัยด้วยครับ

และขอสวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุขในช่วงเทศกาลหยุด 4 วันนี้กันทุกๆคนนะครับ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 28 ธ.ค. 2550 (23:16)
อนุโมทนา สาธุครับ
ต้องขอโทษทุกคนด้วย ถ้ารู้สึกขัดเคืองเช่นนั้น

ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนโชคดี
มีความสุขจากความดี ตลอดปี และ ตลอดไป ครับ

bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 427 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 29 ธ.ค. 2550 (06:13)
ดิฉันก็ยังมีความยินดีที่จะคุยต่อค่ะ
คุยเพื่อไตร่ตรองและพัฒนาตนเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ตัวดิฉันเอง มักจะมองเห็นความเป็นทำนองเดียวกันจากสิ่งที่แตกต่างกัน
ดังนั้น สำหรับดิฉันแล้ว ศาสตร์ต่าง ๆ ดูเหมือนจะเป็นศาสตร์เดียวกัน
เช่น ตัวอย่างหนึ่งที่เล่าไว้ในกระทู้ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=39240

รายละเอียดต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในแต่ละศาสตร์แตกต่างกันตามระดับความรู้ ความเข้าใจของผู้บัญญัติ
ซึ่งถ้ามีการพัฒนาต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ... ในที่สุดอาจพบกันที่ปลายทางอันเป็นหลักการใหญ่เดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าพบ ซึ่งคงต้องใช้เวลาที่แตกต่างกันตามความแตกต่างระหว่างบุคคล อาจมีบางคนพบในวัยเยาว์ บางคนพบในวัยชรา บางคนพบก่อนสิ้นชีวิต บางคนสิ้นชีวิตไปแล้วก็ยังไม่พบ
อาจมีคนจำนวนหนึ่งพบตอนที่กำลังจะสิ้นชีวิต จึงไม่สามารถแสดงให้เราทราบว่าเขาพบอะไร
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2372 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 216 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 29 ธ.ค. 2550 (08:41)
69702
อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต

มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า

The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)

"ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้
....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ

คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี

[1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press] http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein
http://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html




ศาสนาพุทธ เเละ วิทยาศาสตร์ อยู่บนวิถีทางเดียวกัน คือ เรื่องของความจริง เเต่ศาสนาพุทธนอกจากจะ "ความจริงเเล้ว" ยังสอนให้เราหลุดพ้นไปจากความจริงนั้นได้ด้วย ขณะที่วิทยาศาสตร์จะหยุดอยู่เเค่ "ความจริง" เท่านั้น
montasavi เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 52 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 29 ธ.ค. 2550 (11:22)
ก่อนอื่นขอขอบคุณผู้ที่เข้าใจค่ะ

ไม่ได้มีเจตนาจะล้มโต๊ะสนทนาแต่อย่างใด

คำว่า" นานาจิตตัง " = อืม คนเราอาจคิดไม่เหมือนกันได้

คือเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่ ไม่ได้โต้แย้งความเห็นของผู้ใด ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนต้องคิดเหมือน-ตั-ว-เอ-ง-เสมอ ที่พูดสั้นๆว่า ok เพราะไม่อยากชักแม่น้ำทั้ง5มา จนหา main idea ไม่ได้ค่ะ

ขอโทษหากทำให้ทุกท่านไม่สบายใจ
ma_meaw1599 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 75 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.