วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
"เนื้อหาในส่วนนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปอ้างอิง"
"กรุณาลงข่าวประชาสัมพันธ์ของท่านใน vService"

วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนา ขัดแย้งกันหรือไม่?
โพสต์เมื่อ: 15:44 วันที่ 3 ต.ค. 2550         ชมแล้ว: 27,484 ตอบแล้ว: 88
ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่แวดล้อมไปด้วยผลงานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนคนรุ่นใหม่ๆจำนวนมากจะยึดถือเอาวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาเปรียบเทียบกับศาสนา เช่น พุทธศาสนา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอสไตน์ ที่ชื่นชมและศรัทธาในพุทธศานา อย่างไรก็ตาม หลายๆคนก็ยังมองไม่เห็นว่า พุทธศานานั้น เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ และเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร กระทู้นี้จึงต้องการให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนานั้น มีความขัดแย้งกัน ที่จะปฏิเสธแนวคิดของกันและกันเช่นนั้นหรือไม่

55549


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 86 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| -4- 5|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 29 ธ.ค. 2550 (22:25)
ท่านเจ้าของกระทู้บอกว่า " กระทู้นี้จึงต้องการให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนานั้น มีความขัดแย้งกัน ที่จะปฏิเสธแนวคิดของกันและกันเช่นนั้นหรือไม่ "

ผมเข้าใจตามตัวหนังสือข้างบนนี้ว่า พุทธศาสนา คือ แนวคิดอันหนึ่งด้วย ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องมั๊ญครับ ?
kamsuk เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 48 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 30 ธ.ค. 2550 (11:57)
"คือเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่ ไม่ได้โต้แย้งความเห็นของผู้ใด ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนต้องคิดเหมือน-ตั-ว-เอ-ง-เสมอ"

ถ้าทุกคนคิดได้เเบบนี้โลกก็จะสงบสุข
"ผมคิดว่า......อย่างงี้....อย่างงี้" อีกคนก็บอกว่า
" ส่วนผมคิดว่า.....อย่างงี้....อย่างงี้......."

มันก็ไม่เห็นมีอะไร? คนที่เข้ามาอ่าน เขาก็คงเลือกเองว่าชอบสไตล์การคิด การเขียน ของกระทู้ใด ความเห็นไหน เรื่องเเบบนี้บางทีก็เหมือนความคึกคะนองของเด็กวัยรุ่นที่ทำอะไรโดยขาดสติไร้ซึ่งวุฒิภาวะ.......สอนเป็นอุปมาอุปมัย สอนเป็นนามธรรมยาก จะไม่ค่อยเข้าใจ.....เลยต้องออกมาเป็นรูปธรรมให้เห็นชัดๆ กว่าจะเริ่มรู้ตัวเริ่มมองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ชัดเจนขึ้น ก็นานโข...... อีกอย่างเด็กวัยรุ่น ที่ไม่ได้เห็นคุณค่าของปรัชญา ก็มักไม่ต้องรู้สึกผิด หรือต้องมารับผิดชอบอะไร เพราะเขามิเคยใส่ใจอะไรกับมัน ต่างกับคนอื่นยิ่งนัก.....เหมือน คนหนึ่งใส่ใจให้ความสำคัญกับบางสิ่ง ทั้งๆที่ไม่ใช่ของตัวเอง ขณะที่คนอื่นๆที่เป็นเจ้าของกลับเห็นสิ่งเดียวกันนี้เป็นเเค่ กรวด ทราย จะทิ้งขว้าง ไร้สาระอย่างไร ก็ได้... บางที ถ้าไม่ได้สนใจ ไม่ได้ใส่ใจจริง ก็ควรพิจารณาตัวเอง ก่อนจะทำอะไรลงไป ว่ามีความตั้งใจ ที่จะไปข้างหน้า ไม่ใช่ มาสนุกๆ มากวนๆ มาทำไร้สาระ เพราะไม่เคารพในที่ๆตัวเองอยู่ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำ คิดว่าเป็นเเค่......บางสิ่ง ที่ " ปลอมๆ" ไม่สำคัญ
ไม่ต้องจริงจัง กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ ระบายนิสัย เรื่องพวกนี้ถ้าย้อนกลับไปดู ก็จะ้รู้ว่า คนที่เห็นความสำคัญ เขาจะทำอะไรบ้าง มันช่างตรงข้ามกันเหลือเกิน....อันนี้ก็บ่นๆไป
ระหว่างที่กำลังหาเรื่องใหม่ๆมาคิดอยู่.....
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 299 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 2 ม.ค. 2551 (09:52)
ที่คุณ yoshi กล่าวถูกต้องแล้วครับ

เราแต่ละคนที่เข้ามาพูดคุยกันนี้ มีเหตุปัจจัยที่ต่างกัน

แต่ต้องนับว่าเรามีกรรมร่วมกันที่ได้มีโอกาส ได้รู้จักกันบ้าง โดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก ในเรื่องที่อาจจะมีความสนใจร่วมกัน

ถ้าเราทำตัวเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ได้รู้จักกับเพื่อน กับกัลยาณมิตรที่ดี อันนี้นับได้ว่า ได้ประโยชน์มาก

แต่หากเราเข้ามาพูดคุยแบบคนพาล และมาเจอกับคนพาลเข้า อันนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์น้อย พลอยได้โทษไปเสียมากกว่า

(แต่หากเรารู้ทัน วางตัวถูกต้อง ... เราก็ทำให้ได้ประโยชน์ได้เช่นกัน และเป็นประโยชน์ที่ทำได้ยากทีเดียว ... ต้องค่อยๆฝึก)


ทุกๆอย่างนั้น ว่าไปตามจริง อยู่ที่ตัวเราเป็นสำคัญ อยู่ที่จิตใจของเราที่เป็นประธาน


การพูดคุยกันนี้ เราอาจจะทำด้วยเจตตนาที่เป็นกุศล โดยทำความเข้าใจดังนี้

- เป็นการฝึกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
- ฝึกรับฟังคนอื่น รับฟังตัวเราเอง ให้สะท้อนให้เห็นตัวเราเอง
- ถ้าทำให้เป็นการสนทนาธรรมได้ อย่างถูกต้อง จะได้บุญกุศลมาก เป็นการทำความคิดให้ตรงให้ชอบ นำไปสู่ การฝึกสติ สมาธิ ปัญญา ต่อไป



คุณ yoshi เป็นคนที่ช่างคิด ช่างสังเกตดีมากครับ
ขึ้นปีใหม่แล้ว ขอให้ความคิดความอ่าน(ที่ชอบ)ของเรา นำกุศล นำสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับตัวเราเอง และคนอื่นๆ นำไปสู่การกระทำ การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง

สวัสดีปีใหม่ครับ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 2 ม.ค. 2551 (12:04)
จากความเห็นที่49 ของท่านMathGuy
การพูดคุยกันนี้ เราอาจจะทำด้วยเจตตนาที่เป็นกุศล โดยทำความเข้าใจดังนี้

- เป็นการฝึกแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
- ฝึกรับฟังคนอื่น รับฟังตัวเราเอง ให้สะท้อนให้เห็นตัวเราเอง
- ถ้าทำให้เป็นการสนทนาธรรมได้ อย่างถูกต้อง จะได้บุญกุศลมาก เป็นการทำความคิดให้ตรงให้ชอบ นำไปสู่ การฝึกสติ สามธิ ปัญญา ต่อไป
...........................................................

ข้าพเจ้าขอเสริมอีกนิด
-เป้าหมายสุดท้าย คือ ตนเอง เป็นผู้ตัดสินใจ ที่จะเลือกใช้หลักการดำเนินชีวิตอย่างไร
ไม่ว่าเป็นความคิดเห็นของผู้อื่น หรือของตนเอง (ตามความคิดเห็นที่เห็นว่าดี)

หากเป็นเพียงบทความเพื่อแสดงความดี ความงาม ตามอุดมคติ ตามจินตนาการ
และผู้แสดงความคิดเห็นนั้นยังคงปฎิบัติในทางตรงข้าม หรือไม่ได้ปฎิบัติ
บทความนั้น ความเห็นนั้น ก็ไม่มีความหมายอะไรต่อเจ้าของ-ผู้แสดงความเห็น
............................................................

คงมีความหมายต่อ ผู้ที่ พูดดี ทำดี คิดดี เท่านั้น
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 2 ม.ค. 2551 (13:26)
สวัสดีปีใหม่ครับ คุณ bad&good

......................................................

น่ายินดีนะครับ ที่ห้องสนทนาปรัชญา(และศาสนา) เติบโตมาได้อีก 1 ขวบวัย

จำได้ว่า ตอนแรกๆที่เข้ามา ก็มีคุณ bad&good นี่แหละเป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญ

ขอให้มีความสุข เบิกบานใจ สำหรับปีใหม่ 2551 และต่อๆไป นะครับ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 2 ม.ค. 2551 (13:37)
สวัสดีปีใหม่คุณ kamsuk ด้วยเช่นกันครับ

..............................................................................................................
จากคำถามในคหพ#47

ผมเข้าใจตามตัวหนังสือข้างบนนี้ว่า พุทธศาสนา คือ แนวคิดอันหนึ่งด้วย ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องมั๊ญครับ ?


..............................................................................................................

น่าจะมีคนช่วยตอบได้ดีกว่าผมว่า พุทธศาสนา เป็นอะไรได้บ้าง ?

ที่ผมใช้คำว่า "แนวคิด" ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเจตนา ให้แสดงความคิดเห็น
แนวคิด จึงมาจากความคิดเห็นที่เรามีต่อเรื่องหนึ่งๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะที่มีสาระ มีความสำคัญ

เวลาพูดถึงความคิดเห็น ก็โยงไปยังความรู้สึก ที่เราเรียกว่า ความรู้สึกนึกคิด

โยงเข้าไปยังประสบการณ์ของแต่ละคน

ซึ่งก็จะมีทั้งส่วนที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้คิดพิจารณา ได้ฝึกอบรม ได้ลงมือปฏิบัติ

โยงลงไปเช่นนี้ ก็จะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของแต่ละคนเลยทีเดียว
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 2 ม.ค. 2551 (15:41)
จำได้ว่า ตนเองต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับ วิชาการจัดการ
เลยใช้ Google ค้นหา
มาพบที่นี่ www.vcharkarn.com
ตอนแรกไม่ได้ใช้ชื่อ bad&good นี้
เพราะต้องการถาม-ตอบ กระทู้ห้องอื่น
แต่ก็ไม่ได้ดั่งใจ
.......................................
บังเอิญชอบเรื่องศาสนาพุทธ ชอบปรัชญา(แต่ไม่ลึกมาก คือชอบคิด)
จึงเปลี่ยนชื่อสมาชิกใหม่
พยายามถาม-ตอบห้อง ปรัชญา นี้

รู้สึกว่า น่าจะพบท่านMathGuy ที่ กระทู้แรกว่า
"อยากทราบประโยชน์ของปรัชญาครับ"
ตอนนั้นรู้สึกว่า ทิฐิของข้าพเจ้ายังมีอยู่มาก

และสลับไปถาม-ตอบกระทู้ www.dhammajak.net
ก็ทำให้รู้สึก ดีขึ้น อย่างมาก
คือ กลุ่มสมาชิก ค่อนข้างอยู่ในขอบเขตเดียวกัน
ทำให้ทิฐของตนเองดีขึ้น
เข้าใจกิเลส มากขึ้น
ตัดสินใจได้เลือกทางเดิน ได้ดีขึ้น
..........................................................
ก็ดีใจครับที่ได้ระบายอารมณ์ไว้ ณ ที่นี้บ้าง
ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ครบ 1 ปี แล้ว
ความจริงได้เขียนบทความไว้ที่เว็บนี้(แต่เป็นชื่อสมาชิกอื่น เปลี่ยนแนวอื่น กลัวจะรับไม่ได้)
.............................................
สำหรับปรัชญาห้องนี้ ข้าพเจ้าก็เลือกที่จะตอบ เป็นบางกระทู้
เพราะบางครั้ง การไม่ตอบทุกกระทู้ เกี่ยวกับเรื่องไม่ถนัด
เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่เห็นด้วยอย่างมาก
เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่อยากแสดงความคิดเห็น

เพราะด้วยความกลัวอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ
1.ไม่อยากให้ใครอารมณ์เสีย บานปลายไปถึงระดับกลุ่ม ระดับฝูงชน ระดับชาติ ระดับโลก (โต้เถียงกันไม่จบด้วย เงินก็ไม่ได้ เสียเวลาไปมาก)
2.กลัวชื้ทางผิด แนะนำผิด ทำให้บุคคลนั้น มีความเห็นผิดก็ได้
รวมไปถึงการตั้งกระทู้ที่ทำให้คนมีความคิดเห็นที่ไม่ดี บาปกรรมจะเป็นผู้ตั้งกระทู้เริ่มต้น
แม้นไม่ผิดกฎหมาย แต่ปรัชญาของชีวิต อาจเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี (ก็ได้) ส่งผลให้ผู้อื่นเมื่อกระทำเรียนแบบ หรือตั้งใจกระทำตามอย่าง คล้ายกับว่า เขาคิดไม่ได้ แต่ตนเองเป็นผู้จุดประกาย
3.กลัวเป็นเตี้ยอุ้มค่อม คือ ไม่รู้เรื่อง แล้วทำให้หลงทาง ไปกันใหญ่ (นั่งรออ่านผู้อื่น ดีกว่า)
4.กลัวไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย และกลายเป็นผลเสียทางด้านจิตใจของผู้อื่น
(แม้นตนเองไม่ได้ตอบ หรือตอบไปแล้ว ซึ่งตนเองยืนยันหนักแน่นว่า ตนเองถูกต้อง)
............................................................................
การถาม-ตอบกระทู้ การทำให้สร้างนิสัย ข้าพเจ้า ได้อย่างหนึ่ง
คือ ถามก็ต้องมีสติ ตอบก็ต้องมีสติ
มีสติให้นึกถึง เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ว่าจะดี หรือ ร้าย อย่างไร
ถ้าร้าย ไม่คุยเลยดีกว่า
เงียบ หรือ ไม่ก็ ขอยอมแพ้
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 450 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 2 ม.ค. 2551 (16:34)
มาช้าไปหน่อยโทษที.. ขอบคุณคุณ mathguy มาก ก็ขอให้คุณ mathguy ได้รับสิ่งดีๆ ที่อยู่ในคำอวยพรที่ให้เเก่ผม กลับไปเฉกเช่นเดียวกันครับ รวมถึงท่านอื่นๆด้วย สวัสดีปีใหม่ เช่นเดียวกันครับ..
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 299 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 23 มิ.ย. 2551 (20:37)
ขออนุโมทนาในความคิดเห็นของทุกคนที่มีความคิดเห็นที่มีต่อศาสนากับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งปัจจุบันเป็นยุคเทคโนโลยีแก็มีบางกลุ่มที่สวนกระแสเห็นในความรู้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสรู้สอนให้รู้แล้วปฏิบัติเพื่อให้ถึงโมกษะ(ความสุข)ต่างจากวิทยาศาสตร์รู้แต่ไม่ปฏิบัติเป็นแต่เพียงทฤษฎีเท่านั้นไม่เป็นไปเพื่อความสุข
สามเณร (IP:202.91.19.206)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 23 มิ.ย. 2551 (21:47)

สวัสดีครับ คุณสามเณร (หากเป็นสามเณรจริงๆ ผมต้องขอกราบนมัสการครับ)


วิทยาศาสตร์จริงๆแล้ว เข้มแข็งทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ข้อพิดพลาด หรือข้อคลาดเคลื่อนอันเกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ


1) วิทยาศาสตร์เข้าถึงได้เฉพาะส่วนที่เป็นกายภาพ หรือชีวภาพในระดับที่ยังเป็นสสาร เป็นพลังงานที่วัดได้ ... แต่ยังรู้เรื่องจิตใจของคนเราเอง ของตัวนักวิทยาศาสตร์เองน้อยมาก


2) วิทยาศาสตร์เมื่อถูกใช้เป็นอำนาจ ในการผลิตสินค้าที่ทำให้คนต้องพึ่งพา ความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ก็ค่อยๆเลือนหายไป กลายเป็นวิทยาศาสตร์เพื่ออำนาจทางเศรษฐกิจ  อำนาจทางการค้า อำนาจทางการทหาร และเร็วๆนี้ ได้กลายเป็นอำนาจทางการผลิตอาหาร การผลิตปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญของประชากรโลก ความโลภ อำนาจการครอบครอง การครอบงำหรือการผูกขาด กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ธรรมชาติ คุณธรรม ความมีน้ำใจ ได้ถูกทำลายลงไป


3) การศึกษาทางด้านจิตใจตามแนวทางพุทธนั้น เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เป็นวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องลงทุนอะไรด้านวัสดุหรืออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆเลย และสามารถได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ... แต่กลับมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนน้อยมากๆ ที่จะสนใจศึกษาอย่างจริงจัง


ความไม่เห็นทุกข์ ไม่เข้าใจทุกข์ ไม่ได้ใส่ใจที่จะเรียนรู้จักตัวเอง เป็นอุปสรรคสำคัญ ที่คนจำนวนมากได้พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านจิตใจ อันเป็นสมบัติของทุกๆคน


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 25 มิ.ย. 2551 (10:57)
<P>พุทธศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์ด้านจิตใจ</P>
<P>ปฐมฌาน ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุถฌาน มีศีลเป็นตัวส่งเสริม &nbsp;มีนิวรณ์๕เป็นตัวขัดขวาง นี้ยังเป็นหลักที่เป็นจริงมาถึง 2500 กว่าปีแล้ว ก็ยังคงเป็นจริงอยู่ </P>
<P>และยังปฏิบัติได้จริงอยู่ ถ้าท่านได้ลองปฏิบัติ.</P>
นาคราช (IP:58.10.128.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 30 มิ.ย. 2551 (20:40)

จะขอกล่าวถึงส่วนที่จะทำให้เกิดปัญญา เท่านั้น


พุทธศาสนา แบ่งลักษณะก่อให้เกิดความรู้ ๓ ระดับ  คือ  ระดับที่ ๑ เรียกว่า จินตามยปัญญา  ได้แก่  ความรู้อันเกิดจากความคิด  ใช้ความคิดเป็นเครื่องแสวงหาความรู้ ในการนำทางเดิน เช่น การเล่าเรียนหนังสือต่างๆ  เป็นต้น ปัญญาระดับนี้จะพาให้พ้นทุกข์ คือ เกิด  ตาย ไม่ได้  


ระดับที่ ๒  เรียกว่า  สุตามยปัญญา ได้แก่ ความรู้อันเกิดจากการฟัง แล้วนำไปคิดต่อจนเกิดปัญญา ขจัดความไม่รู้ ทำให้เกิดปัญญา  ศรัทธา มีความเชื่อถือ ในความรู้นั่นๆ เป็นต้น แต่ไม่อาจพาให้พ้นทุกข์ คือเกิด  ตาย ไม่ได้ เช่นกัน 


ระดับที่ ๓  เรียกว่า ภาวนามยปัญญา  ได้แก่ ความรู้อันเกิดจากภาวนา โดยนำสิ่งใด สิ่งหนึ่งมาเป็นอุบายกำหนดรู้ อย่างที่พระพุทธเจ้าใช้ในครั้งตรัสรู้คือ อานาปานสติ กำหนดูลมหายใจ เข้า ออกเป็นต้น  คือการมากำหนดดูจิต  ตามดูจิต  ดูความคิดของตนๆ  ไม่ใช่ไปบังคับจิต  ดูอาการจิต  เกิด ดับ อยู่อย่างต่อเนื่อง เรียกว่า การมีสติ สัมปชัญญะแนบแน่นกับจิต  หรือทางพระเรียกว่า  อาตาปี  สติมา  สัมปชาโน  มีความเพียร  มีสติ  สัมปชัญญะ ไปพร้อมๆ  กัน จะขาดองค์ธรรมใด องค์ธรรมหนึ่งไม่ได้ หรือจะ ใช่หลักยุบ  หนอ  พอง หนอ  ก็ได้เช่นกัน  เพียรแต่รู้อาการพองของท้อง  ยุบของท้อง ไม่แกร่ง ไม่บังคับ  ตลอดถึงตามรู้อิริยาบถย่อย ๆ เช่น ยกมือ ยกขา กินข้าว  ตักข้าว เคี้ยว  กลื่น  รู้รสชาด แต่ไม่ติดไปความอร่อย  หรือไม่อร่อย  หอม หรือเหม็น เพียงแต่รู้ อาการเหล่านี้มากระทบเท่านั้น  ทำอยู่เช่นนี้จนสติ  สัมปชัญญะ ตามอาการทันอาการที่ว่าดังกล่าวแล้ว แต่อิริยาบถใหญ่ มี 4 คือ ยืน  เดิน  นั่ง  นอน ทำไมต้องดู ต้องฝึกดูตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่ควรดู  เรียกว่า มาดูแลตัวเอง  รักตัวเอง


การพัฒนาระดับจิตนี้จะเกิดจากการฝึกตน และจะพัฒนาไปเรื่อยๆ  ขึ้นอยู่กับกำลังของ อาตาปี  สติมา  สัมปชาโน ของท่านๆ  ไม่ท้อ  ไม่เลิก  มีศรัทธาต่อเนื่องทำต่อเนื่อง จนถึงที่สุด..


 


เมื่อสรุปแล้ว คือเหตุกับผลนั่นเอง ...ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ  ดับไปก็เพราะเหตุดับ


SOMPONG (IP:125.25.153.229)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 1 ก.ค. 2551 (08:56)

ขอบคุณ คุณ sompong ครับ


ภาวนามยปัญญา นี่แหละที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไปไม่ถึง ยกเว้นแต่นักวิทยาศาสตร์บางท่านเท่านั้น


เรื่องการพัฒนาสติ สมาธิ ปัญญา ชนิดที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เรารู้จักตัวเอง เห็นธาตุแท้ของจิตใจของเรา ... ไม่มีสอนกันที่ไหน ในวิชาการทางโลกเลย ... ช่างเป็นเรื่องที่น่าสังเวช และน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 18 ก.ค. 2551 (18:17)
ผมสงสัยว่า ถ้าไอน์สไตน์ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจริง ทำไมถึงไม่หันมานับถือพุทธศาสนาครับ

สมชายเข็มขัด เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 53 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 19 ก.ค. 2551 (23:19)

การนับถือศาสนานั้น อยู่ที่ใจ อยู่ที่การศึกษา อยู่ที่การปฏิบัติ ดำเนินชีวิตของเรา

ชาวต่างชาติ ที่สนใจศึกษา แนวทางของพุทธศาสนา เปิดใจรับรู้ เปิดใจรับฟัง คิด พิจารณา รวมทั้งได้ฝึกปฏิบัติตามแนวทางแห่งพุทธะ ซึ่งเน้นที่จิตใจเป็นสำคัญ เน้นที่สติปัญญา เน้นที่การรู้ทุกข์และพ้นทุกข์ได้เป็นสำคัญ ... นี่ก็นับว่า ได้มีส่วนในการนับถือพุทธศาสนาแล้ว

การนับถือ ไม่ใช่เพียงพิธีการ ไม่ใช่เพียงการทำตามพ่อแม่ ... การนับถือจริงๆ อยู่ที่ใจ อยู่ที่การกระทำของเรา


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2042 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 22 ก.ค. 2551 (16:06)
ขอเรียนถาม คุณ MathGuy จากประโยคที่ว่า

"ไอสไตน์ ที่ชื่นชมและศรัทธาในพุทธศานา"

ไม่ทราบว่า มีอะไรเป็นข้อมูลถึงสรุปได้เช่นนี้ครับ เพราะผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมถึงบอกว่า ไอน์สไตน์นั้น

ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะ ที่ผ่านมาก็ได้เห็นเพียงแต่ ประโยคสั้นๆที่ไอน์สไตน์ กล่าวถึงพุทธศาสนา

และผมเองก็พยายามหาข้อมูล ก็พบเพียง สองประโยคที่ไอน์สไตน์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ พุทธศาสนา

ก็คือ

Buddhism has the characteristics of what would be expected in a cosmic religion for the future: It transcends a personal God, avoids dogmas and theology; it covers both the natural and spritual; and it is based on a religious sense aspiring from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity. -Albert Einstein

If there is any religion that would cope with modern scientific needs it would be Buddhism. -Albert Einstein

ผมพยายามค้นหาบทความที่ ไอน์สไตน์เขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรงก็ไม่เจอ มีเพียงแต่บทความสั้นๆที่ เขียนเกี่ยวกับ วิทยาศาสน์ และศาสนา เท่านั้นเอง ซึ่งไม่ได้เป็นบทความที่แสดงให้เห็นว่า ถึงว่า ไอน์สไตน์นั้นมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด และถ้ามีเพียงแค่นี้ผมคิดว่า คงไม่สามารถสรุปได้ว่า ไอน์สไตน์ ศรัทธาในพุทธศาสนาได้

ถ้าคุณ MathGuy มีข้อมูลอื่นที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไอน์สไตน์ นั้นศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็ได้โปรดแนะนำด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ

สมชายเข็มขัด เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 53 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 6 ส.ค. 2551 (07:35)

เอามาโพสต์ไว้กระทู้นี้อีกครั้งนะครับ จุดประสงค์ที่ต้องการจะบอกคือ ความผสมผสานของวิทยาศาสตร์และศาสนา  ความเข้ากันได้ และการแสวงหาหนทางเพื่อให้เข้ากันได้

วิทยาศาสตร์กับศาสนา

ถึงแม้ว่าในอดีต ศาสนาจะต่อต้านวิทยาศาสตร์มาก ดังจะเห็นได้จากการพิพากษาจำคุก Galileo เมื่อเขาเชื่อว่าโลกมิได้อยู่นิ่ง แต่เคลื่อนที่ไปรอบดวงอาทิตย์ แต่เหตุการณ์ในทุกวันนี้ได้แสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์และศาสนาเป็นมิตรกันมากขึ้น เช่นเมื่อ องค์สันตะปาปา John Paul ที่2 ได้ประกาศอภัยโทษให้ Galileo และได้ยอมรับว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin เป็นทฤษฎีที่ควรค่าแก่การฟังมากทฤษฎีหนึ่ง

ส่วนทางด้านวิทยาศาสตร์นั้นเล่า สถาบัน National Academy of Science และสมาคม American Association for the Advancement of Science ก็ได้มีโครงการสนับสนุนการทำงานร่วมกัน ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์หลายโครงการ ทั้งมหาวิทยาลัย Cambridge ของอังกฤษและมหาวิทยาลัย Princeton ของสหรัฐก็ได้มีการจัดตั้งตำแหน่งศาสตราจารย์ ผู้มีหน้าที่ผสมผสานความคิดของศาสนากับวิทยาศาสตร์ให้กลมกลืนกัน และแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงระดับรางวัลโนเบล เช่น Charles Townes ก็ได้ออกมาพูดถึงความเชื่อทางศาสนาของเขาทั้งในหนังสือที่เขาเขียน และในโทรทัศน์ เป็นต้น ส่วน Stephen Hawking นักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้ค้นคว้าเรื่องหลุมดำ ก็ได้เคยพูดว่า การศึกษากำเนิดของจักรวาลจะทำให้มนุษย์รู้และเข้าใจพระทัย ของพระเจ้าและในการสำรวจความคิดเห็นของ นักวิทยาศาสตร์อเมริกันต่อความเชื่อในพระเจ้า เมื่อ 4 ปีก่อนนี้ ก็ได้ผลสรุปว่า นักฟิสิกส์และนักชีววิทยา 40% เชื่อในพระเจ้ามาก


ณ วันนี้ การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์กำลังรุดหน้าไปทุกขณะ เช่น ได้มีการพบวิธีโคลนนิ่ง GMO และการรู้รหัสพันธุกรรม (genome) ของสิ่งมีชีวิตบางชนิด ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์ ชีวิตและจริยธรรม การสนทนาแลกเปลี่ยน ความคิดและแนวปฏิบัติระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องทำมาก ดังนั้น ในทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจ ที่แม้แต่องค์สันตะปาปาก็ทรงต้องการรู้แนวคิดของวิทยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ก็มีความจำเป็นต้องรับทราบแนวคิดของ ศาสนาเช่นกัน


Pontifical Academy of Science คือสภาวิทยาศาสตร์แห่งองค์พระสันตะปาปา ที่สันตะปาปา Pius ที่ 11 ได้โปรดให้ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2479 เพื่อถวายคำแนะนำแด่องค์สันตะปาปา ในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาและคำตอบสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจาก ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์


สมาชิกตลอดชีพของสถาบันนี้มีทั้งสิ้น 80 คน และต่างก็เป็นบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงทั่วโลก ปัจจุบันมีสมาชิก 25 คน ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลเช่น Carlo Rubbia สาขาฟิสิกส์ David Baltimore และ Joseph Murray สาขาแพทย์ เป็นต้น ส่วนนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ เช่น Stephen Hawking นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษและ C.N. Rao นักเคมีชาวอินเดีย ก็เป็นสมาชิกของสถาบันนี้เช่นกัน


ในทุกปีสมาชิกจะเดินทางมาประชุมกันที่ Casina Pio Quattro ในกรุงวาติกัน เพื่อแสดงปาฐกถาและรับฟังเรื่องสถานภาพ ด้านวิทยาศาสตร์ของโลก และเมื่อสิ้นสุดการประชุม ที่ประชุมก็จะทำรายงานถวายองค์สันตะปาปาเพื่อทรงทราบ พร้อมกับถวาย ข้อเสนอแนะที่จะให้สันตะปาปาทรงสามารถช่วยชาวโลกให้อยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้น


ดังนั้นในการประชุมทุกครั้ง สมาชิกทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และองค์สันตะปาปาก็จะทรงได้รับ ข่าวล่าสุดและถูกต้องที่สุดจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ระดับเซียน ไม่ว่าจะเป็นด้านดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา พันธุศาสตร์หรือ หัวข้ออะไรก็ตามที่คริสต์ศาสนิกชนสนใจเป็นพิเศษทันที และเมื่อองค์สันตะปาปาทรงใช้วิจารณญาณกลั่นกรองข้อมูลเหล่านั้นแล้ว ถ่ายทอดพระดำริของพระองค์สู่ประชาชน คริสต์ศาสนิกชนก็ดีจะยอมรับหรือต่อต้านเทคโนโลยีด้านนั้นๆ ก็ได้


เมื่อ 3 ปีก่อนนี้ ที่ประชุมของสถาบันได้ประชุมเรื่องด่วน เช่น สภาพแวดล้อมของโลก ปัญหา GMO การวิจัยด้านประสาทวิทยา การให้ทารกดื่มนมมารดา กำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลก โคลนนิ่งและกำเนิดของกาแล็กซี เป็นต้น การมีสมาชิกของที่ประชุมเพียง 80 คน ทำให้การประชุมกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ และการตัดสินใจสรุปผลใช้เวลาไม่นานและในการประชุมของสถาบันเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2543 ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยนักฟิสิกส์ นักชีววิทยา นักเทววิทยา และนักบวช ได้ฟังเรื่องชีววิทยาของสมองพระเจ้ามีจริงหรือไม่ วิวัฒนาการของจักรวาล บทบาทและอิทธิพลของคริสต์ศาสนาต่อการค้นพบกฎต่างๆ ของ Newton และ ภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาติ เป็นต้น โดยผู้พูดอาจจะพูดเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออิตาเลียนก็ได้


ถึงแม้การรับฟังเรื่องราวต่างๆ จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่ประชุมสนใจพูดมากคือ นโยบายที่จะเสนอให้องค์สันตะปาปาทรงทำ
เช่นเมื่อ 20 ปีก่อน ที่โลกรู้สึกตื่นเต้นกับการพบเทคนิคพันธุวิศวกรรมใหม่ๆ และที่ประชุมคิดว่า คริสต์ศาสนาคงไม่ขัดข้อง ที่จะมีการวิจัยด้านนี้ และเมื่อองค์สันตะปาปาทรงเห็นด้วย กระแสต่อต้านจากสังคมก็ได้ลดลงมาก ความเห็นเกี่ยวกับ DNA มิได้เป็น หัวข้อเดียวที่ที่ประชุมเสนอต่อสันตะปาปา ความเห็นเรื่องอื่นๆ เช่น อาวุธนิวเคลียร์ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในกรณีสงครามนิวเคลียร์ ระเบิด ก็ได้ช่วยให้สันตะปาปาทรงเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อสันตะปาปาทรงแสดงสุนทรพจน์ในที่ประชุมขององค์การ สหประชาชาติว่า ศาสนาไม่เห็นด้วยกับการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ในการทำสงคราม กระแสต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์จึงยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้


เมื่อ 10 ปีก่อน ที่ประชุมได้เสนอให้สันตะปาปาทรงอภัยโทษ Galileo ซึ่งท่านก็ทรงทำ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์อภัยโทษเกิดช้าไป 369 ปี แต่ก็ยังดีกว่าที่สันตะปาปาไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย


และเมื่อการคุมกำเนิดเป็นปัญหาที่วิทยาศาสตร์และศาสนามีความเห็นแตกต่างกัน ดังนั้น ที่ประชุมก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ก็ได้พูดถึง ปัญหาประชากรล้นโลก ซึ่งองค์สันตะปาปาก็ได้ทรงยอมรับว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของโลก


ในที่ประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ที่ประชุมได้พูดถึงการใช้เทคโนโลยี GMO อย่างรับผิดชอบด้วย ซึ่งองค์สันตะปาปา ก็ได้ทรงแถลงว่า ในการประเมินคุณค่าของเทคโนโลยี เราต้องคำนึงถึงผลบวกและลบทางเศรษฐกิจและจริยธรรมด้วย เพื่อไม่ให้เกิด อันตรายต่อสุขภาพของพลโลกในอนาคต และนั่นก็หมายความว่า องค์สันตะปาปาทรงเห็นชอบที่มีการค้นคว้าวิจัยด้าน GMO อย่างมีสติรอบคอบ


และเมื่อการประชุมสิ้นสุด บาทหลวง Poupard ก็ได้กล่าวแถลงสรุปว่า วิทยาศาสตร์และศาสนาจะต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ เราก็จะเข้าใจพระเจ้า


ดังนั้น การที่คนบางคนคิดว่า โลกวิทยาศาสตร์กับโลกศาสนาเป็นโลกที่ขนานกัน อย่างที่ถ้านำมาอยู่ด้วยกัน จะทำให้ทั้งสองโลก ทำงานไม่ได้


ความคิดเช่นนี้ไม่จริง และไม่ถูกต้อง


เพราะ pontifical Academy of Science ได้พิสูจน์แล้วว่า โลกทั้งสองโลกสามารถทำให้โลกมนุษย์ดีขึ้นได้


ดังนั้น การประกาศชื่อของผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในเดือนตุลาคม พ.ศ.2544 จะทำให้เราเข้าใจเหตุผลในการ ตัดสินใจของคณะกรรมการรางวัลโนเบลว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับพระดำริของพระองค์ในเรื่องชีวิต และความตายของมนุษย์ ด้วยเอดส์

อ้างอิงจากเวปไซต์
http://www.ipst.ac.th/ThaiVersion/publications/in_sci/religion_sci.html






ในยุคเร็วๆ นี้ผมหวังว่า พวกเราคงจะเห็นความผสมผสานกันได้ของศาสนากับศาสนา อันต้องเกิดขึ้นจากความผสานกันภายในจิตใจของปัจเจกบุคคลก่อน

ผมนับถือพระเจ้า ผมศรัทธาพระพุทธศาสนา และผมเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ความขัดแย้งไม่เกิดขึ้นในใจ และพวกคุณล่ะคับ เปลี่ยนแปลงภายในแล้วหรือยัง


thanit_khom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 214 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 180 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 6 ส.ค. 2551 (07:42)

สงสัย ทำไมกระทู้ของ คุณ "สมชายเข็มกลัด" ถึงถูกแจ้งลบล่ะครับ....สงสัย

ผมว่าเขาก็ถามด้วยความสุภาพ สมกับเป็นปัญญาชนผู้มีความสงสัย และกำลังแสวงหาคำตอบ

ผู้แจ้งลบโปรดให้เหตุผลด้วยนะครับ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ามาอ่าน
มิฉะนั้นแล้ว ผู้อ่านอย่างผม คงอดสงสัย ในจิตใจและความคิดของผู้แจ้งลบไม่ได้

หรือว่า คุณสมชายแจ้งลบกระทู้ตนเอง ทำไมนะ แปลกใจ


thanit_khom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 214 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 180 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 6 ส.ค. 2551 (08:35)

ถ้าเราจะให้ความเห็นข้อนี้ ต้องรู้จริงเกี่ยวกับทั้งสองอย่าง
1.ต้องรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
2.ต้องรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
ถ้าศึกษาให้เห็นถึงหลักการ วิธีการแล้ว จะพบว่า ทั้งสองมีจุดมุ่งหมาย เหมือนกัน คือต้องการจบปัญหาทั้งมวล
แต่ของพระพุทธศานานั้นจบแล้ว จบเลย ไม่มีปัญหาใหม่
ของวิทยาศาสตร์ จบแล้ว จะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้น เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
วิทยาศาสตร์จึงเหมือนว่ายวนเป็นกงล้อ เป็นวงเวียน ซึ่งหลักการนี้พระพุทเจ้าก็ดักไว้แล้วในหลักเวียนว่ายตายเกิดของทุกสรรพสิ่ง ไม่พ้นแม้แต่หลักการวิทยาศาสตร์
วิทยาศาตร์ที่แท้จริงนั้นมีจุดมุ่งหมายเหมือนพระพุทธศาสนา คือ เพื่อความไม่โง่ เพื่อปัญญา
ที่ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้เพราะคนเอาวิทยาศาสตร์มาสร้างเทคโนโลยี เพื่อความสบาย เพื่อการเงิน มิใช่เพื่อความรู้อย่างเดียว
จึงดูเหมือนพุทธกับวิทย์เดินคนละทาง
อีกประการ พุทธเน้นการศึกษาด้วยปัญญา วิทย์เน้นทางความรู้
ถ้าวิทย์ก้วนหน้าพอ จะพบว่า สิ่งที่วิทย์ค้นพบนั้น พระพุทธเจ้ารู้มาตั้งนานแล้ว


รอนแรม (IP:61.7.147.72)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 6 ส.ค. 2551 (20:08)

ขออนุญาตเเนะนำหน่อยนะครับ   
ระยะนี้พบว่ามีบางท่านที่เข้ามาโพสต์บ่อยๆเป็นประจำในห้องนี้
เลยอยากให้ท่านที่เข้ามาเป็นประจำสมัครเป็นสมาชิกเลยดีกว่านะครับ
เพื่อความสะดวกเเละความสบายใจของทุกคน  ขอบคุณครับ
(  ปล.  ไม่เกี่ยวกับข้างบนนะครับ  )  
(  เเก้เเล้ว  )


yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 299 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.