"เนื้อหาในส่วนนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปอ้างอิง"
"กรุณาลงข่าวประชาสัมพันธ์ของท่านใน vService "
วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนา ขัดแย้งกันหรือไม่?
โพสต์เมื่อ:
15:44 วันที่ 3 ต.ค. 2550 ชมแล้ว:
27,485 ตอบแล้ว:
88
ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่แวดล้อมไปด้วยผลงานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนคนรุ่นใหม่ๆจำนวนมากจะยึดถือเอาวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องต่างๆ
รวมไปถึงการนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาเปรียบเทียบกับศาสนา เช่น พุทธศาสนา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา
ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอสไตน์ ที่ชื่นชมและศรัทธาในพุทธศานา
อย่างไรก็ตาม หลายๆคนก็ยังมองไม่เห็นว่า พุทธศานานั้น เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ และเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร
กระทู้นี้จึงต้องการให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนานั้น มีความขัดแย้งกัน ที่จะปฏิเสธแนวคิดของกันและกันเช่นนั้นหรือไม่
จำนวน 86 ความเห็น, หน้า่ |
1 |
2 |
3 |
4 | -
5 -
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 6 ส.ค. 2551 (20:19) *อนุญาต
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 6 ส.ค. 2551 (20:37) โอ้....ตอบ-ถามกันมากมาย เอาตรงปัญหาการตั้งคำถามของคุณ สมชายเข็มขัด ผมคิดว่า บางทีคุณอาจจะซีเรียสเกินไป เหมือนใครบางคนที่ผมเคยเจอที่อื่น การไปยึดติดกับเรื่องของภาษาในหนังสือ จนนำมาสู่ภาวะอารมณ์กดดันขุ่นเคืองกัน มันไม่มีประโยชน์อันใดเลย อย่างเรื่องของไอส์ไตน์ กับ ศาสนาพุทธ ที่เขียนไว้ในหนังสือ จะไปเอาอะไรกับมัน มันเป็นอดีต ผ่านการเเปล ผ่านการคัดลอก มาตั้งเท่าไหร่ ที่สำคัญคำพูดผ่านตัวหนังสือเพียงสั้นๆ เท่านี้มันเอามาสรุปอะไรอย่างที่ต้องการไม่ได้หรอกครับ เเล้วที่สำคัญในใจของไอส์ไตน์เขาคิดอย่างไร ใครจะไปรู้ เขาอาจจะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา ก็ไม่มีใครรู้ เขาอาจจะศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้งก็ได้ เเต่ไม่ได้เเสดงออกทางการปฏิบัติ หรือ เขาอาจจะเข้าใจในทฤษฎี เเต่ไม่ได้เข้าถึงก็อาจเป็นได้ ก็เเค่เขาพูดถึงศาสนาพุทธ ต่างคนก็ตีความกันเอาเอง อ่านเเค่นี้จะรู้ได้อย่างไร มันจะจริงหรือไม่จริงก็เป็นได้ทั้งนั้น ที่สำคัญไอส์ไตน์ก็เสียชีวิตไปเเล้ว ถ้าคับข้องใจมากจะกลับไปถามเขาได้หรือว่าเขาศรัทธาลึกซึ้งศาสนาพุทธจริงไม่จริงมากน้อยเเค่ไหน ใครอยากเชื่อก็เชื่อได้ ใครไม่อยากเชื่อก็ได้ ใช้ปัญญาพิจารณาเอาเอง ความคิดคนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามข้อมูลที่ได้มา อย่าถามว่ามีใครในโลกนี้สักคนไหมที่ในชีวิตนี้ " ไม่เคยเข้าใจอะไรผิดสักเรื่อง "
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 14 ส.ค. 2551 (22:15) อ้ายก่อเจื่อ เหมือนกันล่อครับ ขี้คล้านอ่านเห้ย นักใบ้นักง่าว ปอละ คืนนี้ปอก่อนเน่อ หมู่เฮา บ๊า~~~~บา~~~~~
n_ntanun@hotmail.com (IP:222.123.133.102)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 16 ส.ค. 2551 (13:10) เห็นคุณ MathGuy ชอบใช้ภาษาปรัชญา จึงตามมาดูที่ห้องปรัชญา ชื่อกระทู้
วิทยาศาสตร์ กับ พุทธศาสนา ขัดแย้งกันหรือไม่?
ตอบง่าย ไม่ขัดครับ ตัวอย่าง เช่น action = reaction ยาทิสํ ลภเต พีชํ ตาติสํ ลภเต ผลํ กลฺยา ณ การี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ คนเรา ตายแล้ว เกิด(หรือไม่).... สสาร ไม่สูญหายไปไหน แต่เปลี่ยนรูปได้ คนตายแล้ว กลายเป็นแร่ธาตุอยู่ในดิน พืชดูดมาใช้ สัตว์กินพืช คนกินสัตว์และพืช บาป บุญ คุณ โทษ มีหรือไม่ มี อยากรู้ลองไปฆ่าคนสิ และลองไปทอดผ้าป่าบ่อยๆสิ ได้เป็นนายก อบต.แหงๆ ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ ไม่รู้ ยังไม่เคยตาย แต่ขอยึดหลักว่า ทำความดีในชาตินี้ไว้ก่อน ถ้าไม่มีโอกาสได้ทำความดี ก็อย่าทำความชั่ว ถ้าชาติหน้ามีจริงก็จะได้รับผล ถ้าช่ติอหน้าไม่มี ทำดีไว้ก็ไม่เสียหายอะไร บุญกุศล มีจริงหรือไม่ มี เมื่อทำไปแล้วก็จะได้รับผลในชาตินี้แหละ ไม่เชื่อลองไปทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาดูสิ เด็กๆลูกหลานคุณก็จะมีอุปกรณ์การเรียน เรียนเก่ง ประกอบอาชีพมีรายได้สูง แล้วกลับมาพัฒนาท้องถิ่นของคุณให้เจริญก้าวหน้า คุณก้จะได้รับผลนั้น เผลอๆ คุณอาจจะได้เป็น อบต.ด้วยนะ ทำไมบางครั้ง หรือลายครั้ง ทำดีแล้วไม่ได้ดี ขายยาบ้าตั้งหลายครั้ง ไม่ถูกจับ ต้องใช้หลักสถิติ หาค่าเฉลี่ย เช่น ที่เขาบอกว่า ความน่าจะเป็นในการเล่นการพนัน(แล้วได้)ทุกชนิดมีค่าไม่ถึง 1 แล้วทำไมบางคนจึงถูกล้อตเตอรี รวยเป็นหลายล้าน ล่ะ ก็แสดงว่าทฤษฎีความน่าจะเป็นมัผิดใช่หรือไม่ (ก็ไม่ผิดนี่) แต่ ทั้งนี้และทั้งนั้น ในการนับถือพุทธศาสนา ไม่ต้องอะไรมาก ขอเพียง สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ (เอตงฺ พุทธานสาสนํ) 3 ข้อนี้ก็พอกินแล้ว หรือคุณ MathGuy คิดว่าอย่างไร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 16 ส.ค. 2551 (23:09) ขอบคุณ คุณ np ที่แวะเข้ามาดู เข้ามาทักทายที่นี้ด้วย เขียนธรรมะอ่านง่ายๆ สนุกๆแบบนี้ ผมต้องขอเรียนเชิญให้แวะเข้ามาเป็นขาประจำ ................................................................................... จริงๆ ก่อนหน้านี้ จะเป็นห้องปรัชญาและศาสนา ... แต่ด้วยเป็นห่วงในเรื่องความ sensitive และการเคารพสิทธิในการมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ... ทางทีมงาน ก็เลยเปลี่ยเป็น ห้องปรัชญา ... แต่เราก็คุยกันที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มากกว่าที่จะเป็นปรัชญา
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 17 ส.ค. 2551 (08:47) ยาทิสํ ลภเต พีชํ ตาติสํ ลภเต ผลํ : หว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น กลฺยา ณ การี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ : ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว กระทำดี ผู้ที่กระทำจะเป็นผู้ได้รับผลดีนั้น กระทำชั่ว ผู้ที่กระทำจะเป็นผู้ได้รับผลชั่วนั้น แต่ Actiion = Reaction แรงทั้ง 2 นี้ขนาดเท่ากันก็จริง แต่มันกระทำบนวัตถุคนละชิ้นกัน และเกิดในเวลาเดียวกัน คิดว่าเงือนไขไม่เหมือนกันนะครับ ลองดูดีๆ นะครับ ถ้าพระอาทิตย์ออกแรงดึงโลก ก็เท่ากับที่โลกออกแรงดึงพระอาทิตย์ พร้อมกันในเวลาเดียวกัน กระทำต่างวัตถุ ทิศทางตรงกันข้าม มันจะกลายเป็นว่า ขณะที่เราบริจาคทานให้ขอทาน เท่ากับ ขอทานบริจาคทานให้เรา พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ต่างคนต่างกระทำ ทิศทางตรงกันข้าม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 17 ส.ค. 2551 (19:47) ใช่ครับ คุณ thanit _khom ผมก็ลืมนึกไป งั้น E = mc2 p1v1 = p2 v2 ได้ไหมครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 18 ส.ค. 2551 (01:22) การเปลี่ยนแปลงของสสาร 1. สสารสามารถเปลี่ยนสถานะ ของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ 2. ปฏิกิริยาเคมี เชิน เกิดสนิม, เผาไหม้, เกิดแก๊ซเป็นต้น 3. ปฏิกิริยานิวเคลียร์ เกิดการแปรธาตุได้ เช่น ไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็น ฮีเลียม 4. สสารอาจเปลี่ยนเป็นพลังงงาน เช่น ในปฏิกิริยานิวเคลียร์ มวลสารส่วนหนึ่งหายไป แล้วมวลสารที่หายไปนี้ เปลี่ยนไปเป็นพลังงาน (นิวเคลียร์) ในอัตราส่วน E=mc2 ในระดับที่สสารเปลี่ยนสถานะ หรือระดับปฏิกิริยาเคมี (ข้อที่1,2) สามารถทำให้สสารในระบบนิเวศหมุนเวียนเป็นวัฏจักร เช่น วัฏจักรน้ำ วัฏจักรคาร์บอน วัฎจักรไนโตรเจน เป็นต้น วัฎจักรเหล่านั้น ตัวธาตุ เช่น H N C O P เป็นต้นนั้น ตราบใดที่เป็นระบบปิด มันจะมีมวลรวมคงที่ตามกฎทรงมวล การเกิดดับ หรือตายแล้วเกิด ในพุทธศาสนาจึง เหมือนกับวัฏจักรของสารหน่อยนึงตรงที่ มันหมุนเวียนไปเรื่อยๆ นอกนั้นไม่ค่อยเหมือนเท่าไร ผมจึงไม่อยากให้พิจารณา ปฏิจจสมุปบาท เหมือน วัฎจักรของสารในวิทยาศาสตร์ แต่ปฏิจจสมุปบาท คล้ายอันนี้มากกว่า ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนเอยทำไมจึงตก ที่ฝนมันตก เพราะว่ากบมันร้อง กบเอยทำไมจึงร้อง กบเอยทำไมจึงร้อง ที่กบมันร้อง เพราะว่าท้องมันปวด ท้องเอยทำไมจึงปวด ท้องเอยทำไมจึงปวด ที่ท้องมันปวด เพราะว่าข้าวมันดิบ ข้าวเอยทำไมจึงดิบ ข้าวเอยทำไมจึงดิบ ที่ข้าวมันดิบ เพราะว่าไฟมันดับ ไฟเอยทำไมจึงดับ ไฟเอยทำไมจึงดับ ที่ไฟมันดับ เพราะว่าฟืนมันเปียก ฟืนเอยทำไมจึงเปียก ฟืนเอยทำไมจึงเปียก ที่ฟืนมันเปียก เพราะว่าฝนมันตก ฝนเอยทำไมจึงตก......... การอ้างอิงเหตุผลในบทฝนเอยนี้ แม้ไม่ค่อยสมเหตุสมผล แต่ก็สนุกดี ผมคิดว่าผู้แต่งน่าจะ ต้องการสอนปฏิจจสมุปบาท วัฎจักรเกิดตาย ถ้าอยากจะให้ฝนหยุดตก บ้างก็ว่า เอาฟืนไปเก็บในห้องซะซิ ฟืนจะได้แห้ง ไฟจะได้ไม่ดับ ข้าวจะได้สุก ท้องจะได้ไม่ปวด กบก็จะไม่ร้อง ฝนก็จะไม่ตก บ้างก็ว่า อย่าให้ไฟมันดับซิ ใช้เตาแก๊ซแทนไปเลย ไม่ต้องใช้ฝืนแล้ว หรือไม่ก็หุงด้วยหม้อไฟฟ้าไปเลย ข้าวจะได้สุกๆ บ้างก็ว่า ให้กบกินยาแก้ท้องเดินซิ ท้องจะได้ไม่ปวด บ้างก็ว่า ฆ่ากบไปเลย เลือกให้เหมาะก็แล้วกันนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 19 ส.ค. 2551 (09:56) ที่พยายาม บอกความแตกต่างของทั้งสองศาสตร์นี้ ไม่ได้เพื่อต้องการขัดแย้งหรือขวางโลกแต่อย่างไรนะครับ เพียงแค่เห็นว่า ศาสตร์ทั้งสอง มีจุดประสงค์คนละอย่างกัน จึงทำให้วิธีการมองโลกต่างกัน บนโลกใบเดียวกันนี้ แต่เสมือนมีหลายโลกซ้อนกันอยู่ ก็เพราะการมองแตกต่างกัน ถึงแม้จะมีข้อที่อธิบายได้เหมือนกันบ้าง แต่นั่นก็หาใช่เป้าหมายหลักของการมองแบบนั้นๆ ไม่ เราต้องเข้าไปศึกษา เข้าไปมองเอง แต่ถ้าคิดว่าถ้าหยิบศาสตร์ทั้งสองอย่างมาอธิบายรวมกันได้แล้ว มันจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้แล้วละก้อ ก็ขอให้ยืนบนจุดยืนของกันและกัน ยอมรับคุณค่าของกันและกัน ก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดังนั้นหากแม้สนใจศาสตร์ใดๆ ก็ขอให้ศึกษาศาสตร์นั้นอย่างจริงจัง และเข้าใจศาสตร์อย่างไม่บิดเบือน ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติศาสตร์นั้น และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตัวเราก็จะได้ชื่อว่า ผู้มีวาจาสัตย์ ไม่โกหกเพราะความไม่รู้ อันเป็นลักษณะที่น่าเคารพ น่ายกย่อง มิใช่หรือ? แต่ถ้าไม่แน่ใจ หรือเข้าใจผิด ซึ่งทุกคนบนโลกนี้ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่เว้นแต่เจ้าตัวที่กำลังพิมพ์อยู่นี่เอง การสนทนาอย่างสร้างสรรค์ การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จะเป็นการกระตุ้นตัวเราให้เป็นผู้ใฝ่รู้ และเป็นผู้รู้ บางความรู้เป็นประโยชน์บ้างไม่เป็นประโยชน์บ้าง แต่ถ้าชอบทางไหน สนใจทางไหน ก็ทำเถอะครับ คงไม่ถึงกับไร้คุณค่าหรอกน่า ถ้าเราถามว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ ทอง ฯลฯ ขัดแย้งกันหรือไม่ แน่นอน ย่อมมีจุดคล้ายให้มอง มีจุดต่างให้มอง มีจุดร่วมให้มอง ก็เป็นเรื่องที่สนุกดี แต่ที่แน่ๆ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ ทอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ต่างมีประโยชน์ และมีโทษ แตกต่างกันไป มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะใช้มันอย่างไร สรุปสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้น จิตใจของมนุษย์เราว่าจะเลือกรับ เลือกใช้ เลือกปฏิเสธ สิ่งเหล่านั้นอย่างไร
"พวกเราเด็กยุคใหม่วัยสรรค์สร้าง เป็นตัวอย่างสร้างคนสร้างคุณค่า
แม้นเชี่ยวชาญวิทยาการทุกสาขา แต่อย่าลืมคุณค่าของจิตใจ
วิทยาพัฒนาโลกมนุษย์ ดั่งไฟจุดส่องสว่างทางสุกใส
มีเหตุผลไม่หลงไม่งมงาย ให้เข้าใจสรรพสิ่งอิงข้อมูล
แต่สังคมจะดำรงคงอยู่ได้ ไม่สูญหายม้วยมลายตายดับสูญ
หากอยู่ที่ใจมนุษย์สุดเกื้อกูล และเทิดทูนคุณค่าราคาคน"
(จาก กายาจิตวาที) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 22 ส.ค. 2551 (01:12) วิทยาศาสตร์ไม่ใช่พุทธศาสนา พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 22 ส.ค. 2551 (09:19) คงเหมือน วิทยาศาตร์ ไม่ใช่ (เฉพาะ) วิศวกรรมศาสตร์ แต่ วิศวกรรมศาสตร์ เป็น วิทยาศาตร์ วิทยาศาตร์ ไม่ใช่ (เฉพาะ) รัฐศาสตร์ แต่รัฐศาตร์ เป็น วิทยาศาสตร์ ไพรเมท ไม่ใช่ (เฉพาะ) มนุษย์ แต่ มนุษย์ เป็น ไพรเมท นั่น คุณ sanit1234 กำลังตีกรอบพุทธศาสนาให้แคบลงๆ อยู่ภายใต้กรอบของวิทยาศาสตร์เท่านั้นเองนะครับ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ พุทธศาสนา และพุทธศาสนา ก็ไม่ใช่ วิทยาศาสตร์ แม้จะมีบางส่วนคล้ายกัน แต่ก็มีหลายส่วนไม่เหมือนกัน และการจำกัดให้พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์เป็นพุทธศาสนาแล้วละก็ พุทธศาสนาคงต้องกลายเป็น ส่วนหนึ่งในสาขา วิทยาศาสตร์สังคม หรือวิทยาศาสตร์จิตวิเคราะห์ จำพวกนั้น หรือถ้าจัดให้วิทยาศาสตร์เป็นพุทธศาสนา ก็คงกลายเป็นสาขาหนึ่งในพุทธศาสนา...จะเรียกว่าอะไรดี แต่ถ้านำมาศึกษาร่วมกัน ก็จะกลายเป็น วิทยพุทธศาสตร์ หรือ พุทธวิทยาศาสตร์ อะไรทำนองนั้น ลองเสนอให้บรรจุไว้ในมหาวิทยาลัยซิครับ ดีไม่ดี มีการวัดคลื่นสมอง ตรวจไอคิว วัดชีพจรพระสงฆ์ เหมือนที่อเมริกาก็ไม่รู้นะครับ ยาวไปถึง สมาธิต่อการรักษาโรค สมาธิเพื่อลดความอ้วน การใช้ญาณาทรรศนะเพื่อบริหารและวางแผนธุรกิจ ควรมิควรก็แล้วแต่จะโปรด นะครับ หรือไม่ก็ พิจารณารูป ว่าประกอบด้วยธาตุจำพวกไฮโดรคาร์บอน มี CHON เป็นองค์ประกอบหลัก มีน้ำ มีสารให้พลังงาน และมีแร่ธาตุทำงานร่วมกับเอนไซม์ ร่างกายเป็นอนัตตา แยกเป็นอวัยวะ ระบบ เนื้อเยื่อ เซลล์ เป็นต้น ควรมิควรก็แล้วแต่จะโปรด คนที่เห็นว่าไม่ควร ก็คงมีเยอะ คนที่เห็นว่าควร ก็พอมีบ้าง (หรือเปล่า) เพราะฉนั้น ลองตรองดูให้ดีนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 22 ส.ค. 2551 (10:23) วิทยาศาสตร์ เน้นที่สสาร ที่จับต้อง ตรวจวัดด้วยเครื่องมือได้ ส่วนศาสนาต่างๆ นั้น เน้นที่ "จิตใจ" เป็นสำคัญ เครื่องมือวัดที่สำคัญมากที่สุด(ที่เราอาจจะมองข้ามไป) คือ "จิตใจ" ของเรา ซึ่งวิทยาศาสตร์ยังเปิดกว้างเข้ามาศึกษาได้น้อยมากในปัจจุบัน หากเราปรับท่าทีของเราที่มีต่อ วิทยาศาสตร์ และ ศาสนา ผมเชื่อเช่นคุณ thanit ว่า ทั้งวิทยาศาสตร์ และศาสนา จะช่วยพัฒนาปัญญา พัฒนาการดำเนินชีวิต ให้เข้าถึงความจริง เข้าถึงความสุขชนิดที่แท้จริง และยั่งยืนได้ วิทยาศาสตร์จะไม่หลงทางและถูกใช้เป็นเครื่องมือของจิตใจที่เป็นอกุศล หากมีศาสนากำกับอยู่อย่างถูกต้อง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 11 ก.ย. 2551 (05:50) ถ้าคิดเป็นคิดถุกไม่ต้องเรียนหนังสือกับอาจารย์ แต่เราเป็นผู้เยาว์จึงต้องอาศัยครูอาจารย์ที่มีความรู้และความประพฤติดีมีคุณธรรมศีลธรรมของความเป็นครูเพราะเราไม่ใช่ศาสดา
Cann (IP:118.174.164.149)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 20 ก.ย. 2551 (10:01) แหม...................
ถ้าคุณ sanit1234 อธิบายสักนิด คงไม่มีคนเข้าใจผิดอย่างคุณ thani khom หรอกนะ
วิทยาศาสไม่ใช่ พุทธศาสนา
ถูกต้อง แล้วหล่ะ ครับ เพราะ ความจริง ในทางวิทยาศาสตร์ พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา
ตราบใดที่ theory ใหม่ ๆ ได้รับการ proove ว่าถูกต้อง ก็จะกลายเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ไป และความจริงดังกล่าว ก็จะเปลี่ยนไป เปลี่ยนมาตลอดเวลา
แต่ความจริงในพุทธศาสนา ไม่เคยเปลี่นแปลง แม้กาลเวลาจะผ่านมานานสักเท่าไหร่ พระไตรปิฎก ก็ไม่เคยถูกเขียนขึ้นมาใหม่ และไม่เคยเติมแต่งอะไรลงไปเพิ่มเติมเลย
แม้จะผ่านครูบาอาจารย์ มากสักกี่ร้อยกี่พันคน ผ่านพหูสูตรมาแล้วก็นับไม่ถ้วน ต่างก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้เลย เพราะมันเป็นความจริงที่ไม่มีอะไรต้องเปลี่ยนแปลง
พุทธศาสนา เป็นวิทยาศาสตร์
ก็ถูกต้องอีกนั่นแหละครับ
เพราะ ความจริงในพระพุทธศาสนา เปรียบเสมือน theory หนึ่ง ที่พร้อมจะให้ใคร ๆ ก็ตามที่อยากจะ proove ว่ามันเป็นความจริงหรือไม่ เข้ามาพิสูจน์ได้ ตลอดเวลา
ไม่ว่า ใครจะว่าอย่างไร ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
โฆษณาช่วยเชื่อ มีอยู่ เยอะแยะ ถมเถไป แม้ในบางสมัยโฆษณาอาจจะเกินจริง และผิดจากความเป็นจริง
แต่พุทธศาสนา ไม่เคยโฆษณาเกินความเป็นจริง เหมือนวิทยาศาสตร์ ที่ไม่เคยขายสิ่งที่ไม่จริงพิสูจน์ไม่ได้ เพราะถ้าพิสูจน์ ที่ไปที่มา ไม่ได้ ย่อมไม่ใช่ วิทยาศาสตร์
เอหิปัสสิโก จงน้อมเข้ามาพิจารณาเถิด
หุ หุ หุ
สาธุ สาธุ สาธุ
วิมม์
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 73 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 99 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 21 ก.ย. 2551 (08:25) มีเพียงประเด็นเดียวที่ทำให้คุณ วิมม์ ตัดสินใจว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่พุทธศาสนาก็คือ พุทธศาสนาเป็นอกาลิโก แต่วิทยาศาตร์เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจริงๆ ยังมีอีกหลายประเด็นมากที่ทำให้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่พุทธศาสนา และก็เช่นเดียวกันประเด็นเดียวที่ทำให้คุณ วิมม์ ติดสินใจว่า พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ ก็คือ พุทธศาสนาเป็น เอหิปัสสิโก เหมือนวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ มันไม่น้อยไปหน่อยเหรอครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 4 ต.ค. 2551 (22:43) ประเ้ด็นไหน บ้างละจ๊ะ
ว่ามาให้กระจ่างหน่อย จิ๊
วิมม์
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 73 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 99 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 31 ต.ค. 2551 (13:58) หลังจากคอมพิวเตอร์พังเพราะโดนฝน และตัวเวปวิชาการที่เข้าได้ช้ามากจนบางทีเปิดทิ้งไว้เป็นชั่วโมงยังไม่แสดงเวปเพจขึ้นมา (ไม่รู้ท่านอื่นประสบเหมือนกันหรือเปล่า แต่ผมประสบอย่างนี้น่ะครับ) จนทำให้ไม่ได้เข้ามาติดตามเสียนาน นะครับ "ประเ้ด็นไหน บ้างละจ๊ะ ว่ามาให้กระจ่างหน่อย จิ๊" ผมขอเสนอความคิดเห็นเรื่องแรกก่อนนะครับ วิทยาศาสตร์ไม่นำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรม ความดี ความเลว วิทยาศาสตร์ถือตัวเองเป็นกลาง ไม่สนใจดีชั่ว สุดแล้วแต่คนจะเอาไปประยุกต์ใช้ แต่ พุทธศาสนา เป็นศาสนา สอนเรื่องจริยธรรม ความดี ความเลว เช่น โอวาทปาฏิโมกข์ สอนให้ทำดี ละชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส นี่ไม่ใช่ข้อเด่นข้อด้อยของวิทยาศาสตร์ และพุทธศาสนา แต่คุณค่าของทั้งสองแตกต่างกัน เห็นผิดชอบประการใด โปรดแนะนำ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 31 ต.ค. 2551 (14:24) ผมนึกเรื่องไหนออกก็จะโพสต์ไว้เรื่อยๆ น่ะคับ แนะนำด้วยนะครับ เรื่องที่สอง ธาตุ ในพุทธศาสนา มี ดิน น้ำ ลม ไฟ ถ้าจะยึดว่า ดิน น้ำ และลม เป็นสถานะของธาตุ และไฟ เป็นพลังงาน แล้วละก้อ คำว่า ธาตุ ในพระพุทธศาสนา กับ คำว่าธาตุ ในวิทยาศาสตร์ ก็จะแตกต่างกัน เรื่องที่สาม สิ่งมีชีวิต ในพุทธศาสนา คือสิ่งที่มีจิต เจตสิก ประกอบอยู่ นั่นหมายความว่า พืชไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ซึ่งวิทยาศาสตร์กำหนดหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตไว้กว้างๆ คือ มีเมแทบอลิซึม (METABOLISM) , การสืบพันธุ์ (REPRODUCTION), การปรับตัว (ADAPTATION) ซึ่งอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก โดยเฉพาะพวกไวรัส ไวรอยด์ นั่นหมายความว่า พืชเป็นสิ่งมีชีวิต
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 31 ต.ค. 2551 (16:52) เพิ่มเติมคุณ thanit (หายหน้าไปนานพักใหญ่เลยนะครับ) เรื่อง ธาตุ ... พุทธศาสนา ให้เราเข้าถึง ธาตุที่สำคัญที่สุด คือ "ธาตุรู้" หรือ "จิต" นั่นเอง ส่วนเรื่อง ที่พิจารณาว่า พืชมีจิตหรือไม่ หากพิจารณาแบบไม่ละเอียด จะเห็นว่า พืชเหมือนจะไม่จิต ... แต่หลวงพ่อชาแนะว่า ไม่ว่าจะเป็นพืช หรือแม้แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต เมื่อเราคือคนผู้มีจิตเข้าไปเกี่ยวข้อง ... สิ่งเหล่านั้นก็จะมีจิตของเราเข้าไปครองทันที ... เงิน ทำไมจึงมีอำนาจต่อจิตใจเราได้ เพราะเงินมีส่วนของจิตใจของคนเราเข้าไปยึดถือครองไว้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 1 พ.ย. 2551 (20:11) เอ๋ มาดูดีๆ นะครับ ดิน - ของแข็ง น้ำ - ของเหลว ลม - ก๊าซ ไฟ - พลาสมา (มันยังไงๆ อยู่)