|
ตายแล้ว ต้องเกิดอีกหรือไม่?
โพสต์เมื่อ:
15:55 วันที่ 3 ต.ค. 2550 ชมแล้ว:
7,002
ตอบแล้ว:
26
ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เมื่อตายแล้ว สำหรับผู้ที่ไม่ได้ฝึกอบรมจิตจนถึงขั้นสูงสุด จิตที่ยังไม่บริสุทธิ์นั้นจะต้องกลับมาเกิดอีกครั้งในร่างใหม่ วนเวียนเช่นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
![]() จำนวน 26 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| ผมฟันธงเช่นกันว่า ตายเเล้วต้องเกิดอีก เพียงเเต่หลักคิด ของผมมาจากการมองชีวิต ตามความเป็นจริงๆ ง่ายๆ เช่น ดูจากเรื่องของการนอน การนอนหลับ เหมือนที่ได้ยินกันบ่อยๆว่า คนเราตายทุกวัน นั่นก็หมายถึงการนอนหลับ สิ่งที่ทำให้การนอนหลับมีลักษณะ ใกล้เคียงกับความตาย คือ ไม่มีการรับรู้ถึงการมีอยู่ของตนเอง เมื่อนอนหลับ (กรณีที่หลับลึกเเละไม่ฝัน) สมองที่ทำงานเหมือนคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ จะถูก shut down ยกเว้นระบบประสาทอัตโนมัติ จะทำงาน ในอัตราที่ต่ำลง เเละ เหลือเพียงระบบฮอร์โมน บางอย่างที่ทำงานขณะหลับ เเต่ระบบสมองเเละประสาทโดยส่วนใหญ่ จะถูกปิดลงชั่วคราว เพื่อพักผ่อน คนที่หลับ จึงอยู่ในลักษณะ " ไม่รู้สึก " " ไม่รับรู้อะไร" ประสาทสัมผัส ทุกอย่างถูกปิด ไม่รับรู้ตัวเอง ไม่มีการคิด ไม่รู้สึก ไม่มีอารมณ์ มีเเต่ความว่างเปล่า ซึ่งเป็นความจริง ที่ทุกคนยอมรับ เเละ จากการประเมินผมคิดว่า ลักษณะที่ "ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของตัวเอง" หรือ ไม่รับรู้ใดๆ เเม้กระทั่งตัวเอง น่าจะเป็นลักษณะที่ใกล้เคียงมาก กับคนที่อยู๋ในภาวะ ความตาย ที่ "ไม่รับรู้การมีอยู่ของตัวเองอีกต่อไป" ทีนี้ สิ่งที่ผมใช้เปรียบเทียบก็คือ ความรูสึกในการรับรู้เรื่องเวลา ระหว่าง ตอนที่หลับของคน ซึ่งผลปรากฏว่า คนเราเมื่อหลับ จะไม่มีการรับรู้เรื่องของเวลา กรณีเเบบนี้ มีทั้งตัวอย่างจากชีวิตจริง เเละ ในภาพยนตร์ เมื่อเรา ได้ไปถามคนที่ เคยโดนยิงเปรี้ยงเดียว ทำให้คนคนนั้น หลับนาน มาถึง 10 ปี จนวันหนึ่งเขาฟื้นขึ้นมา ด้วยความตกใจ เหมือนเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาเเค่เเว้ปเดียว เเต่พอจะลุกเดิน พบว่าขาของเขาอ่อนเเรง เกินกว่าจะเดินได้ เมื่อเดินไปดูที่กระจกก็พบว่าตัวเองนั้นเปลี่ยนไป ผมเริ่มขาว หน้าเริ่มเหี่ยว จนเเทบจำไม่ได้ เขาถามพยาบาลด้วยความงุนงง ผมหลับไปนานเท่าไหร่ พยาบาล ตอบ 10 ปี ชายหนุ่มสงสัยเพราะเหตุการณ์ที่เขาถูกยิง สำหรับเขาเหมือนผ่านมาเเค่เเว่ปเดียว คืนนั้น ชายหนุ่มจึงลองนอน เเละเมื่อเช้าเขาตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่า เเว่บเดียว ที่เขาหลับตอนนอนเมื่อคืน มัน เป็นเเว่บเดียวที่เท่ากันเหมือนกัน กับตอนที่เขาหลับไป 10 ปี ตรงนี้พอจะบอกได้ว่า ตอนที่คนเราไม่รับรู้การมีอยู่ของตัวเอง (ไม่มีตัวตน) เปรียบคือโลกเสมือนของ ความตาย ในการรับรู้ของผู้หลับ เวลา 10 ปี เเทบ ไม่ต่างอะไร กับ เวลา ที่เผลองีบไป 1 ชั่ว เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่า อย่างเช่น คุณ mathguy มีชีวิตเป็นอมตะ(อนันต์) เเล้วหลับลึกไม่ฝันในตู้นอน ไปสัก 1,000,000 ปี เเล้ว ตื่นขึ้นมา อีกที คุณ mathguy ก็จะรู้สึกว่า เวลามันผ่านไปเเค่เเป๊ปเดียว เท่ากับที่นอนงีบ 1 ชั่วโมง ทำไม ในโลกของการไม่มีตัวตนหรือความตาย เวลาจึง ไม่เท่ากับ เวลาตอนที่เรามีชีวิต ทำไม 10 ปี ในโลกของความตาย ไม่ต่างกับ 1 ชม ในโลกของความตาย ผมลอง เเบ่งช่วงเวลา ของทั้ง 2 ภาคให้ดูง่าย เป็นดังนี้ 1. ช่วงเวลาที่เรามีชีวิต เป็นช่วงที่เราวัดค่าเเละรับรู้เรื่องของเวลาโดยการอิงกับ อัตราการเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลงของสสาร ในโลก เช่น 1 วินาที 1 นาที 1 ชั่วโมง 2. ช่วงเวลาที่เราเข้าสู่ภาวะตาย หรือ เสมือนตาย (การหลับ ) ไม่มีตัวตน ไม่รับรู้ตัวตน ( มีต่อ ) ที่ผมจะพอสัมผัสได้บ้างตอนนี้คือ วันไหนที่ฝึกนั่งเจริญสติ ทำสมาธิ แล้วจิตใจเรียบสงบดี ดูเหมือนว่าเวลามันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าปกติ คิดว่า การที่ทำสมาธิ เเล้ว รูสึกว่าเวลาผ่านไปเร็วหมายความว่า เมื่อเราทำสมาธิจนจิตนิ่งดี เเล้วเราออกจากสมาธิ พบว่า ช่วงเวลา เมื่อเราดูนาฬิกา กลับ ผ่านไปเเล้ว 1 ชั่วโมง ทั้งๆที่ เราคิดว่าช่วงที่ใจเรากำลังนิ่ง มันผ่านไปไม่นาน คิดว่าไม่กี่นาที จริงๆตรงนี้ ผมมีความคิดเเต่ต้องเอาเก็บไปคิดก่อน (ต่อ) เมื่อเรายังมีชีวิต เรารับรู้เวลา จากอัตราการเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลงของสสาร ที่ถูกสมมุติขึ้นโดยมนุษย์ เพราะเมื่อเราตาย เวลาจะผ่านไปเร็วมาก เปรียบได้เลยว่า หลับ 1 คืน พอตื่นขึ้นมาก็สึกตัวว่าผ่านไป เเว่บเดียว หลับ 10 ปี พอตื่นขึ้นมาก็รูสึกตัวว่าผ่านไป เเว่บเดียว หลับ 100000 ปี พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกตัวว่าผ่านไป เเว่บเดียว จากตรงนี้เเสดงว่า ไม่ว่า เวลาในโลกของสสาร จะผ่านไปนานเท่าใด เเต่เวลาในช่วงที่เราตาย จะสั้นเเค่เเว่บเดียว ตรงนี้มีข้อที่ควรพิจารณา ก่อนจะอธิบายต่อ 1. ข้อพิสูจน์ว่า ชีวิตสามารถ เกิดขึ้นได้อีก ข้อพิสูจน์ คือ การที่ชีวิตเกิดขึ้นในโลกนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมาเเล้ว ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ในตัวเอง ว่ามันสามารถเกิดได้อีก เพราะถ้าชีวิตเกิดขึ้นไม่ได้อีก โลกนี้ก็ต้องไม่มีสิ่งมีชีวิตด้วย 2. ข้อพิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถเกิดขึ้นได้อีก ไม่ว่า ที่ไหน หรือ เมื่อใด เพราะมนุษย์ก็ได้เกิดขึ้นมาเเล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเเล้ว เป็นข้อพิสูจน์ในตัวเองว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้อีก 3. ข้อพิสูจน์ว่า เราสามารถเกิดขึ้นมาเป็นตัวเรา ความรู้สึกของเรา ได้อีก เพราะตัวเราก็ได้เกิดขึ้นมาเเล้ว เป็นข้อพิสูจน์ในตัวเอง ว่า โอกาสที่เราจะเกิดมา เป็นความร้สึกของตัวเรา ก็เป็นไปได้ เหมือนที่เรากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ มิเช่นนั้น จะไม่มีตัวเราอยู่ในโลก (มีต่อ) yoshisuku (IP:124.120.19.250) อ่านกระทู้นี้แล้วนึกถึงหนังสือ "ไอน์สไตน์ พบ พระพุทธเจ้า เห็น" เขาได้อธิบายไว้ได้แยบยลมากเกี่ยวกับเวลาของ โลก จักรวาล และจิตคนเราจะไม่เท่ากัน คล้ายกับกับกระทู้นี้มาก ก็เลยอยากจะแนะนำทุกท่านให้อ่าน คุณกันตเมธ ลองช่วยสรุปที่ได้อ่านจากหนังสือ ให้ฟังกันหน่อยได้มั้ยครับ อืม.... รบกวนคุณ กันตเมธ ลองสรุปให้ฟังด้วยครับ ว่ามันคล้ายยังไง คือ ผมไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนั้น เเละที่ผมเขียนออกมาพยายามทำให้มันเข้าใจได้ง่าย โดยใช้เงื่อนไขของ(ความเป็นจริงง่ายๆ ในชีวิตจริง ในการอธิบาย เช่น การหลับ) ซึ่งไม่เห็นว่าจะต้องไปอ้างอิงกับหนังสือ อะไร สิ่งที่ต้องใช้คือ จินตนาการ เเละ เหตุ-ผล + ข้อมูลในเว็ปนี้อีกหน่อย ก็เพียงพอเเล้วครับ (ต่อ) เมื่อเรามีข้อพิสูจน์ดังข้างต้นนี้เเล้ว ว่า เมื่อเราสามารถมีชีวิต เป็นมนุษย์ เเล้วยังรูสึกถึงความมีตัวตนของเราได้ สิ่งนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก เพราะว่า ทุกสิ่งล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลง การเคลื่อนไหว เปลี่ยนเเปลง คือ ความไม่เเน่นอน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ความไม่เเน่นอน ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ความบังเอิญ ที่เกิดจาก การเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลงของทุกสิ่ง หรือจะเรียกได้ว่า การเคลื่อนไหวเปลี่ยนเเปลงของทุกสิ่ง ทำให้เกิดความบังเอิญขึ้น เเต่การที่จะเรียกว่า สิ่งนั้น ว่าความ บังเอิญได้นั้น เเสดงว่า มันจะต้องเกิดขึ้นมาเรียบร้อยเเล้ว เเล้วเราเห็นผลของมัน เช่น ชีวิตเกิดจากความ "บังเอิญ" เเล้วขั้นตอนก่อนที่จะเกิดความบังเอิญขึ้น คือ อะไร ความน่าจะเป็น เเละ การสุ่ม สมมุติเเบบเเคบๆว่า เรามีลูกเต๋า อยู่ในมือ 3 ลูก ทอย 1 ครั้ง ให้ออก 1 ทั้ง 3 ลูก นาย ก ทอย ครั้งเดียว ก็ออก 1 ทั้ง 3 ลูก ขณะที่ นาย ข ทอยไป 20 ครั้งถึงจะออก 1 ทั้ง 3 ลูก ตรงนี้จะเห็นความเเตกต่างระหว่างเวลา ที่ทั้ง 2 คนใช้ไป ถ้าเทียบกับ การทอย 1 ครั้ง ต่อเวลา 1 นาที นาย ก ใช้เวลาเพียง 1 นาที ขณะที่นาย ข ใช้เวลา ไปถึง 20 นาที ในการโยนเต๋าให้เลขออกมา 1 หมด เเต่ถ้าเรา โยนเต๋า 100 ลูกพร้อมกัน ให้ออก เลข 1 เหมือนกันหมด บางคนก็บอกว่าเป็นไปได้ บางคนจะบอกว่า เป็นไปไม่ได้ เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้โอกาสที่จะทำให้เต๋า ออกเลข 1 เหมือนกัน ได้ทั้ง 100 ลูก คือ จำนวนครั้งที่ทอยเต๋า ที่เมื่อข้างต้น ได้สมมุติ ว่า การทอย 1 ครั้ง เทียบเป็น 1 นาที คำถาม คือ ว่าจะต้องทอยกี่ครั้ง ทอยครั้งเดียว ก็ออก 1 ได้ทั้ง 100 ลูก ในขณะที่ ทอยทั้ง ชีวิตก็ไม่ได้สักครั้ง การที่จะทอยลูกเต๋าให้ออก 1 ทั้ง 100 ลูก เป็นไปได้ยาก เเต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันมี เงื่อนไข ที่ซับซ้อน ที่จะทอยเเล้ว ได้เลข 1 ทั้งหมด เช่น เรื่องทางฟิสิกส์ เเรงโน้มถ่วง มุมตกกระทบ โมเมนตั้ม ที่เกิดขึ้นระหว่าง การ ทอย ที่ยากเกินกว่าที่เราจะควบคุม หรือ คาดเดาได้ ถ้าเราทอย เเล้วปรากฏว่า ออกมา 1 เหมือนกันหมด มันถือ เป็นเรื่อง "บังเอิญ" เพราะ ตั้งเเต่ การปล่อยลูกเต๋าจากมือ ทั้งมุม ทั้งทิศทาง ทั้งเเรง ที่เกิดจากลูกเต๋ากระทบพื้น เเล้วไปกระทบ ลูกอื่น จะต้อง มีความ "พอดี" หรือ "สมดุลย์" ความสมดุลย์ในที่นี้ หมายถึง ความสมดุลย์ของเงื่อนไขทุกอย่าง ที่นำมาส่ผลคือ เต๋าออกเลข 1 ทั้ง 100 ลูก เต๋า ที่ออกเลข 1 ทั้ง 100 ลูก จึงเป็นผลมาจาก (ความสมดุลย์ในการเกิดเลข 1 ทั้ง 100 ลูก) ที่ปรากฏออกมา ซึ่งเงื่อนไขนั้น น่าจะเป็นที่มีอยู่เเล้ว เเต่เพราะความซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันนำมาสู่ สิ่งที่เรียกว่า เงื่อนไขทั้งหมดนั้น (มีต่อ) อยากรู้ว่าตายแล้วไปไหนลองไปศึกษาจากเวปนี้ เป็นเวปธรรมะวิทยาศาสตร์ www.whatami123.com [[0]] รบกวนถามนะคะ เคยประสบอุบัติเหตูทางรถยนต์ทำไมตอนที่จะหมดสติ รู้สึกเหมือนล่องลอยสู่ที่สูง และฝันแปลก ๆ ไม่แน่ใจว่าเห็นจริง หรือเกิดจากจิตใต้สำนึกที่สะสมจินตนาการ (เรารับรู้ เรียนรู้จากสื่อ) ขอบคุณค่ะ ขอให้ความเห็นว่ามันเหมือนตอนที่เรากำลังจะสลบ หรือกำลังจะหลับ จิตใจมันก็ทำงานของมันไปตามจิตใต้สำนึกที่มันสั่งสมมา เรื่องจิตเป็นเรื่องลึกซึ้ง (ไม่ใช่ลึกลับ) ที่เราสามารถศึกษาให้เข้าใจได้ ถ้าเรารู้จักตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตทั้งหลายก็จะไม่มี อยากให้ลองอ่านหนังสือ "ฉันคืออะไร?" จากเวปนี้ดู เผื่อว่าคุณอาจจะรู้แจ้งชีวิตขึ้นมาได้ http://www.whatami123.com ในหนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" คนเขียนเขาจะพูดถึงผลงานของไอน์สไตน์ที่ค้นพบทฤฎีสัมพัทธภาพ อธิบาบเกี่ยวกับกาลเวลาของจักรวาล แต่ละที่จะไม่เท่ากัน เกิดจากกาลหักเหของแสง, การโค้งของงออวกาศ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าได้ค้นพบมาตั้ง กว่า2500 ปีแล้ว และไอน์สไตล์ก็เพิ่งจะค้นพบ และยอมรับในพระอัจฉริยภาพของพระพุทธเจ้าที่เห็นมาก่อน ว่าคิดได้อย่างไร ซึ่งสอดคล้องกันมาก แต่พระพุทธเจ้าจะเน้นเรื่องของจิต ขณะที่ไอน์สไตน์เน้นเรื่องของวัตถุและจักรวาล แต่มีหลักอธิบายเหมือนกัน คือการเปลี่ยนแปลงของเวลา โดยผู้เขียนก็ได้ยกหลักธรรมของพระพุทธเจ้าขึ้นมาอ้างอิงด้วยที่เห็นว่าสอดคล้องกัน เช่น หลักกรรม (การเวียนว่ายตายเกิด) ขันธ์ 5 ไตรลักษณ์ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นวิทยาศาสตรทั้งสิ้นที่ไอน์สไตน์เองให้การยอมรับในความคิดของพระพุทธเ่จ้า อ่านดูแล้วเห็นภาพได้ชัดเจน อธิบายได้สมเหตุสมผลมากๆ ใช้หลักธรรมของพุทธควบคู่กับการอธิบายวิทยาศาสตร์อย่างไม่มีที่ติ ผมก็อธิบายได้แค่นี้ เพราะไม่เก่งทางด้านนี้ ศึกษาอย่างเดียว อยากให้ทุกท่านได้อ่านมากครับ กิเลส คือ พลังขับดันให้ไปเกิด วนเวียนไปไม่รู้จบ เมื่อหมดกิเลส เมื่อนั้น พลังขับดันเป็น ศูนย์ ก็สิ้นสุดการเกิด * น้ำใส (IP:58.10.128.246) คนเราตายแล้วต้องเกิดอีกหรือไม่ ? ....แทบทุกคนเคยถามตัวเอง ! เคยสงสัย ! เคยอยากรู้กันแทบทุกคน ! จิต ใจ ที่ยังไม่นิ่ง ..ไม่รู้ว่า....มีอะไรที่น่าคิดกว่า...เรื่องที่กำลังคิดในขณะนั้น ๆ มีได้แต่ความรู้สึกว่าอยากรู้ ..ให้ได้...ไม่รู้แล้ว..ไม่ดี..ควรต้องดิ้น..ให้รู้..ให้ได้...........แต่จริง ๆ เคยถามตัวเองใหม๋ ? ว่า..จะรู้ไปทำไม.???????? หรือว่าเรากำลัง..ลังเลในการทำอะไรที่จะ นอกแนว .. ศิลธรรม มโนธรรมหรือเปล่า ..ต้องขวักถาม . จิต. ใจเราเองลึก ๆ คนอื่นตอบแทนเราไม่ได้....เราคือคนรู้เองเท่านั้น.....ทดลองกลับมาตั้งหลักดี ๆ ตามแต่โอกาศใคร โอกาสท่าน..ตามบารมีแต่ละท่าน หันมามองอะไร ที่ทำได้ ทำแล้วดีทุกคนดีเสียส่วนมาก นาน ๆก็ดี เอาปจุบันกรรม "การกระทำ ของเราเอง " ให้ดี ให้ได้ มีประโยชน์ จะดีกวาใหน๋ ดีกว่าไปรู้บางเรื่องทีถกเถียงกันมาเป็น พัน ๆ ปียังไม่จบสักที่ < อจินไต ไม่รู้จบ นะท่าน > อ่านแล้วขัดตาก็ต้องขออโหสิแก่กันด้วย..............want อยากรู้๘ (IP:125.27.105.235) ขอเสนอ แทรกเป็นมาง มุมมองอีกด้านหนึ่งนะ เผื่อไปเจอที่อื่นอีกในเวลาอื่น ที่นาน ๆ จะมีคนหลง มาเสนอแปลก ๆ ให้คิดปวดหัว แล่น ๆ ในอีกมุมหนึ่ง พวกนักคิด ....บอกว่าธรรมมะในพุทธศาสนา ที่มีการ รับรอง บางกลุ่ม บอกว่าพุทธโอวาส ตรัสเรื่อง ในตัวเราทั้งนั้น โดยเป้าหมาย จะวก กลับมา ที่ตัวเรา และที่ท่านกล่าวสอน ก็เป็น ปจุบันธรรม แล้วเรามัวไปหาอะไรที่ไกล ๆ เพื่อ อะไร ?? กลัวมาหา สื่อที่ดี ๆอ่าน มีตรที่ดี ๆ คุย ,ความรู้สึกนึกคิด ที่ดี ๆ คิ จะดีกว่าใหม๋ มันเป็นปัจจัยไป สู่ ทางสายกลาง หรือ ทางเดินขั้น บรรได ๘ ขั้น มรรคที่มีองค์ แปดนั้นเอง อย่าเดืนแบบลื่นถอยหลังอยู่เรื่อย ๆเลย กลุ่ม อายุน้อย ๆก็คิดไปเถิด อายุเหลือน้อยจะเสียเวลาไปเปล่า ๆ แต่ กาลเวลาไม่เคย กินเลือกหนุ่มสาว การหยุดหายใจก็ไม่เลือกอายุแก่หนุ่มกินหมดทุกเภช ทุกวัย ว่าง ๆค่อยขอโอกาสมาใหม่ นะ อ่านไว้เถิดวันนี้ งง วันหน้าจะ รู้๘ อยากรู้๘ (IP:125.27.105.235) ปัญหา มีไว้ให้คิด ให้เกิดปัญญา แต่ก็ควรจะรู้วิธีที่จะ คิดให้เป็น คำถาม ... อาจจะเกิดจากคนอื่น แต่หากเราสนใจ ก็จะเป็นปัญหาที่เราสนใจ ที่จะพิจารณา คำตอบ ... จึงไม่ใช่คำตอบของคนอื่น ... แต่เป็นคำตอบของเราเอง แต่หากจะเสนอคำตอบ ให้คนอื่นร่วมพิจารณา นั้นก็เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ... ถ้าทำเป็น เสนอเป็น คือทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้ เกิดสิ่งที่เป็นกุศล ... ไม่ใช่การเอาชนะ การแสดงว่าเรารู้มากกว่า ... หรือเพียงแต่แสดงอะไรๆออกไปโดยไม่ได้สนใจ ไม่ได้พิจารณา และไม่รู้สึกที่จะรับผิดชอบ บางครั้งคำถามก็ไม่สำคัญ คำตอบเองก็ไม่สำคัญ ... ที่สำคัญกว่า คือ ได้เกิดการฝึกคิด ฝึกพิจารณา เกิดเป็นอุบาย เพื่อให้เราเข้าถึงสิ่งที่เป็นกุศล เข้าถึงปัญญา ... กับตัวเราเองหรือไม่ ... ... และไม่ต้องห่วงกังวลในส่วนของคนอื่นมาก ... ดูแลจิตใจของเราให้ดี แสดงออกให้ดี นั่นก็จะเป็นการดูแลส่วนรวม ดูแลกันและกัน ด้วยความรักและเมตตา ผมเห็นด้วยนะครับที่บอกว่าสิ่งสำคัญคือ ได้ฝึกคิด ฝึกพิจารณา เพราะการเรียนปรัชญา ทำให้คนคิดเป็น เเละ คิดได้จริงๆ คิดอย่างมี เหตุ-ผล อืม...อย่างนั้นเรามาฝึกคิดกันดีกว่าครับ ใครมีมุมมอง ความคิดใหม่ๆ ก็ลองเสนอกันเข้ามา เเต่ที่บอกได้อย่างหนึ่ง คือ กว่าจะคิดจะพิมพ์ได้เเต่ละอันนั้น ใช้เวลา เป็นชั่วโมง ครับ เพราะมันต้องคิด ต้องมี เหตุ-ผล รองรับ ไม่ใช่ นึกอยากจะพิมพ์ก็พิมพ์ขึ้นมา รับรองครับ ว่าพยายามใช้ความคิด ความรู้ เท่าที่ได้มาในสมอง เต็มที่เเล้ว มาช่วยคิดกันดีกว่าครับ (ต่อ) เพราะฉะนั้น การกำเนิดเกิดขึ้น ของชีวิต การกำเนิดเกิดขึ้น ของมนุษย์ การกำเนิดเกิดขึ้น ของตัวเรา จึงตกอยู่ในภาวะของความน่าจะเป็น เเละ การสุ่ม ที่เปรียบเหมือนลูกเต๋าจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ต้อง บังเอิญ ออกเลข 1 ให้เหมือนกันทั้งหมด เเละยังต้องมีจำนวนครั้งที่ออก ต่อเนื่องกัน ถ้าออกผิดไปเเม้เเต่ลูกเดียว ครั้งเดียว วงจรที่นำไปสู่การเป็นตัวเราก็จะไม่เกิดขึ้น เเต่โชคดีที่เรามีสิ่งหนึ่งทีเป็นตัวเเปรที่สำคัญ คือ เวลา ดังข้างต้น เมื่อเราเปรียบเทียบว่าการทอยลูกเต๋า 1 ครั้ง คือ 1 นาที เเต่คราวนี้เราไม่รู้ว่ามีลูกเต๋ากี่ลูกเเต่คิดว่าน่าจะมากๆ เเละเลขในเต๋า ก็ไม่ได้มีเเค่เลข 1 ถึง เลข 6 เเต่มีจำนวนมากๆ เช่นกัน ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ เราต้องถอยให้ได้เลข 1 ทั้งหมด 1 ทั้งหมด ครั้งเเรก เพื่อให้ชีวิตเกิดขึ้น 1 ทั้งหมดครั้งที่สอง เพื่อให้มนุษย์เกิดขึ้น 1 ทั้งหมดครั้งที่สาม เพื่อให้เกิดเป็นความรู้สึกของตัวเรา ถ้าถามว่าโอกาสตรงไหน มากกว่าน้อยกว่า อันนี้ก็ไม่ทราบได้ เเต่โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะยากพอๆกัน เมื่อเราเเทน การทอย 1 ครั้ง/ 1 นาที ตรงนี้กลับไปโยงกับเรื่องความตาย อีกครั้ง เมื่อเราตาย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเเค่ไหน เมื่อเราตื่นหรือเกิดอีกครั้ง จะรู้สึกว่าผ่านไปเเว่บเดียวเท่ากัน นั่นน่าจะเป็นเพราะว่า เมื่อเราตายไป สำหรับตัวเรา เวลาจะผ่านไปเร็วมาก เร็วจนทำให้ 100 ล้านปี กับ 1 วัน เเว่บเดียวเท่ากัน เลยเดาว่า ความเร็วขนาดนี้ น่าจะเป็นความเร็วระดับเเสง หรืออาจจะมากกว่า เเละเมื่อบวกกับการทอยเต๋า 1 ครั้ง / 1 นาที ในเวลาที่วิ่งด้วยความเร็วเเสงหรือมากกว่า เเละ เวลาที่ไม่มีสิ้นสุด เมื่อเวลาที่วิ่งไม่มีวันสิ้นสุด ทำให้ การทอยเต๋า ไม่มีวันสิ้นสุดไปด้วย ความน่าจะเป็นเเละการสุ่ม ที่ทอยเต๋าได้ไม่จำกัดครั้ง ไม่จำกัดเวลา ในที่สุด สักจุดเวลาหนึ่ง เงื่อนไขย่อมต้องเกิดขึ้นได้ในที่สุด คือ ยังไงก็ต้องเกิดอีกจนได้ เเละเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิด เราจะไม่รู้สึกว่ามันนาน เพราะรู้ตัวอีกที เราก็เกิดมาเเล้ว ตัวอย่าง เรามี ลูกเต๋า 100 ลูก ทอย ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด สักวันหนึ่งมันก็มีโอกาส ออก 1 พร้อมกันทั้ง 100 ลูกได้ในที่สุด อาจจะเรียกได้ว่า ยังไงมันก็ต้องออกจนได้ เเค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น ปล. ทั้งหมดผมมั่วนะครับ อ่านเพื่อคลายเครียดยามว่างก็ได้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 3 พ.ค. 2551 (08:37) <P><FONT size=4>ปล. ทั้งหมดผมมั่วนะครับ อ่านเพื่อคลายเครียดยามว่างก็ได้ครับ </FONT></P> <P><FONT size=4>อุตส่าห์อ่านตั้งนานที่แท้มั่วนี่เอง</FONT></P> <P><FONT size=4>พวกรู้แล้วแสร้งทำตนว่าไม่รู้ คนที่ไม่รู้ก็จะเชื่อว่าไม่รู้ แต่ผู้ที่รู้ก็จะรู้ว่าท่านรู้จริงหรือลวง</FONT></P> bovy (IP:58.8.154.220) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 5 พ.ค. 2551 (23:20) เชื่อหรือไม่ว่า ตายแล้วต้องเกิดอีก... ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม การที่จะยกเหตุผล ไม่ว่าจะวิจิตรพิสดารเพียงใด เพื่อที่จะชี้แจงแถลงไข ให้อีกฝ่ายเห็นคล้อยตาม เป็นเรื่องที่ ไม่ง่ายเลย... แต่ถ้ามามองว่า ถ้าเชื่อแล้วมีผลอย่างไร หรือไม่เชื่อแล้วมีผลอย่างไร... ผลของการแสดงความคิดเห็น อาจจะแตกกันไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร ถ้าเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก จะมีผลอย่างไร...ในความเห็นของผม เห็นว่า ความเชื่อเรื่องนี้ผูกติดอยู่กับอีกความเชื่อหนึ่งคือ กฎแห่งกรรม ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ชาตินี้ทำดี ชาติหน้าก็ได้ดี ชาตินี้ไม่ดี เพราะชาติที่แล้วทำชั่วเอาไว้ ถ้าใครเชื่อเช่นนี้แล้ว ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้ทำดี เกรงกลัวต่อการทำชั่ว แม้ไม่ได้รับผลกรรมในชาตินี้ แต่ต้องไปรับชดใช้กรรมในชาติหน้า ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้นั้นเอง และส่วนรวมด้วย... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 6 พ.ค. 2551 (12:00) จริงๆ คำถามของกระทู้นี้ เป็นส่วนหนึ่งของ ความเชื่อ หรือศรัทธาเกี่ยวกับ กฏแห่งกรรม แต่คำถาม หรือแม้แต่คำตอบ หากมองกันเพียงผิวเผิน ก็จะกลายเป็นความเชื่อ ชนิดที่ไม่ได้ใส่ใจกันมากนัก ผู้ที่ใส่ใจกับคำถามนี้ รวมทั้งคำตอบด้วย ย่อมจะไม่สรุปลงเป็นความเชื่อง่ายๆ การใส่ใจความตายอย่างแท้จริง จะทำให้เราใส่ใจกับการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าอย่างแท้จริงและนั่นจะนำคนผู้สนใจผู้นั้นกลับมาศึกษาภายในใจของตัวเขาเอง ในขณะปัจจุบัน ที่มีชีวิตอยู่นี้ ความเชื่อในระดับจิตวิทยา หรือในระดับของคนทั่วๆไปที่ยังไม่ได้สนใจ ให้เวลากับสิ่งนั้นๆอย่างจริงจังและเพียงพอ ย่อมต่างจากความเชื่อ ที่เป็นศรัทธา ที่ประกอบด้วยสติ ปัญญา ที่ได้มาจากการเห็น การได้สัมผัส จากการปฏิบัติ จากการฝึกอบรมจิตใจ อบรมชีวิตในทางที่สว่าง สะอาด และสงบ การลงมือทำดี การอุทิศตนทำความดี การศึกษาความรู้ที่จะทำให้จิตใจเราดีงาม จึงเป็นหนทางที่จะทำให้เราได้สัมผัส รู้เห็น ด้วยตัวเราเอง เมื่อนั้นความเชื่อที่ได้แต่คิดเอาเองอย่างผิวเผิน ความสงสัยต่างๆ ก็อาจจะถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขอให้เจริญในธรรมครับ |