|
อันนี้ผมย่อมาจากหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของปรัชญากรีก ซึ่งพยายามจะย่อให้ดูอ่านง่าย ไม่น่าเบื่อ มากจนเกินไป เเละสามารถนำมาขบคิด สงสัย ตั้งคำถามเเละหาคำตอบเพิ่มเติมเองได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านนี้มาก่อน ท่านใดสนใจ ก็สามารถเเสดงความคิดเห็นได้ตามสบายครับ
อภิปรัชญา เป็นสาขาเก่าเเก่ที่สุดของปรัชญา อภิปรัชญา เป็นการศึกษา ในเรื่องของ "ความจริง" ในภาพรวมของทุกสิ่ง เเบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม 1. วัตถุนิยม เชื่อว่า ความจริงเเท้ คือ สสาร หรือ พลังงาน 2. จิตนิยม เชื่อว่า ความจริงเเท้ คือจิต ส่วน สสาร คือสิ่งที่เป็นผลที่เกิดจากจิตอีกที 3. ทวินิยม เชื่อว่า ทั้งจิต เเละ สสาร เป็นความจริงเเท้ทั้งคู่ เเละเป็นอิสระจากกัน (เเยกจากกัน) จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1- ผมคงต้องขอถามก่อนว่า "ความเชื่อ คือ อะไร?" และ "ความจริง คือ อะไร?" และ "คนเราอยู่ตรงไหน? อยู่ส่วนไหน เกี่ยวข้องกันอย่างไร" ถ้าตอบ 3 คำถามนี้ไม่ได้ ก็เหมือน ปิดตาตัวเอง แล้วเดินแหวกว่ายเข้าไปในฝูงชนจำนวนมาก เพื่อจะค้นหาอะไรสักอย่าง เป็นคำถามที่ยากมากครับ เเม้เเต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถอธิบาย เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เเล้วผม จะสามารถ รู้หรือคาดเดาได้หรือไม่ ว่า ความจริง คืออะไร ผมคงได้เเค่ พยายามล้อมกรอบเเละหาความสัมพันธ์ให้กับมันเท่าที่จะทำได้ 1. ความจริง เกี่ยวข้อง กับสติปัญญา 2. ความจริง เกี่ยวข้อง กับการคิด 3. ความจริง เกี่ยวข้องกับ ความสงสัย สติปัญญา นำมาสู่การคิด การคิดนำมาสู่ความสงสัยใคร่รู้ สติปัญญาเกี่ยวข้อง กับสิ่งมีชีวิต เพราะสิ่งไม่มีชีวิตไม่มีสติปัญญา เเละ สิ่งมีชีวิตที่จะมีสติปัญญาสูง คือ มนุษย์ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีชีวิต ก็จะไม่มีสติปัญญา เเละถึงจะมี ชีวิตเเล้ว เเต่ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาต่ำหรือไม่มีสติปัญญา ( เช่น พวก ไวรัส หรือ สัตว์ชั้นต่ำ) ก็ไม่อาจจะมีสติปัญญาที่สูงพอจะคิดได้ ระหว่าง 2 ข้อนี้ จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยประสาทสัมผัสต่างๆของมนุษย์ การคิด การคิด เป็นผล สืบเนื่องมาจาก การมีสติปัญญา ยิ่งมีสติปัญญามาก ความคิดจะยิ่งซับซ้อน ตรงนี้จะมีปัจจัยสำคัญประกอบอีก คือ ภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะถ้าไม่มีภาษา คำว่า "ความจริง" จะไม่มีทางเกิดได้เลย ภาษาเป็นผลมาจากการคิด จากการที่มนุษย์พยายามสร้างการติดต่อสื่อสารที่เป็นระบบระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ระหว่าง 2 ข้อ นี้จะถูกเชื่อมโยงด้วยสิ่งที่เรียกว่า เหตุ-ผล ความสงสัย ความสงสัยเป็นผลมาจากการคิดที่มีความละเอียดซับซ้อน ซึ่งความคิดที่ละเอียดซับซ้อนจะมากเเค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับของสติปัญญา เพราะฉะนั้น ปัจจัยสำคัญที่ที่เกี่ยวข้องกับ ความจริง ได้เเก่ สติปัญญาที่สูงพอที่จะคิดเเละสงสัยในตัวเองเเละสิ่งเเวดล้อม รวมถึงมีการใช้ภาษาในการคิดเเละการสื่อสารภายนอก (มีต่อถ้าคิดออก) ตรงนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อเเละความจริง ความจริง: สมมุติ มีคนอยู่ 3 คน เดินเข้าไปในถ้ำๆหนึ่ง ผลัดกันทีละคน เมื่อผลัดกันเข้าไปเเละออกมา เเละมาเล่าให้นาย ก ฟัง ปรากฏว่า ชายทั้ง 3 คนกลับเล่าในสิ่งที่เห็น ไม่เหมือนกันสักคน นาย ก (ไม่เชื่อ) ใครคนใดคนหนึ่ง เเละ(สงสัย)ว่า (ความจริง)ในถ้ำนั้นคืออะไรกันเเน่ เขาจึงเดินเข้าไปดูในถ้ำด้วยตัวเอง เเละได้พบว่า "ความจริง" ของเขา มีส่วนที่ผสมกัน ระหว่าง สิ่งที่ทั้ง 3 คนบอกมา ที่ 3 คนบอกอะไรไม่ตรงกัน เพราะ ในถ้ำนั้นมืดมาก เเต่ละคน จึงเห็นเเค่บางส่วนของสิ่งนั้น เเละ จินตนาการเชื่อมโยง โยใช้ประสบกรณ์ส่วนตัวของเเต่ละคน สร้างเป็นความเชื่อของคนนั้นขึ้นมา ด้วยมโนภาพของตัวเอง ความจริง ของนาย ก เกิดจากความสงสัย ในสิ่งที่ ทั้ง 3 คนบอกมา เพราะถ้าไม่สงสัย จะกลายเป็นว่า นาย ก อาจจะเชื่อใครคนใดคนหนึ่ง นาย ก สงสัยเพราะนาย ก มีสติปัญญา พิจารณา ถึง เหตุ-ผล ว่าเหตุใด ชายทั้ง 3 ถึงให้ข้อมูลเเตกต่างกัน เกิดการตั้งคำถาม เเละ คาดเดาคำตอบ ว่าอาจเป็นเพราะ อย่างนั้นอย่างนี้ ก่อนที่จะไม่ปักใจเชื่อ ใครคนใดคนหนึ่ง หรือทั้ง 3 คน เเละเข้าไปดู(ด้วยตัวเอง) ความจริงในกรณีนี้จึงเป็นความจริงในระดับประสาทสัมผัส ที่พอบอกได้ว่า เราไม่อาจเชื่อในความจริงที่เกิดจากประสาทสัมผัสของเรา เพราะเเม้เเต่ในโลกของสสาร ตัวประสาทสัมผัสเองก็ยังเเสดงให้เห็นว่ามันไม่สามารถที่จะทำให้เราเข้าถึงเเม้กระทั่ง ความจริงสมมุติ ของตัวมนุษย์เอง เเละสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้ ไม่สามารถหาเหตุ-ผล ทางประสาทสัมผัส ให้กับมันได้ สิ่งนั้นก็มักจะกลายเป็นหรือถูกชักจูงให้กลายเป็น "ความเชื่อ " ไป เช่น เรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าในสมัยโบราณ ขอต่อจากหัวข้อกระทู้นะครับ ตรงนี้จะลองวิเคราะห์ที่มาของการเเบ่งปรัชญา เเต่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า จริงๆเเล้ว การ วิเคราะห์ ไม่ใช่ เป็นการบอกว่า สิ่งที่เราเขียน จะ "ถูก" หรือ จะ "จริง" เเละไม่ได้เป็นการยืนยัน หรือ ชักชวน ให้ใครต้องมาเห็นตาม เเต่การฝึกวิเคราะห์ เป็นการ คาดเดา โดยใช้ เหตุ-ผล เชื่อมโยงความคิด สร้างเป็นหลัก ในการคิด ของตัวเองขึ้นมา คือ เป็นเเค่ความคิดส่วนบุคคลที่เกิดจากการคาดเดาอย่างมี เหตุ-ผล เท่านั้น การที่เราจะสามารถรู้ถึงความคิดของคนในสมัยก่อน ได้นั้น น่าจะมีปัจจัยที่สำคัญดังนี้ การเเบ่งปรัชญา ออกเป็น สสาร เเละ จิตนิยม น่าจะเป็นได้ว่า ปรัชญาไม่ได้ถูกเเบ่ง ในลักษณะเเบบนี้ตั้งเเต่เเรก เเต่น่าจะเเบ่งจากสมัยที่โบราณกว่านั้น คือ 1. ธรรมชาติที่มีความเเน่นอนสูง 2. ธรรมชาติที่มีความเเน่นอนต่ำ ธรรมชาติคงที่มาก คือ ความจริงตามธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในลักษณะค่อนข้างคงที่สูง เเละเป็นกลาง คาดเดาได้ง่าย เช่น ทุกคนเกิดมาต้องตาย คนเราต้องกินอาหาร เเละ น้ำ ดวงอาทิตย์ จะขึ้นเเละตก ในทิศทางตรงข้ามกัน น้ำขึ้น น้ำลง ฤดูต่างๆ ธรรมชาติที่คงที่น้อย คือ ความจริงทางธรรมชาติ เช่นกัน เเต่มีลักษณะความคงที่ต่ำ คาดเดาได้ยากกว่า เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เช่น ฝน พายุ ไฟ เเผ่นดินไหว ภูเขาไฟละเบิด ฟ้าผ่า เเละ อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นธรรมชาติที่มีผลต่อชีวิตมนุษย์สูง ในช่วงนี้มนุษย์จะให้ความสงสัยไปในข้อ 2 เสียเป็นส่วนมาก เพราะความ ไม่นอน ของมัน มีผลกับชีวิตของมนุษย์ ทั้งด้านบวก เเละ ด้านลบ เช่น ฝนตก บางครั้งตกเบา ตกบ่อย ทำให้พืชผลเจริญดี บางครั้งตกมากเกินไป เเละมีลมเเรง จนน้ำท่วม ผู้คนจมน้ำตาย บ้านเรือนเสียหาย ไฟทำให้อบอุ่น ใช้ในการทำอาหาร ให้เเสงสว่าง เเต่ในขณะเดียวกัน มันก็สามารถก่ออัคคีภัย ทำลาย สิ่งปลูกสร้าง เเละ ชีวิตคนได้มากมายเช่นกัน จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ เเล้ว มนุษย์จะสงสัย ในธรรมชาติที่ให้ทั้งคุณเเละโทษไว้ก่อน ลักษณะการให้คุณ ให้โทษ ก่อให้เกิดความสงสัย ในที่นี้ ยกตัวอย่างของน้ำ เเม่น้ำ ฝน น้ำเป็นสิ่งจำเป็นเเก่ทุกชนิด ขณะเดียวกัน มันก็ยังสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้เช่นกัน ถ้าตกมากเกินไป ฝนตกพอดี เป็นผลดีเเก่มนุษย์ ฝนตกน้อยหรือมากไป เป็นผลเสียเเก่มนุษย์ สิ่งที่มนุษย์คิดคือ ทำไมธรรมชาติ บางอย่าง ไม่ค่อยเปลี่ยน ในขณะ ที่ธรรมชาติบางอย่างเปลี่ยนเเปลงไปมา อย่างรุนเเรง เดี๋ยวก็มีคุณ เดี๋ยวก็มีโทษ มันน่าจะมีอะไรสักอย่าง ที่ควบคุม สิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เเล้วมันควรจะเป็นอะไร อะไรที่สามารถควบคุมธรรมชาติ อันยิ่งใหญ่ ที่มนุษย์ไม่อาจควบคุม ไม่อาจรู้ได้ ไม่อาจคาดเดา ได้ 1. ต้องยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ เพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ คาดเดาไม่ได้ 2. ต้องเป็นสิ่งที่(ยิ่งใหญ่กว่า ตัวปรากฏการณ์นั้น เพราะสิ่งที่ควบคุม ย่อมต้องยิ่งใหญ่ กว่า สิ่งที่ถูกควบคุม (มีอำนาจมากกว่า) 3. น่าจะมีลักษณะคล้ายๆคน ตรงนี้ละเอียดมาก เพราะ ลักษณะของปรากฏการณ์ธรรมชาติ มีลักษณะเหมือนคน บางที่เวลาดีก็ดี บางทีเวลาชั่วก็ชั่ว บางทีให้ประโยชน์ บางทีก็ให้โทษ ตรงนี้ เหมือนลักษณะพฤติกรรมของมนุษย์ คือ เรื่องของอารมณ์ (มีต่อ) ความเชื่อ คือ เข้าไปยึด ส่วนความจริง จะเกิดขึ้น เมื่อเราไม่เข้าไปยึด ไม่มีความชอบ ไม่ชอบ ไม่ตัดสิน หรือแม้แต่วิเคราะห์ด้วยความคิดเรา ให้รู้ตามที่เป็น ตามเหตุ ตามปัจจัย ที่ทำให้เกิดขึ้น คงอยู่ และดับไป ความเชื่อ คือ ยินดียอมรับ ฟัง หรือ กระทำ ตามคำสั่งสอน คำบอกกล่าวนั้น โดยไม่ลังเลสงสัย ........................................... ความจริง คือ ความไม่เท็จ ........................................... ความจริง เกิดขึ้นได้ เมื่อเข้าใจถึงสิ่งตรงข้าม คือ ความเท็จ .......................................... ในความเห็นทาง พุทธศาสตร์ ความเชื่อในความจริง ที่เป็นเท็จ คือ เกิดความหลงทางคำสอนพระพุทธเจ้า(เกิดโมหะ) ความเชื่อในความจริง ที่เป็นจริง คือ เข้าใจแล้วซึ่งการดับกิเลส ดังนั้น ความจริงที่เป็นจริง มีอยู่ หากไม่ไปยึดจับ การสัมผัส ไม่เกิด มนุษย์จะไม่ทราบ ความจริงที่เป็นจริง และเมื่อสุดท้ายแล้ว ก็ตรงกับความคิดเห็นของท่านMathGuy คือ เมื่อมนุษย์ยังคงชื่นชมต่อการยึดจับอยู่ตลอดไปกับ ความจริงที่เป็นจริง แล้วนั้น กิเลสแห่งความสุข ก็ไม่หมดสิ้นลง ความจริงที่เป็นจริง(หมดกิเลส) จะกลายเป็น ความจริงที่เป็นเท็จ(คือกิเลสไม่หมดเสียที เพราะมัน สุขจริงหนอ) การฝึกคิด ฝึกวิเคราะห์ เป็นสิ่งที่ดี ถ้าผลจากการวิเคราะห์ ทำให้เกิดสิ่งที่ดี ( ไม่ใช่เป็นเพียงการสลับเปลี่ยนจากการยอมตามกิเลสจากตัวหนึ่ง ไปยังอีกตัวหนึ่ง) เช่น ขณะนี้มีการกระทบทางอารมณ์ ความรู้สึก หรือความคิด ทำให้เกิดความขัดเคือง ความบีบคั้น เป็นความทุกข์ ... ถ้าหากเราสามารถ ใช้สติ ปัญญา พิจารณา ให้รู้ทัน เกิดความเข้าใจ และถอดถอน ความทุกข์อันนั้นได้ ... เช่นนี้ย่อมเป็นการคิดชอบ เป็นปัญญา ในเบื้องต้น ขอให้เป็นผู้ที่มีความชำนาญ คล่องแคล่วในการรู้ทัน สิ่งกระทบที่ทำให้เกิดการปรุงแต่งที่เป็นอกุศลกับจิต .............................................................................................................................. การศึกษาปรัชญาต่างๆ น่าจะมีมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่หากได้รู้จักกับปัญญาจากพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่า ... การศึกษาปรัชญาต่างๆนั้น เป็นเพียงการได้รู้จักกับร่องรอยของการคิดในยุคสมัยต่างๆ ของชนชาติต่างๆ ที่จำกัดด้วยความรู้ความเข้าใจในชีวิต จำกัดด้วยกรอบของ "อารยธธรรม" ในช่วงเวลานั้น ... สะท้อนให้เห็น โมหะ หรือ อวิชา หรือข้อจำกัดของแนวคิดทางวิชาการ ของผู้ที่ได้สมมติบทบาทว่าเป็นปราชญ์หรือผู้รู้ในยุคต่างๆ ถ้าสนใจจะเสียเวลาศึกษา จึงควรเพียงแต่รู้ รู้ว่าแนวคิดเหล่านี้มันบอกอะไรแก่เรา บอกข้อจำกัดอะไรของคนในยุคนั้น ... บางทีรู้แล้วก็น่าจะเพียงพอ ... แต่หากอยากจะคิดต่อ เพราะคิดว่าเราคิดได้ดีกว่า ... เราก็จะกลายเป็นเพียงผู้เข้าไปสวมบทบาทสมมติว่า เราเป็นผู้รู้ .... ซึ่งแท้จริงแล้ว เราไม่ได้เป็นผู้รู้เลย ... เพราะเรายังไม่รู้ข้อจำกัดของเราเอง ... ยังไม่เห็นกิเลสของเราเอง นั่นเอง ................................................................................................................................. หลังจากสอบเสร็จ ต่อนะครับ มันก็อาจจะจริง อย่างที่ทั้ง 2 ท่านว่ามา เเต่ จุดประสงค์หลักของปรัชญา ผมคิดว่าจริงๆ คือ เป็นการ คิด การเข้าใจมากกว่า คือ ฝึกที่จะคิด เเละเข้าใจด้วยตัวเอง ในเมื่อเเนวทางการศึกษา บางอย่างอาจไม่เหมือนกัน ก็ไม่น่าจะเป็นไร ยังไงก็เเล้วเเต่ การฝึกที่จะคิด หรือ หา เหตุ-ผล ในการสนับสนุน ความคิด มันก็ทำให้เรา รู้จักคิดเป็นมากกว่า ที่จะเชื่อทุกอย่าง โดยไม่ได้ ไตร่ตรองด้วย เหตุ-ผล ของเราเอง ทุกท่าน ลองมาฝึก การใช้ เหตุ-ผล เชื่อมโยง กันดีกว่านะครับ (ต่อ) ลักษณะธรรมชาติ เช่นนี้ ทำให้มนุษย์ในสมัยนั้น พยายาม นิยาม สิ่งที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ผลของข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสรุปได้คือ คือ 1. มีอำนาจ มากกว่ามนุษย์ เพราะ...................... ตามข้างต้น 2. ในฐานะเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ อำนาจของผู้ควบคุมย่อมเหนือกว่าสิ่งที่ถูกควบคุม 3. มีลักษณะบางอย่างที่คล้ายๆ กับมนุษย์ ข้อ 3 เหตุ-ผล ที่น่าจะนำมาสู่เทพเจ้าที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ ที่สำคัญ คือ เรื่องของอารมณ์ เเละ ความรู้สึกต่างๆ อันสืบเนื่องมาจาก การที่ธรรมชาติ เเละสิ่งที่เป็นธรรมชาติ มีลักษณะเปลี่ยนเเปลงไปมา มีทั้งคุณ เเละ โทษ ต่อมนุษย์ เเละอารมณ์ ที่น่าจะใช้เปรียบเทียบ กับเทพเจ้าได้ คือ อารมณ์โกรธ ซึ่งในครั้งเเรกจะเกิดจากการเปรียบเทียบจากตัวมนุษย์เอง เวลาเราโกรธใคร เรามักจะพูดเสียงดัง ตวาด เเละถึงขั้นลงไม้ลงมืออย่างรุนเเรง จนบางกรณีถึงกับฆ่ากันให้ตาย ทำลายข้าวของ เกิดความวุ่นวาย ลักษณะเช่น ลองสมมุติกับเหตุการณ์ของพายุรุนเเรงมีเสียงฟ้าผ่า เสียงฟ้าผ่าเปรียบเหมือนเสียงตวาด ลมเเละฝนที่กระหน่ำ อย่างรุนเเรง เปรียบเหมือน คนที่กำลังโกรธ เเล้วตวาดพร้อมฟาดฟัน คนที่ตนเองโกรธ เเล้วสุดท้ายก็สร้างความเสียหายเเก่ชีวิต เเละ ทรัพย์สิน เเน่นอน ว่าลักษณะของผล ที่ปรากฏออกมาเเบบนี้ ย่อมไม่ได้ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับคน คนที่มีอารมณ์ดีเป็นเเน่ ลักษณะอารมณ์เเรกเเละสำคัญที่เป็นเหตุให้คนนำไปเชื่อมโยงกับเทพเจ้าจึงน่าจะเป็นอารมณ์โกรธ (มีต่อ) |