คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
นับถือพุทธศาสนาแล้วได้อะไร?
โพสต์เมื่อ: 22:21 วันที่ 6 ต.ค. 2550         ชมแล้ว: 2,265 ตอบแล้ว: 17
ในปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจศึกษาหลักของพุทธศาสนาว่าหลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร คือชาวพุทธเกือบจะทั้งหมดจะรู้จักพุทธศาสนาเพียงว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าถ้าทำความชั่วเมื่อตายไปจะต้องตกนรก(ซึ่งเชื่อกันว่าอยู่ใต้ดิน) แต่ถ้าทำความดี เมื่อตายไปก็จะได้ขึ้นสวรรค์(ซึ่งเชื่อกันว่าอยู่บนฟ้า) และถ้ายังไม่หมดกิเลส "จิต"หรือ"วิญญาณ"ของคนเรานี้ก็จะยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมาปฏิบัติตามหลักการดับทุกข์(หลักอริยสัจ ๔ )ของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด จนหมดกิเลสก็จะได้ "บรรลุนิพพาน"
ซึ่งนิพพานนี้บางคนก็เชื่อกันว่าหมายถึงจิตหรือวิญญาณของเรานี้จะ"ดับสูญหรือหายไปเลย" ไม่ต้องมีจิตหรือวิญญาณมาให้เวียนว่ายตายเกิดให้เป็นทุกข์อีกต่อไป แต่บางคนก็มีความเห็นแตกต่างไป คือจะเห็นว่า"นิพพานเป็นสภาวะหรือเมืองที่ถ้าจิตหรือวิญญาณใดได้บรรลุถึงแล้ว จะมีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์เลยอยู่ชั่วนิรันดร" แต่ไม่ว่าจะเป็นนิพานชนิดใด ก็จะต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดและยาวนาน ซึ่งก็อาจจะต้องปฏิบัติกันเป็นร้อยชาติ พันชาติ หรืออาจะถึงแสนชาติก็ได้ จึงจะได้บรรลุถึงนิพพาน ซึ่งนี่เป็นความเชื่อของชาวพุทธเกือบจะทั้งหมด
คือพวกหนึ่งเชื่อว่านิพพานหมายถึงตายแล้วจิตหรือวิญญาณ(ความรู้สึกนึกคิดของเรา)จะสูญหายไปเลยเหมือนกับไฟที่เมื่อดับแล้วก็หายไป ส่วนอีกพวกหนึ่งเชื่อว่านิพพานหมายถึงตายไปแล้วจิตหรือวิญญาณจะยังคงอยู่ในสภาวะที่ไม่มีทุกข์จะมีแต่ความสุขอยู่ชั่วนิรันดร เหมือนกับคนที่อาศัยบ้านหลังหนึ่งอยู่ แต่พอบ้านหลังนั้นพังก็ออกไปอาศัยบ้านหลังใหม่ที่มีแต่ความสุขตลอดไปแทน
จากความเชื่อทั้งสองนี้ ถึงแม้จะดูว่าตรงข้ามกัน แต่ก็ตรงข้ามกันก็เฉพาะจุดหมายปลายทาง(คือนิพพาน) แต่ที่เชื่อตรงกันก็คือ เมื่อยังไม่บรรลุนิพพาน จิตหรือวิญญาณก็จะยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อยๆไป(คือเวียนกลับมาเกิดใหม่ได้อีก) ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากพระไตรปิฎกทั้งสิ้น แต่แม้ในพระไตรปิฎกเองนั้นก็มีคำสอนว่า “อย่าเชื่อแม้มีที่อ้างอิงจากตำราหรือพระไตรปิฎกก็ตาม” ซึ่งนี่คือจุดที่ขัดแย้งกันเองในพระไตรปิฎกที่ผู้มีปัญญาจะต้องนำมาศึกษากันอย่างจริงจังเพื่อหาข้อยุติ
ชาวพุทธเกือบจะทั้งหมดจะยึดถือพระไตรปิฎกว่าเป็นตำราที่บันทึกคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งในพระไตรปิฎกก็มีการกล่าวถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและนิพพานนี้อยู่มากมายทั่วไปหมด ดังนั้นถ้าใครสอนตรงตามที่พระไตรปิฎกว่าไว้ ชาวพุทธก็จะเชื่อถือ แต่ถ้าใครสอนผิดจากพระไตรปิฎก ชาวพุทธก็จะไม่เชื่อถือ(และอาจถูกกล่าวหาว่าทำลายพุทธศาสนาได้)
คำว่า"พุทธะ" หมายถึง ผู้รู้ คือ รู้แจ้งเห็นจริง หรือหมายถึง ผู้ที่มีปัญญารู้แจ้งโลก พุทธศาสนาก็หมายถึงศาสนาของผู้มีปัญญา พุทธศาสนิกชนก็หมายถึง คนที่นับถือผู้มีปัญญา ซึ่งคนที่นับถือผู้มีปัญญาก็ควรที่จะเป็นคนที่มีปัญญาด้วย
อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นคนมีปัญญา? ซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ผู้มีปัญญาจะต้องเป็นผู้ที่มีอะไรพิเศษกว่าคนธรรมดา ซึ่งอาจะจะหมายถึงเป็นผู้วิเศษด้วย เช่น รู้จักอดีต มองเห็นอนาคต ทำนายชีวิตของคนได้แม่นยำ มีตาวิเศษมองเห็นได้ทั่วไปหมด มีหูวิเศษได้ยินเสียงไปทั่ว สามารถเหาะเหิรเดินอากาศหรือหายตัวได้ หรือมีความรู้ตามตำราหรือตามพระไตรปิฎกแตกฉาน หรืออาจจะติดต่อกับเทวดาหรือภูตผีปีศาจได้ หรือมีคาถาอาคมสามารถปลุกเสกสิ่งของหรือบุคคลให้มีความศักดิ์สิทธิ์(เช่นทำให้หนังเหนียวหรือแคล้วคลาดปลอดภัย หรือมีเสน่ห์คนนิยมรักใคร่ หรือทำให้ร่ำรวย หรือมียศมีอำนาจ เป็นต้น) และผู้มีปัญญาจะต้องมีคนเคารพนับถือมากๆด้วย เป็นต้น
อะไรคือสิ่งที่จะมาชี้วัดว่าใครมีปัญญาหรือไม่มีปัญญาอย่างแท้จริง? ถ้าชาวพุทธจะยอมรับฟังความเห็นของคนอื่นบ้างก็จะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่จะชี้วัดว่าใครมีปัญญาหรือไม่ก็ต้องดูกันที่ว่า"ใครมีปัญหาหรือความทุกข์ความเดือดร้อนมากกว่ากัน" ถ้าใครยังมีปัญหาหรือมีความทุกข์ความเดือดร้อนมากก็แสดงว่ายังโง่อยู่มาก แต่ถ้าใครมีปัญหาหรือมีความทุกข์ความเดือดร้อนน้อย ก็แสดงว่ามีปัญญามากหรือมีความโง่น้อย และถ้าใครไม่มีปัญหาหรือไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนเลย ก็แสดงว่ามีปัญญามากหรือไม่มีความโง่เลย
ที่นี้ถ้าเอาจุดนี้มาวัดว่าชาวพุทธในปัจจุบันเป็นอย่างไร? ชาวพุทธก็คงรับไม่ได้ เพราะทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวมชาวพุทธก็ยังคงมีปัญหาและความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่มากอย่างที่กำลังเป็นอยู่จริงในปัจจุบัน ซึ่งชาวพุทธก็แก้ข้อกล่าวหานี้อย่างง่ายๆว่า"เป็นเพราะเวรกรรมจากชาติปางก่อนที่ได้ทำเอาไว้" หรือบางคนก็อาจเชื่อว่า"เป็นเพราะดวงชะตาราศี หรือโชคชะตากำหนดมา ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์" (ซึ่งเรื่องโหราศาสตร์นี้ในพระไตรปิฎกก็มีสอนว่าพระพุทธเจ้าสอนไม่ให้เชื่อเรื่องนี้)
ซึ่งถ้ามองในแง่ดีก็ทำให้สบายใจไปได้บ้าง แต่ถ้ามองในแง่ร้ายก็มองได้ว่านั่นเป็นความเชื่อที่งมงาย ที่ทำให้ชาวพุทธไม่พัฒนา เอาแต่นอนงอมืองอเท้ารอคอยโชควาสนา และยังเป็นการปัดความรับผิดชอบอีกด้วย คือไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่งมงาย จึงทำให้เกิดปัญหาและความทุกข์ความเดือดร้อนนี้ขึ้นมา แต่กลับไปโทษเวรกรรมจากชาติก่อน หรือไปโทษดวงชะตาราศีแทน ซึ่งนี่ก็เท่ากับเป็นการปกป้องความเชื่อในพุทธศาสนาว่าดีเยี่ยม แต่มาช่วยแก้ปัญหา หรือแก้ความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตปัจจุบันไม่ได้ ซึ่งนี่ก็แสดงอีกว่าพุทธศาสนาเป็นเพียงเครื่องช่วยปลอบใจ(หรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ)ชาวพุทธให้มีความหวังหรือสบายใจขึ้นมาหน่อยว่า"อดทนทำดีไว้แล้วจะไปรับเอาในชาติหน้า"เท่านั้นเอง
พุทธศาสนาที่แท้จริงน่าจะมีอะไรที่ดีไปกว่าการเป็นแค่เพียงเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น ซึ่งเพียงแค่นี้แม้ศาสนาไหนๆเขาก็มี แม้สัตว์เดรฉานก็ไม่เห็นจะต้องมีอะไรมายึดเหนี่ยวจิตใจ มันก็ไม่เห็นร้องไห้คร่ำครวญหรือเป็นทุกข์เหมือนคนที่ยึดมั่นในศาสนาแต่ก็ยังมีความทุกข์ความเดือดร้อนจนต้องขอร้องให้คนอื่นช่วยอยู่
ในสายตาของคนที่เขามีความเจริญทางด้านวัตถุและมีปัญหาหรือมีความทุกข์ความเดือดร้อนน้อยเขาก็จะมองชาวพุทธเราว่า"ไม่ใช้ปัญญาในการนับถือศาสนา" คือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีสิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งอยู่มากมาย แต่ชาวพุทธกลับไม่สนใจคัดเลือกเอาหลักคำสอนเหล่านั้นมาศึกษาและปฏิบัติ แต่กลับไปเลือกเอาคำสอนที่ปฏิบัติง่ายๆสบายๆ(เช่นการทำบุญ)มาปฏิบัติ แล้วก็เชื่อกันว่านี่เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาอย่างยิ่งแล้ว ทั้งๆที่คำสอนที่ดีกว่านี้ยังมีอีกมาก ที่ปฏิบัติแล้วชีวิตและสังคมจะมีความสุขสงบขึ้นอย่างมาก เช่น การละเว้นอบายมุข สิ่งเสพติด และสิ่งฟุ่มเฟือย รวมทั้งคำสอนให้อดทน ขยัน ประหยัด ให้อภัย รักและช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น
ส่วนการทำบุญนี้ก็เป็นการทำความดีเล็กๆน้อยอย่างหนึ่งที่เพียงทำให้สบายใจ หรืออิ่มเอมใจไปวันหนึ่งๆเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหรือความทุกข์ความเดือดร้อนของชีวิตและสังคมหมดสิ้นไปได้เลย ซ้ำร้ายกว่านั้นชาวพุทธกลับไปนับถือเรื่องราวที่ไม่ใช่คำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกมาปฏิบัติกันอย่างจริงจัง เช่นการเคารพบูชาวัตถุที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่มีอำนาจดลบันดาลให้ร่ำรวยหรือแคล้วคลาดปลอดภัย หรือมีคนรักใคร่นับหน้าถือตา รวมทั้งการเชื่อเรื่องโชคลาง หรือดวงชะตาราศีด้วย เป็นต้น ซึ่งก็ยิ่งทำให้ชาวพุทธในปัจจุบันถูกมองไปว่างมงายมากขึ้น
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ชาวพุทธควรจะกลับมามองตัวเอง แล้วยอมรับความจริง โดยการหันมาสนใจศึกษาหลักคำสอนของพุทธศาสนาที่ดีและมีประโยชน์กันมากขึ้น คำสอนใดที่เห็นว่าไม่ได้มีสอนอยู่ในพระไตรปิฎกก็ควรช่วยกันบอกกล่าวและละเลิกการเชื่อถือและปฏิบัติ แม้คำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกก็ควรช่วยกันตรวจสอบว่าเป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? โดยการยึดเหตุผลและความจริงว่า"การปฏิบัติเช่นไรที่ทำให้เกิดปัญญาและช่วยแก้ปัญหา หรือบรรเทาความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งของส่วนตัวและส่วนรวมลงได้ ก็ให้ยึดถือเอามาช่วยกันเผยแพร่และปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนคำสอนใดที่ขาดเหตุผลและปฏิบัติแล้วไม่เกิดปัญญา ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา หรือบรรเทาความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งของส่วนตัวและส่วนรวมได้ก็ไม่ควรสนใจนำมาเผยแพร่และปฏิบัติ" เพียงเท่านี้เราก็จะได้รับประโยชน์จากการนับถือพุทธศาสนากันแล้วอย่างแท้จริง
จึงขอฝากให้ผู้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นชาวพุทธ ได้หันมาช่วยกันศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนของพุทธศาสนากันมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาทั้งของส่วนตัวและของสังคมส่วนรวม รวมทั้งแม้แต่ของโลกด้วย คือเพื่อให้มีสันติสุขแก่บุคคลและมีสันติภาพแก่โลก ตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้ากันต่อไป.
จากเวปฉันคืออะไร?www.whatami123.com

kaw_47 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 115 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 17 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 7 ต.ค. 2550 (09:31)
ทีแรก นึกว่าเขียนเอง
............................
แต่เห็นด้วยกับ บทความนี้ มาก
...........................
บางท่อน บางตอน เคยคิดนึก เช่นนั้น คล้ายคลึงกับข้าพเจ้ามาก
..........................
แต่ขอได้ฟังความคิดเห็นของ เพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าคนหนึ่ง ซึ่งอ้างถึงหนังสือเล่มหนึ่ง เล่าว่า
มีบาทหลวงคนหนึ่ง มีความต้องการอย่างมากที่จะทำให้ ทั่วประเทศ เป็นคนดี นับถือศาสนาคริสต์ จึงคิดว่าจะสอนคนให้เกิดความรู้ด้านศาสนา ให้ได้ทั่วประเทศ
แต่แล้ว เวลาก็ผ่านไปอยู่หลายปี เขาก็ไม่บรรลุเป้าหมาย
จึงคิดว่าจะสอนคนให้เกิดความรู้ด้านศาสนา ให้ได้ทั่วจังหวัด
แต่แล้ว เวลาก็ผ่านไปอยู่หลายปี เขาก็ไม่บรรลุเป้าหมาย
จึงคิดว่าจะสอนคนให้เกิดความรู้ด้านศาสนา ให้ได้ทั่วอำเภอ
แต่แล้ว เวลาก็ผ่านไปอยู่หลายปี เขาก็ไม่บรรลุเป้าหมาย
จึงคิดว่าจะสอนคนให้เกิดความรู้ด้านศาสนา ให้ได้ทั่ว ตำบล หมู่บ้าน ตามลำดับ ตามช่วงเวลาที่ผ่านไป
แต่แล้ว เวลาก็ผ่านไปอยู่หลายปี เขาก็ไม่บรรลุเป้าหมาย
จึงเพิ่งรู้สึกตัวว่า ลืมสอนตนเอง ลืมทำให้ตนเองให้บรรลุ เสียก่อน บัดนี้อายุของเขามากแล้ว แต่ก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว ต้องตายลง ในที่สุด
..................................................
เรื่องทำนองนี้ สอนให้ข้าพเจ้า สำนึกว่า
โดยกำลังของข้าพเจ้า เพียงเท่านี้
จงดูแลตนเองเถิด หาความรู้ทางพุทธธรรม เอาเองเถิด
เมื่อตนเองสำเร็จแล้ว จึงค่อยคิดกาลอื่น ต่อไป
ระหว่างนี้คงได้แต่ ศึกษาหาความรู้ทางพุทธธรรม สนทนาเรื่องธรรมะ เพื่อสร้างความรู้ให้กับตนเอง ให้มากที่สุด

(เหมือนดังเช่น พระพุทธเจ้า เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก็ยังไม่รวบรวมผู้มีความหวังในการหลุดพ้นทุกข์ เพื่อตรัสแสดงธรรมต่อไป
ข้อสังเกตุ พระองค์ พยายามคัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติมาเรียนรู้ ก่อน ผู้อื่น โดยไม่ได้คาดหวังปริมาณผู้ศรัทธา)
.....................................................
ความไม่รู้จริง
แล้วสอนออกไป
ถือเป็นอันตรายต่อ พุทธศาสนา
ความหมายของนิพพาน จึงไม่ชัดแจ้ง
เส้นทาง ของ ผู้ต้องการบรรลุธรรม จึงไม่ชัดแจ้ง
....................................................
แต่เพราะกิเลสของผู้คน
มักถามนอกลู่นอกทาง เพื่อส่งเสริม กิเลส ของตนเอง การสอบถามจึงเพื่อต้องการให้พระสงฆ์รับรอง ตนทำถูกทำผิดหรือไม่ อย่างไร
ผู้สอบถามก็ไม่เข้าใจว่า คำตอบนั้น เป็นธรรมะระดับใด ฆราวาส หรือ พระสงฆ์
...................................................
(ยังมีต่อ)
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 325 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 ต.ค. 2550 (10:41)
มีประโยคหนึ่ง ในวัดแห่งหนึ่ง ที่ ข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง คือ
ผู้ที่ มีความเสื่อมในธรรม เพราะผู้นั้น ไม่หมั่นเข้าหาธรรม (เข้าหาวัด)
...............................................
โดยความเข้าใจของข้าพเจ้า คือ ไม่อ่านธรรม ไม่ปฎิบัติธรรม มาก ๆ จึงจะรู้คำตอบของ การดับกิเลส ได้อย่างมาก ๆ
............................................
การที่เราเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มาก ๆ ละเอียด ลึกซึ้ง มาก ๆ
ความรู้เรื่องนั้น จึงมีมาก
ผู้นั้นย่อมเข้าใจ และสามารถสอนให้ผู้อื่นได้รับตาม ได้
การเรียนรู้ จิตว่างจากกิเลส เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้มากๆ จาก พระธรรม และ พระสงฆ์ผู้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ
............................................
การมัวมาเสียเวลา ไปกับเรื่องอื่น คือ ความประมาท (คำกล่าวสำคัญสุดท้าย ของพระพุทธเจ้า ก่อนปรินิพพาน)
เมื่อเสียเวลาไปกับเรื่องอื่นมาก ที่ไม่ใช่เรื่อง ดับกิเลสให้หมดสิ้น เมื่อนั้นท่านก็จะมี โมหะ เหมือนอบ่างกระทู้ข้างต้น คือ ไม่รู้เรื่องวิธีการดับกิเลส หลงความเข้าใจจากปากต่อปาก จากหนังสือคำอธิบายจากศาสตร์อื่น หลงทางความคิดเห็น หลาย ๆ ทาง การไม่พิจารณาพระสงฆ์ว่าปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ น่าเลื่อมใส น่าศรัทธา น่าติดตามเรียนรู้ธรรม
...........................................
กิเลส หมายถึง โลภะ โทสะ โมหะ
กิเลส อาจหมายถึง โลกธรรม 8 คือ
ต้องการได้รับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข (แม้นสุข ยังเป็นกิเลสเลย ซึ่งต้องศึกษาว่าอย่างไร)
ไม่ต้องการ เสียลาภ เสียยศ เสียสรรเสริญ เสียสุข(คือ ทุกข์)

ข้าพเจ้าขอแนะนำให้อ่านเว็บธรรมะ เริ่มแรก เพียง 2 เว็บ ให้หมดทั้งเว็บ (ไม่รวมเว็บบอร์ด) ดังนี้ http://www.buddhadasa.com/
http://www.dhammajak.net/

เมื่ออ่านเว็บไปมาก ๆ แล้ว ยังไม่เข้าใจอีก ก็ Link ไปเว็บธรรมะอื่น
.............................................
การอ่านเพียงอย่างเดียว ได้เพียงความเข้าใจครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งต้องปฎิบัติตาม
ซึ่งทำขั้นฆราวาส ก็จะได้ ดับกิเลส ขั้นเริ่มแรก
ซึ่งทำขั้นพระสงฆ์ตามปกติ ก็จะได้ ดับกิเลส ขั้นกลาง
ซึ่งทำขั้นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดต่อศีล ต่อวิธีปฎิบัติธรรมขั้นสูง ก็จะได้ ดับกิเลส ขั้นสูง
...........................................
การปฎิบัติตาม ก็ดูเงินในกระเป๋าของตนเอง ว่า มีเพียงพอ ต่อ การทำสิ่งหนึ่งหรือไม่
เพราะบางคนไม่เข้าใจ ธรรมชาติของธรรมะ ไม่เข้าใจเรื่องของการดับกิเลส
จึงเสียเงินมากจนเกินตัว และไม่ได้อะไร การอยู่กับบริเวณรอบหมู่บ้านของท่าน ก็ดับกิเลสได้ ไม่ต้องไปที่ไหน ไกลมาก
เพราะท่านไม่เข้าใจว่า ดับกิเลสทำอย่างไร
การไปที่ไหน ไกล ๆ แล้วกลับมาบ้าน มันอาจจะได้ และ ไม่ได้อะไร
..........................................
ข้าพเจ้า ขอให้ ทุกท่าน ดับทุกข์กิเลสได้หมดทุกข์สิ้นเชิง ประสพแต่ความสุข ความเจริญ ในพุทธธรรม
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 325 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ต.ค. 2550 (15:43)
เท่าที่อ่านมาคร่าวๆ ก็คล้ายกับที่ผมคิดนะ จริงๆเรื่องเเบบนี้ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับเเต่ละคนมากกว่า เช่น ถ้าเราจะสอนพุทธศาสนา เชิงวิทยาศาสตร์ ที่สามารถอ้างอิง กับหลักความเป็นจริง ทางวิทยาศาสตร์ ที่เข้าใจได้ง่าย มีเหตุ-ผล เเค่ไหน เเต่ถ้าเราไปอธิบาย ชาวบ้าน ที่เขาศรัทธา ในเรื่องนรก สวรรค์ ชาติ ภพ ในความเข้าใจดั้งเดิม มันอาจจะได้ผลทั้งที่ดี เเละ ไม่ดี ได้ เเละการที่ชาวบ้าน หมั่นทำบุญทำความดี โดยความเชื่อดั้งเดิม มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร เเต่ความเป็นจริงปัญหาคือว่า (มีต่อ)
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 206 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 7 ต.ค. 2550 (17:52)
มาต่อครับ





ความเป็นจริง ในปัจจุบันนี้ วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ ทุกคนในโลกยอมรับ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือเเสวงหาความจริงอันยอดเยี่ยมของมวลหมู่มนุษย์ชาติ


ที่ทุกคนยอมรับก็เพราะ





1. สามารถรับรู้ได้ทางประสาทสัมผัส หมายถึงเห็นได้ด้วยตา ฟังได้ด้วยหู สัมผัสได้ด้วยมือ


2. ทดลองเเล้วได้ผลเหมือนเดิมทุกครั้ง มีเหตุ-ผล รองรับที่ชัดเจน จำพวกกฏทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ


3. เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษย์ในความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ เช่น ทำให้เราได้คิดค้นอะไรใหม่ๆ ที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดีขึ้น เช่น เทคโนโลยีในการรักษาโรค


เเละศาสนาพุทธเองก็มีทั้งลักษณะของ "ความเชื่อ" เเละ "วิทยาศาสตร์" อยู่ในตัว


เพราะฉะนั้นที่ว่าถ้าให้เราไปอธิบาย คำสอนทางศาสนาพุทธเเก่ผู้ที่ศรัทธา โดยใช้การเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์ โดยใช้ เหตุ-ผล


เเล้ว อาจจะเกิดการไม่เห็นด้วย เพราะสิ่งนี้จะเป็นการรบกวนศรัทธาดั้งเดิม ของผู้คน ถ้าเขาปฏิบัติตามความเชื่อ คือ ทำดี ไม่ทำชั่ว เป็นคนดี มีเมตตา อยู่ในศีลในธรรม เขาจะ เชื่อ เพราะ ความเชื่อ หรือ เหตุ-ผล ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย เเต่ปัจจุบันมันไม่เป็นอย่างนั้น ความคิดของคนเปลี่ยนไปเพราะกิเลส ความเชื่อ ลดความสำคัญลงเพราะ





1. นาย ก เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นเด็กเรียนสายวิทย์ เขาบอกว่า เขาไม่เชื่อในศาสนาพุทธ เเละบอกว่า นรก สวรรค์ ชาติ ภพ ภูติ ผี วิญญาณ ไสยศาสตร์ มีที่ไหน เกิดมา ก็ตายครั้งเดียว ทำชั่วเเค่ไหน ตายไปก็จบ





นาย ก บอกว่า เขาเชื่อเฉพาะสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เชื่อในสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ ออกมาด้วย เหตุ ด้วย ผล เขาจะไม่เชื่ออะไร ถ้าเขาไม่สามารถ พิสูจน์ได้ด้วยตาของตัวเอง





สิ่งที่นาย ก เข้าใจ เกี่ยวกับพุทธศาสนาคือ "ความเชื่อ" เชื่อว่าทำบุญมากๆ ชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นคนอีก ทำบาป จะตกนรก กระทะทองเเดง ปีนต้นงิ้วเพราะไปผิดผัวผิดเมียชาวบ้านก็ว่าไป ถ้าถามนาย ก ว่า "เชื่อ" เรื่องนรกหรือไม่ นาย ก บอกไม่เชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ นาย ก บอกว่า ปัจจุบันคนชั่วเยอะเเยะเเบบนี้ นรกคงล้นไปเเล้ว





ความผิดพลาดเหล่านี้เกิดจากอะไร





(มีต่อ)
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 206 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 ต.ค. 2550 (11:15)
ผมเห็นด้วยกับคุณ good & bad ว่า

ตัวเราเองต้องเร่งเพียรปฏิบัติ
ให้ศีล สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นในจิตใจของเราให้ได้ แม้ในขั้นต้น การไม่ได้ลงมือปฏิบัติ มัวแต่เที่ยวอ่าน เที่ยวคิดเอาเอง จะทำให้เสียเวลา

แต่ถ้าหาก ปฏิบัติไปด้วย ศึกษาจากผู้รู้(ที่ปฏิบัติมากกว่าเรา ได้ผลมากกว่าเรา) ย่อมจะเกิดผลดีได้เร็ว

ดังนั้นขอให้ทุกคนตระหนักอยู่เสมอว่า ... เราต้องลงมือทำเองเท่านั้น จึงจะเกิดผลดีขึ้นกับจิตของเราเองได้ ... ต้องจัดเตรียมเวลาในแต่ละวัน ฝึกเจริญสติ เจริสมาธิและปัญญา ทำให้มาก ให้เป็นนิสัย ให้เป็นความเคยชิน


ต้องมีเวลาให้กับตัวเอง ไปให้พ้นจากการคิดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1593 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 8 ต.ค. 2550 (13:10)
อ่านดูทีแรกนึกว่าผู้เขียนฟันธงว่าพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนั้นจริง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก ที่ไม่ควรที่จะเขียนเผยแพร่ความรู้มาแบบผิดๆ นั้น ผมอ่านไปด้วยความขุ่นเคืองไปว่าเขียนลงไปได้อย่างไร สร้างความเสื่อมเสียแก่พุทธศาสนามากทีุ่สุด แต่พออ่านไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด และความขุ่นเคืองพลอยหายไป กลับกลายเป็นเห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่าคนส่วนใหญ่มองศาสนาพุทธเป็นอย่างนั้นจริงๆ ซึีงผิดอย่างมาก
ในฐานะที่เราเป็นพุืืทธก็ขอให้ปฏิบัติแบบจริงๆจังๆ ไม่มองอย่างผิวเผินแล้่วมองว่าเป็นเรืิ่องไร้สาระงมงายไม่ทันสมัย ไม่ทัดเทียมอย่างประเทศตะวันตกซึงพัฒนาแล้ว ช่วยกันศึกษาอย่างจริงๆ ให้เห็นจริงแล้วจะรู้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ทันสมัยมีเหตุผลที่สุดในโลกและดีที่สุดในโลก ไม่เชยล้าสมัยอย่างที่คนโง่ๆ เขามองกัน...
kantamatt@hotmail.com (IP:58.8.153.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 8 ต.ค. 2550 (13:11)
ศาสนาพุทธสอนให้มีปัญญา เห็นตรงในสิ่งที่เป็นจริง ที่ นาย ก เชื่อเช่นนั้น เพราะขาดปัญญา ก็เลยเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นจริง นรกไม่ได้อยู่ใต้ดิน และสวรรค์ไม่ได้อยู่บนฟ้า อันนั้นเหมาะกับคนระดับปัญญาอนุบาล กะทะทองแดงก็ไม่มีจริง ถามว่าการผิดลูก-เมียเขา แล้วท่านหลับสบายไหม ไม่แน่นอน เพราะกลัวเจ้าของเขาจะมาทำร้ายเอา ใช่ไหม นั่นแหละนรกละ ถามว่าคุณน้าที่ลันดั่น นอนหลับสบายดีไหม ผิดศีลข้อ 2 และ ข้อ 4 นอกจากนอนไม่หลับแล้ว ลูก-เมียก็มิได้สุขสบายดั่งที่คาด นั่นแหละชาติหน้าของคุณน้าละ ก็ลุก ๆ หลาน ๆ ของเขาไง ทุกวันนี้เดินไปไหนแทบเอาปี๊บคลุมหน้า จริงอยู่ต่อหน้าคนอาจสรรเสริญแต่สาบแช่งลับหลัง บุญที่ทำก็ไม่สะอาด ความสบายใจนั่นแหละสวรรค์ละ พวกนอนกระสับกระส่ายนั่นแหละนรก อย่าไปค้นหาใต้ดินหรือบนฟ้าเลย ไม่เจอหรอก โลกวิญญานก็อยู่ข้าง ๆ ท่านนั่นแหละ ใจสงบเมื่อไหร่ก็จะสัมผัสได้ ปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์เขานิยามว่าคือ ทฤษฎีควอนตัม นั่นเอง ลองไปศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนแล้วค่อยมาวิจารณ์ศาสนาพุทธกัน เด็กอนุบาลเอ๋ย
TM เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 209 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 161 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 8 ต.ค. 2550 (13:31)
ท่านyoshisuku
ถ้าเราท่องจำ สูตรคูณ แม่ 2 ถึง แม่ 12 แม่ 13 แม่ 17 แม่ 19 แม่ 23 แม่ 29 แม่ 31 ฯลฯ ได้
เมื่อเรามาคุยกัน เรื่อง สูตรคูณ เหล่านี้ เราก็จะรู้เรื่องเหมือนกัน เข้าใจพอ ๆ กัน
ที่ต้องท่องแม่อื่น เพื่อใช้สำหรับ ครม หรน และอื่น ๆ
.........................................
สิ่งที่คุยกันรู้เรื่อง เช่นนี้ เพราะเรียนรู้สิ่งนั้นมาแล้ว จึงอธิบายได้ง่าย
...................................
เรื่องของพุทธศาสตร์ ก็เหมือนกับวิชาอื่น ถ้าไม่เรียนรู้ ก็คงได้แต่ แสดงความเห็น
.....................................

แต่นับตั้งแต่ การเลือกเส้นทางของชีวิตของตนเอง ถ้ามีให้เลือก 2 ทาง คือ
1.ดับทุกข์สิ้นเชิง ไม่วนเวียนเกิด-ตาย ต่อไป
2.อยู่กับชีวิตแบบนี้ดีกว่า ลุ้นเอา ว่า จะดีขึ้น หรือ เลวลง (คือ ต้องการวนเวียนเกิด-ตาย ต่อไป)

.......................................
ถ้าเลือก 1 จงรีบทำตาม พุทธศาสตร์
ผลอย่างเร็ว ก็ บรรลุธรรม ชาตินี้ อย่างช้า ก็อีกหลายชาติ (ซึ่งพระพุทธเจ้าได้รับรองต่อผู้มาเยี่ยมเยียนพระองค์ครั้งสุดท้ย ตอนใกล้ปรินิพพาน ว่า พระองค์รับรองต่อ พระสงฆ์(ไม่แน่ใจว่า รวมถึงฆราวาสถือศีล 5 บริสุทธิ์ด้วยหรือไม่) ที่บรรลุขั้นโสดาบัน แล้ว ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคนอีก (พระองค์ตรัสเพียงเท่านี้ ก็ทำให้ผู้ตั้งคำถามคนสุดท้าย เกิดศรัทธา ขอบวชเป็นพระสงฆ์ต่อพระพุทธเจ้าเป็นรูปสุดท้าย แล้วรีบไปปฎิธรรม เพื่อหวังบรรลุธรรมในชาตินั้น (ท่านคิดดู ผู้ที่เชื่อถือ และศรัทธา ต้องรีบไปทำทันที)
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระองค์กำลังจะกล่าวว่า ถ้าเกิดเป็นคนอีก อาจโชคดีได้ศึกษา พุทธธรรมอีก จนกว่าจะบรรลุธรรมขั้นอรหันต์ [แต่ถ้าเสียเวลาไปกับเรื่องอื่น ชีวิตคน ก็วนอยู่กับการเกิด-ตาย(เป็นคนเป็นสัตว์บ้าง) เหมือนเดิม]
.......................................
ถ้าเลือก 2 จงเลือก ศาสตร์อื่น ที่ไม่ทำผิดศีล 5
คือ อย่างน้อย เป็นคนดี ในระดับหนึ่ง
แต่ข้าพเจ้า ก็ไม่รับรองว่า จะต้าน กิเลส ได้กี่มากน้อย ความดีที่สะสม อาจลดน้อยลงไปจนติดลบ ต้องใช้เวร ใช้กรรม อีกมากมาย กว่าจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ ใช้ชีวิตที่ท่านคิดว่า น่าจะศิวิไลส์ ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองมากมายอะไร
.........................................
การเลือก เป็นสิทธิ์ของท่าน
..................................
การแสดงความคิดเห็น ก็เป็นสิทธิ์ของท่าน
แต่ก็พอทราบอยู่ ว่า ท่านไม่ได้อ่านธรรม หลายแง่ หลายมุม จึงได้กล่าวเช่นนั้น
ซึ่งไม่ต่างจากการท่องสูตรคูณ ผิด ผู้ที่รู้ ก็ทราบ และจะแจ้งให้ท่านทราบหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ เขาต้องการเอาประโยชน์จากเงินทองของท่านหรือไม่
......................................................
การเรียนรู้ศาสตร์อื่น ก็มีประโยชน์เช่นนี้แล เรียนแต่พุทธศาสตร์อย่างเดียว ก็ต้องยอมเสียสละอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่เรียกว่า โง่ แต่จะเรียกอะไร ข้าพเจ้าไม่ขอกล่าว
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 325 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 8 ต.ค. 2550 (13:53)
( ต่อนะครับ )

ความผิดพลาดเหล่านี้เกิดจาก การที่นาย ก ไม่ได้เข้าใจถึงเเก่นเเท้ของพุทธศาสนา
เพราะตอนเด็กๆ พ่อ เเม่ ของ นาย ก สอนนาย ก ว่า อย่าทำชั่วอย่างนั้นอย่างนี้นะ เพราะมันบาป คนทำบาปมากๆ ระวังจะตกนรก เมื่อนาย ก ถามเรื่อง นรก ว่าเป็นอย่างไร พ่อ เเม่ ของนาย ก ก็เล่าเกี่ยวกับนรก ว่า มีกี่ขุม ใครทำชั่วอะไร ต้องได้รับโทษ ได้รับผลกรรมอย่างไร เหมือนในหนังไทย นอกจากนั้น เมื่อนาย ก ได้ดูทีวี หรือฟังวิทยุ เกี่ยวกับธรรมมะ ก็มักเป็นการบรรยาย โดยใช้คำภาษาบาลี-สันสกฤต เป็นส่วนใหญ่ เเละการบรรยาย จะเป็นการหว่านเเห ไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เน้นให้เห็น ถึง เหตุ-ผล ที่ชัดเจนเเละรัดกุม ทำให้ต้องใช้เวลาในการบรรยายเเต่ละครั้งยาวนาน จนทำให้เบื่อหน่าย
ส่วนนาย ก เองเมื่อเติบโตขึ้น ท่ามกลางยุคสมัยที่อะไรๆก็สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ มันทำให้เรื่องเกี่ยวกับ "ความเชื่อ" ที่ถูกปลูกฝังตั้งเเต่เด็ก เสื่อมสลายไป เเละจุดนี้เลยกลายเป็นข้ออ้าง ของคนส่วนใหญ่ที่เริ่มเสื่อมคลาย จากความเชื่อเดิมๆ
นาย ก เอง ก็เป็นตัวอย่างของคนๆหนึ่งในหลายๆ คนที่เริ่มไม่เชื่อในพุทธศาสนา สาเหตุเพราะ นาย ก ไม่ได้รู้ถึงเเก่นเเท้ของพุทธศาสนา ว่า มีความเป็นเหตุ เป็นผล เเละสอดคล้องกับหลักของความจริง ทางวิทยาศาสตร์มากเพียงใด

ผมจึงคิดว่า ถ้าเราสามารถปรับการเรียนการสอน ศาสนาพุทธในเเนวใหม่ คือ ดึงหลักสำคัญทางพุทธศาสนา เเละศึกษาไปในเเนวทางเเบบวิทยาศาสตร์ ที่มีหลัก มีเหตุ-มีผลชัดเจน
เราเเค่ดึงมัน ดึงส่วนที่มี เหตุ-ผล ที่มีอยู่เเล้วออกจากความเชื่อ มันจะเเสดงให้เห็นถึงความเป็นวิทยาศาสตร์โดยตัวมันเอง (โดย เหตุ-ผล เมื่อเปรียบเทียบ กับความจริงทางวิทยาศาสตร์ )
เเละนำไปศึกษา เล่าเรียน ให้มีความสอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ที่วิทยาศาสตร์ครองเมือง

ช่วงนี้พักบ้างอ่านหนังสือเตรียมสอบครับ
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 206 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 ต.ค. 2550 (14:14)
คือ ผมเพิ่งจะอ่านเจอ รู้สึกว่า คุณ TM จะเข้าใจผิดเเล้วนะครับ เพราะสิ่งที่ผมอ้างขึ้นมา เป็นตัวอย่างสมมุติ เเต่ถึงจะสมมุติ ผมก็คิดว่า ในโลกนี้ จะไม่มีใครที่เข้าใจ เเบบนี้สักคนเลยหรือ อย่างในหนังไทย ทั้งหลาย ตั้งเเต่สมัย กาลก่อนเคยเห็นหนังผี บ้างมั้ยครับ ที่เขาจ้างหมอผี มาปราบ บางที ก็พึ่งพระ พึ่งน้ำมนต์ พึ่งไสยศาสตร์ หนังที่มีฉากของนรก เเละ สวรรค์ ทั้งจอเเก้ว เเละจอเงิน ภาพยนตร์ เราถือว่าเป็นตัวสะท้อนสภาพสังคม อย่างหนึ่ง เเละเท่าที่รู้ยังมีคนอีกมาก ที่เขายังเชื่อเช่นนี้ เเละผมก็ไม่ได้หมายถึง ทุกคน จะเชื่อในลักษณธเเบบนี้ อย่างเรื่อง จตุคาม เเละอะไรๆ อีกสารพัด ไม่รู้ว่า คุณ TM มีปัญหาอะไรหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นความเห็นที่ผมก็ต้องคิด เเล้ว เเต่ที่คุณ TM เขียนดูเหมือนจะเป็นการใช้อารมณ์ส่วนตัวมากกว่า เพราะมีอีกหลายความเห็น ที่เเตกต่าง ทำไมถึงเจอะจง ผมนักล่ะครับ ยังไงการที่เราพยายามตีเเผ่ความจริง ผมว่ามันน่าจะดีกว่านะครับ อย่างคนที่เชี่ยวชาญ ด้านนี้ เช่น คุณ matchguy เเละ คุณ bad and good น่าจะเข้าใจมากกว่า ว่า "ความจริงในสังคมตอนนี้มันเป็นยังไง" คนที่เข้าใจจริงๆ สนใจจริงๆ ปฏิบัติจริงๆ มีน้อยเเค่ไหน เพราะถ้าทุกอย่างมันดีเพอร์เฟ็ค เเบบนั้น ทำไมสังคมปัจจุบันถึงเละอย่างนี้ล่ะครับ สิ่งที่จริง ถ้าเราเเสร้งไม่รู้ ก็เหมือนโกหกตัวเอง
มันบ่งบอกเเละเเสดงให้เห็นถึงอะไร เเทนที่จะโกหกตัวเอง ผมว่าเราพยายามหาทางเเก้ไข มันจะไม่ดีกว่าเหรอครับ เเต่ก่อนที่จะเก้ไขได้ มันก็ต้องยอมรับก่อนว่า "สังคมเรามีปัญหา" เพราะถ้าความจริงยังรับไม่ได้ ก็อย่าหวังจะเเก้อะไรได้เลยครับ ไม่ใช่เเค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เเต่เป็นทุกเรื่อง
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 206 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 8 ต.ค. 2550 (14:52)
มีของคุณ bad and good พอดีใช้เวลาพิมพ์นาน พอกดปุ๊ป มันก็อัพเดท ขึ้นมาหลายอัน อันนี้ถือว่าต่อจากอันล่าสุดของผมละกัน

อันนี้ผมก็คงต้องยอมรับนะครับ ว่าผมอาจจะไม่ถนัด ด้านศาสนา โดยตรง เเต่การวิเคราะห์ของผม มักจะเน้นไปในภาพรวม ถ้าถามผมว่า ผมลำเอียงหรือ ที่บอกว่า คนส่วนใหญ่
เข้าใจศาสนาพุทธในเเง่ที่ผมยกตัวอย่าง ผมยกตัวอย่างเพราะ "ส่วนใหญ่" มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นความจริง เเต่ผมก็ไม่ได้บอกว่า ว่าทุกคนจะคิดเเบบนั้น เเต่ไม่เข้าใจว่า
การพูดเรื่องจริงที่เกิดขึ้น มันจะส่งผล ( feedback) กลับมาขนาดนี้ ทั้งๆที่ปัจจุบันก็เห็นๆกันอยู่ว่าอะไรมันกำลังเกิดขึ้น ผมคุยในเเบบสนทนาไม่เก่ง เเต่คิดว่า ผู้ที่ปฏิบัติตนตามเเนวทางศาสนา ย่อมมุ่งสู่การลดการยึดมั่นถือมั่น ตนเองปฏิบัติ ก็เพื่อตัวเองมีจิตใจที่สงบ ถึงจะมีอะไรกระทบ ผู้ที่มีจิตใจใฝ่ทางธรรมย่อมรูจักสงบใจ ว่าสิ่งที่เข้ามากระทบ ทำให้ใจร้อนลุ่ม เพราะเราไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันมีอยู่จริง เมื่อเราปักใจว่ามันมีอยู่จริง การกระทบของมันย่อมมีอยู่จริงเป็นผลต่อเนื่องตามมาด้วย ดูได้จาก คุณ TM เป็นตัวอย่าง ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำเเละเป็นได้ อย่างที่เขาว่ามาเเน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเขาทำด้จริงเเบบที่ว่ามา ความเห็นของเขาก็ต้องไม่ปรากฏ สิ่งที่เขาทำจึงเป็นชนักปักหลังยืนยันตัวเขาเอง ส่วนตัวผมถนัดเเนวปรัชญา ผมจึงถือตนเป็นคนธรรมดา มีเเย่บ้าง ดีบ้างปะปนกันไป เเละเเนวทางของผมก็เป็นการวิเคราะห์ โดย "ดูความจริงของภาพรวม" ที่เห็นได้ชัด ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย คือ ทุกคนพอจะเห็นว่ามันจริง เพราะฉะนั้นภาพรวมส่วนใหญ่มันเป็นยังไง ผลที่ได้มันก็เป็นอย่างนั้น ถ้า มีรูปวงกลม อยู่รูปนึง สีดำ เเล้วเหลือสีขาวอยู่หน่อยเดียว ถามผมว่า คิดยังไง ผมก็บอกสีดำมันมากกว่า หรือ วงกลมรูปนี้มันสีดำ ถามคนอื่น เขาก็ควรจะบอกว่าสีดำ เเต่ถ้ามีใคนคนใดคนหนึ่ง ยึดมั่นถือมั่นในสีขาวยิ่งนัก เขาอาจจะบอกว่า วงกลมนี้สีขาว เเล้วกลับบอกกับคนอื่นว่า ทำไมคุณคิด ว่าเป็นสีดำ พวกคุณไม่รู้อะไรเลย เห็นมั้ย ตรงนี้ นี่ นี่ เห็นมั้ย มีสีขาว อยู่มันเป็นสีขาว ที่สะอาด บริสุทธิ์ อยู่ตรงนี้ พยายามชี้อยู่เเต่ตรงนั้น เเล้วก็สรุปว่าวงกลมนี้สีขาว เเล้วกล่าวว่าผู้อื่นว่า เห็นผิด " วงกลมมันขาวทั้งวง " ไม่ได้ดูภาพรวมความเป็นจริงเลย คือ ถ้าบอกว่า วงกลมนี้มีสีดำซะเยอะ มีสีขาวน้อย อันนี้ก็ยังถือ ว่า ok เเต่มาบอกว่า ขาวโพลนทั้งวงกลม อันนี้เรียกว่า หลอกตัวเองครับ

จริงๆผมคงเน้น ในทางการวิเคราะห์ มากกว่า เพราะถ้าหนักทางนี้ มันจะออกอารมณ์ปนมาด้วยมาก ถ้าผมเป็นศาสนิกชนที่ดี เเละเข้าใจ ลึกซึ้ง ในทางธรรม ผมจะไม่ตั้งกระทู้ในเชิงเสียดสีผู้อื่นเป็นเเน่ สวัสดีครับ
yoshisuku เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 206 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 8 ต.ค. 2550 (17:31)
ท่านYoshisuku
โบราณท่านจึงเปรียบว่า กิเลส เหมือน ไฟ
เมื่อทั้งสองฝ่าย ยิ่งโหมไฟ ยิ่งโต้แย้งกัน เพื่อเกียรติของตนเอง(หรือ ให้ผู้อื่นยอมรับ สรรเสริญ ซึ่งเป็นกิเลสตัวหนึ่ง) ก็ไม่พ้นต้องพบเรื่องแบบนี้ ไม่ว่าผู้ใด ผิด หรือ ถูก

.....................................................
ถ้าท่านยึดหลักสันติ ท่านคงต้องเริ่มงดสนทนา งด ออก ความเห็น (ยอมแพ้ เพื่อสงบสันติ) ข้าพเจ้าถือว่า มันหยุดลงได้ระดับหนึ่ง
....................................................
ประโยชน์ในเรื่องแบบนี้ ท่านจะได้รับเรียนรู้จากกิเลส ประเภทนี้อยู่มากจากการร่วมตอบปัญหา ตอบคำถาม ให้ความคิดเห็น ถูกบ้าง ผิดบ้าง กิเลส สอง ตัวนี้ ที่เรียกว่า สรรเสริญ และ ประณาม
ซึ่งด้าน สรรเสริญ มีตั้งแต่ขั้นแจกรางวัล และ เล็กน้อย (แค่เพียงขอบคุณ)
ซึ่งด้าน ประณาม มีตั้งแต่ขั้น โกรธเคือง ไม่พูดด้วย จนถึง ฆ่ากันตาย
....................................................
ถ้าท่านรู้จักมันดี และรู้ว่า ต้องทำอย่างไร ไม่ให้ ติดอยู่กับกิเลสแบบ มีอยู่ในจิต จิตท่านก็จะเย็น สบายลง แบบหนึ่ง

ซึ่งต้องใช้เวลามากในการหาวิธี ทำอย่างไร ให้ ใจเย็นมาก ๆ ในทุกเรื่อง
.....................................
การทำใจให้เย็นมาก ๆ แบบนี้
1.ไม่แสดงความเห็น นั่งอ่านอย่างเดียว (แบบนี้ ดีที่สุด เพราะรู้ตัวว่า ตอบไป บางครั้งก็ไม่ได้อะไร แถมยังเจ็บตัวด้วย โดยเฉพาะคำตอบระดับชาติ อย่าได้ทำไป อาจติดคุกได้)
2.คิดก่อนทำ(เขียน)
ต้องสำนึกถึงตนเองก่อน ว่า ออกความเห็นแล้ว ได้อะไร
ไม่ใช่อยากออกความเห็นทุกเรื่อง ถ้าคนอื่นฟังไม่เข้าหู ก็เจ็บหูทุกครั้งไป
ถ้ายิ่งรู้ตัวว่า ไม่เป็นมวย เลย ก็ต้องอ่านอย่างเดียว เต็มที่ก็ ตั้งคำถามเชิงอยากรู้เพิ่มเติมในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
อย่าได้แสดงความเห็นอื่น ที่จะทำให้ท่านกลายเป็นคนแบบนี้ แบบนั้น ไป
3.สอนด้วยเมตตา
คำนี้เพิ่งจะเข้าใจมากขึ้น จาก พระมหาวุฒิชัย ว.วชิระ พระท่านนี้กล่าวว่า ถ้าจะสอนธรรมะ ให้สอนด้วยความเมตตา อย่าสอนด้วยอารมณ์โกรธ เพราะพระพุทธเจ้าสอนด้วยอารมณ์เมตตา น้ำเสียง ไม่ได้มีอารมณ์โกรธ เช่นนี้ ผู้ฟังรู้สึกศรัทธา
ถ้าเปรียบด้วยความเห็นของท่าน ก็เช่นเดียวกัน เขียนเจือไปด้วยความเมตตา อ่านตรวจทานอีกครั้ง แล้วค่อยPostก็ยังไม่สาย
อ่านตรวจทาน แล้วไม่เมตตา ก็หยุดเสีย ไม่Postเลยดีกว่า เพราะจะกลายเป็น ทะเลาะกัน
(ความจริงเรื่องแบบนี้ ข้าพเจ้า ก็ หลุด อยู่บ่อยเหมือน แต่มักใช้ข้อที่ 1 มากที่สุด ถ้าเห็นว่า โต้แย้งไปมาก ๆ ก็ไม่มีประโยชน์ ทบทวนแล้วว่าตนเองน่าจะถูกต้อง และทราบแล้วว่า อย่างไรเขาก็ไม่ฟังเรา ถ้าเป็นเช่นนั้น ให้จบสนทนา (และไม่ต้องแจ้งเขาให้ทราบว่า ฉันเลิกคุยแล้วนะ เพื่อรอคำขอโทษจากเขา)
........................................
ความจริงยังมีวิธีทำให้ มีสติ อีกมาก
ท่านไปคิดเพิ่มเติมเองเถิด โดยมีเป้าหมายว่า ทำอย่างไรไม่ให้ตนเองและผู้อื่น โกรธ
.......................................
พุทธธรรม ละ เลิก การสรรเสริญ ง่าย ๆ แบบนี้ ก็มีอยู่ ไม่ต้องนั่งสมาธิก็ได้
bad&good เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 325 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 10 ต.ค. 2550 (05:07)
โบราณท่านจึงเปรียบว่า "กิเลส เหมือน ไฟ" ... bad&good

I think this is a food for thought.
"nibbana" is (the state of) "fire completely gone".
One may conclude that Buddhist Teaching is about "kilesa" (fire) and "nibbana" (putting out fire).

To answer the 'topic' question.
What do you get when you have faith in Buddhist Teaching?

I think (as in "errrrh, I will say this...") if we come to know (understand) "our kilesa" (fires) and their "true nature", then we learn how to manage our kilesa.

I think Buddhist Teaching is about "managing" what, where and when we are.
Some would say "controlling our minds".

I think "sciences" and "arts" are not that different. They are "skills" - abilities to accomplish.

The Buddhist Teaching I perceive is one "effective" way to develop skills for use in between living and dying.
Some would say "and going completely - no returning".

Yes, bad&good's answers are easier to understand .
SR (IP:144.138.31.1)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 20 ต.ค. 2550 (00:44)
นับถือพุทธศาสนาแล้วได้อะไร?
โพสต์เมื่อ: 22:21 วันที่ 6 ต.ค. 2550 ชมแล้ว: 220 ตอบแล้ว: 13

ขอ ตอบ แบบ ตรง ๆ ตามคำถาม = อย่าหาว่ากำปั้นทุบดิน เลย เพราะไม่มีทางเลือก.....
ตอบว่า. จะได้คนมีความรู้ ส่วนหนึ่ง + ได้คนมี ความไม่รู้จริงอีกส่วนหนึ่ง + ได้คนมีความรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ส่วนหนึ่ง + สงสัย อีกส่วนหนึ่ง + ขวาง ๆ อีกส่วนหนึ่ง ..... ตามเหต ตามโอกาส ของผู้อยากรู้ เพราะหลักธรรม เป็นคำสอนเฉย ใครรู้แล้วทำได้ ได้ประโยชน์, รู้แล้วทำไม่ได้ไม่เกียว ใครทำ คนนั้นได้ ตามที่ทำ แน่นอน ตามผลของมัน ต้องฝึกตนให้รู้มาก ๆ แล้วนิ่ง ๆ 1.มีสติ 2.เลือกช้อธรรมมาใช้ทันและถูกต้อง *ไม่ใช่ถูกใจ * 3.วิริยะ พยายามไม่ยอมแพ้ *ผิดแก้ตัวทำใหม่* 4.ปิติ ยีนดีปรีดาใจไม่เศร้า .....5.......6........7.อุเบกขา อย่าไปวุ่นวายเลย ท่านจะเก่งอย่างไร ? ไม่เกิน 100 ปีก็ แจ๊ง โบ้ง ตายหมด อย่าคิด พูด ทำ ในเรื่องอีก 101 ปีเลย ช้าไปวันเดียว ปีเดียว ปลุกก็ไม่ลุก มารับรู้หลอก ! ตั้งแต่เกิดปัจจัยรอบตัวเรามัน พาเราหลงทาง เสียเวลาไปส่วนมาก .. เอารู้แบบ ตามปัญญาเถิด เถียงไปก็หิวข้าว..........คิด ถาม ที่ดีกว่านี้ จะดีกว่า ใหม๋ .. ????????? ลาก่อน
อยากรู้๘ (IP:125.27.105.235)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 20 ต.ค. 2550 (01:12)
แสงสว่าง ๔
1. แสงพระอาทิตย์
2. แสงสว่างพระจันทร์ ทั้ง 3 อย่างมีเงา ใข่ใหม๋ ?????
3. แสงสว่างฉะเพราะจุด

4.แสงสว่างแบบพุทธองค์ สว่างกว่า < เพราะไม่มีเงาหรือเปล่าชว่ยกัคิด >
แล้วมุมคิดเราคิดแบบ มีเงา หรือไม่มีเงา ต่างหากที่ ฉงง ต้องใคร่ครวญโดยแยบคาย
คิดแล้ว คิดอีก คิดทบทวน บอ่ย ๆ
1. คิดแบบเข้าข้างตัวเองให้น้อยที่สุด 2.คิดแบบลำเอียง ให้น้อยที่สุด
3. อย่าคิดแบบ จำกัดความ คือคิดไม่หมดไม่รอบ องค์รวมทุก ๆ ด้าน
อย่าคิดบบตัดสิน แบบ ศาลทหาร ในฉับพลันเลย จะผิดแบบหมดโอกาสแก้ไข เอง
หากุยแจไขปัญญาในหลัก กาลามะสูตร ให้เจอ ให้ได้ ตีความให้ ออก .......จะเจอ อ๋อ
ท่านจะเจอ ไม่เจอ มีเวลาหา ไม่มีเวลาหา ธรรมชาตของกาลเวลากินท่านแน่นอน
หากใคร หาแก่นแท้ ไม่เจอ หรืทำใจไม่ได้ โลกและสังคมไม่เกียว ร้องบ้าอยู่คนเดียว หรือเปล่า
อยากรู้๘ (IP:125.27.105.235)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 11 มี.ค. 2551 (21:12)
ขอแนะนำหนังสือธรรมะวิทยาศาสตร์
-"ดวงตาเห็นธรรม"
-"ฉันคืออะไร?"
-"ไม่มีศาสนา"
-"พุทธศาสนาสำหรับนักวิทยาศาสตร์"
สนใจอ่านได้ที่ เวบไซต์ "ฉันคืออะไร?"
www.whatami.net
kaw_47 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 115 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 13 มี.ค. 2551 (08:24)

ถ้าเราคิด อยากจะได้ คิดจะทำอันนี้ เพื่อให้ได้อันนั้น


เราก็จะอยู่ห่างไกลความจริงมาก


ความจริงไม่ได้แสดงต่อเราด้วยความอยาก


แต่จะแสดงต่อเราด้วยความสนใจ ใส่ใจจริงๆ ด้วยตัวของเราเอง


 


ไม่มีอะไรเลย ที่จะให้อะไรแก่เราได้


นอกจากเราจะค้นหาให้เจอ ในจิตใจของเราเอง


ด้วยความตั้งใจ ใส่ใจอย่างจริงจัง ด้วยการกระทำของเราเอง


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1593 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.