|
หลอดไฟ...ไม่มีวันต้องเปลี่ยน
โพสต์เมื่อ:
11:17 วันที่ 18 ต.ค. 2550 ชมแล้ว:
173,564
ตอบแล้ว:
1
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > วิทย์ทั่วไป
วิชาการ.คอม > เทคโนโลยี วิชาการ.คอม > เทคโนโลยี > vEnergy วิชาการ.คอม > เทคโนโลยี > เทคโนโลยีอิเลคทรอนิกส์
ถึงแม้ว่าหลอดไฟรุ่นโบราณหรือที่เรียกกันว่าหลอดไส้นั้นน่ะ จะเป็นสัญลักษณ์ของความคิดเจ๋งๆหรือไอเดียใหม่ๆที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปในรูปการ์ตูน แต่ในความเป็นจริงแล้วเจ้าหลอดรุ่นเก่าเนี่ยไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ หลอดไส้ นอกจากจะมีอายุสั้นแล้วยังกินไฟมาก แถม 95% ของไฟที่มันกินไปทั้งหมดน่ะ กลับเสียไปกลายเป็นเป็นความร้อนซะอย่างงั้น ตอนนี้กลุ่มนักวิจัยของบริษัท Ceravision ณ เมือง Milton Keynes ในประเทศอังกฤษก็เลยพยายามคิดค้นหลอดไฟประเภทใหม่ที่กินไฟน้อยกว่า ใช้งานได้นานกว่าแล้วแถมยังเอามาใช้กับ ระบบโทรทัศน์ที่ใช้แสงส่องจากด้านหลัง (rear-projection television) หรือให้แสงสว่างทั่วไปได้อีกด้วย
เคล็ดลับที่จะทำให้หลอดไฟมีอายุการใช้งานนานขึ้นก็คือต้องใช้หลอดไฟที่ไม่มี อีเล็คโทรท หรือไส้หลอดซึ่งมีอยู่ทั้งในหลอดไส้ทั่วไปและหลอดฟลูออเรสเซนต์ ถึงแม้ว่าอีเล็คโทรท จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลอดไฟที่ทำให้เราสามารถติดตั้งหลอดไฟเข้ากับระบบไฟภายในบ้านได้ง่าย อีเล็คโทรทนี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลอดไฟเสีย เพราะมันขาด หรือไม่ก็ทำปฏิกิริยากับก๊าซในหลอดไฟทำให้แสงสว่างที่ได้ลดลง การต่อไส้หลอดเข้ากับตัวหลอดก็ทำให้ได้ดียาก พอรอยต่อแตก หลอดไฟก็ใช้ไม่ได้อีก นักวิจัยหัวใสกลุ่มนี้ก็เลยออกแบบหลอดไฟที่ไม่ต้องใช้ไส้ซะเลย เจ้าหลอดไฟรุ่นใหม่นี้ใช้คลื่นไมโครเวฟเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลายเป็นแสงสว่าง โดยคลื่นไมโครเวฟแบบเดียวกับที่ใช้กับตู้อบไมโครเวฟในบ้าน จะวิ่งเข้าไปชนกับอะลูมิเนียมออกไซค์ก้อนเล็กๆ ติดอยู่ในร่องภายในตัวหลอด ทำให้เกิดสนามไฟฟ้าภายในช่องว่างในหลอด พอใส่แคปซูลที่มีก๊าซที่เหมาะสมเข้าไปในหลอด อะตอมของแก๊สก็จะกลายเป็นไอออน อิเล็คตรอนที่วิ่งอยู่ในสนามไฟฟ้าเมื่อชนกับอะตอมของแก๊สเหล่านี้ก็จะส่งต่อพลังงานไปยังอะตอมและโมเลกุลของแก๊สทำให้เกิดแสงเรืองขึ้นมา แสงที่ได้จากหลอดไฟประเภทนี้จะมีความสว่างสูงแต่ใช้พลังงานน้อย ในหลอดไส้ขนาด 60 วัตต์ธรรมดา เพียงแค่ 1.2 วัตต์หรือ 5%ของพลังงานไฟฟ้าที่กินไปเปลี่ยนเป็นแสงสว่าง อีก 58.8 วัตต์ที่เหลือเราเสียฟรีๆไปเป็นความร้อน หลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดตะเกียบที่เราว่าประหยัดมากแล้วก็ยังสามารถเปลี่ยนแค่ 15% ของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ไปให้เป็นแสงสว่าง หลอดไฟรุ่นใหม่ของ Ceravision นี้สามารถเปลี่ยน มากกว่า50%ของพลังงานไฟฟ้าให้ กลายเป็นแสงสว่างได้! คิดดูว่าจะกินไฟน้อยลงขนาดไหน ยิ่งไปกว่านั้น การที่หลอดไฟรุ่นใหม่นี้ไม่มีไส้ จะทำให้หลอดไฟใช้ได้นานหลายพันชั่วโมงหรือเรียกได้ว่าหลายสิบปี ซึ่งเหมาะกับการนำไปใช้ในงานออกแบบที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนหลอดไฟบ่อยๆ นอกจากนี้ แสงสว่างที่ได้จากหลอดไฟประเภทนี้จะไม่กระจายเป็นวงกว้างซึ่งเหมาะกับการนำมาใช้ในโทรทัศน์หรือโปรเจ๊คเตอร์ หลอดไฟของ Ceravision ยังมีขนาดเล็กและให้แสงสว่างมากกว่า LEDs (light-emitting diode) ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป เครื่องผลิตคลื่นไมโครเวฟหนึ่งเครื่องยังสามารถใช้กับหลอดไฟหลายๆหลอดพร้อมกันได้อีกด้วย ทุกวันนี้ 20% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วโลกหมดไปกับการให้แสงสว่าง หลอดไฟรุ่นนี้นอกจากจะมีราคาถูกและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศแล้ว ยังช่วยลดการใช้ปรอทซึ่งเป็นโลหะหนักที่เป็นพิษที่มีอยู่ในหลอดไฟที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปอีกด้วย ดีขนาดนี้ เมื่อไหร่ถึงจะได้เอามาใช้น้า?? อ้างอิงจาก The Economist Technology Quarterly Sep 06 2007 http://www.economist.com/science/tq/displaystory.cfm?story_id=9719129 ![]() จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1- An interesting example of lateral thinking that solves real problems. To the translator, I have a question though: you use อีเล็คโทรท for electrodes; is this the official Thai spelling for "electrode"? (I am reminded of ภิกขุ for Bhikkhu where บิกขุ would read more Paali-like. )SR (IP:144.138.31.252) |