สาเหตุของการเป็น เกย์อย่างแท้จริง
MONTREAL (CUP) - การค้นคว้า เพื่อทําเข้าใจว่า เหตุใด มนุษย์เราจึง มีความสนใจ ในเพศใดเพศหนึ่ง
(หรืออีกเพศหนึ่ง) เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมานาน
. การค้นพบครั้งล่าสุดโดย Sandra Witelson แห่งมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์ (McMaster University)
นั้นเป็นเพียงผลงานวิจัย ทางวิทยาศาสตร์อีกชิ้นหนึ่ง ที่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า ชีววิทยาหรือพันธุศาสตร์
กับความเป็น homosexual นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน
. ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แม้ว่างานวิจัยในห้องปฏิบัติการทั้งหลาย จะถือว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น
แต่ก็ยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า มีปัจจัยทางชีววิทยาบางอย่าง ที่เป็นตัวกําหนดรสนิยมทางเพศ แม้ว่า
จะยังไม่อาจสรุปได้ว่า ปัจจัยดังกล่าวนั้นคืออะไร
. อย่างไรก็ตาม มีความเห็นที่ไม่ค่อยตรงกันนัก ไม่ว่าจะใน สังคมวิทยาศาสตร์เอง หรือ สังคมชาวเกย์ก็ดี
ว่าจะนําเอาความรู้ดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์อย่างไร ผลกระทบที่อาจจะตามมา มีอะไรบ้าง และใคร
จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลเสียที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งว่า ทํางานวิจัยดังกล่าวขึ้นมาทําไม
งานวิจัยของ Witelson ค้นพบว่าขนาดของ isthmus (ส่วนคอด) ของ corpus callosum ซึ่งเป็นทางผ่าน
ที่เชื่อมระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา นั้นมีความแตกต่างกัน [เปรียบเทียบ heterosexual กับ homosexual]
พร้อมด้วย ผู้ร่วมงานที่มหาวิทยาลัยของเธอ และ นักวิจัย แห่ง ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ ใน Toronto
ได้ทำการพิเคราะห์ สมองของ ชายที่เป็น heterosexual 10 คน และ homosexual 11คน และ พบว่า คอคอด ของ
ชายที่เป็นเกย์ มีความหนากว่า heterosexual ถึง 13 เปอร์เซนต์ แต่กระนั้น ชายที่เป็นเกย์บางคน ก็มี
คอคอด บางกว่า ชายที่เป็น heterosexual
สําหรับแนวความคิดที่ว่า ปัจจัยทางชีววิทยา มีบทบาทในการกําหนดความเป็นเกย์นั้น Witelson
กล่าวในการประชุมประจําปี ของสมาคมประสาทวิทยา (Society for Neuroscience) ที่หาดไมอามี่ รัฐฟลอริดา ว่า
"แน่นอน เราไม่ได้หมายความว่า สิ่งแวดล้อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง [ต่อการกําหนดความเป็นเกย์]
แต่เราหมายความว่า สิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอธิบาย เรื่องราวทั้งหมดได้" (
แปลเป็นไทย แบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ : สิ่งแวดล้อมมีผลแค่บางส่วนเท่านั้น )
. อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าขนาด isthmus ของสมองที่แตกต่างกันนั้น
เป็นสาเหตุที่ทําให้เป็นเกย์ หรือว่า เป็นผลลัพธ์มาจากความเป็นเกย์ กันแน่
. ในปีที่แล้ว ได้มีการโต้แย้งกัน เกี่ยวกับการค้นพบของ Dean Hamer ซึ่งเป็นนักพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล
แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health) ที่เมือง Bethesda รัฐแมรี่แลนด์ Halmer
กล่าวว่าเขาได้ค้นพบ ตําแหน่งบนโครโมโซม X ซึ่งพบว่ามีความเหมือนกันในพี่น้องที่เป็นเกย์
ตําแหน่งดังกล่าวนี้เรียกว่า Xq28 [คําอธิบาย: X หมายความว่า ตําแหน่งดังกล่าว อยู่บนโครโมโซม X, ส่วน q หมายความว่า ตําแหน่งดังกล่าว อยู่บนแขนที่ยาวกว่า ของโครโมโซม (ถ้าเป็นแขนสั้นจะใช้ p), และ 28 บอกระยะห่าง (เป็นหน่วยทางพันธุศาสตร์) จากจุดเชื่อม ที่เป็นรอยต่อ ของแขนสั้น และ แขนยาวของโครโมโซม] Halmer ชี้ว่าตําแหน่งดังกล่าว อาจจะ มีส่วนในการกําหนดรสนิยมทางเพศก็ได้
." แม้ว่าการค้นพบยีนที่กําหนดความเป็นเกย์ (gay gene) นั้นจะยังเป็นเรื่องที่ยังห่างไกล
[ปัจจุบันรู้แค่ตําแหน่งคร่าวๆ ซึ่งในตําแหน่ง Xq28 นี้สามารถบรรจุยีนได้เป็นร้อยๆ ยีน]
แต่กลุ่มผู้สนับสนุนงานวิจัยลักษณะดังกล่าว เชื่อว่า มันจะช่วยให้ สังคมยอมรับคนที่เป็นเกย์มากขึ้น
Halmer ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Out ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเรื่องรักร่วมเพศว่า
"มันเป็นการท้าทาย คํากล่าวที่ว่า การเป็นเกย์นั้นเป็นความสมัครใจ"
. แต่ข้อโต้แย้งนั้นมีอยู่สองประเด็น ในขณะที่กลุ่มหนึ่งกล่าวว่าหากพิสูจน์ได้ว่า
ยีนที่กําหนดความเป็นเกย์ มีอยู่จริงๆ จะทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่า ความเป็นเกย์ เป็นตัวเลือก
ของการดํารงชีวิต ที่ผิดศีลธรรม นั้นตกไปโดยปริยาย แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง กล่าวว่า
งานวิจัยนี้จะถูกนําไปใช้เพื่อชี้ให้เห็นว่า homosexuality นั้นเป็นความบกพร่องทางพันธุกรรม
. "ปัญหา [ ที่มากับผ่ายโต้แย้งฝ่ายแรก ] นั้นมันไม่ได้ดูที่เรื่องราว และ ความคิดที่
การตัดสินทางชีววิทยา ถูกนำมาใช้กับบุคคล" คำกล่าวของ Jean-Francois Monette นักทำภาพยนตร์
Montreal ผู้ซึ่ง ทำงานซึ่งประกอบด้วยเอกสาร เกี่ยวกับประเด็นนั้น
ภาพยนตร์ ซึ่งมีชื่อว่าชื่อว่า " Hyping the Hypothalamus" และมีกำหนดการเผยแพร่ ผ่านทาง
National Film Board ในต้นปีหน้า จะกล่าวถึง งานวิจัยทางชีววิทยา และ พันธุศาสตร์ เกี่ยวกับ สาเหตุของ
homosexuality รวมทั้ง ผลกระทบ ที่อาจมาจาก งานวิจัยดังกล่าว
กล่าวถึง ประเทศเยอรมัน ในยุคนาซี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประเทศที่ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
ถูกนํามาใช้เพื่อ "พิสูจน์" ว่า ชาวยิว และ ชาวเกย์ นั้น
เป็นผู้มีความบกพร่องทางพันธุกรรม ไม่บริสุทธิ์ และสมควรถูกกําจัดให้หมดไป
Monette ให้มุมมองที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ ความสนใจของสาธารณชน ต่อการเรียนรู้ปัจจัยทางชีวภาพ
ที่มีผลต่อความเป็นเกย์ว่า "ดูเหมือนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ จะให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก
มีการทุ่มเงินจํานวนมาก ให้แก่งานวิจัยลักษณะดังกล่าว คนพวกนี้ [นักวิจัย] ได้รับเงินสนับสนุน
และได้มากเสียด้วย"
เขาอธิบายว่า จากการสัมภาษณ์ ความเห็นของประชาชนตามท้องถนน เกี่ยวกับสาเหตุของ homosexuality พบว่า
ประมาณครึ่งหนึ่ง มีความเชื่อเก่าๆ และล้าสมัย ในแบบของฟรอยด์ (นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย)
ว่าการติดแม่มากไป หรือการขาดพ่อ เป็นสาเหตุของความเป็นเกย์
". "ดูเหมือนว่า homosexuality ในประเทศอเมริกา จะเป็นเรื่องใหญ่มากกว่า
(กว่าประเทศแคนาดา) ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า มีความตื่นตัว ในเรื่องเกย์กันมากขึ้น พวกเขา
พยายามแก้ปัญหา และ หาทางออก เพื่อไม่ให้ มันเป็นเรื่องน่ากลัวไปกว่านี้" Monette กล่าว
. แต่อีกหลายๆ คนก็มีความหวาดกลัวว่า การค้นพบยีนที่ทําให้เป็นเกย์ จะนําไปสู่ การคิดค้น
วิธีตรวจสอบทารกในครรภ์ ว่าเป็น homosexual หรือไม่
". "สิ่งนี้มีความเป็นไปได้ในทางพันธุวิศวกรรม" Alex McKay ผู้ประสานงานวิจัย ของสภาข้อมูลและการศึกษาทางเพศแห่งแคนาดา (Sex Information and Education Council of Canada หรือ SIECCON)
กล่าว "หากเรา สามารถตรวจสอบ ทารกในครรภ์ได้ ก็เป็นไปได้ว่า จะมีการตรวจ รสนิยมทางเพศ"
ซึ่งจะทําให้ พ่อแม่มีทางเลือกว่า จะทําแท้ง ทารกในครรภ์ ที่จะเกิดมาเป็น homosexual ดีหรือไม่
. ปัญหา เกี่ยวกับการตรวจสอบ ทารกในครรภ์ นี้มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ในบางประเทศ ที่ประเทศจีน บิดา และมารดา จะถูกลงโทษ โดยการหักเงิน หากมีลูกมากกว่า 1 คน และเนื่องจากว่า พ่อแม่คนจีนส่วนใหญ่
ชอบที่จะมีลูกชายมากกว่า ดังนั้น การทําแท้ง ทารกที่เป็นเพศหญิง จึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่ มีการคิดค้น วิธีการตรวจสอบเพศทารกในครรภ์ขึ้นมา รัฐบาลจีน พึ่งจะมาประกาศ
ห้ามการตรวจเพศทารกในครรภ์ เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1994 นี้เท่านั้น
." อีกกลุ่มเชื่อว่า การค้นพบ ความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยทางชีววิทยา กับ รสนิยมทางเพศ
จะนําไปสู่ ระบบการกีดกัน หรือ แบ่งแยกอีกระบบหนึ่ง "พวกเขาจะบอกว่า มันเป็นโรคชนิดหนึ่ง
เมื่อคุณเป็นเกย์ นั่นแปลว่า คุณป่วย ทํานองเดียวกันกับโรคมะเร็ง" Marie-Andre Lemay
ผู้อํานวยการฝ่ายสื่อสารของ Le Centre de Gaies et Lesbiennes กล่าว "นอกจากนี้
ยังอาจเป็นไปได้อีกว่า นายจ้าง อาจจะต้องการตรวจคุณ ก่อนรับเข้าทํางานก็ได้ นายจ้างทุกคน
สามารถทําให้เรื่องนี้เป็นเรื่องบังคับได้"
." Lemay รู้สึกขุ่นเคือง เมื่อถูกคนถามว่า ทำไมคนถึงได้เป็น homosexual " การเป็น เกย์
เป็น เรื่องธรรมชาติ" เธอกล่าว " ก็แล้วทำไม คนถึงได้เป็น ชายจริงหญิงแท้ ล่ะ ?
ไม่เห็นมีใครถามมั่งเลย"
. เมื่อทั้ง นักวิทยาศาสตร์ และ บรรดาเกย์ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การวิจัยพันธุศาสตร์ สามารถถูกนำไปใช้ในทางลบ มันเป็นเรื่องยาก ที่จะตัดสินใจว่า ใครจะรับผิดชอบ สิ่งที่ปรากฎออกมา ภายหลัง
" " การรับผิดชอบอันแรก [ ของนักวิทยาศาสตร์ ] คือ การผลิตผลงานวิทยาศาสตร์ชิ้นสําคัญ
" คำกล่าวของ Francis Rolleston ผู้อํานวยการ ทีมนวกรรมของสภาวิจัยทางการแพทย์ (Medical Research Council) ซึ่ง เป็นสถาบัน ที่ให้การสนับสนุน งานวิจัยทางด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และชีวเวชกรรมในประเทศแคนาดา สำหรับ Rolleston แล้ว คำกล่าวนั้นหมายความว่า
เราจะต้องรอจนกว่าจะมีการวิเคราะห์ตัวอย่างชิ้นสําคัญเสียก่อน จึงจะหาข้อสรุปที่แน่นอนได้
"." " ผมไม่คิดว่า วงการวิทยาศาสตร์ สามารถปัดความรับผิดชอบ โดยการกล่าวง่ายๆ ว่า
งานวิจัยลักษณะนี้ กําลังมาแรง และ คุณไม่สามารถทักท้วงอะไรได้เลย เราจําเป็นจะต้อง มีการหารือ
ในระดับสังคมวงกว้างกันแล้ว "
." McKay แห่ง SIECCON ก็ไม่คิดว่า ความรับผิดชอบ น่าจะตกอยู่กับ วงการวิทยาศาสตร์ทั้งหมด
"พวกเขา มีหน้าที่ ที่จะต้อง เผยแพร่ความรู้ที่ค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม นี่เป็น
ปัญหาเรื่อง จริยธรรมของสังคมส่วนใหญ่"
อย่างไรก็ตาม คํากล่าวของ Rolleston หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่เป็นเจ้าของงานวิจัย ก็ไม่อาจปลดเปลื้องตัวเอง จากความรับผิดชอบไปได้ "นักวิทยาศาสตร์ ต้องมีการกําหนด
ข้อบังคับที่เข้มงวด" เขากล่าว "พวกเขา ต้องมีแนวปฏิบัติ ว่าทําอย่างไรงานของพวกเขา
จึงจะเป็นที่ยอมรับ และ งานเหล่านั้น จะนําไปประยุกต์ใช้ ในลักษณะใดได้บ้าง"
. สำหรับ Monette แล้ว การป้องกัน การนําความรู้ทางพันธุศาสตร์ ไปใช้อย่างผิดๆ เป็นหน้าที่ของสาธารณชน "เราจะต้องมีความระมัดระวัง อย่างมาก กับ การนําผลงานวิจัยไปใช้" Monte กล่าว
แต่ไม่ว่า จะมีความสัมพันธ์ ระหว่าง ปัจจัยทางชีววิทยากับ homosexuality หรือไม่ก็ตาม หลายคนเชื่อว่า
การเลือกที่รักมักที่ชัง จะไม่มีวันสิ้นสุดลง สําหรับ James Edwards ซึ่ง เป็นอดีต ผู้ประสานงานภายนอก
ของชุมนุมสามัคคี ผู้รักร่วมเพศ (Concordia Queer Collective) แล้ว การสิ้นสุดลง ของการแบ่งแยก ต่อต้านพวกรักร่วมเพศ นั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยอาศัยวิทยาศาสตร์
"." "วิถีทาง ที่จะกำจัด การเลือกที่รักมักที่ชัง คือ การศึกษา บางคน
เลือกที่รักมักที่ชัง เพราะพวกเขา ไม่สนใจ หรือ ไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว พวกเรา ก็ไม่ได้แตกต่าง
ไปจากคนทั่วไป ตรงใหนเลย พวกเขา เอาภาพพจน์บางอย่าง ของเกย์ ไปเปรียบเทียบกับพวก pedophils
(คือผู้ที่มีเบี่ยงเบน ทางพฤติกรรม ไปชอบมีความสัมพันธ์ทางเพศ กับเด็กๆ) แล้วก็มองว่า เกย์เป็นแบบนั้นไปทั้งหมด"
." เขาเพิ่มเติมว่า มนุษย์ควรจะ บอกกล่าว เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน "ผมเองเป็นเกย์ และ
เมื่อผมตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า ผมก็ไม่เห็นว่า ตัวเองมีอะไร แตกต่างไปจาก คนเดินถนนทั่วไป"
เขากล่าวทิ้งท้าย
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เกย์ยีน (gay gene)
Dean Halmer นักพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล แห่ง National Institute of Health รัฐแมรี่แลนด์ ได้ทำการติดตามศึกษาฝาแฝดแท้ที่แยกกันอยู่และได้รับการเลี้ยงดูที่ต่างกัน แต่ก็ยังเป็นเกย์ทั้งคู่ สาเหตุที่ต้องใช้ฝาแฝดแท้ในการศึกษานี้ ก็เพราะฝาแฝดแท้มีโครโมโซมเหมือนกันทุกประการ และแสดงถึงข้อสันนิษฐานที่ว่าการเป็นเกย์มีผลสืบเนื่องจากพันธุกรรมบางอย่าง Halmer ค้นพบตำแหน่งบนโครโมโซม X ที่มีความเหมือนกันในพี่น้องคู่เกย์ดังกล่าว
ตำแหน่งดังกล่าวนี้เรียกว่า Xq28 Halmer ซึ่งโครโมโซมตำแหน่งนี้ อาจจะเป็นตัวกำหนดรสนิยมทางเพศก็ได้ แต่กระนั้นถึงแม้ว่ามีการค้นพบจุดร่วมบางอย่าง ก็ยังเป็นเรื่องที่ยังดูห่างไกลเกินความเข้าใจอยู่ดี เพราะตำแหน่งที่ Xq28 นั้นสามารถบรรจุยีนได้เป็นร้อยๆ ยีน การค้นพบเรื่องเกย์ยีนนี้นำไปสู่ประเด็นเรื่องเทคโนโลยีชีวจริยศาสตร์ที่ว่า อาจจะนำไปสู่การคิดค้นการตรวจสอบทารกในครรภ์ ว่าเป็น Homosexual หรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้พ่อแม่มีทางเลือกว่าจะทำแท้งทารกในครรภ์ที่ Born To be Homosexua หรือไม่ ? เรื่องไกลตัวที่ยังมาไม่ถึงนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนะคติของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคนเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นคำถามประเภท What if ที่ว่า " ถ้าคุณรู้อยู่แล้วว่าลูกที่เกิดมาจะต้องเป็นเกย์แน่ๆ คุณยังยอมจะให้เขาเกิดมาไหม?" หรือลูกที่เป็นเกย์ ไม่มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้?
+ ฮอร์โมนเพศ ไม่ปกติ
มีผลการศึกษาที่ได้รับการยอมรับว่าการที่หญิงรักหญิงหรือเลสเบี้ยน น่าจะเกิดการการผิดปกติของฮอร์โมนเพศ ตั้งแต่ที่ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ของมารดาอยู่ โครโมโซมเพศของผู้หญิงเป็น XX แต่ปรากฏว่าตัวอ่อนนั้น กลับได้รับฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อเทสทอสเทอโรน ซึ่งมีลักษณะของผู้ชาย และอาจรวมไปถึงเรื่องรสนิยมทางเพศด้วยทำให้เกิดหญิงรักหญิงหรือ เลสเบี้ยขึ้นมา
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ท่านอาจจะอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Xq28 แล้วอาจเกิดคำถามว่า ทำไมถึงต้องใช้ฝาแฝดแท้ที่แยกกันอยู่?
ทำไมถึงต้องใช้พี่น้องที่เป็นเกย์?
ฝาแฝดแท้ที่แยกกันอยู่ เป็นสิ่งที่แสดงให้ถึง ผลของพันธุ์กรรมและสิ่งแวดล้อม ที่มีผลต่อมนุษย์แต่ละคน
เนื่องจากฝาแฝดแท้มี โครโมโซม ที่เหมือนกันทุกประการ การที่ฝาแฝดทั้งสองแยกกันอยู่
จะทำให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน
ดังนั้น เมื่อทำการทดสอบฝาแฝดแท้ที่แยกกันอยู่หลายๆ คู่
-ถ้ามีสิ่งใดที่ฝาแฝดเป็นเหมือนกัน จะสรุปว่า สิ่งนั้นเป็นผลมาจาก โครโมโซม
-ถ้ามีสิ่งใดที่ฝาแฝดต่างกัน จะสรุปว่า สิ่งนั้นเป็นผลมาจาก สิ่งแวดล้อม สิ่งที่ฝาแฝดต่างกัน คือ
นิสัยใจคอ, ความชอบบางอย่าง และ โรคที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางพันธุกรรม
จึงสรุปว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่ฝาแฝดเหมือนกัน คือ รูปร่างหน้าตาภายนอกทุกอย่าง (หน้าตา รูปร่าง สีผม สีผิว ฯลฯ)
และโรคติดต่อทางพันธุกรรม จึงสรุปว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากพันธุกรรม
เมื่อมีการวิจัยผลทางพันธุกรรมที่มีต่อความเป็นเกย์ พบว่า แทบทุกกรณี ถ้าฝาแฝดคนหนึ่งเป็นเกย์
อีกคนก็จะเป็นเช่นกัน [เนื่องจากมีข้อสรุปว่า เกย์เกิดจากพันธุกรรม ดังนั้น ผมคิดว่าจริงๆ แล้ว
ถ้าแฝดคนหนึ่งเป็นเกย์ อีกคนต้องเป็นแน่นอน เนื่องจากโครโมโซมของทั้งสอง จะเหมือนกันทุกประการ
การที่การวิจัยอาจจะพบว่า คนนึงเป็นเกย์ แต่อีกคนไม่ได้เป็น เนื่องจาก อีกคนที่เหลือ
เป็นพวกที่ไม่อยากให้ใครรู้ ว่าตัวเองเป็นเกย์ (เหมือนกับผม)] ดังนั้นจึงสรุปว่า การเป็นเกย์ เกิดจาก
พันธุกรรม
ทีนี้พอรู้แล้วว่า เกย์ เกิดจากพันธุกรรม นักวิจัย ก็ค้นคว้าต่อไปว่า มันเกิดจากโครโมโซมตัวใหนล่ะ?
ท่านคงรู้แล้วว่า มนุษย์ มี โครโมโซม 23 คู่ ในแต่ละคู่จะมียีนจำนวนมากมายมหาศาล การที่มนุษย์ 2
คนที่ไม่ใช่ฝาแฝดแท้ จะมีโครโมโซมเหมือนกัน เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไม่ได้เลย โดยทั่วไป
ในการหาว่าโรคติดต่อทางพันธุกรรมชนิดใด อยู่ในยีนตัวใหนของ โครโมโซม จะใช้ พี่น้อง พ่อแม่เดียวกัน
ที่เป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมเหมือนกัน (โรคติดต่อทางพันธุกรรม ไม่ได้หมายความถึง โรค
ที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยนะครับ แต่หมายถึงสิ่งที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ ไปยังลูกหลานได้ เช่น
การมีขนที่หู เป็นต้น) การที่ไม่ได้ใช้ฝาแฝดแท้ เพราะว่า ฝาแฝดแท้มียีนทุกตัวเหมือนกันหมด
เลยหาโรคติดต่อทางพันธุกรรม เจาะจงเฉพาะอย่างไม่ได้ และการที่ไม่ได้ใช้คนที่เป็น
โรคติดต่อทางพันธุกรรมเหมือนกัน แต่คนละพ่อแม่ ก็เพราะ
โรคติดต่อทางพันธุกรรมโรคเดียวกันจะมีมากน้อยต่างกัน (เช่น ศีรษะล้าน จะมี ล้านมาก ล้านน้อย ล้านตรงกลาง ล้านด้านหน้า ฯลฯ ซึ่งยีนในตำแหน่งที่ ทำให้เกิดหัวล้าน จะแตกต่างกันไป ในหัวล้านแต่ละแบบ)
ใน พี่น้อง พ่อแม่เดียวกัน ที่เป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมเหมือนกันนั้น ยีนแต่ละคู่จะมีโอกาสเกิดได้ 4
แบบ โดยจะมีข้างหนึ่งรับมาจากตัวใดตัวหนึ่งในสองตัวของพ่อ อีกข้างก็จะรับมาจากตัวใดตัวหนึ่งในสองตัวของแม่ เนื่องจากแต่ละคนมียีนมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้น พี่น้อง
อาจมียีนหลายตัวที่เหมือนกัน ทีนี้จะรู้ใด้ไงล่ะว่ายีนตัวใหนทำให้เกิดโรคติดต่อทางพันธุกรรมนั้นๆ?
วิธีหาก็ไม่ยาก ทำได้โดยหา พี่น้อง พ่อแม่เดียวกัน ที่เป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมเหมือนกันจำนวนหลายๆ
คู่มาตรวจสอบ ซึ่งทุกคู่จะมียีนส่วนต่างๆ ที่เหมือนหรือต่างพี่น้องของตน
แต่ทุกคู่ที่เป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมเดียวกัน จะมียีนในตำแหน่งหนึ่งที่เหมือนกันกับพี่น้องของตนเสมอ
การหาตำแหน่งของโรคติดต่อทางพันธุกรรม ทุกโรคจะตรวจสอบได้ด้วยวิธีนี้ รวมทั้งเกย์ เมื่อตรวจสอบ
พี่น้องพ่อแม่เดียวกันที่เป็นเกย์เหมือนกัน ในหลายๆ คู่ พบว่า ทุกคู่มียีนที่เหมือนกับพี่น้องของตัวเอง
ในตำแหน่ง Xq28 ซึ่งอยู่ใน โครโมโซม X
จึงได้ข้อสรุปว่า เกย์ เป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมซึ่งเกิดจากความผิดปรกติของยีนบนโครโมโซมที่ตำแหน่ง Xq28
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ปล. พอดีผมไปอ่านเจอมาคิดว่าอ่านแล้วได้ความรู้ จึงเอามาฝากครับ
สำหรับที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จากลิ้งค์ข้างล่าง
http://www.saranair.com/search.php?query=xq28
http://goozaa.com/page.php?id=246
http://community.thaiware.com/index.php?showtopic=315415
หรือจะหาข้อมูลจาก
http://www.google.com ก็ได้โดยพิมพ์คำว่า Xq28
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++